ตายทุกคืน

20170426_dieeverynight

เกิดใหม่ทุกเช้า

“Each night, when I go to sleep, I die. And the next morning, when I wake up, I am reborn.”
― Mahatma Gandhi

แต่ละปี คนเรามักจะมีหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่สองวัน

คือวันเกิด กับวันขึ้นปีใหม่

แต่ทำไมต้องรอให้ Happy New Year ถึงจะ Happy New You ได้?

ทำไมไม่ลองตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในตอนขึ้นเดือนใหม่ ตอนขึ้นสัปดาห์ใหม่ หรือแม้กระทั่งตอนขึ้นวันใหม่

วันที่ 1 มกราคม 2560 ห่างจาก 31 ธันวาคม 2559 แค่หนึ่งวัน

วันนี้ วันที่ 27 เมษายน ก็ห่างจากเมื่อวานแค่หนึ่งวันเช่นกัน

ในทางศาสนาพุทธเราเกิดใหม่ทุกๆ ขณะอยู่แล้ว หากอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร จึงไม่จำเป็นต้องรอฤกษ์งามยามดี

ถ้าตอนนี้ยังไม่มีแรงเปลี่ยน คืนนี้เข้านอนให้เร็วขึ้นซักหน่อย แล้วทิ้งเมื่อวานไปซะ

พรุ่งนี้ เราก็จะพร้อมเป็นคนที่เราอยากเป็นได้มากขึ้นอีกนิดแล้ว


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ที่ใดมีซากปรักหักพัง

20170425_ruins

ที่นั่นอาจมีสมบัติซ่อนอยู่

“Where there is ruin, there is hope for a treasure.”
― Jalaluddin Rumi

เวลาเจอสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ คำถามหนึ่งที่เราควรถามตัวเองอยู่เสมอคือ “จะทำยังไงเราถึงจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้มากที่สุด?”

เมื่อ 16 ปีที่แล้ว ผมโดนคนในท้องถนนปารีสหลอกกินตังค์ไปร่วม 2000 พันบาท ผมจึงบอกตัวเองเลยว่าจะไม่การพนันอีกแล้ว การตัดสินใจครั้งนั้นน่าจะช่วยผมประหยัดเงินได้มากโขอยู่ เพราะมีโอกาสได้เล่นพนันอีกหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยเล่นอีกเลย

หรือเวลาที่ทะเลาะกับแฟนแรงๆ ก็ทำให้สำนึกได้ว่า คำพูดบางคำนั้นไม่ควรพูด แม้ว่าตอนพูดเราจะขำๆ แต่เขาไม่ได้ขำด้วย หรือแม้ว่าสิ่งที่เราพูดจะถูกต้องตามตรรกะทุกอย่าง แต่ในบางสถานการณ์ความรู้สึกก็สำคัญกว่าเหตุผล

เมื่อเจอปัญหา แน่นอนว่าเราต้องหงุดหงิด แต่ถ้าดึงสติกลับมาได้ ก็ขอให้หงุดหงิดอย่างประหยัด แล้วหันมาใช้ประโยชน์จากมันดีกว่า

เพราะทุกปัญหา คือโอกาสที่เราจะเป็นคนที่ฉลาดขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น และเข้าใจตัวเองมากขึ้นครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

แค่เชื่อว่าทำได้

20170425_youcan

ก็สำเร็จไปครึ่งนึงแล้ว

“Believe you can and you’re halfway there.”
-Theodore Roosevelt

ในทางกลับกัน ถ้าเชื่อว่าทำไม่ได้ เราก็ล้มเหลวไปครึ่งนึงแล้วเช่นกัน เพราะเราจะหาข้ออ้างสารพันเพื่อจะมายืนยันความเชื่อนี้

อาจารย์วิพรรธ์ เริงพิทยา ผู้ก่อตั้งและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเอเชี่ยนยูที่ผมเรียนจบมา บอกลูกศิษย์เสมอว่า

“People like to say it is impossible, so they won’t have to do it.”

คนมักจะบอกว่าทำไม่ได้ เค้าจะได้ไม่ต้องทำ

แต่ถ้าเราเชื่อว่าทำได้ ต่อให้เจออุปสรรคอะไรก็แล้วแต่ ความเชื่อนั้นจะเป็นแรงผลักดันให้เราไม่หยุดที่จะหาทางออก

เหนื่อยกว่าแน่นอน แต่ก็สนุกกว่าเพราะได้ออกแรงสมองและแรงกายเพื่อทำให้เต็มที่

สุดท้ายจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้หรอก

ที่รู้ คือไกลกว่าคนที่ไม่เริ่มแน่ๆ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เราเปลี่ยนตอนแรกไม่ได้

20170424_newending

แต่เราเปลี่ยนตอนจบได้

“‎Though nobody can go back and make a new beginning… Anyone can start over and make a new ending.”
― Chico Xavier

พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า คนเรามี 4 เหล่า มืดมามืดไป มืดมาสว่างไป สว่างมามืดไป และสว่างมาสว่างไป

ขามาเราจะมาแบบมืดหรือมาแบบสว่างก็กำหนดชะตาชีวิตเราได้ในระดับหนึ่ง

คนที่มาแบบมืดๆ อาจจะหมายถึงเกิดมาด้วยฐานะยากจน รูปร่างหน้าตาไม่ดี หรือไม่ได้มีสติปัญญาหลักแหลมนัก ซึ่งย่อมเสียบเปรียบคนที่ “สว่างมา” เห็นๆ

แต่ที่สำคัญกว่าคือ ไม่ว่าเราจะมืดมาหรือสว่างมา เราได้ลงมือทำอะไรเพื่อที่จะให้แน่ใจว่าตอนจบมันจะดีกว่าตอนเริ่มได้รึเปล่า

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกตายก็ไม่ได้

แต่เราเลือกทำได้เสมอนะครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

Sapiens ตอนที่ 18 – ครอบครัวล่มสลาย

20170423_sapiens18

ถ้าเอาคนทั้งโลกมาชั่งน้ำหนักรวมกัน พวกเราจะหนักประมาณ 300 ล้านตัน

ถ้าเอาสัตว์เลี้ยงและสัตว์ในฟาร์มทั้งโลกมาชั่งรวมกัน พวกมันจะหนัก 700 ล้านตัน

แต่ถ้าเอาสัตว์ป่าทั่วโลกมาชั่งรวมกัน จะหนักเพียง 100 ล้านตันเท่านั้น

ทั่วโลกมียีราฟอยู่ 80,000 ตัว แต่มีวัวถึง 1.5 พันล้านตัว

มีหมาป่า 200,000 ตัว แต่มีหมา 400 ล้านตัว

มีลิงชิมแปนซี 250,000 ตัว เทียบกับมนุษย์ 7 พันล้านคน

มนุษย์ได้ขึ้นมาครองโลกอย่างแท้จริง

ในบทที่แล้วเราพูดถึงความสามารถของมนุษย์ที่จะสรรหาวัตถุดิบและแหล่งพลังงานใหม่ๆ แต่สิ่งหนึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้คือความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติที่มนุษย์ได้ก่อขึ้นไปทั่วหัวระแหง

เราชอบพูดกันว่ามนุษย์นั้นทำลายธรรมชาติ แต่จริงๆ แล้วธรรมชาติไม่อาจถูกทำลายได้ มันแค่เปลี่ยนไปเท่านั้นเอง

เมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว มีอุกกาบาตตกมายังโลกและทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็เป็นการเปิดทางให้สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อย่าง Homo Sapiens ขึ้นมาลืมตาอ้าปากได้

ในวันนี้มนุษย์อาจจะกำลังทำให้สัตว์ป่าจำนวนมากสูญพันธุ์ รวมถึงเผ่าพันธุ์ของตัวเองด้วย แต่สัตว์ตระกูลอื่นๆ อย่างหนูกับแมลงสาบก็ยังอยู่ดีมีสุข หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้น ก็เชื่อได้เลยว่าหนูจำนวนมากจะคลานออกมาจากซากปรักหักพังและขยายเผ่าพันธุ์ได้อยู่ดี

ใครจะรู้ อีก 65 ล้านปีต่อจากนี้ หนูอาจจะครองโลก และบรรดาหนูอัจฉริยะเหล่านั้นอาจรู้สึกขอบคุณที่เกิดสงครามนิวเคลียร์ เหมือนกับที่มนุษย์รู้สึกขอบคุณที่อุกกาบาตชนโลกและล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ให้พวกเรา

—– นาฬิกาตรงเวลาเรือนแรก —–

ก่อนจะเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมนั้น มนุษย์ไม่เคยต้องสนใจเรื่องเวลา เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือสภาพอากาศและแสงแดด

สมัยก่อนช่างทำรองเท้าหนึ่งคนจะทำทุกส่วนของรองเท้า ดังนั้น หากช่างทำรองเท้าคนหนึ่งนอนตื่นสาย ก็ไม่มีผลกระทบอะไรกับช่างทำรองเท้าคนอื่น

แต่เมื่อการผลิตรองเท้าถูกเปลี่ยนไปอยู่ในโรงงาน แต่ละคนจะรับหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งในสายพานการผลิต หากมีพนักงานคนไหนมาสาย ย่อมหมายถึงการผลิตที่หยุดชะงัก

การมีตารางเวลาจึงสำคัญมาก ทุกคนต้องเข้างานพร้อมกัน กินข้าวเที่ยงพร้อมกัน (แม้จะยังไม่หิว) และเก็บของกลับบ้านเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งหมดเวลาโดยไม่สนว่างานจะเสร็จหรือไม่

การปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงทำให้ตารางเวลาและสายพานการผลิตเป็นตัวกำหนดกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์ ไม่ช้าไม่นาน โรงเรียน โรงพยาบาล และรัฐบาลก็เริ่มมีตารางเวลากับเขาบ้าง แม้กระทั่งสถานที่ที่ไม่มีสายพานการผลิตอย่างผับก็ยังต้องให้ความสำคัญกับตารางเวลา เพราะถ้าโรงงานปิดตอน 5 โมงเย็น ผับก็ควรจะเปิดตอน 5 โมง 5 นาทีเป็นอย่างช้า

สมัยก่อนนั้นยังไม่มีเวลามาตรฐานของประเทศ แต่ละเมืองจึงมีเวลาเป็นของตัวเอง ถ้าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรงในลอนดอน ที่ลิเวอร์พูลอาจจะเป็นเวลาเที่ยงยี่สิบ แต่ในเมื่อสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีวิทยุ ไม่มีโทรทัศน์ และไม่มีรถไฟ เวลาที่ต่างกันจึงไม่ได้เป็นปัญหาอะไร

ในปี 1830 ขบวนรถไฟพาณิชย์เที่ยวแรกเริ่มให้บริการระหว่างแมนเชสเตอร์กับลิเวอร์พูล อีก 10 ปีต่อมาตารางเวลารถไฟฉบับแรกก็ถูกตีพิมพ์ และเวลาของแต่ละเมืองที่ไม่ตรงกันจึงเริ่มสร้างปัญหา ในปี 1847 บริษัทรถไฟต่างๆ จึงตกลงกันว่าตารางเวลาการเดินรถทั้งหมดจะอิงกับหอดูดาวกรีนิช (Greenwich Observatory) ในปี 1880 รัฐบาลอังกฤษจึงตัดสินใจบังคับให้ตารางต่างๆ ทั้งหมดอ้างอิงกับเวลากรีนิช นี่เป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศท้้งประเทศเลือกใช้เวลามาตรฐาน

—– ครอบครัวล่มสลาย —–
นอกจากการใช้เวลาสากลแล้ว อีกผลกระทบหนึ่งจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมคือการลดบทบาทครอบครัวและชุมชน และเพิ่มบทบาทให้กับรัฐและตลาด

เป็นเวลานับหลายแสนปีที่มนุษย์และบรรพบุรุษอยู่กันเป็นชุมชนเล็กๆ แม้การมาถึงของ Cognitive Revolution หรือ Agricultural Revolution ก็ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมนี้เปลี่ยนไป เพราะถึงหมู่บ้านจะใหญ่ขึ้นจนเป็นเมืองหรืออาณาจักร แต่มนุษย์ก็ยังเหนียวแน่นกับญาติพี่น้องที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขอยู่ดี

แต่ภายในเวลาเพียง 200 ปี การปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแบบนี้ไปตลอดกาล

ในสมัยก่อน ครอบครัวของคุณจะดูแลคุณในทุกภาคส่วนของชีวิต ทั้งสวัสดิการ การศึกษา แหล่งเงินทุน ประกันภัย หรือแม้กระทั่งดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

หากใครคนหนึ่งป่วย ครอบครัวจะคอยช่วยป้อนน้ำป้อนข้าว ถ้าใครแก่ชรา ลูกหลานก็จะดูแล หากใครอยากสร้างบ้าน ครอบครัวก็จะช่วยกันออกแรง ถ้าใครอยากทำธุรกิจ ครอบครัวก็จะช่วยหาเงินมาสนับสนุน ถ้าใครจะแต่งงาน ครอบครัวจะช่วยเลือกคู่ให้ ถ้าใครมีปัญหากับเพื่อนบ้าน ครอบครัวจะเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย แต่ถ้าปัญหาใดๆ ใหญ่เกินกว่าที่ครอบครัวจะรับมือได้ ชุมชนก็จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือด้วยอีกแรง

พระราชาและรัฐของแต่ละเมืองนั้นมีบทบาทเป็นเพียง Godfather ของเมืองนั้นๆ หน้าที่หลักของท่านคือการปกป้องคุ้มครองพสกนิกรไม่ให้คนเมืองอื่นมารังแก

แต่รัฐไม่ได้ถูกคาดหวังให้ทำอะไรมากกว่านี้ เพราะการเกษตรสมัยก่อนไม่ได้มีผลผลิตมากมาย ส่วยและภาษีที่รัฐเก็บได้จึงเพียงพอแค่เลี้ยงกองทัพและคนแค่หยิบมือ ไม่อาจนำไปจ้างข้าราชการ ตำรวจ หรือนักสังคมสงเคราะห์ได้ ครอบครัวและชุมชนจึงต้องดูแลกันเอง

ในสมัยจักรวรรดิออตโตมัน รัฐจะปล่อยให้แต่ละบ้านสะสางความยุติธรรมกันเอาเอง ถ้าคนอีกตระกูลหนึ่งมาฆ่าพี่ชายของผม ผมก็สามารถกลับไปฆ่าคนของตระกูลนั้นเพื่อเป็นการล้างแค้นได้โดยรัฐจะไม่เข้ามาขัดขวาง ตราบใดที่ความขัดแย้งนี้ไม่ลุกลามใหญ่โตจนเกินไป

ในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) จะมีระบบที่เรียกว่าเป๋าเจี่ย (baojia) ครอบครัว 10 ครอบครัวจะรวมตัวกันเป็น 1 เจี่ย และ 10 เจี่ย คือ 1 เป๋า ถ้าใครคนใดในเป๋าทำผิด สมาชิกอื่นๆ ในเป๋านั้น (โดยเฉพาะสมาชิกอาวุโส) ก็อาจโดนลงโทษไปด้วย และสมาชิกอาวุโสเหล่านี้ก็มีหน้าที่ประเมินว่าในเป๋าของตัวเองมีรายได้เท่าไหร่เพื่อเก็บภาษีในจำนวนที่เหมาะสมนำส่งรัฐ ระบบนี้มีประโยชน์อย่างมากเพราะรัฐไม่จำเป็นต้องเปลืองตังค์จ้างเจ้าหน้าที่รัฐมาคอยสังเกตการณ์และเก็บส่วยเลย

ข้อเสียอย่างหนึ่งของวิถีชีวิตแบบนี้ก็คือ หากใครสูญเสียครอบครัวหรือถูกขับออกจากครอบครัวก็จะเหมือนคนไร้แขนขา กลายเป็นคนไม่มีบ้าน ไม่มีงานทำ ไม่มีใครกล้ารับเข้าทำงาน ไม่มีใครให้ยืมเงิน ไม่มีใครดูแลยามป่วยไข้ คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้จึงต้องเร่งหาครอบครัวใหม่โดยเร็ว

แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้มีเงินทุนในตลาดมากขึ้น เมื่อเกิดการเติบโต รัฐก็เก็บภาษีได้มากขึ้น และเพียงพอที่จะนำมาจ้างเจ้าหน้าที่รัฐ รัฐจึงเริ่มใช้อำนาจที่ตัวเองมีในการลดทอนสายสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนลง การแก้แค้นกันระหว่างครอบครัวจึงถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจและศาลสถิตยุติธรรม ธุรกิจครอบครัวจึงถูกแทนที่ด้วยโรงงานอุตสาหกรรมและแรงขับเคลื่อนของตลาด

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำลายสายสัมพันธ์ในครอบครัวลงก็คือทัศนติที่เปลี่ยนไป

รัฐและตลาดจะบอกกับคนรุ่นใหม่ว่า “คุณคือปัจเจกชน นี่คือชีวิตของคุณคนเดียว ดังนั้นอยากแต่งงานกับใครก็จงแต่งโดยไม่ต้องขออนุญาตครอบครัว อยากทำงานอะไรก็จงทำแม้ว่าครอบครัวจะไม่สนับสนุน อยากอยู่ที่ไหนก็จงอยู่ไป แม้ว่านั่นจะหมายความว่าคุณจะไม่ได้เจอหน้าครอบครัวทุกวัน คุณไม่จำเป็นต้องพึ่งพาครอบครัวเหมือนแต่ก่อนแล้ว จากนี้เราจะดูแลคุณเอง ทั้งอาหาร ที่พัก การศึกษา สุขภาพ สวัสดิการ และการจ้างงาน”

สรรพากรและศาลจึงปฏิบัติกับเราเป็นปัจเจกชน และไม่ได้คาดหวังให้เราถูกลงโทษหรือถูกเก็บภาษีแทนคนในครอบครัวอีกต่อไป

—– ชุมชนในจินตนาการ —–

ชุมชนในจินตนาการหรือ Imagined Communities นั้นมีมานานแล้ว ในแผ่นดินจีนสมัยก่อน พสกนิกรนับล้านต่างเชื่อว่าทุกคนต่างอยู่ในครอบครัวเดียวกันโดยมีองค์จักรพรรดิเป็นพ่อของแผ่นดิน คนมุสลิมก็เชื่อว่ามุสลิมทั้งผองเป็นพี่น้องกัน แต่ความเชื่อเหล่านี้ก็ยังมีบทบาทเป็นรองเมื่อเทียบกับความเป็นกลุ่มก้อนในชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่

ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา ชุมชนในจินตนาการที่มีบทบาทมากที่สุดคือ คือรัฐชาติ (nation state) และ กลุ่มผู้บริโภค (consumer tribe)

รัฐชาตินั้นอาจมีมานานแล้วก็จริง แต่คนสมัยก่อนไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นชาติขนาดนั้นเพราะครอบครัวมีบทบาทในชีวิตมากกว่าเยอะ รัฐชาติที่เรารู้จักส่วนใหญ่ในปัจจุบันเพิ่งจะเกิดขึ้นหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมานี่เอง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในตะวันออกกลาง ที่ประเทศซีเรีย เลบานอน จอร์แดนและอิรักนั้นเกิดจากการขีดเส้นแบ่งอาณาเขตเอาเองของพวกฑูตฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของพื้นที่เลย ในปี 1918 ฑูตเหล่านี้ตัดสินใจเองว่าคนในเคอร์ดิสถาน แบกแดด และ บาซราจะถูกเรียกว่าชาวอิรัก ส่วนคนอีกพื้นที่นึงจะถูกเรียกว่าชาวซีเรีย

อีกหนึ่งชุมชนในจินตนาการนั้นคือ Consumer Tribe ที่อ้างอิงจากสิ่งที่เราเสพหรือบริโภคร่วมกัน เราจึงเรียกตัวเองว่าแฟนคลับของมาดอนน่า หรือกองเชียร์แมนยู เราทุกคนมองว่าตัวเองเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านี้เพราะเราซื้อของหรือบริการจากแหล่งเดียวกัน

—– สันติภาพอันยืนยง —–
พวกเราส่วนใหญ่อาจยังไม่สำเหนียกว่ายุคที่เราอยู่ตอนนี้มีความสงบสุขแค่ไหน

ในปี 2002 มีคนตาย 57 ล้านคน คนที่ตายในสงครามหรือการฆาตกรรมมี 741,000 แต่คนที่ฆ่าตัวตายมีถึง 873,000 คน ดังนั้นในโลกยุคใหม่คุณมีโอกาสจะตายจากน้ำมือตนเองมากกว่าน้ำมือคนอื่นเสียอีก

ยุโรปในช่วงยุคกลาง (ศตวรรษ 5-15) 20-40 คนในประชากร 100,000 คนจะตายเพราะความรุนแรงที่มนุษย์ก่อขึ้น แต่ปัจจุบันตัวเลขนี้เหลือเพียง 1 ใน 100,000 คนเท่านั้น

เหตุผลหลักที่ความรุนแรงที่ลดลงนั้นเกิดจากความเข้มแข็งของรัฐที่มีกำลังตำรวจในการบังคับใช้กฎหมายและดูแลบ้านเมืองให้สงบสุข

อีกเหตุผลหนึ่งที่ความรุนแรงระดับนานาชาติลดลงก็คือการสิ้นสุดของยุคล่าอาณานิคม เมื่อ 70 ปีที่แล้วอังกฤษปกครองพื้นที่ถึง 1/4 ของโลก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอังกฤษได้ถอนตัวออกจากประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมโดยมีการเสียเลือดเสียเนื้อน้อยมาก

การถอนตัวของจักรวรรดิฝรั่งเศสมีความรุนแรงมากกว่า และคนนับแสนคนในเวียดนามและอัลจีเรียต้องสังเวยชีวิตในช่วงถ่ายเทอำนาจ แต่หลังจากฝรั่งเศสคืนอำนาจอธิปไตยเสร็จเรียบร้อย ประเทศเหล่านี้ก็อยู่กันอย่างสงบสุข

สหภาพโซเวียตก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการคืนอำนาจให้กับผู้คนในพื้นที่โดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ ทั้งๆ ที่รัฐมีกำลังทหารและอาวุธร้ายแรงอยู่มากมาย แต่ก็ไม่เคยคิดนำมันมาใช้ทำร้ายประชาชน ในวันที่ผู้มีอำนาจเห็นแล้วว่าการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ไม่เวิร์ค พวกเขาก็พร้อมลงจากอำนาจโดยดุษณีย์

—– ระเบิดนิวเคลียร์สันติภาพ —–
นับตั้งแต่ปี 1945 เป็นต้นมา ไม่เคยมีประเทศใดถูกยึดครองหรือล่มสลายอีกเลย แม้จะยังมีสงครามและมีคนตายในสงครามไปนับล้านคน แต่สงครามไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป

สันติภาพไม่ใช่แค่เพียงสภาวะที่ไร้สงคราม แต่เป็นสภาวะที่สงครามยากที่จะเกิดขึ้นด้วย (implausibility of war) ก่อนปี 1900 มีกฎแห่งป่าดงดิบ (Law of the Jungle) ที่กล่าวไว้ว่า หากมีรัฐสองรัฐที่อยู่ติดกัน มันจะมีสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งที่จะทำให้สองประเทศนี้สู้รบกันภายใน 1 ปีข้างหน้าได้ ยุโรปในยุคนั้นจึงมีโอกาสเกิดสงครามได้ตลอดเวลา กองทัพ นักการเมือง และประชาชนต่างก็เตรียมพร้อมสำหรับการมาถึงของสงครามอยู่เสมอ

แต่ในสมัยนี้ โอกาสที่ประเทศที่มีชายแดนติดกันจะประกาศสงครามนั้นเป็นไปได้ยากมาก เราจะนึกไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรที่จะทำให้เยอรมันนียกกองทัพรุกรานฝรั่งเศส หรือทำให้ประเทศจีนประกาศศึกกับญี่ปุ่น

มีเหตุผลสามสี่ข้อที่ทำให้โลกสงบสุขอย่างทุกวันนี้

อย่างแรกคือระเบิดนิวเคลียร์ จริงๆ แล้วนายโรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์และทีมงานที่สร้างระเบิดนิวเคลียร์นั้นควรจะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาได้สร้างเทคโนโลยีที่ทำให้การเอาชนะกันด้วยอาวุธกลายมาเป็นการฆ่าตัวตายหมู่ (collective suicide) ประเทศมหาอำนาจล้วนแล้วแต่มีอาวุธนิวเคลียร์ การยิงระเบิดนิวเคลียร์ใส่กันย่อมนำไปสู่การสูญเสียมากเกินไป ทุกๆ ฝ่ายจึงต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

เหตุผลที่สองก็คือการทำสงครามนั้นไม่ได้ “สร้างกำไร” เหมือนเก่า ในสมัยก่อนประเทศหนึ่งจะรุกรานอีกประเทศหนึ่งเพราะต้องการนำทรัพยากรธรรมชาติของประเทศนั้นมาสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง แต่สมัยนี้ความมั่งคั่งไม่ได้อยู่ในทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป

ยกตัวอย่างแคลิฟอร์เนีย ที่เคยสร้างเนื้อสร้างตัวจากการเป็นเหมืองทอง แต่ในสมัยนี้กลับกำลังอู้ฟู่จากซิลิคอนและเซลลูลอยด์ – Silicon Valley และ Celluloid ในฮอลลีวู้ด ถ้าวันนี้จีนตัดสินใจส่งกองทัพนับแสนไปรุกรานแคลิฟอร์เนีย จีนย่อมกลับบ้านมือเปล่า ไม่มีเหมืองซิลิคอนอยู่ในแคลิฟอร์เนีย เพราะ “ขุมทอง” ที่แท้จริงอยู่ในหัวของโปรแกรมเมอร์ของกูเกิ้ลและผู้กำกับฮอลลีวู้ด ซึ่งคนเหล่านี้คงขึ้นเครื่องบินไปอยู่ที่อื่นก่อนที่กองทัพจีนจะมาถึงเสียอีก

สังเกตได้ว่าสงครามระดับประเทศที่ยังเกิดขึ้นในยุคนี้มักจะเกิดในดินแดนที่ความมั่งคั่งยังขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่นตอนที่อิรักรุกรานคูเวตเพื่อครอบครองแหล่งน้ำมันเป็นต้น

เหตุผลข้อที่สามคือ ในขณะที่สงครามสร้างกำไรน้อยลง ความสงบสุขนั้นกลับสร้างกำไรได้มากขึ้น เมื่อทุนนิยมเฟื่องฟู การขนส่งและระบบลอจิสติกส์ได้พัฒนาขึ้นมาในระดับที่ทำให้การนำเข้า-ส่งออกสินค้ากลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศคู่ค้าย่อมส่งผลดีกว่าการทะเลาะกัน ตราบใดที่จีนและอเมริกายังเป็นมิตรต่อกัน จีนย่อมได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าไปอเมริกาและลงทุนในวอลสตรีทมากกว่าการไปยึดแคลิฟอร์เนียเป็นไหนๆ

เหตุผลข้อสุดท้ายก็คือความเชื่อของผู้นำที่เปลี่ยนไป ในยุคก่อนเก่า ไม่ว่าจะเป็นขุนนางในราชวงศ์ฮั่นหรือนักบวชในอาณาจักรแอซเทคต่างก็มองว่าสงครามเป็นเรื่องดี ส่วนหากจะมีใครมองว่าสงครามเป็นเรื่องไม่ดีก็จะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์กับตัวเองให้มากที่สุด

แต่ยุคนี้เป็นยุคแรกในประวัติศาสตร์ที่เหล่าผู้นำประเทศเกือบทั้งหมดมีความเห็นตรงกันว่าสงครามเป็นเรื่องเลวร้ายและหลีกเลี่ยงได้

นี่คือยุคที่ทุกประเทศต้องพึ่งพากันและกัน จึงไม่มีประเทศไหนทำอะไรตามอำเภอใจได้ เมื่อโลกได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันจนกลายเป็นจักรวรรดิโลก สันติภาพโลกจึงอาจเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เช่นกัน

แต่สันติภาพจะคงอยู่อย่างนี้ได้นานเท่าใด? มนุษยชาติอาจกำลังยืนอยู่หน้าประตูสองบาน บานหนึ่งพาเราไปสวรรค์ และอีกบานหนึ่งพาเราไปนรก

ยังไม่มีใครตอบได้ว่า สุดท้ายแล้วเราจะเลือกเปิดประตูบานไหน


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า
Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก
Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม
Sapiens ตอนที่ 17 – จานอลูมิเนียมของนโปเลียน