5 ข้อคิดเพื่อความสุขในการทำงาน

20151113_5rules

วันนี้ผมได้ฟัง TED Talk ตอนหนึ่งที่น่าสนใจ เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คนที่มาพูดเป็นศิลปินและนักแต่งเพลงนาม Stephen Kellogg ผมเองยอมรับว่าไม่เคยได้ยินชื่อคนๆ นี้ แต่พอเข้าไปดูประวัติก็รู้ว่าออกอัลบั้มมาแล้วกว่า 8 อัลบั้มและตัวสตีเฟ่นเองก็บอกว่าเล่นคอนเสิร์ตมาแล้วกว่า 1300 คอนเสิร์ต

สตีเฟ่นบอกว่า ตอนเด็กๆ เขาโปรดปรานบอง โจวี่ (Bon Jovi) มาก โตขึ้นอยากเป็นนักดนตรีร็อค จะได้มีเงินและสาวๆ รายล้อม แต่พอเรียนจบออกมา นอกจากเขาจะไม่ได้เป็นนักดนตรีอาชีพแล้ว เขายังต้องทำงานเพื่อแลกค่าแรงเพียงน้อยนิดอีกต่างหาก

ก่อนขึ้นเวที สตีเฟ่นได้อ่านบทความในนิตยสาร Forbes ซึ่งระบุว่า ในอเมริกามีคนเพียง 19% เท่านั้นที่พอใจกับงานที่ตัวเองทำอยู่ เป็นตัวเลขที่ต่ำจนน่ากลัวเลยทีเดียว

สตีเฟ่นก็เลยมาแชร์เทคนิค 5 ข้อที่เขาได้ลองใช้แล้วเห็นผลครับ

1.รู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร – Know why you’re working
ตอนอายุ 16 ปี สตีเฟ่นเพิ่งเริ่มคบกับแฟนสาวที่โรงเรียน และเริ่มหาลำไพ่พิเศษด้วยการทำงานเป็นลูกจ้างในร้านขายยา คอยต้อนรับลูกค้า จัดยาใส่เชลฟ์ ทำความสะอาดห้องน้ำ ฯลฯ ไม่ใช่งานที่ท้าทายอะไรนัก

วันหนึ่งตอนสตีเฟ่นอยู่บ้าน แม่ก็เดินเข้ามาในห้อง ชูบิลค่าโทรศัพท์และบอกกับสตีเฟ่นว่า ถ้ายังอยากจะคบกับเด็กผู้หญิงคนนี้ต่อ ลูกก็จะต้องช่วยแม่ออกค่าโทรศัพท์นะ (สมัยเมื่อ 20 ปีที่แล้วเวลาจะคุยกับใครต้องใช้โทรศัพท์บ้านเป็นหลัก เดาว่าแฟนของสตีเฟ่นคงจะอยู่ต่างเมือง ทำให้ต้องเสียค่าโทรศัพท์ทางไกล )

ณ ตอนนั้นสตีเฟ่นก็คิดได้ว่า ถ้าอยากจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ เขาก็ต้องมีเงินจ่ายค่าโทรศัพท์ ตั้งแต่นั้นมา เขาจึงเป็นเด็กประจำร้านขายยาที่กระตือรือล้นมากกว่าเดิม เพราะเขารู้แล้วว่าเขาทำงานไปเพื่ออะไร

2.การได้อยู่ที่ตีนบันไดที่เราอยากปีนนั้นดีกว่าการไปอยู่ที่หัวบันไดที่เราไม่ได้อยากปีน – It’s better to be at the bottom of a ladder you want to climb, than the top of one you don’t.
ตอนที่สตีเฟ่นอายุได้ 19 ปี เขาทำงานขายโฆษณาให้กับนิตยสาร และเขาก็ทำได้ดีเสียด้วย แต่มาวันหนึ่งสตีเฟ่นก็ได้รับโทรศัพท์ติดต่อให้ลองมาเล่นดนตรีที่ร้านสเต๊กแถวบ้าน เจ้าของบอกสตีเฟ่นว่าจะให้เล่น 4 ชั่วโมง แถมตอนขึ้นเวทีสตีเฟ่นยังต้องใส่เสื้อเชิ๊ตเชยๆ ที่มีโลโก้ร้านแปะอยู่บนเสื้อด้วย ส่วนค่าจ้างนั้นต่ำมากเพราะเจ้าของอ้างว่าสตีเฟ่นจะได้กินอาหารฟรี

แต่พอจบคืนแรกของการเล่นดนตรีที่ร้านนั้น สตีเฟ่นก็ได้คำตอบว่า นี่คือบันไดที่เขาอยากจะปีน แม้จะรู้ตัวว่านี่คือตีนบันไดก็ไม่เป็นไร

3. หญ้าข้างบ้านนั้นจะดูเขียวกว่าเสมอ -The grass is always going to look greener.
หนี่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เราไร้ความสุขกับการทำงานก็คือการมองไปที่คนอื่นและอิจฉาคนเหล่านั้น แต่สตีเฟ่นเชื่อว่า ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร มันก็มีความทุกข์ที่ทุกคนต้องเจอทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่เรื่องมากและไม่ค่อยเข้าใจ หรือเพื่อนร่วมงานที่น่ารำคาญหรือสไตล์การทำงานไม่ตรงกับเรา ไม่ว่าคุณจะอยู่ตำแหน่งสูงหรือต่ำแค่ไหน ปัญหาเหล่านี้ก็ต้องเกิดขึ้นกับคุณแน่ๆ ถ้าเราระลึกความจริงข้อนี้ได้ว่าหญ้าบ้านอื่นมันไม่ได้เขียวกว่าหรอก เราก็น่าจะเลิกอิจฉาคนอื่นและเห็นข้อดีของงานตัวเองได้บ้าง

4. มองให้ออกว่างานของเราสร้างผลกระทบทางบวกอย่างไรบ้าง – Understand the positive effects of your work
สตีเฟ่นชอบกินพิซซ่ามาก เขาจึงรู้สึกขอบคุณเด็กส่งพิซซ่าอยู่เสมอ เพราะเด็กคนนี้ส่งความสุขให้เขาด้วยการนำอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกมาเสิร์ฟถึงหน้าประตู

และสตีเฟ่นก็อัศจรรย์ใจกับนักบัญชีที่สามารถจัดการเอกสารของเขามากมายเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่โดนเก็บภาษีย้อนหลัง แถมบางทียังได้เงินคืนภาษีอีกด้วย

สมัยเป็นนักดนตรีมืออาชีพใหม่ๆ สตีเฟ่นกำลังหวังที่จะสร้างชื่อตัวเองให้โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ อยากเล่นคอนเสิร์ตที่ใหญ่ขึ้น ขายตั๋วราคาแพงขึ้น ฯลฯ

วันหนึ่งเขาได้รับการติดต่อให้ไปเล่นดนตรีที่โรงพยาบาล มีเด็กป่วยสิบกว่าคนมานั่งฟัง รวมไปถึงผู้ปกครองและพยาบาล นี่อาจจะเป็นคอนเสิร์ตที่เล็กที่สุดในรอบหลายปีของเขาเลยก็ได้

แล้วสตีเฟ่นก็พบกับความจริงว่า ทักษะทางดนตรีของเขาที่ฝึกฝนมาหลายสิบปี สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับคนที่กำลังทุกข์กายและทุกข์ใจอย่างแสนสาหัสได้

และจากนั้นมาทัศนคติต่อการแสดงคอนเสิร์ตของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

5. จงซื่อสัตย์ต่อคุณค่าที่เรายึดถือ – Maintain your integrity and core values.
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่สตีเฟ่นคิดว่าอยากจะมีเพลงฮิตติดตลาดออกมาซักเพลง เขาจึงบินไปที่ลอสแองเจลิสเพื่อให้นักแต่งเพลงมืออาชีพช่วยแต่งเพลงให้ โดยหวังจะให้เพลงอารมณ์เดียวกับเพลงของ Paul Simon นักร้อง-นักแต่งเพลงของวง Simon & Garfunkel วงดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยเดียวกับ The Beatles

พอเปิดตัวเพลงนั้นออกมา แฟนเพลงก็บอกกับสตีเฟ่นว่า “เฮ้ย เพลงยูเหมือนเพลงของพอลไซม่อนเลยนี่”

แล้ววันหนึ่งลูกสาววัย 4 ขวบก็เดินเข้ามาในห้องของสตีเฟ่นแล้วพูดว่า “เพลงของพอลไซม่อนเหมือนเพลงของพ่อเลยนะคะ”

และนั่นคือวันที่สตีเฟ่นรู้ตัวว่า เขามาถึได้งจุดต่ำสุดในชีวิตนักดนตรีแล้ว (The lowest point in my career)

แต่ข้อดีก็คือเขายังสามารถแก้ตัวได้ สตีเฟ่นตัดสินใจถอนเพลงนั้นออกจากสถานีวิทยุ เอาเพลงมาเขียนและเรียบเรียงใหม่ 100% เพื่อให้มันเป็นเพลงของเขาอย่างแท้จริง รวมทั้งขอโทษแฟนเพลงที่ทำให้ผิดหวัง

และวันที่เขาตกลงสู่จุดต่ำสุดก็นำมาซึ่งวันที่เขาภูมิใจที่สุดเช่นกัน เพราะจากนี้ไปเขารู้แล้วว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาคือใคร และจะนำพาดนตรีของเขาไปในทิศทางไหน

สตีเฟ่นสรุปสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อด้วยประโยคนี้

“If I know why I’m working, if I climb ladders worth climbing, if I don’t spend all my time dreaming that the grass is greener on the other side, if I can understand the positive impacts of my work, and if I can keep my soul intact in the process, I’m going to get more out of my job.”

“ถ้าผมรู้ว่าผมจะทำงานไปเพื่ออะไร ถ้าผมได้ปีนบันไดที่ผมอยากจะปีน ถ้าผมไม่มัวเสียเวลาฝันถึงหญ้าที่เขียวกว่าของบ้านอื่น ถ้าผมเข้าใจว่างานของผมสร้างประโยชน์ให้กับใครบ้าง และถ้าผมรักษาจิตวิญญานของผมเอาไว้ได้ ผมก็จะได้อะไรอีกมากมายจากงานที่ผมทำ”

พูดเสร็จสตีเฟ่นก็หยิบกีต้าร์โปร่งขึ้นมาเล่นเพลง “Satisfied Man” เพื่อเป็นการปิดฉากการพูดครั้งนี้ ลองตามไปฟังกันได้เต็มๆ ในลิงค์ยูทูบด้านล่างครับ

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการทำงานนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube: I Can’t Get No (Job) Satisfaction: Stephen Kellogg at TEDxConcordiaUPortland

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

วิธีวัดความมั่งคั่ง

20161112_wealth

Measure your wealth not by the things you have, but by the things you have for which you would not take any amount of money.

อย่าวัดความมั่งคั่งจากสิ่งที่เรามี แต่วัดจากสิ่งที่เราจะไม่ยอมยกให้ใครไม่ว่าเขาจะเอาเงินทองมากองเท่าไหร่ก็ตาม

-Anonymous

ความมั่งคั่งกับความร่ำรวยฟังเผินๆ แล้วอาจเหมือนกัน

แต่ผมว่าความมั่งคั่งนั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่า

แค่มีทรัพย์สินเยอะก็อาจพอจะเรียกว่าคนรวยได้แล้ว

แต่การที่จะเป็นคนที่มั่งคั่งได้ น่าจะต้องมีอะไรบางอย่างมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความใจกว้าง สุขภาพที่ดี เวลา ครอบครัวที่อบอุ่น ฯลฯ

ความร่ำรวย อาจจะเป็นตัวชี้วัดศักยภาพในการหาเงิน

ส่วนความมั่งคั่งนั้นอาจจะเป็นตัวชี้วัดศักยภาพในการสร้างประโยชน์ให้คนอื่น

คนมั่งคั่งอาจมีเงินไม่เท่าคนร่ำรวย แต่เขาอาจมีเวลาให้ลูกให้ภรรยามากกว่า ได้เที่ยวได้ออกหาประสบการณ์มากกว่า ได้อ่านหนังสือมากกว่า ได้หัวเราะมากกว่า ได้ใช้ชีวิตมากกว่า

ลองถามตัวเองดูนะครับว่า ตัวเราในตอนนี้ กำลังมุ่งไปเป็นคนแบบไหน


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

นิทานห่อผ้าแห่งความทุกข์

20161111_bundle

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หลายสิบปีที่ผ่านมาลุงทอมสวดมนต์อ้อนวอนต่อพระเจ้าทุกคืน

“ข้าเชื่อว่าข้าคือคนที่ทุกข์ที่สุดในโลกแล้ว ทำไมพระองค์ถึงต้องเลือกข้าให้มาเป็นคนที่ต้องทนทุกข์ขนาดนี้ด้วย? ข้าพร้อมที่จะแลกความทุกข์ของข้ากับใครก็ได้ ข้าไม่ร้องขอความสุขใดๆ ขอแค่ให้ข้าได้แลกก้อนความทุกข์ของข้านี้กับคนอื่นด้วยเถิด คงไม่ยากเกินไปสำหรับท่านหรอกใช่ไหม?!”

แล้วคืนหนึ่ง ขณะที่ลุงทอมหลับอยู่ เขาก็ได้ยินเสียงของพระเจ้าในฝัน

“นำความทุกข์ของเจ้าออกมากอง เอาผ้าผืนใหญ่ห่อความทุกข์นั้นไว้ แล้วถือห่อผ้านั้นมาที่โบสถ์ของหมู่บ้าน”

ลุงทอมดีใจมาก นำความทุกข์มาห่อใส่ผ้า แล้วรุดไปที่โบสถ์

เมื่อเดินเข้าไปใกล้โบสถ์ ลุงทอมก็เห็นผู้คนคลาคล่ำ ลุงทอมรู้สึกหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะแต่ละคนนั้นถือห่อผ้า และเหมือนว่าห่อผ้านั้นจะใหญ่กว่าของลุงทอมซะอีก ไม่ว่าจะเป็นเจอรี่ที่เป็นส.ส. จิมที่เป็นเจ้าของร้านอาหาร คริสติน่าที่เคยได้เป็นนางงาม คนที่ลุงทอมเคยเห็นว่ามีรอยยิ้มเปื้อนหน้า ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ขับรถคันหรู ล้วนแล้วแต่มีห่อผ้าห่อใหญ่ทั้งนั้น

ลุงทอมชักไม่แน่ใจแล้วว่าควรจะเข้าไปที่โบสถ์ดีมั้ย แต่ในเมื่อคิดได้ว่าเขาอ้อนวอนขอพรนี้มาทั้งชีวิต เลยตัดสินใจว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลองดูซักตั้งแล้วกัน

เมื่อทุกคนเข้าไปถึงในตัวโบสถ์แล้ว ก็มีพระสุรเสียงก้องกังวานเอ่ยว่า

“จงวางห่อผ้าของเจ้าไว้รอบๆ โบสถ์นี้”

เมื่อทุกคนวางห่อผ้าของตัวเองแล้ว พระเจ้าก็ประกาศอีกครั้ง

“เอาล่ะ เจ้าจงไปหยิบห่อผ้าของใครก็ได้”

แล้วเรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ทุกคนรีบวิ่งรี่เข้าไปหยิบห่อผ้าของตัวเอง แม้กระทั่งลุงทอมก็วิ่งสุดชีวิตไปที่ห่อผ้าของเขา

ทุกคนได้ห่อผ้าของตัวเองกลับมาด้วยความรู้สึกโล่งอก แต่ละคนถือห่อผ้าแห่งความทุกข์กลับบ้านด้วยความสุขใจ ไม่เว้นแม้กระทั่งลุงทอม เพราะเขาก็คิดได้ว่า

“ใครจะไปรู้ว่าห่อผ้าของคนอื่นมีอะไรอยู่บ้าง? อย่างน้อยข้าก็รู้ว่าในห่อของข้ามีอะไร และข้าก็เริ่มชินกับความทุกข์แบบนี้แล้ว”


ขอบคุณนิทานจาก Osho Stories: Bundle of Misery

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia: Furoshiki

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ควันหลงจากอเมริกา

20161110_usa

พลิกโผจริงๆ ครับ กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อวานนี้ เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์หักปากกาเซียนทั้งหลายด้วยการเอาชนะฮิลลารี คลินตัน

ผมเองก็คอยติดตามการเลือกตั้งนี้อยู่ห่างๆ พอใกล้ถึงวันเลือกตั้งก็ติดตามใกล้ชิดยิ่งขึ้น และหลังจากจบไปแล้วก็เกิดคำถามหลายคำถาม เลยพยายามลองหาคำตอบ และอยากจะเอามาแชร์ไว้ตรงนี้ครับ

ทำไมเลือกตั้งวันอังคาร?
เราคนไทยเคยชินกับการเลือกตั้งวันอาทิตย์ และจำกันได้ขึ้นใจว่าหีบเลือกตั้งปิดตอนบ่าย 3 ไม่เกินสามสี่ทุ่มก็รู้ผล แต่ที่อเมริกาดันเลือกตั้งวันธรรมดา ปิดหีบตอนหนึ่งทุ่มหรือสองทุ่ม (เดาว่าให้คนที่ต้องทำงานมาลงคะแนนทัน) กว่าจะรู้ผลก็เกือบๆ ตี 1 ตามเวลาท้องถิ่น

เว็บ The Momentum เฉลยว่า

“ครั้งหนึ่งอเมริกาเคยเป็นประเทศการเกษตร พวกเขามักจะเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ และวางขายของที่ตลาดทุกวันพุธ การจัดวันเลือกตั้งในวันอังคารก็เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นมีเวลาเพียงพอในการออกไปโหวต และกลับบ้านมาพร้อมเตรียมของไปขายที่ตลาด”

ทำไมโพลทั้งหลายถึงทำนายพลาด?
ก่อนวันเลือกตั้งเพียงหนึ่งวัน สำนักข่าวรอยเตอร์ออกมาประกาศว่าคลินตันมีโอกาสชนะสูงถึง 90%

Clinton has 90 percent chance of winning: Reuters/Ipsos States of the Nation

…The former secretary of state was leading Trump by about 45 percent to 42 percent in the popular vote, and was on track to win 303 votes in the Electoral College to Trump’s 235, clearing the 270 needed for victory, the survey found.

ผมก็เคยเข้าใจว่า ฝรั่งน่าจะเก่งเรื่องการทำโพลกว่าคนไทยเป็นไหนๆ ยิ่งมาเห็นผลอย่างนี้ยิ่งรู้สึกว่าคลินตันนอนมาแน่นอน

แล้วโพลพลาดตรงไหน?

ผมไปเจอคำตอบหนึ่งที่น่าสนใจจาก Quora.com (น่าเสียดายที่ผมไม่ได้เซฟลิงค์เอาไว้)

เขาบอกว่า คนที่เชียร์คลินตัน และชิงชังทรัมป์นั้น มักจะพูดเสมอว่าคนที่สนับสนุนทรัมป์เป็นพวกไร้การศึกษา เหยียดผิว เหยียดเพศ รักความรุนแรง ฯลฯ

สมมติว่าผมเป็นคนนึงที่เชียร์ทรัมป์ แต่เพื่อนๆ ในกลุ่มเชียร์คลินตัน ผมก็คงไม่กล้าออกตัวว่าตัวเองเชียร์ทรัมป์หรอก เพราะไม่อยากโดนด่า หรือโดนดูถูก

เวลาโพลมาสำรวจผม ผมก็คงไม่ตอบความจริง โพลจึงไม่อาจแสดงผลอย่างถูกต้องได้

สุดท้าย ผมและเพื่อนๆ อีกหลายคนที่แอบเชียร์ทรัมป์ ก็ออกไปแสดง “พลังเงียบ” ในวันเลือกตั้งให้โลกตะลึง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าเราดูแคลนหรือดูถูกใคร เราอาจจะโดนย้อนรอยอย่างเจ็บแสบ

ทรัมป์ก็ไม่ดี คลินตันก็ไม่โดน แล้วฉันเลือกอะไรได้มั้ย?

เมื่อคลินตันแพ้ คนที่เชียร์คลินตันก็เริ่มมองหาแพะทันที

และหนึ่งในแพะที่ว่านั้น ก็คือคนที่เลือกผู้สมัครอิสระ

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้สมัครอีกสองคนที่ได้คะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ไปพอสมควร คือ Gary Johnson และ Jill Stein

ในรัฐฟลอริดา คลินตันแพ้ทรัมป์ไป 132,000 เสียง แต่มีคนลงคะแนนให้จอห์นสัน 204,000 เสียง และโหวตให้สไตน์ 63,000 เสียง

ในมิชิแกนคลินตันแพ้ไปแสนกว่าเสียง น้อยกว่าที่คนเลือกจอห์นสัน 139,000 เสียง

คนที่เชียร์คลินตันก็เลยบอกว่า เพราะพวกคุณดันใช้เสียงของคุณไปเลือกคนที่ไม่มีทางชนะ คุณก็เลยได้ทรัมป์มาเป็นประธานาธิบดีไงเล่า

มันทำให้ผมนึกถึงประโยค “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ในการเมืองไทย

ในบางช่วงเวลาของสังคม การเมืองแบบประชาธิปไตยก็อาจให้ทางเลือกเราไม่มากนักจริงๆ

เลือกตั้งประธานาธิบดีกับ Brexit เหมือนกันอย่างไร

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือมันเป็นการส่งสัญญาณจากคนชั้นล่าง สู่พวกคนชั้นบนที่กุมอำนาจอยู่ว่า “เราไม่โอเค และเราไม่เอาคุณ”

การเลือกทรัมป์ขึ้นมา ก็เพื่อแสดงถึงการต่อต้าน Status Quo เป็นการเลือกเพื่อการเปลี่ยนแปลง

แม้ไม่แน่ใจว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

แม้จะโดนมองว่ามันงี่เง่าแค่ไหนก็ตาม

หลายคนคงยังไม่หายช็อคที่ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี พร้อมทั้งบ่นพึมพัมว่า “เรามาถึงจุดๆ นี้ได้ยังไง?”

คนชั้นกลางอย่างเราๆ ก็มักจะเผลอมองอย่างง่ายๆ ว่า คนอเมริกาบ้าไปแล้ว

แต่จริงๆ แล้วคนเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากเรา ต้องทำมาหากิน มีลูกมีเมียมีสามีต้องดูแล

การที่คนๆ หนึ่งจะเลือกทรัมป์ หรือเลือกอังกฤษให้ออกจาก EU หรือเลือกทักษิณให้เป็นนายก เข้ามาย่อมมีเหตุผล

และหน้าที่ของพวกเราคือต้องพยายามเข้าใจความต้องการของคนกลุ่มนี้

คนที่เราไม่เคยได้เห็นสเตตัสอยู่ในเฟซบุ๊คฟีดของเรา

เพราะอย่างที่ผมเคยเขียนไว้หลายครั้งว่า อันตรายไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราไม่รู้ แต่เกิดจากความเชื่อที่ว่าเรารู้เรื่องนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว

ผลการโหวตประธานาธิบดี รวมถึง Brexit ก็พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่า ที่เราคิดว่าเรารู้แล้วนั้น จริงๆ เราไม่รู้อะไรเลย

ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สำหรับการเตรียมตัวของคนไทยในการเลือกตั้งในปีหน้าครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก

The Momentum: ในบัตรเลือกตั้งมีเรื่องกัญชา!? ทำไมเดโมแครตใช้สีน้ำเงินและรีพับลิกันใช้สีแดง? ทำไมต้องเลือกตั้งวันอังคาร? ตอบทุกคำถามเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ไม่เคยมีใครเคยบอก! 

Reuters: Clinton has 90 percent chance of winning: Reuters/Ipsos States of the Nation

Mic: How third-party voters likely helped sink Hillary Clinton’s presidential candidacy 

ขอบคุณภาพจาก Flickr : Rich Girard

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ผู้ใหญ่ขี้แย

20161108_cyring_adult

ตอนที่ปรายฝนอายุหนึ่งเดือน เจ้าตัวจ้อยจะร้องไห้ด้วยสี่สาเหตุหลักๆ คือ หนาว อึ หิว และง่วง

ตอนนี้เจ้าตัวจ้อยอายุหนึ่งขวบนิดๆ แล้ว

ความหนาวทำอะไรปรายฝนไม่ได้แล้ว เพราะปรายฝนเป็นเด็กขี้ร้อน

ส่วนอึก็ทำอะไรปรายฝนไม่ได้เช่นกัน สามารถนั่งเล่นต่อได้หน้าตาเฉย ผมกับแฟนเองนี่แหละที่ทนกลิ่นไม่ไหวจนต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมให้

แต่ก็ยังเหลือเรื่องหิวและง่วงอยู่

และที่เพิ่มขึ้นมาคือจะร้องตอนที่แม่จะไปทำงาน (เพราะเริ่มรู้เรื่องแล้วว่าแม่จะไม่อยู่ทั้งวัน)

หิวเมื่อไหร่ก็ร้องจ้า ง่วงเมื่อไหร่ก็จะงอแง แม่ไปไหนก็จะร้องตาม

เราทุกคนก็เคยผ่านช่วงเวลานี้ เพราะทุกคนเคยเป็นเด็กด้วยกันทั้งนั้น

และผมกำลังสงสัยว่าเรายังติดนิสัยเหล่านี้มาจนโต

นี่คือเหตุผลที่เวลาเราหิว เราก็จะต้องรีบหาอาหารเข้าปาก หรือถ้าไม่ได้กินข้าวก็จะหงุดหงิดฉุนเฉียว

และเป็นเหตุผลที่ แม้จะถึงเวลาที่ต้องลุกจากเตียงแล้ว แต่ถ้าเรายังง่วงอยู่ เราก็จะงอแงและขอนอนต่ออีกห้านาที

และอาจเป็นเหตุผลที่เราเรียกร้องอยากให้คนอื่นมาสนใจเราทั้งทางตรงและทางอ้อม

แต่ถ้าลองมาสังเกตความรู้สึกจริงๆ เราจะรู้ได้เลยว่า อาการหิว อาการง่วง หรืออาการเหงา มันไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดหรอก

ถ้าใครเคยอ่านหนังสือ ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี ของนายแพทย์โยะชิโนะริ นะงุโมะ ก็จะรู้ว่า การปล่อยให้ร่างกายหิวบ้าง คือเรื่องดี

และถ้าคุณลองสังเกตร่างกายอย่างเป็นกลางจริงๆ ว่าเวลาหิวนั้นมีอาการอย่างไรบ้าง โดยไม่ต้องเอาอารมณ์โมโหหิวลงไปเจือปน คุณอาจจะได้ข้อสรุปเหมือนผมว่า มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นซะหน่อยก ก็แค่รู้สึกอะไรในท้องนิดหน่อย

อาการง่วงก็เหมือนกัน

เวลาผมง่วง ผมก็มักจะปล่อยตัวเองให้เคลิ้มๆ สติจะผลุบๆ โผล่ๆ ขาดๆ หายๆ เพราะผมเคยชินกับสภาวะนี้มาแต่ไหนแต่ไร

แต่พอลองสังเกตตัวเองดีๆ ว่า จริงๆ แล้ว “ความง่วง” คืออะไร ก็ได้พบว่า มันคือความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมากดอยู่กลางศีรษะให้หน่วงๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง

อาการเหงา ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่เราคาดหวังให้คนอื่นมาสนใจ แต่เขาไม่ได้มาสนใจ

ถ้าเราอยู่คนเดียวอยู่แล้วเรามักจะไม่ค่อยเหงา เพราะเราไม่ได้คาดหวังให้ใครมาสนใจ แต่พอเริ่มมีคนรายล้อม (ทั้งทางกายภาพหรือทางโลกไซเบอร์ก็แล้วแต่) เราก็จะเริ่มเหงาขึ้นมาทันที

เด็กเล็กหนึ่งขวบจะร้องไห้ทุกคร้้งเวลา หิว ง่วง หรืออยากให้คนสนใจ

แม้จะโตมาเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่พวกเราก็ยังตอบสนองสามอาการนี้ด้วยความงอแง ไม่ต่างอะไรกับเด็ก เพียงแค่เปลี่ยนการแสดงออกจากร้องไห้ไปเป็นวิธีอื่น

อาจจะต้องกลับมาสังเกตอาการเหล่านี้ด้วยความเป็นกลางมากขึ้น

จะได้เลิกงอแง

และโตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ ได้ซักที


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com