หัวหน้าและความเข้าใจลูกน้อง 4 ระดับ

20170411_sympathy

เมื่อวานนี้ที่ Wongnai เพิ่งทำ Wongnai Manager Onboarding Program (WMOP) ให้กับหัวหน้าทีมราว 20 กว่าคนเสร็จ

ยอดที่เป็น CEO เป็นคนสอน WMOP เกือบทั้งหมด โดยมีผมและน้องอีกคนช่วยสอนอีกนิดหน่อย เนื้อหาส่วนใหญ่เราเอามาจากที่ Google ใช้สอนพนักงานของเขา

มีหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจและอยากนำมาเล่าไว้ตรงนี้นั่นคือเรื่อง Emotional Intelligence หรือความฉลาดทางอารมณ์ และหนึ่งในตัวชี้วัดว่าเรามีความฉลาดทางอารมณ์หรือไม่ก็คือความเข้าอกเข้าใจคนอื่น

กูเกิ้ลบอกว่าการเข้าใจคนอื่นนั้นมี 3 ระดับ คือ Sympathy, Empathy, และ Compassion

ยอดถามผมในห้องว่าสามคำนี้แปลว่าอะไรบ้าง ผมบอกไปว่า Compassion คือความเมตตา, Empathy คือความเข้าอกเข้าใจ ส่วน Sympathy ไม่รู้จะแปลยังไงเพราะความหมายมันก็ใกล้เคียงกับ Empathy พอสมควร

ยอดเลยเปิดสไลด์อธิบายสามคำนี้ตามนิยามที่ใช้กันที่กูเกิ้ล

Sympathy คือความสามารถในการรับรู้ถึงความรู้สึกของคนอื่นและรู้ว่าเราสามารถช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นได้

Sympathy is the awareness of another’s feelings and experiences and understanding that one might help by easing those feelings.”

Empathy นั้นคือความสามารถในการเอาความรู้สึกของคนอื่นมาอยู่ในใจเราราวกับว่าเราเป็นคนที่กำลังประสบสภาวะนี้ด้วยตัวเอง

Empathy takes the feelings and experiences of others and internalizes them, a vicarious experience of another’s emotions and situation.”

ส่วน Compassion นั้นคือการไปไกลกว่าความเห็นอกเห็นใจ เป็นความปรารถนาที่จะทำอะไรซักอย่างเพื่อให้คนๆ นั้นทุกข์ใจน้อยลง

Compassion takes it a step further so that empathy then leads to a desire to take action to help alleviate the suffering of another person.”

พอเห็นอย่างผมนี้ก็เลยรู้แล้วว่า Compassion ไม่น่าจะแปลว่าความเมตตา แต่เป็นความกรุณาต่างหาก (เมตตา = อยากให้คนอื่นมีความสุข, กรุณา = อยากให้คนอื่นพ้นทุกข์)

ส่วน Empathy ก็คือความสามารถในการเอาใจเขามาใส่ใจเรา และ Sympathy คือความไวต่อความรู้สึกคนอื่น

ผมจึงคิดว่าเราอาจแบ่งความเห็นอกเห็นใจได้เป็น 4 ระดับ

ระดับที่ 1 คือไม่มี Sympathy เลย คือไม่สามารถ detect ได้ว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร ซึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นคนไม่ดี แต่อาจเป็นเพราะธรรมชาติเขาเป็นคนอย่างนี้ และเมื่อไม่มี Sympathy ก็เลิกหวังว่าจะมี Empathy หรือ Compassion ไปได้เลยเพราะว่าเขาไม่ได้เห็นปัญหาตั้งแต่แรก

ระดับที่ 2 คือมี Sympathy อย่างเดียว คือรู้แหละว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร จึงอาจเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสมกับสถานการณ์และอารมณ์ของคนที่เขากำลังคุยด้วย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าต้องทำอะไรไปมากกว่านี้

ระดับที่ 3 คือมีทั้ง Sympathy และ Empathy คือรับรู้ว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร และรู้สึกอินไปกับลูกน้องด้วย หัวหน้าที่เห็นอกเห็นใจเช่นนี้อาจป๊อปปูล่าร์เป็นพิเศษเพราะทุกคนก็อยากมีคนเข้าใจ อยากมีคนกอดคอร้องไห้ไปด้วยกัน (เพื่อนเจ็บฉันก็เจ็บเหมือนกัน)  แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่เจ้านายผู้แสนดีจะกลายเป็น emotional sponge หรือ “ฟองน้ำรองรับอารมณ์” ลบๆ ของลูกน้องที่นำมาโยนไว้ให้ ซึ่งถ้ามากไปก็อาจจะทำให้เครียดหรือ burnout ได้ และที่สำคัญแม้ว่าจะได้ระบาย แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอยู่ดี

ระดับที่ 4 คือมีทั้ง Sympathy, Empathy และ Take Compassionate Action คือทั้งจับความรู้สึกได้ รับรู้ด้วยว่านายเจ็บยังไง แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเราจะช่วยนายเอง หัวหน้าประเภทนี้แม้จะเข้าอกเข้าใจ แต่ก็สามารถถอยตัวเองออกมาจนเห็นภาพใหญ่และแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา ซึ่งนี่ต่างหากคือสิ่งที่ลูกน้องและองค์กรต้องการจริงๆ

อ้อ ตอนที่ยอดพูดเสร็จมีน้องอีกคนเสนอว่า บางทีเราสามารถข้ามสเต็ป Empathy ไปได้เลย คือรู้นะว่านายคิดอะไรอยู่ ถึงเราไม่อินไปกับนายแต่เราก็ช่วยนายได้เช่นกัน

ลองสำรวจดูนะครับว่าหัวหน้าเรามีความเข้าใจลูกน้องระดับไหน

และที่สำคัญกว่าคือสำรวจตัวเองว่าเราอยู่ระดับไหน

อนาคตจะได้มีโอกาสเป็นหัวหน้าที่ดีได้ครับ


ติดตามเพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

วินัยคืออิสรภาพ

20170410_discipline

Discipline equals freedom
– Jocko Willink, retired Navy SEAL Commander

เวลาเรานึกถึงคำว่าวินัย เรามักจะนึกถึงทหารในกองบัญชาการหรือพระที่เคร่งครัดกับการปฏิบัติ

ต้องทำทุกอย่างตามระเบียบและมีตารางเวลาที่ชัดเจน อย่างนี้จะเรียกว่ามีอิสรภาพได้อย่างไร?

แต่สิ่งที่ Jocko พยายามจะบอกก็คือ การมีวินัยของเราในวันนี้จะทำให้เรามีอิสรภาพในระยะยาว

หากเรามีวินัยในการเรียนและอ่านหนังสือ เราก็จะสอบได้คะแนนสูงพอที่จะเลือกเข้าคณะอะไรก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการตื่นแต่เช้า เราก็จะถึงที่ทำงานโดยไม่ต้องเจอรถติด แล้วเราก็จะมีเวลามากพอที่จะเอางานอะไรขึ้นมาทำก่อนก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการใช้จ่ายและในการอดออม ถึงวันหนึ่งเราจะมีเงินเก็บมากพอที่จะออกจากงานเมื่อไหร่ก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์ แม้วันที่เราแก่ตัวไป เราก็จะยังมีสุขภาพที่แข็งแรงพอที่จะทำอะไรที่คนรุ่นราวคราวเดียวกันทำไม่ไหวแล้ว

หัดใส่ข้อจำกัดให้ตัวเองตั้งแต่วันนี้ แล้ววันหนึ่งเราจะมีทางเลือกมากกว่าใครครับ


ติดตามเพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม

20170409_capitalism

นายอนันต์ตัดสินใจเปิดธนาคารแห่งใหม่

นายเอนกทำอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เพิ่งได้เงินจากลูกค้ามาเป็นเงินสด 1 ล้านบาท จึงตัดสินใจเอาเงินมาเปิดบัญชีออมทรัพย์กับธนาคารของนายอนันต์

นางอนงค์อยากจะเปิดร้านเบเกอรี่ จึงไปจ้างนายเอนกมาทำร้าน แต่นางอนงค์ไม่มีเงินทุน จึงไปกู้ธนาคารของนายอนันต์มา 1 ล้านบาท

เมื่อถึงเวลาต้องจ่ายเงิน นางอนงค์จึงเขียนเช็คสั่งจ่ายนายเอนก 1 ล้านบาท นายเอนกนำเช็คนั้นมาฝากที่ธนาคารของนายอนันต์อีกครั้ง

ตอนนี้ตัวเลขในบัญชีเงินฝากของนายเอนกมีเงิน 2 ล้านบาทแล้ว

แต่เงินสดที่อยู่ในธนาคารของนายอนันต์มีเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น

ยังไม่พอ เมื่อก่อสร้างร้านเบเกอรี่ไปซักพักงบก็บานปลาย นายเอนกบอกนางอนงค์ว่าต้องใช้งบเพิ่มอีก 1 ล้านบาท นางอนงค์จึงยอมกัดฟันกู้ธนาคารของนายอนันต์เพิ่มอีก 1 ล้านบาทมาจ่ายให้นายเอนก ซึ่งนายเอนกก็เอาไปเข้าบัญชีตามเคย

ตอนนี้นายเอนกมี “เงินในบัญชี” 3 ล้านบาท แต่ “เงินสด” ที่อยู่ในธนาคารของนายอนันต์ก็ยังคงมีเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น

เงิน 2 ล้านบาทงอกมาจากไหน? ร้านเบเกอรี่ของนางอนงค์ยังไม่เปิดเลยด้วยซ้ำ


นิยามทุนนิยม

ในโลกของทุนนิยม คำที่เป็นคีย์เวิร์ดคือ “การเจริญเติบโต” (growth)

ทุนนิยมเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพที่จะสร้างความเจริญเติบโตไปได้เรื่อยๆ

เงินส่วนต่าง 2 ล้านบาทนั้น แสดงถึงความเชื่อมั่นของธนาคารว่าเบเกอรี่ของนางอนงค์จะสามารถสร้างรายได้มากกว่า 2 ล้านบาทในอนาคต

การที่นางอนงค์ “นำเงินจากอนาคตมาใช้ในตอนนี้” ก็คือการขอสินเชื่อ (credit) จากธนาคารนั่นเอง

ในอเมริกา กฎหมายอนุญาตให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อได้เป็นมูลค่าเท่ากับ 10 เท่าของเงินสดที่ธนาคารถืออยู่

นั่นหมายความว่าถ้านายอนันต์เปิดธนาคารในอเมริกา นายอนันต์จะปล่อยกู้ได้ถึง 10 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ตัวเองมีเงินสดอยู่ในเซฟแค่ 1 ล้านบาทเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่ทำไมธนาคารถึงกลัวนักกลัวหนาเวลาคนแห่ไปถอนเงินสด เพราะถ้าทุกคนถอนหมดบัญชีจริงๆ ธนาคารจะไม่มีทางมีเงินจ่ายพอแน่นอน

จริงๆ สิ่งที่เรียกว่า “สินเชื่อ” นั้นมีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยชาวสุเมเรียนด้วยซ้ำ แต่สินเชื่อในสมัยก่อนนั้นมีมูลค่าเล็กน้อยมากและมีระยะเวลาให้ยืมเพียงสั้นๆ

เหตุผลหลักที่ไม่มีใครปล่อยสินเชื่อเยอะๆ หรือนานๆ ก็เพราะว่า ก่อนปี 1500 นั้นคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะไม่โตไปกว่านี้แล้ว

พูดง่ายๆ ก็คือคนมองว่าเศรษฐกิจนี้เป็นพายแค่ชิ้นเดียวที่ต้องแบ่งกันทุกคน ถ้ามีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย ถ้านางอนงค์เปิดร้านเบเกอรี่ขึ้นมาแล้วขายดี แสดงว่าร้านเบเกอรี่อีกร้านหนึ่งต้องสูญเสียรายได้หรือลูกค้า ทุกอย่างคือ zero-sum game

คนสมัยเก่าจึงไม่เชื่อเรื่องการเจริญเติบโต ถ้าชนชั้นสูงมีเงินเหลือกินเหลือใช้ เขาก็จะเอาไปบริจาคหรือไม่ก็จะใช้มันไปอย่างสุรุ่ยสุร่ายกับเสื้อผ้าสุดหรูหรือการจัดงานเลี้ยงเต้นรำ ไม่มีใครคิดจะเอาเงินไปลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยแต่อย่างใด

แต่ทัศนคติของมนุษย์ก็เปลี่ยนไปพร้อมกับการมาถึงของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์

การคิดค้นเครื่องมือใหม่ๆ อย่างเครื่องจักรไอน้ำ หรือการค้นพบดินแดนใหม่ๆ อย่างทวีปอเมริกา ทำให้ชาวยุโรปเริ่มเชื่อว่าพายชิ้นนี้สามารถใหญ่ขึ้นได้ (the pie is getting bigger) การที่ร้านเบเกอรี่ของนางอนงค์ขายดีไม่จำเป็นต้องทำให้ร้านเบเกอรี่อื่นๆ ยอดขายตก

ในปี 1776 นายอดัม สมิธ (Adam Smith) ได้เขียนหนังสือ The Wealth of Nations ที่กลายมาเป็นคัมภีร์ขึ้นหิ้งของนักเศรษฐศาสตร์

ในบทที่ 8 สมิธ บอกว่า หากเจ้าของธุรกิจมีกำไรเหลือ เขาก็จะนำกำไรนั้นมาซื้อเครื่องจักรและจ้างคนเพิ่มเพื่อจะทำกำไรให้มากขึ้นอีก ซึ่งก็จะทำให้เขาสามารถซื้อเครื่องจักรและจ้างคนได้มากกว่าเดิม ดังนั้นความมั่งคั่งของคนหนึ่งคนจึงหมายถึงความมั่งคั่งและรุ่งเรืองของสังคม

ฟังดูเป็นประโยคที่ธรรมดามากสำหรับพวกเรา แต่ในสมัยนั้นนี่ถือเป็นการปฏิวัติทางความคิดของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นครั้งแรกที่มีคนออกมาบอกว่าการตอบสนองความโลภของคนคนหนึ่งจะช่วยให้สังคมดีขึ้นได้ (เจ้าของธุรกิจมีเงินมากขึ้น แต่คนจำนวนมากก็จะมีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน)


เบอร์หนึ่งในยุโรป

ในปี 1484 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ของโปรตุเกสและเสนอแผนว่าจะล่องเรือไปทางตะวันตกเพื่อค้นหาเส้นทางการค้าสายใหม่กับชาติเอเชีย โปรเจ็คนี้มีความเสี่ยงสูงมากเพราะต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อซื้อเรือ จ้างคนและซื้อเสบียง และสุดท้ายอาจจะกลับมามือเปล่าก็ได้ กษัตริย์ของโปรตุเกสจึงตอบปฏิเสธไป

แต่โคลัมบัสก็ไม่ยอมแพ้ เที่ยว pitch งานของเขากับผู้มีเงินทุนในอิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ แต่ก็คว้าน้ำเหลว จนสุดท้ายเขาก็ขายโปรเจ็คนี้ให้กับกษัตริย์ Ferdinand และราชินี Isabella แห่งสเปนได้สำเร็จ (ตอนนั้นสเปนเพิ่งรวมประเทศ)

การค้นพบทวีปอเมริกาในคราวนั้นสร้างรายได้ให้กับสเปนมหาศาลจนสเปนกลายมาเป็นชาติมหาอำนาจของยุโรปในศตวรรษที่ 16

แต่ในศตวรรษที่ 17 สเปนก็เสียแชมป์ให้กับประเทศเล็กๆ อย่างฮอลแลนด์ โดยเหตุผลหลักคือฮอลแลนด์มีระบบการเงินที่มั่นคงกว่าและมีกระบวนการยุติธรรมที่แข็งแกร่งกว่าสเปน (ซึ่งทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับกษัตริย์และราชวงศ์) เงินของนักลงทุนจึงไหลไปที่อัมสเตอร์ดัมและทำให้พ่อค้าชาวฮอลแลนด์สามารถส่งเรือไปขนสินค้าจากอเมริกาและเอเชียกลับมาขายได้มากมาย จะบอกว่าจักรวรรดิดัทช์นั้นถูกสร้างโดยพ่อค้าก็คงไม่ผิดนัก

ช่วงปลายศตวรรษที่ 17 การแพ้สงครามนอกประเทศของฮอลแลนด์หลายต่อหลายครั้งทำให้ฮอลแลนด์เสียบัลลังก์เบอร์ 1 ของยุโรปไป ในปี 1664 ฮอลแลนด์ต้องเสียเมืองริมฝั่งแม่น้ำฮัดสันในทวีปอเมริกาที่ชื่อว่า New Amsterdam ให้กับอังกฤษ ชื่อของเมืองจึงถูกเปลี่ยนเป็น New York ตั้งแต่นั้นมา

ในช่วงนั้นประเทศที่แข่งขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของยุโรปคือฝรั่งเศสกับอังกฤษ ฝรั่งเศสนั้นได้เปรียบอังกฤษในหลายๆ ด้านเพราะมีประชากรมากกว่าและมีกองทัพที่ใหญ่กว่า แต่แล้วฝรั่งเศสก็สะดุดขาตัวเองจากเหตุการณ์อื้อฉาวที่มีชื่อว่าฟองสบู่มิสซิสซิปปี (Mississippi Bubble)

ตอนนั้นบริษัทชื่อมิสซิสซิปปีซึ่งก่อตั้งในฝรั่งเศสและมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับชนชั้นสูงต้องการจะยึดครองดินแดนหนึ่งในรัฐมิสซิสซิปปีเพื่อตั้งเมืองใหม่ชื่อ New Orleans บริษัทจึงระดมทุนด้วยการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในกรุงปารีส

จริงๆ ที่ดินในนิวออร์ลีนส์แทบไม่มีอะไรเลยนอกจากหนองบึงและจระเข้ แต่ทางบริษัทก็ได้ปล่อยข่าวลือว่านี่คือดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยโอกาสมากมาย ชนชั้นกลางและเหล่าเศรษฐีใหม่ต่างก็ตื่นเต้นกับข่าวนี้จึงเข้าไปซื้อหุ้นจนราคาพุ่งจาก 500 เป็น 10,000 เหรียญต่อหุ้นในเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน แต่พอตลาดเริ่มรู้ตัวว่าราคาสูงเกินจริง คนก็เริ่มเทขาย ราคาจึงตกลงมาอย่างน่าใจหาย รัฐบาลพยายามเข้ามาช่วยอุ้มด้วยการเข้าไปช้อนหุ้นจนเงินหมดคลัง รัฐมนตรีคลังจึงสั่งให้พิมพ์ธนบัตรเพิ่มเพื่อมาซื้อหุ้นอีก การทำอย่างนี้ทำให้เศรษฐกิจทั้งหมดของฝรั่งเศสอยู่ในฟองสบู่ แถมยังไม่สามารถแก้วิกฤติได้ด้วยเพราะหุ้นของมิสซิสซิปปีตกจาก 10,000 มาเป็น 1,000 เหรียญก่อนที่จะไม่มูลค่าเหลือเลย รัฐบาลฝรั่งเศสจึงถังแตกและมีเพียงกระดาษหุ้นที่ไร้ค่า นี่คือวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษนี้

ความผิดพลาดคราวนั้นทำให้ประเทศอื่นๆ ไม่กล้าให้ฝรั่งเศสยืมเงิน หรือถึงให้ยืมก็เก็บดอกเบี้ยสูงมาก ทุนส่วนใหญ่จึงไหลไปอยู่กับประเทศอังกฤษแทน อังกฤษใช้สถาบันการเงินที่แข็งแกร่งในการสนับสนุนการยึดครองดินแดนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาเหนือหรืออินเดีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการยึดครองโดยบริษัท หาใช่โดยรัฐบาล (บริษัทยักษ์ใหญ่ในสมัยนั้นจะขนทหารรับจ้างไปด้วยเวลาต้องการไปยึดเมืองในอเมริกาหรือเอเชีย)


ตลาดเสรี

คนที่สนับสนุนตลาดเสรีมักจะมองว่ารัฐบาลควรจะเข้ามาแทรกแซงตลาดทุนให้น้อยที่สุด เพราะรัฐบาลมักออกนโยบายที่ทำให้ตลาดไม่มีประสิทธิภาพ เช่นเก็บภาษีแพงๆ เพื่อนำมาเป็นสวัสดิการสำหรับคนตกงาน (ซึ่งทำให้ฐานเสียงของรัฐบาลดีขึ้นแต่คนกลุ่มหนึ่งก็จะรับเงินโดยที่ไม่ได้สร้างผลผลิตอะไร) สู้เอาเงินที่จะเก็บภาษีมาไว้กับนายทุนดีกว่า เพราะนายทุนจะเอาเงินนั้นไปเปิดโรงงานและจ้างคนเพิ่มซึ่งย่อมจะทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้น

แต่การปล่อยให้ตลาดทำงานอย่างเสรีนั้นดีจริงหรือ? เพราะทรัพยากรที่สำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจคือ “ความเชื่อมั่น” ซึ่งความเชื่อมั่นอาจถูกสั่นคลอนได้ตลอดจากการต้มตุ๋นหลอกลวง จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะปกป้องระบบเศรษฐกิจด้วยการออกกฎหมายและและตรวจสอบไม่ให้เสือสิงห์กระทิงแรดทั้งหลายเข้ามาเอารัดเอาเปรียบ เมื่อใดก็ตามที่รัฐทำหน้าที่นี้บกพร่อง ความเชื่อมั่นก็จะหดหายและเศรษฐกิจก็จะโกลาหลเหมือนอย่างตอนที่เกิดฟองสบู่มิสซิสซิปปี หรือวิกฤติ subprime ในอเมริกาในปี 2007

ยังมีอีกเหตุผลสำคัญที่เราไม่ควรปล่อยให้ตลาดเสรีทำงานอย่างอิสระ

ก่อนการมาถึงของทุนนิยม “น้ำตาล” เป็นอาหารที่หายากมากในยุโรป มันจะถูกนำเข้าจากตะวันออกกลางในราคาที่แพงลิบลิ่วเพื่อนำมาใช้เป็น “วัตถุดิบลับ” ในการทำอาหารจานพิเศษสำหรับชนชั้นสูง

แต่หลังจากทวีปอเมริกาถูกค้นพบ หนึ่งในธุรกิจที่เฟื่องฟูที่สุดคือการทำไร่อ้อย คนยุโรปจึงเข้าถึงน้ำตาลได้ในราคาที่ถูกลงมาก ต้นศตวรรษที่ 17 ไม่มีชาวอังกฤษคนไหนบริโภคน้ำตาลเลย แต่ในศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษบริโภคน้ำตาลถึงปีละ 8 กิโลกรัม

น้ำตาลนั้นมาจากต้นอ้อย แต่การทำไร่อ้อยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากทำ เพราะต้องตากแดดแถมยังมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคมาเลเรียอีกด้วย หากจะยอมจ่ายเงินจ้างใครมาย่อมจะทำให้ต้นทุนสูงเกินไป

พ่อค้าหัวใสก็เลยพบทางออกด้วยการใช้แรงงานทาส

ในช่วงศตวรรษที่ 16-19 ชาวแอฟริกาถึง 10 ล้านคนถูกขายไปเป็นแรงงานทาสในอเมริกา โดย 70% ของคนเหล่านั้นถูกส่งมาทำงานในไร่อ้อย เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าทาสเหล่านี้มีชีวิตที่แย่แค่ไหน ต้องถูกกดขี่ข่มเหงราวกับเขาไม่ใช่มนุษย์เพียงเพื่อให้คนยุโรปได้จิบชากาแฟที่ใส่น้ำตาล

การขายแรงงานทาสนี้ไม่ได้ถูกจัดระเบียบโดยรัฐบาลประเทศไหนเลย มันเป็นเรื่องทางการค้าล้วนๆ บริษัทค้าทาสมากมายขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในกรุงลอนดอน ปารีส และอัมเสตอร์ดัม เพื่อนำเงินไปซื้อเรือ หาลูกเรือและทหาร จากนั้นจึงแล่นเรือไปซื้อทาสในแอฟริกา นำทาสไปขายให้กับเจ้าของสวนอ้อยในอเมริกา นำเงินนั้นไปซื้อน้ำตาล เมล็ดกาแฟ โกโก้ ยาสูบ แล้วนำกลับมาขายทำกำไรในยุโรปก่อนจะออกเรือใหม่อีกครั้ง ธุรกิจค้าทาสเป็นธุรกิจที่ทำกำไรดี และผู้ถือหุ้นบริษัทเหล่านี้จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 6%

นาซีและสงครามครูเสดฆ่าคนไปมากมายเพราะความเกลียดชัง แต่ทุนนิยมนั้นฆ่าคนไปมากมายเพราะความโลภและความเมินเฉย การค้าทาสไม่ได้เกิดจากการเหยียดสีผิวหรือความรังเกียจคนแอฟริกา จริงๆ แล้วเจ้าของไร่อ้อยแทบไม่เคยเจอทาสเหล่านี้ด้วยซ้ำเพราะเจ้าของไร่อ้อยส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยอยู่ในไร่อ้อย สิ่งเดียวที่เขาสนใจก็คือตัวเลขในบัญชีกำไรขาดทุน ส่วนผู้ถือหุ้นบริษัทค้าทาสก็เป็นชนชั้นกลางคล้ายๆ กับเราที่เป็นคนจิตใจดี ทำงานสุจริต ชอบฟังเพลง แถมยังใจบุญสุนทานอีกด้วย

นี่คือเหตุผลที่เราไม่ควรปล่อยให้ตลาดทำงานได้อย่างเสรีเกินไป เพราะตลาดไม่มีชีวิตจิตใจ สิ่งเดียวที่สำคัญสำหรับมันคือกำไรและ “การเติบโต” โดยไม่สนว่าระหว่างทางจะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนมากมายขนาดไหน


แล้วจะเอายังไง?

แม้ระบอบทุนนิยมจะมีข้อเสียมากมาย แต่ผู้สนับสนุนทุนนิยมก็มักจะให้เหตุผลแก้ต่างสองข้อ

ข้อแรกคือ สำหรับสังคมยุคโมเดิร์นมันยังเป็นระบอบเดียวที่เวิร์ค มนุษย์เคยทดลองอีกระบอบหนึ่งคือคอมมิวนิสต์ แต่มันก็สร้างความเสียหายมากเสียจนไม่มีใครอยากกลับไปใช้ระบอบนั้นอีก เราจึงไม่เหลือทางเลือกอื่นใดนอกจากเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุนนิยมให้เป็น

อีกข้อก็คือ ขอให้รออีกนิดนึง พายชิ้นนี้กำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และแม้มันจะไม่สามารถทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันได้ แต่คนก็เชื่อว่าวันหนึ่งพายชิ้นนี้จะใหญ่พอที่จะตอบโจทย์ขั้นพื้นฐานสำหรับมนุษย์ทุกคน

ซึ่งจะว่าไปคำชี้แจงนี้ก็พอฟังขึ้นอยู่ อย่างน้อยก็ในเชิงปริมาณ เพราะเมื่อเทียบกับ 100 ปีที่แล้ว อายุขัยเฉลี่ยของเราเพิ่มขึ้น อัตราการตายของเด็กก็ลดลง ปริมาณอาหารที่เราบริโภคต่อหัวก็เยอะขึ้นแม้ว่าประชากรโลกจะสูงขึ้นมาหลายเท่าตัวก็ตาม

แต่เศรษฐกิจของเราจะโตไปได้นานแค่ไหน? เพราะพายทุกชิ้นจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบและพลังงาน มีผู้ทำนายว่าอีกไม่ช้ามนุษย์ก็จะใช้ทรัพยากรจนหมดโลก แล้วถึงวันนั้นเราจะอยู่กันอย่างไร?


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า
Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก

ไม่มีใครอยากทำเลว

20170408_doright

“สุดท้ายแล้วสามัญสำนึกของเราเป็นคนดีเสมอ ผมไม่เชื่อว่าคนที่ทำเลวเพราะเขาอยากทำเลว แต่เป็นเพราะเขาเชื่อว่าการทำเลวของเขามันถูกต้อง มันจะมีเหตุผลสนับสนุนในจิตใต้สำนึกของตัวเองเสมอ คนเราไม่ได้ตั้งต้นด้วยความเลว”

– กันต์ กันตถาวร

a day BULLETIN issue 478 | 27 March 2017
เรื่อง ปริญญา ก้อนรัมย์, กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์
ภาพ: มณีนุช บุญเรือง
สไตลิสต์: Hotcake


คำพูดของคุณกันต์ กันตถาวร พิธีกรรายการ The Mask Singer ทำให้ผมนึกถึงข้อเขียนของผู้บริหารคนหนึ่งของ Workpoint เจ้าของรายการที่ฮอตฮิตที่สุดในชั่วโมงนี้

ผู้บริหารคนนั้นคือพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ที่เล่าพฤติกรรมการดูละครไทยของนักโทษในเรือนจำ

คนเหล่านี้ถูกสังคมหรือศาลตัดสินแล้วว่าเป็น “ผู้ร้าย” แต่เวลาดูละคร พวกเขาก็ยังเชียร์พระเอก-นางเอกอยู่ดี ไม่เห็นจะมีใครเชียร์ตัวโกงซักคน

นั่นแสดงว่า สำนึกผิดชอบชั่วดีของนักโทษเหล่านี้ยังทำงานปกติดีอยู่


Stephen Covey บอกว่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีนั้น เป็นหนึ่งในต้นทุน 4 อย่างของมนุษย์ที่สัตว์ชนิดอื่นไม่มี

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเปรียบเหมือนเข็มทิศที่ชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ

การที่คนๆ หนึ่งจะลงมือทำเรื่องที่ผิด จึงอาจไม่ใช่เพราะเข็มทิศของเขาเสีย แต่เป็นเพราะว่าชีวิตของเขามี “แม่เหล็ก” ชิ้นอื่นๆ มารายล้อม

เราถึงได้ยินเรื่องเด็กที่ขโมยยาไปช่วยแม่ที่ป่วย

เราถึงได้ยินเรื่องของคุณยายที่ทุบเขื่อนทำลายทรัพย์สินทางราชการ

เราถึงได้ยินเรื่องท่อน้ำเลี้ยงในพรรคการเมืองเพราะมีคนในสังกัดต้องดูแลและมีภาษีสังคมที่ต้องจ่าย

การที่คนๆ หนึ่งจะทำผิดต่อส่วนรวมหรือทำผิดต่อใครบางคน จึงไม่ใช่เพราะว่าเขาอยากทำเลว แต่เพราะเขาเชื่อว่าเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องยิ่งกว่าต่างหาก

ผมไม่ได้จะให้ท้ายคนทำผิดนะครับ แค่จะบอกว่า ถ้าเราตั้งต้นด้วยความเชื่อที่ว่าไม่มีใครอยากทำเลวอย่างที่คุณกันต์บอก เราก็ยังพอมีหวังอยู่บ้าง

มีหวังที่จะเข้าใจหรือยอมรับเรื่องราวต่างๆ อย่างที่มันเป็น มากกว่าด่วนตัดสินด้วยข้อมูลที่อาจหมดอายุหรือจากอคติที่ซ่อนอยู่ในใจ

และหลังจากที่เราเข้าใจหรือยอมรับได้แล้วเท่านั้น เราถึงจะพอมีโอกาสเปลี่ยนแปลงมันให้ดีขึ้นได้


ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก a day BULLETIN issue 478 | 27 March 2017

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานขอทานขนอิฐ

20170323_beggarbricks

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีขอทานพิการเหลือแขนเพียงข้างเดียวผู้หนึ่ง เดินทางเข้าไปยังวัดเซนที่พระเซนนามฟังจั้งพำนักอยู่ เพื่อขอรับทาน ทว่าเมื่อเอ่ยปาก พระฟังจั้งกลับชี้มือไปยังกองอิฐและบอกกับขอทานแขนเดียวว่า “ท่านช่วยย้ายอิฐกองนั้นไปยังหลังวัดก่อนเถอะ”

ขอทานแขนเดียวได้ยินครั้งแรกก็ไม่พอใจ กล่าวว่า “ข้าเหลือแขนเพียงข้างเดียวจะย้ายอิฐได้อย่างไร ข้ามาขอทาน หากท่านไม่อยากให้ทานก็ไม่เป็นไร ไฉนต้องล้อเลียนผู้อื่นถึงเพียงนี้”

พระเซนไม่เอ่ยโต้ตอบ เพียงแต่เดินไปยกก้อนอิฐโดยใช้แขนเพียงข้างเดียว จากนั้นค่อยกล่าวเรียบๆ ว่า”งานประเภทนี้ แม้มีแขนข้างเดียวก็สามารถทำได้”

เมื่อเห็นดังนั้น ขอทานจึงได้แต่ทำตาม โดยค่อยๆ ย้ายก้อนอิฐไปยังหลังวัด ทีละก้อน ทีละก้อน ใช้เวลาพักใหญ่จึงย้ายก้อนหินได้หมดกอง จากนั้นพระเซนจึงมอบเงินค่าตอบแทนให้กับขอทานจำนวนหนึ่ง ขอทานเห็นดังนั้นก็ดีใจมากพลางกล่าวคำ “ขอบคุณท่าน ขอบคุณท่าน” ไม่หยุด

พระฟังจั้งจึงตอบว่า “ไม่ต้องขอบคุณเรา เพราะเงินนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของท่านเอง”

ขอทานจึงเอ่ยด้วยความสำนึกว่า “ข้าจะจดจำวันนี้เอาไว้” จากนั้นจึงก้มตัวค้อมคำนับด้วยความตื้นตันก่อนเดินทางจากไป

ผ่านไปหลายวัน มีขอทานอีกผู้หนึ่งเดินทางมาขอทานที่วัดนี้ พระฟังจั้งพาขอทานผู้นี้เดินมาที่หลังวัดจากนั้นชี้ไปยังกองอิฐและกล่าวว่า “ท่านช่วยย้ายอิฐกองนั้นไปยังหน้าวัดก่อนเถอะ” ทว่าขอทานผู้มีแขนขาครบผู้นี้กลับไม่สนใจคำกล่าวของพระเซน ได้แต่หันกายจากไปโดยพลัน

บรรดาสานุศิษย์ในวัดเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถามพระฟังจั้งว่า “คราวก่อนท่านอาจารย์ให้ขอทานย้ายอิฐมายังหลังวัด ไฉนวันนี้กลับประสงค์ให้ขอทานอีกผู้หนึ่งย้ายอิฐกลับไปหน้าวัด ที่แท้แล้วท่านอาจารย์อยากให้นำก้อนอิฐไปไว้ที่ใดกันแน่?”

พระเซนฟังจั้งตอบศิษย์เพียงสั้นๆ ว่า “อิฐวางไว้หน้าวัดหรือหลังวัดล้วนไม่ต่างกัน ทว่าจะย้ายหรือไม่ย้ายต่างหากที่สำคัญสำหรับขอทานเหล่านั้น”

วันเวลาผ่านไปหลายปี วันหนึ่งปรากฏคนผู้หนึ่งท่าทางภูมิฐานเดินทางมาที่วัด คนผู้นี้มีแขนเพียงข้างเดียว ที่แท้แล้วคือขอทานแขนเดียวเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เขาพบพระฟังจั้งในครั้งนั้น เขาจึงค่อยได้รู้ถึงคุณค่าในตัวเอง จากนั้นจึงหาทางประกอบสัมมาอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย จนในที่สุดได้พบกับความสุข สำเร็จในชีวิต…ส่วนขอทานอีกผู้หนึ่งนั้น ยังคงเป็นขอทานอยู่เรื่อยมา


ขอบคุณนิทานจาก ASTV ผู้จัดการ นิทานเซน : พระเซนกับขอทาน

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com