5 ข้อคิดเพื่อความสุขในการทำงาน

20151113_5rules

วันนี้ผมได้ฟัง TED Talk ตอนหนึ่งที่น่าสนใจ เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คนที่มาพูดเป็นศิลปินและนักแต่งเพลงนาม Stephen Kellogg ผมเองยอมรับว่าไม่เคยได้ยินชื่อคนๆ นี้ แต่พอเข้าไปดูประวัติก็รู้ว่าออกอัลบั้มมาแล้วกว่า 8 อัลบั้มและตัวสตีเฟ่นเองก็บอกว่าเล่นคอนเสิร์ตมาแล้วกว่า 1300 คอนเสิร์ต

สตีเฟ่นบอกว่า ตอนเด็กๆ เขาโปรดปรานบอง โจวี่ (Bon Jovi) มาก โตขึ้นอยากเป็นนักดนตรีร็อค จะได้มีเงินและสาวๆ รายล้อม แต่พอเรียนจบออกมา นอกจากเขาจะไม่ได้เป็นนักดนตรีอาชีพแล้ว เขายังต้องทำงานเพื่อแลกค่าแรงเพียงน้อยนิดอีกต่างหาก

ก่อนขึ้นเวที สตีเฟ่นได้อ่านบทความในนิตยสาร Forbes ซึ่งระบุว่า ในอเมริกามีคนเพียง 19% เท่านั้นที่พอใจกับงานที่ตัวเองทำอยู่ เป็นตัวเลขที่ต่ำจนน่ากลัวเลยทีเดียว

สตีเฟ่นก็เลยมาแชร์เทคนิค 5 ข้อที่เขาได้ลองใช้แล้วเห็นผลครับ

1.รู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร – Know why you’re working
ตอนอายุ 16 ปี สตีเฟ่นเพิ่งเริ่มคบกับแฟนสาวที่โรงเรียน และเริ่มหาลำไพ่พิเศษด้วยการทำงานเป็นลูกจ้างในร้านขายยา คอยต้อนรับลูกค้า จัดยาใส่เชลฟ์ ทำความสะอาดห้องน้ำ ฯลฯ ไม่ใช่งานที่ท้าทายอะไรนัก

วันหนึ่งตอนสตีเฟ่นอยู่บ้าน แม่ก็เดินเข้ามาในห้อง ชูบิลค่าโทรศัพท์และบอกกับสตีเฟ่นว่า ถ้ายังอยากจะคบกับเด็กผู้หญิงคนนี้ต่อ ลูกก็จะต้องช่วยแม่ออกค่าโทรศัพท์นะ (สมัยเมื่อ 20 ปีที่แล้วเวลาจะคุยกับใครต้องใช้โทรศัพท์บ้านเป็นหลัก เดาว่าแฟนของสตีเฟ่นคงจะอยู่ต่างเมือง ทำให้ต้องเสียค่าโทรศัพท์ทางไกล )

ณ ตอนนั้นสตีเฟ่นก็คิดได้ว่า ถ้าอยากจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ เขาก็ต้องมีเงินจ่ายค่าโทรศัพท์ ตั้งแต่นั้นมา เขาจึงเป็นเด็กประจำร้านขายยาที่กระตือรือล้นมากกว่าเดิม เพราะเขารู้แล้วว่าเขาทำงานไปเพื่ออะไร

2.การได้อยู่ที่ตีนบันไดที่เราอยากปีนนั้นดีกว่าการไปอยู่ที่หัวบันไดที่เราไม่ได้อยากปีน – It’s better to be at the bottom of a ladder you want to climb, than the top of one you don’t.
ตอนที่สตีเฟ่นอายุได้ 19 ปี เขาทำงานขายโฆษณาให้กับนิตยสาร และเขาก็ทำได้ดีเสียด้วย แต่มาวันหนึ่งสตีเฟ่นก็ได้รับโทรศัพท์ติดต่อให้ลองมาเล่นดนตรีที่ร้านสเต๊กแถวบ้าน เจ้าของบอกสตีเฟ่นว่าจะให้เล่น 4 ชั่วโมง แถมตอนขึ้นเวทีสตีเฟ่นยังต้องใส่เสื้อเชิ๊ตเชยๆ ที่มีโลโก้ร้านแปะอยู่บนเสื้อด้วย ส่วนค่าจ้างนั้นต่ำมากเพราะเจ้าของอ้างว่าสตีเฟ่นจะได้กินอาหารฟรี

แต่พอจบคืนแรกของการเล่นดนตรีที่ร้านนั้น สตีเฟ่นก็ได้คำตอบว่า นี่คือบันไดที่เขาอยากจะปีน แม้จะรู้ตัวว่านี่คือตีนบันไดก็ไม่เป็นไร

3. หญ้าข้างบ้านนั้นจะดูเขียวกว่าเสมอ -The grass is always going to look greener.
หนี่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เราไร้ความสุขกับการทำงานก็คือการมองไปที่คนอื่นและอิจฉาคนเหล่านั้น แต่สตีเฟ่นเชื่อว่า ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร มันก็มีความทุกข์ที่ทุกคนต้องเจอทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่เรื่องมากและไม่ค่อยเข้าใจ หรือเพื่อนร่วมงานที่น่ารำคาญหรือสไตล์การทำงานไม่ตรงกับเรา ไม่ว่าคุณจะอยู่ตำแหน่งสูงหรือต่ำแค่ไหน ปัญหาเหล่านี้ก็ต้องเกิดขึ้นกับคุณแน่ๆ ถ้าเราระลึกความจริงข้อนี้ได้ว่าหญ้าบ้านอื่นมันไม่ได้เขียวกว่าหรอก เราก็น่าจะเลิกอิจฉาคนอื่นและเห็นข้อดีของงานตัวเองได้บ้าง

4. มองให้ออกว่างานของเราสร้างผลกระทบทางบวกอย่างไรบ้าง – Understand the positive effects of your work
สตีเฟ่นชอบกินพิซซ่ามาก เขาจึงรู้สึกขอบคุณเด็กส่งพิซซ่าอยู่เสมอ เพราะเด็กคนนี้ส่งความสุขให้เขาด้วยการนำอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกมาเสิร์ฟถึงหน้าประตู

และสตีเฟ่นก็อัศจรรย์ใจกับนักบัญชีที่สามารถจัดการเอกสารของเขามากมายเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่โดนเก็บภาษีย้อนหลัง แถมบางทียังได้เงินคืนภาษีอีกด้วย

สมัยเป็นนักดนตรีมืออาชีพใหม่ๆ สตีเฟ่นกำลังหวังที่จะสร้างชื่อตัวเองให้โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ อยากเล่นคอนเสิร์ตที่ใหญ่ขึ้น ขายตั๋วราคาแพงขึ้น ฯลฯ

วันหนึ่งเขาได้รับการติดต่อให้ไปเล่นดนตรีที่โรงพยาบาล มีเด็กป่วยสิบกว่าคนมานั่งฟัง รวมไปถึงผู้ปกครองและพยาบาล นี่อาจจะเป็นคอนเสิร์ตที่เล็กที่สุดในรอบหลายปีของเขาเลยก็ได้

แล้วสตีเฟ่นก็พบกับความจริงว่า ทักษะทางดนตรีของเขาที่ฝึกฝนมาหลายสิบปี สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับคนที่กำลังทุกข์กายและทุกข์ใจอย่างแสนสาหัสได้

และจากนั้นมาทัศนคติต่อการแสดงคอนเสิร์ตของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

5. จงซื่อสัตย์ต่อคุณค่าที่เรายึดถือ – Maintain your integrity and core values.
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่สตีเฟ่นคิดว่าอยากจะมีเพลงฮิตติดตลาดออกมาซักเพลง เขาจึงบินไปที่ลอสแองเจลิสเพื่อให้นักแต่งเพลงมืออาชีพช่วยแต่งเพลงให้ โดยหวังจะให้เพลงอารมณ์เดียวกับเพลงของ Paul Simon นักร้อง-นักแต่งเพลงของวง Simon & Garfunkel วงดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยเดียวกับ The Beatles

พอเปิดตัวเพลงนั้นออกมา แฟนเพลงก็บอกกับสตีเฟ่นว่า “เฮ้ย เพลงยูเหมือนเพลงของพอลไซม่อนเลยนี่”

แล้ววันหนึ่งลูกสาววัย 4 ขวบก็เดินเข้ามาในห้องของสตีเฟ่นแล้วพูดว่า “เพลงของพอลไซม่อนเหมือนเพลงของพ่อเลยนะคะ”

และนั่นคือวันที่สตีเฟ่นรู้ตัวว่า เขามาถึได้งจุดต่ำสุดในชีวิตนักดนตรีแล้ว (The lowest point in my career)

แต่ข้อดีก็คือเขายังสามารถแก้ตัวได้ สตีเฟ่นตัดสินใจถอนเพลงนั้นออกจากสถานีวิทยุ เอาเพลงมาเขียนและเรียบเรียงใหม่ 100% เพื่อให้มันเป็นเพลงของเขาอย่างแท้จริง รวมทั้งขอโทษแฟนเพลงที่ทำให้ผิดหวัง

และวันที่เขาตกลงสู่จุดต่ำสุดก็นำมาซึ่งวันที่เขาภูมิใจที่สุดเช่นกัน เพราะจากนี้ไปเขารู้แล้วว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาคือใคร และจะนำพาดนตรีของเขาไปในทิศทางไหน

สตีเฟ่นสรุปสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อด้วยประโยคนี้

“If I know why I’m working, if I climb ladders worth climbing, if I don’t spend all my time dreaming that the grass is greener on the other side, if I can understand the positive impacts of my work, and if I can keep my soul intact in the process, I’m going to get more out of my job.”

“ถ้าผมรู้ว่าผมจะทำงานไปเพื่ออะไร ถ้าผมได้ปีนบันไดที่ผมอยากจะปีน ถ้าผมไม่มัวเสียเวลาฝันถึงหญ้าที่เขียวกว่าของบ้านอื่น ถ้าผมเข้าใจว่างานของผมสร้างประโยชน์ให้กับใครบ้าง และถ้าผมรักษาจิตวิญญานของผมเอาไว้ได้ ผมก็จะได้อะไรอีกมากมายจากงานที่ผมทำ”

พูดเสร็จสตีเฟ่นก็หยิบกีต้าร์โปร่งขึ้นมาเล่นเพลง “Satisfied Man” เพื่อเป็นการปิดฉากการพูดครั้งนี้ ลองตามไปฟังกันได้เต็มๆ ในลิงค์ยูทูบด้านล่างครับ

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการทำงานนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube: I Can’t Get No (Job) Satisfaction: Stephen Kellogg at TEDxConcordiaUPortland

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s