นิทานพี่ชายที่แสนดี

20160317_LovelyBrother

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พลอย เด็กหญิงวัยสี่ขวบล้มป่วยลงด้วยโรคร้าย ทางเดียวที่จะรักษาให้หายได้คือการถ่ายเลือด

แต่กรุ๊ปเลือดของพลอยคือ O Rh- (โอเนกาทีฟ) ซึ่งเป็นกรุ๊ปเลือดที่หายากมาก แม้กระทั่งพ่อกับแม่ของน้องพลอยที่มีเลือดกรุ๊ป O ก็ไม่สามารถบริจาคเลือดให้ได้

เหลือก็แต่พีท เด็กชายวัย 6 ขวบที่เป็นพี่ชายของน้องพลอย ที่มีเป็นโอเนกาทีฟเหมือนกัน

คุณแม่จึงอธิบายสถานการณ์ให้พีทฟัง

แม่: พี่พีทรู้ใช้มั้ยครับว่าน้องพลอยไม่สบายมากๆ

พีท: รู้ครับแม่

แม่: คุณหมอบอกว่า น้องพลอยต้องใช้เลือดด่วน เลือดของพ่อกับของแม่ใช้ไม่ได้ แต่เลือดของพี่พีทจะช่วยน้องพลอยได้ แม่อยากจะขอให้พี่พีทถ่ายเลือดให้น้องได้มั้ย?

พีทนั่งเงียบและก้มหน้าอยู่ประมาณสามวินาที ก่อนจะเงยหน้ามองแม่ด้วยน้ำตาคลอๆ ว่า “ได้ครับ”

เมื่อพีทโอเค พยาบาลก็รีบจัดแจงจับพีทเปลี่ยนเสื้อผ้า เอาขึ้นเตียงและนำไปนอนข้างๆ น้องสาวที่นอนหลับอยู่

คุณหมอบรรจงเข็มเจาะเข็มฉีดยาไซส์ใหญ่เสียบลงไปที่แขนพีท ไม่นานสายยางก็ลำเลียงเลือดจากพี่ชายสู่ตัวน้องสาว ซักพักแก้มของน้องพลอยก็มีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย

พีทมองไปที่น้องสาวอย่างสบายใจ ก่อนที่จะสะอื้นและหันมาพูดกับพ่อกับแม่ว่า

พีท: พีทรักพ่อกับแม่นะครับ ฝากบอกน้องพลอยด้วยว่าพีทรักน้องมาก

แม่: พ่อกับแม่ก็รักพีทครับ แล้วพีทร้องไห้ทำไม เจ็บแขนเหรอครับ?

พีท: พีทจะเริ่มตายเมื่อไหร่ครับแม่?

แม่: พีทพูดอะไรครับเนี่ย?

พีท: อ้าว ก็ถ้าถ่ายเลือดให้น้องพลอย พีทก็ไม่มีเลือด พีทก็อยู่ไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับแม่?

พีทเข้าใจว่าการถ่ายเลือดหมายถึงต้องให้เลือดน้องสาวจนหมดตัว นั่นคือเหตุผลที่พีทเงียบไปสามวิก่อนจะตอบตกลงแม่ด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่าจะช่วยน้องสาว แม้ (คิดไปเองว่า) ต้องสละชีวิตก็ตามที

ไม่เรียกพี่ชายที่แสนดี จะให้เรียกว่าอะไร?

—–

ขอบคุณนิทานจาก Blessed Quietness Journal : A Brother’s Love 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เรารู้คำตอบอยู่แล้ว

20160316_AlreadyKnow

บางที สิ่งที่เราต้องรู้จริงๆ เราอาจได้รู้ไปหมดแล้ว (อย่างน้อยก็ความรู้ทางโลก)

เพราะเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นต่อการมีชีวิตที่ดี เราได้เรียนตั้งแต่สมัยยังไม่จบชั้นประถมด้วยซ้ำไป

อยากสุขภาพดี ก็ทานแต่ของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ

อยากได้งานดี ก็ตั้งใจเรียน และเลือกงาน องค์กร และเจ้านายที่เหมาะกับเรา

อยากเป็นที่รัก ก็อ่อนน้อมถ่อมตน มีน้ำใจ พูดจาไพเราะ

อยากรวย ก็ใช้เงินให้น้อยกว่าที่หามาได้ และรู้จักนำเงินไปลงทุนให้งอกเงย

อยากรวยมากๆ ก็ทำธุรกิจที่สร้างคุณค่าให้กับคนจำนวนมาก

บางที คำถามอาจซับซ้อน แต่คำตอบนั้นมักเรียบง่ายเสมอ

เพราะวิธีการมีชีวิตที่ดีไม่เคยเป็นความลับ

ถึงอย่างนั้น เราก็ยังสนใจอ่าน life hacks หรือเข้าคอร์สสัมมนาเพื่อเรียนรู้เทคนิคแพรวพราว ด้วยแอบหวังลึกๆ ว่าจะมีใครช่วยจูงมือ เพื่อให้เราถึงความสำเร็จเร็วขึ้นหรือออกแรงน้อยลง

ผมไม่ได้บอกว่าการเข้าสัมมนาหรือหาความรู้เพิ่มเติมไม่มีคุณค่านะครับ

ความรู้ใหม่ๆ เป็น “สิ่งที่มีคุณค่า” แน่ๆ ครับ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ “จำเป็น” ต่อการเริ่มต้น

ลองถามตัวเองดูดีๆ ว่ายังไม่รู้จริงๆ หรือ ว่าจะทำยังไงถึงจะมีชีวิตที่เราอยากมี

ผมเชื่อว่า 99% ของคนที่อ่านบทความนี้รู้อยู่แล้วว่าต้องทำยังไงบ้าง

เหลือแค่ว่าจะทำมันรึเปล่า ก็เท่านั้นเอง

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เมื่อรู้สึกผิดที่ต้องปฏิเสธคำขอร้อง

20160315_SayNo

ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ (ซึ่งรวมถึงผมเองด้วย) ปฏิเสธคนไม่ค่อยเป็น

การที่มีคนขอให้เราช่วยเหลือถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะนั่นแปลว่าเราเป็นคนที่เขาไว้ใจและคิดว่ามีความสามารถ

แต่ถ้าใครขออะไรเรามา เราก็ตอบสนองเขาหมด ก็มีความเสี่ยงสูงที่ชีวิตเราจะต้องวิ่งตามความต้องการของคนอื่นตลอด

ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของ “คนอื่น” เพราะเขาไม่รู้หรอกว่าเรายุ่งแค่ไหน

เป็นความผิดของเราต่างหากที่ไม่ยอมบอกคนอื่นว่า “เราก็เริ่มจะไม่ไหวเหมือนกันนะ”

ที่เราไม่กล้าบอกก็เพราะว่ากลัวจะรู้สึกผิด หรือไม่อยากหักหาญน้ำใจใคร หรือไม่อยากให้ตัวเองดูไม่ดี หรือถูกทั้งสามข้อ

วิธีหนึ่งที่จะช่วยได้ก็คือการเตือนตัวเองว่า เมื่อเรา say yes กับสิ่งหนึ่ง เราก็กำลัง say no กับสิ่งที่เหลือด้วย

เพราะว่าต่อให้เราขยันอย่างไร วันหนึ่งเราก็มีแค่ 24 ชั่วโมง

ถ้าเรา say yes กับ “งานการกุศล” ที่ทีมข้างๆ มาขอให้ช่วย เราก็อาจกำลัง say no ที่จะทำงานที่อยู่ในมือเราให้ออกมาได้ดีและตรงเวลา

ถ้าเรา say yes ที่จะเป็นกรรมการสมาคมและต้องเข้าประชุมตอนค่ำทุกวันพุธ เราก็กำลัง say no กับการสอนการบ้านหรืออ่านนิทานให้ลูกฟังในคืนนั้น

ถ้าเรา say yes กับการไปร่วมงานแต่งงานของน้องที่เราไม่ได้สนิทด้วย เราก็กำลัง say no กับการได้พักผ่อนให้มากกว่านี้

ผมไม่ได้กำลังจะบอกให้เราปฏิเสธทุกคำขอร้องนะครับ เพราะนั่นก็จะทำให้เราเป็นคนแล้งน้ำใจจริงๆ นั่นแหละ

แต่เราควรจะ say yes เฉพาะกับเรื่องที่สอดคล้องกับเป้าหมายหรือจริตของเราเท่านั้น

เพราะถ้าเรา say yes แบบไม่เต็มใจ เราก็จะทำแค่เพียงครึ่งๆ กลางๆ และผลลัพธ์ก็คงออกมาไม่ดีเท่าไหร่

เสียหายทั้งคนขอ เสียหายทั้งคนให้

ถ้าจะมาเพียงครึ่งใจ ก็อย่ามาเสียดีกว่า (ฮิ้ว!)

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สรุปบทเรียน 13 ปีชีวิตมนุษย์เงินเดือน

20160314_13Years

เดือนมีนาคมนี้ผมทำงานที่บริษัททอมสันรอยเตอร์ครบ 13 ปี* (ใครยังไม่เคยรู้จักบริษัทนี้ ขอเชิญอ่าน 12 เรื่องสุดเจ๋งที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ Thomson Reuters ได้นะครับ)

เพื่อเป็นการฉลองเล็กๆ ก็เลยเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้ลงในบล็อกของบริษัท แต่เห็นว่าบางข้อน่าจะมีประโยชน์กับคนทั่วไปด้วย เลยขอนำบทเรียนเหล่านี้มาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ให้เวลาตัวเอง 6 เดือนสำหรับการปรับตัวกับตำแหน่งใหม่ (Give yourself 6 months)
เพราะสามเดือนแรกเราจะรู้สึกว่ายังงงๆ ทึ่มๆ ตามอะไรไม่ค่อยจะทันและยังทำอะไรไม่ได้ดั่งใจอยู่ อีกสามเดือนถัดมาเราถึงจะเริ่มทำอะไรได้บ้าง แล้วหลังจากนั้นเราถึงจะทำงานได้เต็มที่จริงๆ  ดังนั้นในช่วงที่เพิ่งเริ่มงาน อย่าตีอกชกตัวเองหากทำไม่ได้ดั่งใจ

เวลาในแต่ละช่วงวันไม่เท่ากัน (Minutes are not created equal)
อย่างที่เคยเขียนเอาไว้ใน 1 นาที = 2 นาทีครับว่า หนึ่งนาทีในช่วงเช้าจะมีค่าเท่ากับสองนาทีในช่วงบ่าย เพราะช่วงเช้าเป็นตอนที่พลังงานของเรายังเต็มหลอดและไม่ค่อยมีคนมากวนใจ ดังนั้นเราจึงจะได้งานมากกว่า

อย่ายุ่ง (Don’t be busy)
การทำงานเยอะกับทำงานดีเป็นคนละเรื่องกัน และส่วนใหญ่เวลาเรายุ่งเรามักจะทำอะไรไม่เสร็จเป็นชิ้นเป็นอันหรอก แทนที่จะยุ่ง เลือกที่จะมีสมาธิและจดจ่อกับงานที่อยู่ตรงหน้าดีกว่า

หยุดพักบ่อยๆ (Take a break throughout the day)
มีเวลาให้ตัวเองได้หยุดพักทุกชั่วโมง แม้จะเป็นเวลาแค่ไม่กี่นาทีก็ตาม ใช้เวลาช่วงนี้สำหรับการยืดเส้นยืดสาย (จะได้ไม่เป็นออฟฟิศซินโดรม) เข้าห้องน้ำ (จะได้ไม่เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ) กินขนม โทร.หาเพื่อน หรือนั่งหลับตาแล้วสูดลมหายใจลึกๆ ซักสองสามทีก็จะช่วยให้เรามีแรงกลับมาลุยงานได้ดีกว่าเดิมครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่
เพิ่มพลังการทำงานด้วยเทคนิค Pomodoro)

จัดการอีเมล์ให้เป็น (Master your email)
พนักงานหลายคนจัดการอีเมล์ไม่เป็นและทำให้งานล่าช้าไม่ใช่น้อย (ใครเคยส่งเมล์ไปหา “ผู้ใหญ่” แล้วเขาไม่ตอบหรือตอบช้าบ้าง? เป็นไปได้ว่าเขาก็จัดการอีเมล์ไม่ค่อยเป็นเหมือนกัน) การมีเมล์ที่ไม่ได้อ่านเยอะๆ ก็เหมือนห้องนอนรกๆ ที่จะดูดพลังงานสมองของเราโดยไม่จำเป็น ไว้วันหลังผมจะเขียนเรื่องการทำ Inbox Zero นะครับ

วางแผนให้ดี เพื่อที่เราจะโยนแผนทิ้งไปได้ (Plan carefully so you can throw it away)
การวางแผนจะบังคับให้เราต้องคิดเรื่องต่างๆ ให้ละเอียดถี่ถ้วน ว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วง แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ค่อยมีอะไรเป็นไปตามแผนหรอกครับ งานบางอย่างจะล่าช้า คนบางคนจะอู้งาน และหัวหน้าก็จะเปลี่ยนใจอยู่บ่อยๆ ดังนั้นอย่าไปเครียดถ้าอะไรไม่ได้เป็นไปตามแผน ถึงตอนนั้นถ้าเราได้คิดถึงงานชิ้นนี้มาอย่างดีแล้ว เราจะหาทางไปต่อได้แน่นอน

งานยากๆ คือโอกาสทอง (Hard work is golden)
โอกาสที่เราจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ  โอกาสที่จะได้รู้จักคนเก่งๆ โอกาสที่จะได้โชว์ผลงาน และโอกาสที่จะได้เติบโตในฐานะคนทำงานและในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ทำให้เจ้านายไว้ใจเรา (Earn trust from your boss)
แม้ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่การได้เลื่อนขั้นหรือขึ้นเงินเดือน แต่เราจะได้อิสระในการทำงานมากขึ้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผู้บังคับบัญชาของเราเชื่อว่าเราจะทำงานออกมามีคุณภาพดีและทันเวลา เขาก็จะไม่มาคอยจ้ำจี้จำไช และเปิดโอกาสให้เราได้ลองสิ่งใหม่ๆ

ทุกสัปดาห์ ควรจะหากิจกรรมที่ทำให้เราออกจาก Comfort Zone (Get out of your comfort zone once a week)
เช่นเดินไปขอผู้บริหารให้เขามาเป็น Mentor** ให้เรา หรือสมัครสมาชิก Toastmasters เพื่อฝึกพูดในที่สาธารณะ หรือเริ่มต้นโปรเจ็คที่เราผัดวันประกันพรุ่งมาตลอด หรือเขียนบล็อกเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงาน 13 ปี

ความรู้ก็เหมือนดอกเบี้ย เพราะมันจะทบเท่าทวีคูณ (Knowledge is like interest – it compounds)
จงเรียนรู้อยู่เสมอ สมัครเป็นสมาชิก Quora หรือไม่ก็เข้า Youtube แล้วหาเรื่อง TED Talks มาฟัง หรือไม่ก็พกหนังสือติดตัวเอาไว้อ่านเวลาว่าง ตอนแรกๆ จะยังไม่เห็นความแตกต่าง แต่เชื่อเถอะว่าถ้าทำอย่างนี้ทุกวันเป็นเวลานับสิบปี ความคิดความอ่านของเราจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนคนอื่นๆ สังเกตได้

จงเก่งให้สุดๆ ในงานที่เราทำ (Be fabulous at what you do)
ผมกำลังอ่านหนังสือเรื่อง So good they can’t ignore you อยู่ ถ้าเราเก่งในงานที่เราทำมากๆ เราก็จะสามารถสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากได้ และยิ่งเราเก่งงานใดมากเท่าไหร่ เราก็มีแนวโน้มที่จะรักงานนั้นมากขึ้นด้วย

อย่าคาดหวังถ้าเราทำงานดีแล้วคนอื่นเขาจะรู้เอง (Just because you do good work doesn’t mean the world will come knocking on your door)
เพราะทุกคนก็ยุ่งๆ ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเรายังไม่ถึงระดับ So good they can’t ignore you เราควรจะบอกให้คนอื่นได้รับรู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่เพื่อจะได้หน้า แต่เพื่อที่จะให้เพื่อนร่วมงานได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากความสามารถของเรา

อย่าแปลกใจ (Don’t be surprised)
หากคุณอยู่ในองค์กรมานานพอและช่างสังเกตเสียหน่อย คุณจะเดาได้ประมาณหนึ่งว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในแต่ละช่วงของปี (เช่นช่วงนี้อาจจะมีการเปลี่ยนผังองค์กร หรือช่วงนี้เป็นช่วงรัดเข็มขัด) เมื่อเราเห็นอย่างนี้มาทุกปีแล้ว เราก็ควรจะเตรียมตัวไว้เลยว่าปีนี้ก็น่าจะมีอีก ดังนั้นจงวางแผนเผื่อเหตุการณ์เหล่านี้ไว้เลย

จงน่ารักกับทุกคน (Be nice)
เพราะเราไม่รู้หรอกว่าอนาคตเราต้องร่วมงานกับใครบ้าง เพื่อนร่วมงานบางคนอาจจะขึ้นมาเป็นผู้บังคับบัญชาเราก็ได้ หัวหน้าของผมตอนนี้ก็เคยเป็น HR มาก่อน ส่วนผมก็เคยเป็นโปรแกรมเมอร์มาก่อน ยังมาเป็นหัวหน้า-ลูกน้องกันได้เลย

อย่าน่ารักเกินไป (Don’t be too nice)
คนไทยเราใจดี โดยเฉพาะกับฝรั่ง ที่เขาขออะไรมาเราก็ไม่หือไม่อือ อาจจะเพราะกำแพงทางด้านภาษาหรือความเชื่อลึกๆ ว่าเราด้อยกว่าเขา (inferiority complex)  ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย เราเป็นเพื่อนร่วมงานไม่ใช่ลูกไล่ ดังนั้นถ้าเขาขออะไรที่มันไม่สมเหตุสมผลก็ควรหัดปฏิเสธเสียบ้าง

ปฏิเสธอย่างมีศิลปะ (Say no with an option)
การปฏิเสธอย่างมีศิลปะคือยังไง? คือเวลาที่ใครมาขอให้เราช่วยเหลืออะไร แทนที่จะปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย เราควรจะหาทางออกที่เป็น win-win กับทั้งสองฝ่าย เช่นถ้าเจ้านายขอให้เราส่งรายงานภายในวันนี้ (แต่เพิ่งจะมาสั่ง) เราก็ต่อรองขอว่าเป็นวันพรุ่งนี้ได้ไหม หรือขอส่งวันนี้แค่ส่วนที่ต้องรีบใช้ได้ไหม (อ่านเพิ่มเติมได้ที่หนึ่งทักษะที่คนไทยขาดแคลน)

อย่าสร้างศัตรู (Don’t burn bridges)
อันนี้คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม มีคำคมฝรั่งว่าไว้ว่า ขาขึ้นก็จงทำดีกับคนที่คุณเดินแซงเขามา เพราะตอนขาลงคุณจะได้เจอพวกเขาอีกที (Be nice to people on your way up, because you will meet them again on your way down)

ขอความช่วยเหลือ (Ask for help)
ไม่มีใครเก่งไปซะทุกอย่าง ดังนั้นอย่าทำตัวเป็น One Man Show เพราะนอกจากจะเหนื่อยหนัก งานออกมาไม่ดี แถมยังจะโดนคนหมั่นไส้อีก เมื่อใดที่เรายอมรับได้ว่าคนบางคนก็เก่งกว่าเราในบางเรื่องจริงๆ เราก็จะปล่อยวางความยึดมั่นว่ากูเก่งได้ แถมการเปิดโอกาสให้เขาช่วยเราอาจจะทำให้เรากับเขามีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นอีกด้วย

ขอบคุณบ่อยๆ (Say thank you, a lot)
เมื่อเขาช่วยเราแล้วต้องไม่ลืมที่จะขอบคุณ เพราะเราไม่ต้องเสียอะไรเลย แต่จะได้อะไรกลับมามากมาย การหัดขอบคุณทั้งทางวาจา ทางอีเมล์ โพสต์อิทโน๊ต หรือซื้อขนมนมเนยไปฝาก คือการทำให้เขารู้ว่าเราเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาได้ลงแรงช่วยเรามา และในอนาคตถ้าเราต้องขอร้องอะไรเขาอีก เขาก็ย่อมยินดี

ทำกิจกรรมกับเพื่อนร่วมงาน (Spend time with your colleagues outside work)
เช่นเล่นกีฬา เล่นดนตรี หรือจะตั้งชมรมเองก็ได้ ผมว่ากิจกรรมนอกเวลางานคือการทำ team building ที่ดีที่สุด ส่วนตัว ผมได้รู้จักเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ นิสัยดีหลายคนจากการไปเตะบอล เล่นดนตรี และทำกิจกรรมเพื่อสังคม

วางแผนหยุดยาวไว้เนิ่นๆ (Plan for your long holidays)
พอเรารู้แล้วว่าเราจะได้ไปเที่ยวช่วงไหน เราก็จะมีหมุดหมายที่กระตุ้นให้เราทำงานให้เสร็จเพื่อที่จะได้ไปเที่ยวอย่างสบายใจ

งานเป็นอนันต์ (Work is infinite)
ตามที่เคยเขียนไว้ว่าเราไม่ได้เครียดเพราะงานเยอะเกินไป เราเครียดเพราะว่ามันมีเงื่อนไขเวลามากำกับต่างหาก โดยนิยามของพนักงานประจำ งานมันควรจะมีเยอะจนทำอย่างไรก็ไม่หมดอยู่แล้ว การมีงานเยอะๆ จึงเป็นเรื่องที่ดีเพราะนั่นแสดงว่าเขาจะยังต้องจ้างเราอยู่ สิ่งที่เราควรใส่ใจคือจะทำยังไงให้งานเสร็จตามเวลา แต่ถ้าเวลามีไม่พอก็ต้องรู้จักต่อรองขอเวลาเพิ่มหรือขอคนช่วยเหลือ

อย่าทำงานดึกเกินไป (Don’t work too late)
เพราะงานเป็นอนันต์อยู่แล้ว แน่นอนครับ บางทีถ้างานเร่งๆ เราก็ต้องอยู่ดึกเหมือนกัน แต่อย่าอยู่ดึกจนเป็นนิสัย เพราะนั่นจะทำให้เรามีแนวโน้มที่จะหยิบโหย่งเวลากลางวัน แล้วค่อยมาเก็บงานเวลากลางคืน ทางที่มีประสิทธิภาพกว่าคือตั้งใจทำงานในชั่วโมงทำงานให้ดีแล้วกลับบ้านตามเวลาเลิกงานโดยไม่ต้องรู้สึกผิดครับ

วางโทรศัพท์ลงซะ (Put the phone down)
โดยเฉพาะเวลาที่ประชุมอยู่กับคนอื่น เราจะตอบเมล์หรือตอบไลน์ช้าไปซักหน่อยโลกก็คงไม่หยุดหมุนหรอก ถ้าเรื่องมันด่วนจริงๆ เขาคงโทร.มาแล้วล่ะ ตอนกลางคืนก็อย่าเล่นมือถือจนดึกดื่น เพราะหนึ่งนาทีที่เราเสียไปตอนกลางคืนจะเท่ากับสองนาทีตอนกลางวัน

ดูแลตัวเองให้ดี (Look after yourself)
ด้วยการกินของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนให้เพียงพอ แม้ว่าในสัญญาจ้างงานจะไม่ได้เขียนเอาไว้ว่า “จงดูแลตัวเอง” แต่ผมเชื่อว่าการดูแลตัวเองคือหนึ่งในหน้าที่ที่สำคัญที่สุดที่เราพึงมีต่อองค์กร เพราะพอเราแข็งแรง เราก็จะทำงานออกมาได้ดี เพื่อนพนักงานก็พลอยได้รับประโยชน์ ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อผลประกอบการขององค์กร

จริงจังกับงานแต่อย่าจริงจังกับตัวเองมากนัก (Take work seriously, but don’t take yourself seriously)
งานของคุณสำคัญแน่ๆ และตัวคุณก็สำคัญแน่ๆ แต่เชื่อผมเถอะว่าถ้าพรุ่งนี้คุณไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว องค์กรก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นเราก็ทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ แต่ไม่ต้องไม่เกินเลยจนมิติอื่นๆ ของชีวิตบิดเบี้ยว เพราะว่ามันไม่คุ้มกันเลยครับ

จริงๆ คงยังมีบทเรียนอีกมากมายที่ยังไม่ได้เขียนถึง ถ้าคิดออกจะมาเขียนเพิ่มเรื่อยๆ นะครับ

—–

* ก่อนจะมาทำงานที่ทอมสันรอยเตอร์ ผมไปทำโปรเจ็คที่โรงงานรองเท้าของเพื่อนอยู่หนึ่งปี แต่ไม่ได้ทำในฐานะพนักงานกินเงินเดือนครับ

** Mentor (อ่านว่าเม็นทอ) ทำหน้าที่คล้ายๆ ผู้ใหญ่ที่คอยรับฟังเราและให้คำชี้แนะพอหอมปากหอมคอ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Banner468x60ver1.jpg

 

ยังไม่มีอารมณ์

20160311_NoMood

อาจเป็นคำพูดที่ราคาแพงที่สุด

เพราะมันอาจทำให้เราสูญเสียโอกาสดีๆ ในชีวิตไปมากมาย

โอกาสที่จะมีสุขภาพที่ดี

โอกาสที่จะมีรายได้แหล่งที่สอง

โอกาสที่จะสร้างงานที่มีผลกระทบต่อคนมากมาย

โอกาสที่จะทำความฝันของเราให้เป็นจริง

ตอนปีใหม่ เราสัญญากับตัวเองไว้ว่า เราจะออกกำลังกาย เราจะเขียนบล็อก เราจะลองเสาะหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ

แต่พอเวลาผ่านมาสามเดือน ความกระตือรือล้นหดหาย ความเฉื่อยเข้ามาแทนที่

นาฬิกาปลุกตอนเช้า แทนที่จะนั่งเขียนบล็อก เราก็ขอนอนต่อ เพราะว่ายังง่วงและยังคิดเรื่องไม่ออก

กลับถึงบ้านตอนเย็น แทนที่จะได้ออกไปวิ่ง เราก็บอกเอาไว้ก่อน วันนี้เหนื่อยเกินไป

ตอนกลางคืน แทนที่จะหาข้อมูลสินค้าออนไลน์ เราก็เล่นเฟซบุ๊คก่อน เพราะยังไม่มีอารมณ์ทำงาน

ทุกครั้งที่เราบอกว่าไม่มีอารมณ์ ความสำเร็จก็จะอยู่ไกลออกไปอีกนิดนึง

กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ปีใหม่อีกแล้ว!

ถ้าเบื่อวงจรอุบาทว์นี้ ก็อาจถึงเวลาเปลี่ยน

ถ้าเราสัญญากับตัวเองไว้ว่า ทุกเช้าว่าจะเขียนบล็อก เมื่อตอนเช้ามาถึง ก็นั่งลงเขียนบล็อกซะ แม้ไม่มีอารมณ์และยังคิดอะไรไม่ออกก็เถอะ

ถ้าเราสัญญากับตัวเองไว้ว่า ทุกเย็นเราจะออกไปวิ่ง ถึงบ้านตอนเย็นก็เปลี่ยนชุดแล้วออกไปวิ่งซะ ออกไปวิ่งทั้งๆ ที่ไม่มีอารมณ์และไม่มีแรงวิ่งนั่นแหละ

ถ้าเราสัญญากับตัวเองไว้ว่า ทุกค่ำเราจะศึกษาเรื่องทำเว็บขายของออนไลน์ ตอนค่ำเราก็จะนั่งศึกษา แม้จะไม่มีอารมณ์ศึกษาก็ตาม

เพราะถ้ามัวแต่รอให้มีอารมณ์แล้วค่อยทำ ก็เท่ากับเราปล่อยให้โชคชะตาของเราตกอยู่ในมือของอะไรก็ไม่รู้

และถ้าแม้แต่คำสัญญากับคนที่สำคัญที่สุด เรายังรักษาไม่ได้ เราจะไปให้สัญญากับใครเขาได้อีก?

ลงมือทำทั้งๆ ที่ไม่มีอารมณ์คือความแตกต่างระหว่างคนที่ทำอะไรก็มักจะสำเร็จ กับคนที่ทำอะไรก็ล้มเลิกกลางคัน

ลงมือทำทั้งๆ ที่ไม่มีอารมณ์คือความแตกต่างระหว่างมืออาชีพกับมือสมัครเล่น

ถ้า JK Rowling เขียนหนังสือเฉพาะตอนที่มีอารมณ์ หรือพี่ตูนยอมขึ้นคอนเสิร์ตเฉพาะวันที่มีอารมณ์

เราก็คงไม่ได้อ่านแฮรี่พอตเตอร์ และวงบอดี้สแลมก็คงไม่ได้มาถึงจุดนี้

เพราะฉะนั้น ถ้าได้สัญญาอะไรกับตัวเองเอาไว้แล้วก็จงทำมันซะ

ลงมือทำทั้งๆ ที่ยังไม่มีอารมณ์

ทำไปซักพัก เดี๋ยวอารมณ์มันก็มาเอง

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com