เราไม่ได้มีเวลาน้อยเกินไป

20160322_LittleTime

สิ่งที่เรามีน้อยเกินไปคือความอดทนต่างหาก

อดทนที่หนึ่งคืออดทนต่อสิ่งเร้า

ยุคนี้เรามีอะไรต่อมิอะไรมาทำให้เราว่อกแว่กยิ่งกว่ายุคไหนๆ อีเมล์ก็ต้องเช็ค เฟซบุ๊คก็ต้องส่อง ไลน์ก็ต้องเมาท์ อินสตาแกรมก็ต้องดู

จึงไม่แปลกที่เวลาของเราน้อยลง เพราะมันไหลไปอยู่กับสิ่งเร้าเหล่านี้

อดทนที่สองคืออดทนกับการรอคอย

เดี๋ยวนี้ อะไรๆ เราก็รอไม่ได้แล้ว คิดอะไรก็อยากได้สิ่งนั้นให้เร็วที่สุด

อยากรวยไวๆ อยากเป็นผู้บริหารไวๆ อยากได้หมื่นไลค์ไวๆ อยากผ่อนบ้านหมดไวๆ อยากเกษียณไวๆ

เมื่ออยากสำเร็จไวๆ ก็เลยต้องใช้ชีวิตไวๆ

ซึ่งก็อาจจะส่งผลให้เราแก่ไวๆ และตายไวๆ ด้วย

ไม่ได้จะมาตีฆ้องร้องป่าวให้ใช้ชีวิต slow life และทำงานเช้าชามเย็นชามนะครับ

เพียงแต่อยากจะชี้ว่า ที่เราบ่นๆ ว่าเวลาเรามีไม่พอนั้น เป็นปัญหาที่เราสร้างขึ้นมาเองแทบทั้งนั้น

เมื่อเราสร้างเองได้ เราก็แก้เองได้

เวลาควรจะมีมากพอ หรืออย่างน้อยก็ควรจะมีมากขึ้น ถ้าเรามีความอดทนมากกว่านี้ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

วิธีบอกข่าวร้ายกับหัวหน้า

20160321_BadNews

ใช่ว่าทุกวันจะเป็นวันดีๆ

งานบางชิ้นอาจเสร็จไม่ทัน ลูกค้าอาจยกเลิกออเดอร์ สินค้าที่เพิ่งเปิดตัวอาจขายไม่ได้

และถ้าเราเองเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบปัญหานั้น สิ่งที่เราหวาดกลัวมากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือการนำข่าวร้ายไปบอกเจ้านาย

ผมเพิ่งได้อ่านบทความของ Jack Welch อดีต CEO ของ General Electric (GE) ที่ว่าด้วยเรื่องนี้เลย – How to break bad news to your boss 

แจ๊คมีข้อแนะนำดังต่อไปนี้

  1. เป็นหน้าที่ของหัวหน้าที่ต้องรับรู้และช่วยแก้ปัญหาอยู่แล้ว
  2. ถ้าอะไรทำท่าไม่ดี อย่าปกปิด รีบบอกเสียแต่เนิ่นๆ
  3. เวลาบอก อย่าแค่บอกเฉยๆ แต่แนะนำวิธีการแก้ปัญหาด้วย

แจ๊คเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่ง สมัยที่เขาเป็นวิศวกรพลาสติก (plastic engineer) แจ๊คได้ทำการทดลองผิดพลาดจนเกิดการระเบิดในโรงงานของ GE หลังคาพังพินาศ และกระจกทุกบานในชั้นนั้นแตกกระจาย เดชะบุญที่ไม่มีใครบาดเจ็บ

แจ๊คถูกเรียกตัวให้ไปที่สำนักงานใหญ่ และคิดว่าคงถูกไล่ออกแน่ๆ แต่ Charlie Reed ผู้บริหารที่เรียกเขาไปคุยด้วยกลับมองว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้สอนบทเรียนสำคัญให้กับเด็กหนุ่มอย่างแจ๊ค

ชาร์ลีค่อยๆ ถามแจ๊คว่า การระเบิดเกิดมาจากสาเหตุอะไร มีอะไรที่จะพอช่วยป้องกันได้บ้าง และโรงงงานต้องมีการปรับปรุงยังไงเพื่อไม่ให้มีการระเบิดเกิดขึ้นอีก

วิธีการรับมือกับ “หายนะ” ที่เกิดขึ้นของชาร์ลีนี่เท่ระเบิดจนแจ๊คยังจดจำมาถึงทุกวันนี้

ในฐานะคนทำงาน เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เราจะต้องเจอปัญหา และช้างตายทั้งตัวจะเอาใบบัวใหญ่แค่ไหนมาปิดก็ไม่มิด

ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือการยืดอกรับผิดชอบ เดินเข้าไปหาเจ้านายของคุณ และนั่งคุยกันยาวๆ เพื่อหาทางออกและหาทางป้องกันเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำร้อยอีกครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก LinkedIn Pulse: How to break bad news to your boss 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อย่าได้แคร์สื่อ

20160320_DontWorry

Don’t worry about what people think. They don’t do it very often.

อย่าไปกังวลว่าคนอื่นเขาจะคิดยังไง เพราะเขาไม่ค่อยคิดกันหรอก

– Unknown

เคยมีพี่คนหนึ่งพูดกับผมไว้นานแล้ว ว่าฝรั่งใช้รถเป็นเท้า คนไทยใช้รถเป็นหน้า

ซึ่งอาจจะไม่ได้ถูกซะทีเดียว เพราะฝรั่งที่ใช้รถเป็นหน้าก็ไม่น้อย ส่วนคนไทยที่ใช้รถเป็นเท้าก็มี

แต่ผมชอบประโยคนี้เพราะว่ามันอธิบายนิสัย “รักหน้า” ของคนไทยได้เป็นอย่างดี

เพราะบ่อยครั้ง การกระทำของเราก็ถูกผลักดันด้วยความรู้สึกว่า เราจะดูเป็นคนยังไงในสายตาคนอื่น

เรื่องบางเรื่องที่เราอยากทำ จึงไม่ได้ทำ และเราก็เสียโอกาสนั้นไป

เรื่องบางเรื่องที่เราไม่ได้อยากทำเท่าไหร่ เราก็ดันทำ แล้วก็มาเจ็บใจทีหลังว่า ไม่น่าเลย

จึงมีคำพูดฝรั่งที่ว่า we spend the money we don’t have to buy the things we don’t need to impress the people we don’t like เราใช้เงินที่ไม่ได้มี (เงินกู้) ไปซื้อของที่ไม่ได้ต้องการจริงๆ เพียงเพื่อเอาไปอวดคนที่เราไม่ชอบ

ทั้งๆ ที่คนที่เราไม่ชอบ เขาก็ไม่ได้คิดถึงเราเท่าไหร่หรอก ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่าวันๆ เราคิดถึงคนที่เขาไม่ชอบซักแค่ไหนกันเชียว

ขนาดข่าวคนดังที่เพิ่งขึ้นหน้าหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยังหลุดจากห้วงความคิดของเราไปแล้วด้วยซ้ำไป

ดังนั้น ถ้าคิดจะทำสิ่งใด อย่าไปใส่ใจเลยว่าคนอื่นจะมองเรายังไง

ใส่ใจว่าเราจะมองตัวเองยังไง หลังจากทำ (หรือไม่ทำ) เรื่องนี้แล้วดีกว่า

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ทักษะที่จำเป็นสำหรับนักเรียนสมัยนี้

20160319_Skills

สุดสัปดาห์นี้มีโอกาสได้นั่งอ่านบทความที่น่าสนใจจากการประชุมเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum ครับ

การประชุม WEF นี้เกิดขึ้นทุกต้นปีที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เป็นการรวมตัวของบุคคลชั้นนำจากหลากหลายวงการ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน ที่มาแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับสถานการณ์โลก ตลอดจนเสนอแนะทิศทางในการกำหนดนโยบายในระดับโลกและระดับภูมิภาค

ข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจคือทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กในศตวรรษที่ 21 มีทั้งหมด 16 ข้อโดยแบ่งออกเป็นสามหัวข้อหลักคือความรู้พื้นฐาน ความสามารถ และลักษณะนิสัย

Foundational Literacies – ความรู้พื้นฐาน
1. Literacy – อ่านออกเขียนได้
2. Numeracy – คิดคำนวณ
3. Scientific Literacy – ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
4. ICT Literacy – ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี
5. Financial Literacy – ความรู้ด้านการเงิน
6. Cultural and Civic Literacy – ความรู้ด้านวัฒนธรรมและพลเมือง

Competencies – ความสามารถ
7. Critical Thinking / Problem Solving – การคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา
8. Creativity – ความคิดสร้างสรรค์
9. Communication – การสื่อสาร
10. Collaboration – การทำงานร่วมกับคนอื่น

Character Qualities – ลักษณะนิสัย
11. Curiosity – ช่างคิดช่างสงสัย
12. Initiative – มีความคิดริเริ่ม
13. Persistence / Grit – มีความอดทนมุมานะ
14. Adaptability – มีความสามารถในการปรับตัว
15. Leadership – มีภาวะผู้นำ
16. Social & cultural awareness – มีความตระหนักรู้ด้านสังคมและวัฒนธรรม

ซึ่งในบทความก็บอกไว้ชัดเจนว่ายังมี “ช่องว่าง” อีกเยอะมากระหว่างทักษะที่เด็กต้องมี กับสิ่งที่เด็กได้จากการศึกษาในระบบ นั่นเป็นเพราะว่าหลักสูตรในโรงเรียนนั้นพัฒนาไม่ทันโลก

เพราะโลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ธุรกิจใหม่เติบโตแบบก้าวกระโดด ในขณะที่ธุรกิจที่คิดแบบเก่าๆ ทำแบบเก่าๆ อาจโดนทำให้เสียกระบวนและโดนทำลาย (disrupted and destroyed) ได้ทุกเมื่อ

ดังนั้นแรงงานยุคใหม่ต้องพร้อมที่จะปรับตัว มีความคิดริเริ่มและความคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังต้องสามารถทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่อาจอยู่ห่างกันนับพันกิโลเมตรได้

ถามว่าการศึกษาในเมืองไทยของเรามีศักยภาพที่จะผลิตบัณฑิตสำหรับ “โลกใหม่” แค่ไหน?

เท่าที่เห็น ผมว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ยังเน้นแค่ข้อ 1-4 หรือที่เรียกกันว่า “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” มาเนิ่นนานหลายสิบปี

ถ้าคนที่ดูแลการศึกษาและพ่อแม่ไม่ปรับกระบวนทัศน์เพื่อจะเสริมมิติอื่นๆ ลงไปให้เด็กของเรา

อนาคตของชาติก็อาจไม่สดใสนักนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก World Economic Forum: What are the 21st-century skills every student needs?

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

 

เล่มละพันก็ไม่แพง

20160319_NotExpensive

“แล้วก็อย่าไปซื้อเยอะ อย่าซื้อเพราะมันถูก หนังสือเนี่ย เล่มละเป็นพันก็ไม่แพง ถ้าคุณซื้อไปแล้วอ่าน แต่ถ้าซื้อไปแล้วไม่อ่าน สิบบาทก็แพงแล้ว ซื้อไปต้องอ่านนะ อย่าไปสะสม”

– คุณลุงคนขายหนังสือเก่า ชั้นใต้ดินห้างแฟชั่นไอส์แลนด์
เล่าโดยนิ้วกลม หนังสือ head ตอนร้านหนังสือที่รัก

—–

เมื่อกี้ผมลองเดินไปที่ชั้นหนังสือเพื่อกะปริมาณหนังสืออย่างคร่าวๆ ที่ผมและแฟนมีอยู่

เฉพาะหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค น่าจะมีประมาณ 500 เล่ม หนังสืออารมณ์ textbook อีกราวๆ 100 เล่ม และแม๊กกาซีนอีกราวๆ 200 เล่ม

รวมทั้งหมด 800 เล่ม* มีเพียงส่วนน้อยที่อ่านจบแล้ว อีกส่วนหนึ่งอ่านไปบ้างนิดหน่อย และส่วนใหญ่ยังไม่ได้เปิดอ่านเลย

แต่ก่อนผมนั่งรถไฟหวานเย็นไปทำงาน อ่านหนังสือได้สัปดาห์ละเล่ม

แต่เดี๋ยวนี้อ่านได้น้อยลงไปมาก แค่เดือนละเล่มก็เก่งแล้ว

ถ้าอ่านได้เดือนละเล่ม ปีหนึ่งก็อ่านได้แค่ 12 เล่ม

ถ้าผมอยู่ถึงอายุ 70 ปี ผมจะได้อ่านหนังสืออีกแค่ประมาณ 12*35 = 410 เล่ม

หรือแค่ครึ่งหนึ่งของจำนวนหนังสือที่มีอยู่ในตู้หนังสือตอนนี้!

คิดแล้วก็ใจหายเหมือนกันนะ

แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่า เรามีหนังสือมากเกินพอ และไม่มีความจำเป็นต้องซื้อหนังสืออย่างบ้าคลั่งในงานสัปดาห์หนังสือหรอก เอาที่อยากได้จริงๆ แค่สี่ห้าเล่มก็น่าจะเหลือเฟือแล้ว

เพราะแม้หนังสือจะราคาถูกแค่ไหน ถ้าไม่ได้อ่าน มันก็คือการโยนเงินทิ้ง ไหนจะพื้นที่บนชั้นหนังสือที่เสียไปฟรีๆ แถมหนังสือที่ spark joy จริงๆ ของเรายังโดนเบียดบังอีกต่างหาก

เป็นการสูญเสียแบบหลายเด้งเลยทีเดียว

เหมือนที่คุณลุงร้านหนังสือว่าไว้ อย่าซื้อหนังสือเพราะมันถูก แต่ซื้อเพราะว่ามันดี และเราพร้อมจะอ่านมันดีกว่า

ถ้าได้อ่าน เล่มละพันก็ไม่แพง

ถ้าไม่ได้อ่าน ต่อให้ได้มาฟรีๆ ก็แพงเกินไปแล้ว

—–

* 800 เล่มนี่คือหลังจากคัดแต่หนังสือที่ Spark Joy มาสองรอบแล้วนะครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่วิธีการจัดบ้านแบบ KonMari)

—–

ขอบคุณคำชวนคิดจากหนังสือ head โดยนิ้วกลม

ขอบคุณความคิดเรื่องหนังสือที่เหลือในชีวิตจาก Wait But Why: Putting Time In Perspective – UPDATED 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com