ฝรั่งเศสออกกฎหมายห้ามติดต่อพนักงานนอกเวลางาน

20161106_french_law

วันนี้มีข่าวจากเว็บ True Activist มาฝากครับ

ฝรั่งเศสเพิ่งออกกฎหมายเพื่อมอบ “สิทธิ์ที่จะไม่โดนติดต่อ” (right to disconnect) ให้พนักงานในองค์กรที่ขนาดใหญ่กว่า 50 คน

ผมเชื่อว่าคนทำงานส่วนใหญ่ต้องเคยเจอสถานาการณ์ที่ “ไม่อาจหยุดทำงานได้แม้จะกลับถึงบ้านแล้วก็ตาม”

การมาถึงของอินเตอร์เน็ต แล็ปท็อป และสมาร์ทโฟน ได้ทำให้หลายๆ องค์กรคิดว่าการให้พนักงานทำงานนอกเวลากลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นตอนดึกๆ ดื่นๆ หรือวันเสาร์อาทิตย์ที่เราควรได้นอนตีพุง เราก็ไม่สามารถวิ่งหนีอีเมล์หรือเมสเสจจากเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าเราได้

นายเบอนัวท์ อามง (Benoit Hamon) ส.ส.คนหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่า

“งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าคนทำงานยุคนี้ต้องพบเจอกับความเครียดมากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา และความเครียดนี้ก็เกิดขึ้นตลอดเวลาด้วย แม้ว่าร่างกายของพนักงานจะไม่ได้อยู่ที่ออฟฟิศแล้ว แต่ใจก็ยังคงกังวลเรื่องงาน พวกเขาเหมือนถูกล่ามด้วยโซ่อิเลคโทรนิคส์ (electronic leash) ไม่ต่างอะไรจากสุนัข ทั้งอีเมล์ ทั้ง sms ได้เข้ามายึดครองพื้นที่ส่วนตัวจนคนทำงานแทบจะเป็นบ้าไปแล้ว”

แม้ว่ากฎหมายใหม่ฉบับนี้ยังไม่ได้มีบทลงโทษองค์กรที่ยังคงรบกวนพนักงานนอกเวลา แต่มันก็บังคับให้องค์กรเหล่านี้ต้องระบุใน “มารยาทการปฏิบัติงาน” (Charters of Good Conduct) อย่างชัดเจนว่าช่วงเวลาไหนบ้างที่องค์กรจะต้องไม่ติดต่อพนักงาน

ผมเดาว่าฝรั่งเศสน่าจะเป็นที่แรกที่ออกกฎหมายแบบนี้ออกมา

และผมก็เชื่อว่ามันจะไม่ใช่ที่สุดท้ายครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก True Activist: New French Law makes it illegal to contact employees after work hours

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

สิ่งต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา

20161106_nottous

มันเกิดขึ้นเพื่อเราต่างหาก

“Life is always happening for us, not to us.”
-Tony Robbins

ถ้าเราเชื่อว่าโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ

และทุกอย่างมีเหตุผลของมันเสมอ

เราก็จะเลิกตีโพยตีพายว่าเรามันโชคร้าย หรือโลกนี้ไม่แฟร์

เพราะการตีโพยตีพายไม่มีประโยชน์อะไรเลย เผลอๆ จะทำให้เรื่องแย่ลงด้วยซ้ำ

เมื่อเกิดปัญหาหรืออุปสรรค ถ้าเราคิดซะว่าสิ่งเหล่านี้มันช่วยให้เราเติบโต หรือช่วยให้เราเตรียมความพร้อมสำหรับอะไรบางอย่างในอนาคต เราก็จะรับมือกับเรื่องปวดหัวด้วยทัศนคติที่เป็นกลางและสร้างสรรค์มากขึ้น

“Life is always happening for us, not to us.”

ทุกอย่างเกิดขึ้นเพื่อเรา ไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา

อย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นสูญเปล่านะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Tim Ferriss Show: Tony Robbins – on Achievement versus Fulfillment

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

กฎ 90 วินาที

20161105_90sec

ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ หลังจากฟัง Tony Robbins ให้สัมภาษณ์ใน Tim Ferriss Show ก็ได้ไอเดียดีๆ มาแชร์หลายเรื่องเลย

วันนี้มาแชร์ไอเดียที่สองนะครับ

ชื่อว่ากฎ 90 วินาที

กฎนี้โทนี่เพิ่งใช้มาได้ไม่นาน แต่เขารู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เขาบอกว่าคนเรานั้น มีทางเลือกในการใช้ชีวิตอยู่สองแบบ

แบบแรกคืออยู่อย่างอมทุกข์ (state of suffering) ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา อารมณ์ขุ่นมัว ตระหนี่ถี่เหนียว กังวลใจ โทษคนนั้นคนนี้

แบบที่สองคือดำเนินชีวิตด้วยความสำราญ (state of bliss) มองโลกในแง่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ มีความเมตตา มีสติ มีปัญญา พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น

เป้าหมายของโทนี่ คือใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยความสุขสำราญให้มากที่สุด

นั่นคือที่มาของกฎ 90 วินาที

กฎข้อนี้กล่าวไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่เจอเรื่องที่ทำให้เราทุกข์หรือกังวลใจ อย่าปล่อยให้มันทำให้เราดำดิ่งเกินกว่า 90 วินาที

จงใช้เวลาหนึ่งนาทีครึ่งนั้นทุกข์เสียให้พอ จากนั้นก็วางมันลง ถอยออกมา แล้วดำเนินชีวิตต่อไป

เพราะชีวิตสั้นเกินกว่าที่จะมามัวทุกข์ใจอยู่ (Life is too short for suffering)

โดยคอนเซ็ปต์มันก็ดีทีเดียว แต่คำถามก็คือ มันจะทำได้จริงหรือ?

โทนี่ก็เลยสอนเทคนิคที่จะช่วยให้เราหลุดออกจากเรื่องทุกข์ใจได้ในเวลาไม่นานนัก

เราสามารถทดลองได้เลย ด้วยการนึกถึงเรื่องที่เรากำลังกังวลใจ เช่นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก หรือเรื่องที่รับปากไว้แล้วยังไม่มีเวลาได้ทำซักที

จากนั้น จงหลับตา เอามือสองข้างแนบลงกลางอก ให้รู้สึกได้ถึงหัวใจที่อยู่ข้างในนั้น

ให้รู้ว่าหัวใจของเรากำลังเต้นอยู่

หัวใจดวงนี้เราได้มาฟรีๆ เป็นของขวัญจากพระเจ้า (หรือธรรมชาติ) เป็นสิ่งที่แสนมหัศจรรย์เพราะมันทำให้เรามีชีวิต

หัวใจดวงนี้เต้นถึงวันละ 100,000 ครั้ง ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์

ลองหายใจลึกๆ แล้วจินตนาการว่าอากาศที่เราสูดเข้าไปกำลังหล่อเลี้ยงหัวใจดวงน้อยๆ นี้

จากนั้นก็นึกถึงเรื่องราวหนึ่งเรื่องที่เรารู้สึกขอบคุณ (one thing you feel grateful for) อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้ว หรืออาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ได้ แล้วลองเอาตัวเองกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง ให้รู้สึกว่าชีวิตตอนนั้นมันดีอย่างไร

เมื่อนึกได้เรื่องหนึ่งแล้ว ก็ให้นึกเรื่องที่สอง

เมื่อนึกเรื่องที่สองออกแล้ว ก็ให้นึกเรื่องที่สาม

เมื่อทบทวนเรื่องที่สร้างความสุขให้เราครบสามเรื่อง ก็ให้นึกย้อนกลับไปถึงปัญหาที่ทำให้เรากังวล

แล้วถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่เราต้องทำ

โทนี่การันตีว่า ณ จุดๆ นี้ หัวใจจะมีคำตอบให้คุณ เพราะจิตใต้สำนึกจะรู้คำตอบอยู่แล้ว เราเพียงแต่ต้องพามันเข้าสู่สภาวะที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

ด้วยการระลึกถึงกฎ 90 วินาที และหัดเชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่ลึกๆ ในใจ จะช่วยให้เราหลุดจากหล่มความมืดมนได้ในเวลาอันไม่นานนัก

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Tim Ferriss Show: Tony Robbins – on Achievement versus Fulfillment

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

จะให้อะไรกำหนดชีวิตเรา

20161104_conditions

ช่วงนี้ผมกำลังฟังพ็อดคาสท์ของ Tim Ferriss (คนเขียน The 4-Hour Workweek) ที่สัมภาษณ์ Tony Robbins อยู่ ก็เลยได้ไอเดียดีๆ หลายอย่างมาแชร์ครับ

วันนี้มาแชร์ไอเดียแรกก่อน

โทนี่ รอบบิ้นส์บอกว่า

It’s decisions, not conditions, that shape your life

สิ่งที่จะกำหนดชีวิตเรา คือการตัดสินใจ ไม่ใช่สภาพแวดล้อม

เวลาที่ชีวิตเราไม่ราบรื่นดั่งใจ สิ่งแรกที่เราจะทำก่อนคือมองหา “แพะ”

แพะในที่นี้ก็คือคนอื่นหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวเราที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้

เพื่อนร่วมงานไม่เก่ง เจ้านายไร้เหตุผล แฟนจุกจิก เศรษฐกิจไม่ดี อากาศไม่เป็นใจ การเมืองไม่นิ่ง ฯลฯ

แต่เรามักจะลืมไปว่า สิ่งที่กำหนดชีวิตเราจริงๆ ไม่ใช่สภาพแวดล้อม (Conditions) แต่เป็นสิ่งที่เราตัดสินใจที่จะทำ (Decisions) เมื่อเจอสภาวะเหล่านี้ต่างหาก

คนบางคนต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่แย่กว่าเราไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ แต่การตัดสินใจของเขานำไปสู่การกระทำที่เหมาะสม จึงทำให้เขาประสบความสำเร็จและมีความสุขได้

It’s decisions, not conditions, that shape your life

ก็ต้องถามตัวเองแล้วว่า เราจะปล่อยให้ตัวเองตกเป็นทาสของสภาพแวดล้อม

หรือเราจะเป็นนายของสภาพแวดล้อม ด้วยการตัดสินใจให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Tim Ferriss Show: Tony Robbins – on Achievement versus Fulfillment

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

นิทานหมอห้าร้อย

20161103_500doctor

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

สมเจตน์เดินมาเจอคลินิคเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ติดป้ายว่า “รักษาทุกโรค 500 บาท รักษาไม่หายรับไปเลย 1000 บาท”

สมเจตน์เห็นว่านี่คือโอกาสทำกำไรด้วยการแกล้งป่วย จึงตรงปรี่เข้าไปในคลีนิคทันที

สมเจตน์ : หมอครับ ลิ้นผมมีปัญหา รับรสอะไรไม่ได้เลย

หมอ : คุณพยาบาล เอายาในกล่องที่ 20 หยอดให้คนไข้ทาน 3 หยดนะ

คนไข้ : ถุย! นี่มันน้ำมันเครื่องนี่หมอ!

หมอ : ยินดีด้วยครับ ลิ้นคุณเป็นปกติแล้ว ขอเก็บค่ารักษา 500 บาทนะครับ

สมเจตน์จ่ายเงิน 500 บาทและจากไปด้วยความโกรธ แต่อีก 3-4 วันก็กลับมาใหม่

คนไข้ : หมอครับ สมองผมมีปัญหา เด๋วนี้มันหลงๆ ลืมๆ จำอะไรไม่ได้เลย

หมอ : คุณพยาบาล เอายาในกล่องที่ 20 ให้คนไข้ทาน 3 หยดนะ

คนไข้ : เฮ้ย !! นั่นมันกล่องน้ำมันเครื่องนะหมอ

หมอ : ยินดีด้วยครับ สมองคุณมีความจำเป็นปกติแล้ว ขอเก็บค่ารักษา 500 บาทนะครับ

สมเจตน์เสียท่าอีกตามเคย สัปดาห์ถัดมา เขาจึงกลับไปที่คลินิคอีกครั้ง

คนไข้ : หมอครับ ตาผมแย่แล้ว ผมมองอะไรไม่ชัดเลย ตาผมกำลังจะบอดใช่ไหมหมอ

หมอนิ่งอยู่ซักพัก แล้วตอบว่า…

หมอ : ต้องขอโทษด้วยนะครับ เราไม่สามารถรักษาโรคตาได้ เดี๋ยวหมอจะให้เงินชดเชย 1000 บาท ตามสัญญานะครับ

สมเจตน์กระหยิ่มยิ้มย่อง แต่รอยยิ้มนั้นก็อันตรธานเมื่อได้รับเงินมา

คนไข้ : หมอครับ นี่มันแบงค์ 20 นี่ครับ

หมอ : ยินดีด้วยครับ ตาคุณเป็นปกติแล้ว ขอเก็บค่ารักษา 500 บาทนะครับ


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานก้อม (ผู้เขียนได้ดัดแปลงเล็กน้อย)

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com