เหตุผลที่เขียนบล็อก

20160328_WhyIBlog

วันก่อนมีผู้อ่านท่านหนึ่งถามผมมาทาง Facebook ว่า “ทำไมถึงเขียนบล็อก” ผมเลยบอกเขาไว้ว่า จะมาตอบคำถามนี้ผ่านบล็อกนะครับ

ผมขอแบ่งเหตุผลที่เขียนบล็อกเป็นสองส่วน คือทำไมถึงเริ่มเขียน และทำไมถึงยังคงเขียนอยู่

—–

ทำไมถึงเริ่มเขียน?

อยากมีเว็บไซต์ของตัวเอง สมัยนี้การสร้างเว็บไซต์ของตัวเองง่ายกว่าแต่ก่อนมาก แทบไม่ต้องใช้ความรู้ด้านเทคนิคอะไรเลย ดังนั้นเลยคิดว่าน่าจะดีถ้าเราจะมีเว็บของตัวเองซักเว็บนึง และการทำเว็บผ่านการเปิดบล็อกกับ Tumblr หรือ WordPress ก็เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด ตอนแรกไม่ได้อยากจะใช้ชื่อ anontawong.com นะครับ แต่พอลองคิดชื่ออื่นๆ ที่ชอบก็มีคนเอาไปหมดแล้ว เลยต้องมาลงเอยกับชื่อตัวเอง

มีบล็อกเกอร์เป็นไอดอล บล็อกเกอร์คนหนึ่งที่ผมติดตามมานานแล้วชื่อ Seth Godin ซึ่งเป็นหนึ่งใน Marketing Guru ที่โด่งดังที่สุดในยุคนี้ (เขียนหนังสืออย่าง Purple Cow, Linchpin, และ The Icarus Deception) เซ็ธเขียนบล็อกมา 14 ปีแล้ว และเซ็ธคนนี้เองที่แนะนำว่าเราควรจะเขียนบล็อกทุกวัน

อยากฝึกปรือการเขียน ช่วงที่ผมเปิดบล็อก anontawong.com ผ่าน Tumblr ใหม่ๆ ผมจะเขียนบล็อกเป็นสองภาษา (ดูตัวอย่างได้ที่ตอน Unforgettable Conversation และตอนคนเราจะมีพรุ่งนี้ได้อีกกี่วัน) เพราะจะได้ฝึกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษไปในตัว แต่นั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขียนได้ไม่มากนักเพราะต้องใช้พลังงานเยอะ แค่คิดจะเขียนก็เหนื่อยแล้ว

มีคนให้กำลังใจ ผมเคยอาสาเขียนบทความให้นิตยสาร Neighbour ที่เป็นนิตยสารแจกฟรี พอปลายปี 2557 จัดงานแต่งงานก็เลยเอาบทความเหล่านี้มารวบรวมพิมพ์เป็นของชำร่วย แล้วมีผู้ใหญ่หลายคนที่เอาไปอ่านแล้วชอบใจ คุณทอรุ้ง จรุงกิจอนันต์ (ภรรยาคุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ นักเขียนขั้นเทพผู้ล่วงลับ) บอกผ่านพ่อผมมาว่า “อย่าหยุดเขียน”

ได้อ่านหนังสือดี ช่วงสิ้นปี 2557 ผมไปหยุดพักผ่อนที่กาญจนบุรี ได้อ่านหนังสือจบไปสองเล่มคือ คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย  ของคุณรวิศ หาญอุตสาหะ กับ มองไกลบนไหล่ยักษ์ ของคุณวิสูตร แสงอรุณเลิศ ผมจำไม่ค่อยได้แล้วว่าเนื้อหามีอะไรบ้าง รู้แค่เพียงว่าผมได้รับมวลพลังงานอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมตั้งใจว่า กลับมาถึงกรุงเทพจะลองเขียนบล็อกติดต่อกันสามวันดู

อยากแชร์สิ่งที่รู้ ผมว่าหลายคนน่าจะเคยอ่านเจอประโยคบางประโยคที่เปลี่ยนความคิดและมุมมองของเราไปในทางที่ดีขึ้น หรืออ่านหนังสือบางเล่มแล้วได้แต่เสียดายว่า ทำไมเราไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ให้เร็วกว่านี้ ผมเองก็เชื่อว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มาน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นๆ บ้าง จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาลองผิดลองถูกเหมือนผมครับ

สอดคล้องกับอดีต เขาว่ากันว่าถ้าตอนนี้เราไม่แน่ใจว่า passion ของเราคืออะไรให้ลองมองย้อนกลับไปดูสมัยเด็กๆ ว่าเราชอบทำอะไร ผมนึกขึ้นได้ว่าตอนอยู่ชั้นประถมผมเคยลงเขียนเรียงความส่งประกวดอยู่สามสี่ครั้ง โดยส่วนใหญ่เขาจะให้ภาพมาหนึ่งภาพและให้เราเล่าเรื่องจากภาพนั้น จำได้ว่ามีภาพหนึ่งที่เป็นชายฝรั่งสามคนใส่สูทที่ดูโบราณๆ หน่อยคุยกันอยู่สามคน ผมก็ใช้จินตนาการเป็นตุเป็นตะว่าสามคนนี้กำลังคุยเรื่องประดิษฐ์นาฬิกาเรือนแรกของโลกกันอยู่ (ถกกันแม้กระทั้งเรื่องตัวเลขบนนาฬิกา ว่าควรจะมีแค่ 1-12 หรือเลข 1-24) จำได้ว่าเรียงความชิ้นนี้ได้เป็นตัวแทนไปแข่งในระดับเขตเลยทีเดียว!

สอดคล้องกับอนาคต ผมแอบมีความคิดว่าพอลูกเรียนจบ ผ่อนบ้านหมดแล้ว ก็อยากอยู่บ้านเยอะๆ และใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือดีๆ และเขียนบทความเพื่อหารายได้เป็นค่าขนม จะได้ไม่ต้องออกไปฝ่าฟันทำงานนอกบ้าน การเขียนบล็อกก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างแบรนด์ให้ตัวเองในฐานะนักเขียนคนหนึ่งครับ

—–

ทำไมถึงยังคงเขียนอยู่?

เขียนให้ผู้อ่าน ความรู้สึกที่ดีที่สุดสำหรับบล็อกเกอร์ คือเขียนบทความแล้วมีคนเห็นว่ามีประโยชน์ ซึ่งตัวบ่งชี้ที่สำคัญก็คือดูว่ามีคนแชร์บล็อกของเรามากแค่ไหน โดยตอนนี้บทความของผมจะมีคนแชร์ประมาณ 50-100 ครั้ง แต่ถ้าบางบทความโดนใจคนมากๆ ก็อาจมีคนแชร์เป็นพันเป็นหมื่นครั้งเลยทีเดียว ไม่มีอะไรจะน่าชื่นใจไปกว่านี้แล้ว

เขียนให้คนในครอบครัว เรื่องบางเรื่องเราอาจจะไม่มีเวลาได้นั่งคุยกับคนในครอบครัว ก็เลยใช้วิธีเขียนให้อ่านแทน อย่างบทความวิธีการจัดบ้านแบบ KonMari ซึ่งเป็นบทความที่มียอดคนอ่านมากที่สุด ก็เกิดจากการที่ผมเขียนให้คนในบ้านได้อ่านก่อนจะลงมือเก็บบ้านจริง

เขียนเตือนใจตัวเอง หลายบทความก็เป็นการเขียนเพื่อเตือนใจตัวเองเป็นหลัก เช่นเรื่องเมื่อไหร่จะเหนื่อยน้อยลง วิธีการใช้มือถือในปี 2559 และ ยังไม่มีอารมณ์

เขียนเพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน วันที่มีลูกคนแรก และวันที่ทำความฝันวัยเด็กให้เป็นจริงด้วยการไปดูแมนยูที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด

เขียนเป็นมรดก เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลังของชีวิตและต้องไปงานศพบ่อยขึ้น ก็คิดว่าถ้ามีอะไรบางอย่างทิ้งไว้เป็นประโยชน์ต่อโลกบ้าง การมาของเราคราวนี้ก็คงไม่สูญเปล่า

ขอบคุณผู้อ่านทุกคนที่ช่วยสนับสนุน Anontawong’s Musings ตลอดมา อยู่กับผมไปนานๆ นะครับ!

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

รีบเย็น

20160327_Hurry

“คนเราต้อง ‘รีบเย็น’ อย่า ‘รีบร้อน’ ยิ่งช่วงวิกฤติก็ยิ่งต้องใจเย็น”

– พระมิตซูโอะ เควสโก
a day BULLETIN 100 Interview The Observer
พฤษภาคม 2554 สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

—–

สำหรับคนทั่วๆ ไป อารมณ์กับการกระทำมักจะไปในทิศทางเดียวกัน

ถ้าอารมณ์ดีๆ ชิวๆ ก็จะทำอะไรแบบเนิบๆ เรื่อยๆ มาเรียงๆ

แต่ถ้ากำลังหงุดหงิด ก็อาจจะทำอะไรเร่งๆ ส่งๆ ไป

แต่พระมิตซูโอะ ก็เตือนว่า เรายังมีอีกทางเลือกหนึ่ง

คือเราสามารถทำอะไรเร็วๆ ได้ โดยที่ใจยังเย็นเป็นน้ำอยู่

เพราะจะว่าไปแล้ว เวลาเราใจเย็น ไม่ได้แปลว่าร่างกายจะทำอะไรเร็วๆ ไม่ได้ซะหน่อย

ถ้าเรากำลังจะไปนัดสาย เราสามารถจะเดินเร็วขึ้นได้ หรือแม้กระทั่งจะวิ่งก็ยังได้ โดยที่ใจไม่เตลิดเปิดเปิงไปไหน

ถ้าสังเกตตัวเอง เวลาที่เรารีบร้อน ใจเราจะไม่อยู่กับปัจจุบันและไม่อยู่กับตัวเอง

เราอาจจะคิดไปถึงอนาคตว่า ถ้าไปสายจะโดนมองไม่ดีอย่างไรบ้าง

หรืออาจคิดถึงอดีตว่า เมื่อเช้าไม่น่าชิวเกินไปเลย รู้งี้ออกจากบ้านให้เร็วกว่านี้ก็ดีหรอก

หรือใจเราอาจมัวแต่เพ่งโทษคนอื่น หงุดหงิดที่รถติด หรือรถคันหน้าขับช้า จนเราเองกลายร่างเป็นคนไม่น่ารักไปด้วย

หลงไปอนาคต หลงไปอดีต หลงไปเพ่งโทษคนอื่น ใจมันก็เลยร้อนรุ่ม

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง การหลงไปแบบนี้มันไม่ได้ช่วยให้เราไปถึงที่หมายเร็วขึ้นเลยซักนาทีเดียว

ถ้าเราใจเย็นซักหน่อย จอดรถข้างทางโทร.ไปขอโทษคนที่นัดหมายไว้ว่าจะไปถึงช้านิดนึง และลองเปิด Google Maps สำรวจเส้นทางดีๆ ว่าทางไหนน่าจะเร็วที่สุด

แค่เปลี่ยนวิธีคิดนิดนึง เราก็อาจจะ “รีบเย็น” ได้จริงๆ นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN 100 Interview The Observer

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วันที่ไร้ฮีโร่

20160326_NoHero

“เด็กรุ่นใหม่เขาไม่ได้ต้องการฮีโร่แล้ว เขาอยากเป็นฮีโร่เสียเองมากกว่า เขาอยากจะถ่ายตัวเองลงยูทบก็ได้ ดังนั้นไม่ใช่อินเตอร์เน็ตเข้ามาแล้วอุตสาหกรรมเปลี่ยน แต่เด็กสมัยนี้ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ผมรู้เพราะผมมีลูกชายว้ย 21 ปี เขาไม่คลั่งไคล้ศิลปินคนใดคนหนึ่งเหมือนรุ่นเราอีกแล้ว…

…อย่างสมัยก่อนผมออกเทปผมแข่งกับแกรมมี่และอาร์เอส สมัยนี้ผมต้องแข่งกับ Cony and Brown, ผู้หญิงแก้ผ้าถ่ายรูปโชว์นม, เด็กกินไก่ทอด เป็นการแข่งขันว่าใครจะเรียกความสนใจของผู้บริโภคได้มากกว่ากัน แล้วไม่มีใครพูดถึงมุมนี้เลยนะ แต่ผมอยู่กับลูกชาย ผมเห็น กูไม่ต้องการร็อคสตาร์มาเป็นฮีโร่ กูนี่แหละจะเป็นร็อคสตาร์เอง…

…เราโชคดีที่เกิดมาในยุคที่มีแฟนเพลง พวกผมยังสามารถไปเล่นคอนเสิร์ตที่อิมแพ็ก อารีนา แล้วคนเต็มได้ เรามีฐานแฟนเพลงที่สร้างมาตลอด 20 ปี พวกรุ่นเก่าจะยังอยู่ได้ แต่พวกรุ่นใหม่จะทำยังไง แล้วคำถามก็คือว่า อีกสิบปีข้างหน้าเราจะไปดูใคร หรือลองสังเกตดูว่า 5-6 ปีที่ผ่านมา เวลาเราไปดูเทศกาลดนตรีต่างๆ วงปิดก็ยังเป็น Bodyslam เป็น Moderndog อยู่ดี คือเราไม่ได้บอกว่าพวกเขาไม่ดีนะ แต่มันผ่านมา 10 ปีแล้ว ทำไมยังไม่มีใครขึ้นมาแทนพวกเขาเหล่านี้ได้ คือไม่มีซูเปอร์สตาร์ใหม่ๆ ขึ้นมาเลย แล้วธุรกิจนี้มันอยู่ได้ด้วยซูเปอร์สตาร์”

– สุกี้ กมล สุโกศล แคลปป์
a day BULLETIN issue 400
21-27 March 2016
เรื่อง: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ภาพ: ภาสกร ธวัชราตรี

ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่อายุสามสิบกว่าๆ

เพราะนั่นแปลว่าผมโตมาในยุคที่แกรมมี่และอาร์เอสครองเมือง

สองค่ายนี้จะแลกหมัดกันตลอด และสร้างนักร้องที่เป็นคู่มวยที่เหมาะเจาะมาก

เจ เจตริน ปะทะกับ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง

มอส ปฏิภาณ ปะทะกับ เต๋า สมชาย เข็มกลัด

UHT ปะทะ ลิฟท์กับออย

ผมเองแอบเชียร์แกรมมี่ แต่ก็ฟังทั้งสองค่าย และก็แอบเจ็บใจที่อาร์เอสมักจะมาที่หลังดังกว่า

นอกจากนี้ ผมยังยอมนอนดึกเพื่อจะรอดูรายการเพลงของสองค่ายนี้เปิดตัวมิวสิควีดีโอใหม่ๆ

การได้เป็นคนแรกๆ ที่ได้ดูมิวสิค “พริกขี้หนู” ของพี่เบิร์ด ธงไชย หรือ หรือเพลง “ยุงน่า” ของพี่เจ เจตริน เป็นอะไรที่เท่ชะมัด

ย้อนกลับมาพ.ศ.นี้ ผมไม่มีศิลปินคนไหนให้รอคอยเลย และยากมากที่จะมีนักร้องหรือวงดนตรีเกิดใหม่ที่จะโด่งดังได้ในระดับพี่เบิร์ด ธงไชยหรือวงบอดี้แสลมได้อีก จะเหลือก็คงแค่ดารานักแสดงหรือเน็ตไอดอลที่มาไวไปไว

—–

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของเด็กผู้ชายรุ่นผม คือการได้โตมากับการแกะไลน์กีต้าร์เพลงของศิลปินที่เราชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นเพลงบุษบาของวงโมเดิร์นด๊อก เพลงที่ว่างของวงพอส หรือเพลงรักคงยังไม่พอของเสือ ธนพล

ยิ่งถ้ามองไปเมืองนอก ช่วงยุค 90’s นี่วงดนตรีร็อคกำลังเฟื่องฟูสุดๆ

อัลบั้มที่หล่อหลอมผมช่วงวัยรุ่นได้แก่

Nirvana – Nevermind
Metallica – Metallica (ปกดำ)
Radiohead – The Bends
The Smashing Pumpkins – Siamese Twins
Oasis – (What’s the story) Morning Glory
Blur – The Great Escape
Bon Jovi – Cross Road
Guns N’ Roses – Use Your Illusion I & II
Green Day – Dookie
Stone Temple Pilots – Purple

การได้เปิดเทปหรือซีดีวงดนตรีเหล่านี้ และค่อยๆ นั่งฟังเพลงทีละเพลงอย่างตั้งใจ ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เป็นอะไรที่มีความสุขมาก

ความสุขแบบนี้ เด็กรุ่นใหม่คงไม่มีโอกาสได้เจออีกแล้ว เพราะเขาจะเปิด Youtube หรือดาวน์โหลดเฉพาะเพลงที่อยากฟังเท่านั้น คนที่จะซื้อซีดีมาฟังรวดเดียวสิบสองเพลงคงจะเหลือน้อยเต็มที แถมดนตรีร็อคก็ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนแต่ก่อนแล้ว จะให้มาแกะกีตาร์เพลงของ Taylor Swift หรือ Maroon 5 มันก็ไม่มีทางจะฟินเท่า

“เด็กรุ่นใหม่เขาไม่ได้ต้องการฮีโร่แล้ว เขาอยากเป็นฮีโร่เสียเองมากกว่า”

ต้องขอบคุณอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ที่เปิดทางให้ใครขึ้นมาเป็นฮีโร่ก็ได้

แต่ก็อดใจหายแทนเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ ที่เขาจะไม่มีฮีโร่ให้คลั่งไคล้เหมือนอย่างที่ผมเคยมีอีกแล้ว

—–

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN issue 400

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานรอยเท้าบนหาดทราย

20160324_Footprints

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

—–

ค่ำคืนหนึ่งฉันฝันว่ากำลังเดินอยู่บนหาดทรายกับพระผู้เป็นเจ้า

แล้วหลายฉากในชีวิตของฉันปรากฏขึ้นให้เห็นบนผืนฟ้า

ในแต่ละฉาก ฉันเห็นว่ามีรอยเท้าอยู่บนหาดทราย

บางทีก็มีรอยเท้าสองคู่ และบางทีก็มีรอยเท้าคู่เดียว

ฉันรู้สึกไม่ดี เพราะฉันสังเกตเห็นว่าในช่วงที่ชีวิตตกต่ำ ในวันที่ฉันปวดร้าว เศร้าหมอง และพ่ายแพ้ ในวันเหล่านั้นฉันเห็นรอยเท้าเพียงแค่คู่เดียวเท่านั้น

ฉันเลยเอ่ยถามพระเจ้าว่า

“ท่านเคยให้สัจจะกับข้าไว้ ว่าถ้าหากข้าติดตามท่าน ท่านจะเดินไปกับข้าเสมอ

แต่ข้ากลับเห็นว่า ในช่วงที่ยากลำบากที่สุด กลับมีรอยเท้าเพียงคู่เดียวเท่านั้น

เหตุใด ในวันที่ข้าต้องการท่านที่สุด ท่านถึงทิ้งข้าไว้คนเดียว?”

พระเจ้าตอบว่า

“วันที่เจ้าเห็นรอยเท้าเพียงคู่เดียว คือวันที่ข้าอุ้มเจ้ายังไงล่ะ”

—–

ขอบคุณนิทานรอยเท้าบนหาดทรายจาก Mary Stevenson แต่งเมื่อปี 1936

ผมได้อ่านนิทานเรื่องนี้ครั้งแรก จากแผ่นแม็กเน็ตติดตู้เย็นในบ้านที่ผมเคยอยู่สมัยเรียนม.ปลายที่นิวซีแลนด์ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เป้าหมายไม่ได้มีไว้พุ่งชน

20160323_Goals

“A goal is not always meant to be reached, it often serves simply as something to aim at.”

เป้าหมายอาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องคว้ามาให้ได้ตลอด หลายครั้งเป้าหมายมีไว้เพียงให้เราเล็งไปเท่านั้น

– Bruce Lee

ระยะหลังนี้ผมอ่านเจอบ่อยมากว่า Goals are for losers

สมมติเราตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนัก 10 กิโล จากนี้ไปทุกๆ วันเราจะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น failure / loser จนกว่าจะถึงวันที่เราลดน้ำหนักได้ตามเป้า

แต่ถ้าเราไม่ได้มองว่าเป้าหมายมีไว้เพื่อไปให้ถึงหรือคว้ามาให้ได้ แต่เป้าหมายมีไว้เป็นเครื่องช่วยนำทางล่ะ?

เปรียบเป้าหมายเป็นดาวเหนือ ที่ไปไม่ถึงหรอก แต่บอกเราได้ว่ากำลังเคลื่อนที่ไปในเส้นทางที่ถูกต้องรึเปล่า

ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง แต่อย่างน้อยเรารู้ว่าเรามาถูกทางแล้ว

เราก็จะเป็นคนที่ชัดเจนกับการใช้ชีวิต แต่ไม่เครียดเกินไปกับการไปให้ถึงเป้าหมายครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com