อานนฯ อินมาเลย์ ตอนที่ 2

20180310_malay2

วันพุธที่ 8 มีนาคม 7 โมงเช้า

หลังจากได้นอนไปประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง ผมก็ลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว (ขณะที่แฟนต้องปั๊มนมให้ลูกก่อน) และรีบขึ้นไปทานอาหารเช้าที่ชั้นบนสุดของโรงแรม

เป็นมื้อเช้าที่ไม่ค่อยมีความสุขซักเท่าไหร่ เพราะต้องรีบกิน และอาหารแต่ละอย่างรสชาติก็ไม่ค่อยถูกปากเรา มันบด (mashed potato) นั้นเหลวจนเหมือนซุป ไส้กรอกไก่ก็รสชาติแปลกๆ วอฟเฟิลก็ชืดๆ จะมีที่โอเคอยู่หน่อยคือหมี่ผัดและน้ำผลไม้ที่เขาบรรจุใส่่ขวดใหญ่แช่น้ำแข็งเอาไว้ให้

ทานข้าวเสร็จก็ลงมาที่ล็อบบี้เพื่อพบกับเพื่อนร่วมบริษัท (ของแฟน) ชาวเวียดนามและชาวอินโด ตอนแรกเจอแค่คนเวียดนามก่อน ยืนรอคนอินโด 15 นาทีก็ยังไม่เจอตัว เลยตัดสินใจเรียกแท๊กซี่เลย (ตอนนั้นเวลา 8.40 แล้ว เริ่มเทรน 9 โมงเช้า) โรงแรมบอกว่าเดี๋ยวแท๊กซี่ก็มาถึงแล้ว พวกเราเลยออกไปยืนด้านหน้า รออยู่สิบกว่านาทีก็ยังไม่มา เลยเข้าไปถามโรงแรมอีกครั้ง โรงแรมบอกว่าอีก 7 นาทีมาถึง พวกเราก็ยืนรอต่อไปอีกยี่สิบนาทีก็ยังไม่มาเลยตัดสินใจมานั่งรอดีกว่า สรุปกว่าจะได้แท๊กซี่ก็ปาเข้าไป 9.15 แล้ว สายอย่างไม่ต้องลุ้น

ส่งแฟนขึ้นแท๊กซี่เรียบร้อย ผมก็เดินเล่นเตร็ดเตร่แถวนั้น ฝั่งตรงข้ามโรงแรมเป็นย่านออฟฟิศ คนเยอะเป็นกระจุกๆ ตาม Starbucks ร้านก๋วยเตี๋ยว และร้านข้าวแกง แต่ดูแล้วยังไม่อยากิน สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือตู้ display อาหารเขามันดูโล่งๆ คล้ายๆ โรงอาหารตอนหลังเลิกเรียน จนดูเหมือนไม่มีอะไรขาย ก็เลยพลอยทำให้ไม่รู้สึกว่ามีอะไรน่ากินเลย

ผมกลับมาที่ห้องนอนเพื่อนั่งทำงานยาวจนไปถึงบ่ายสองตามเวลาท้องถิ่น จึงเดินลงไปหาข้าวเที่ยงกิน ตัดสินใจเดินเข้าร้าน Hey Noodle ที่เต็มไปด้วยคนคลาคล่ำ ผมเดินไปหาโต๊ะตัวที่เล็กที่สุดที่ยังว่างอยู่ สั่งก๋วยเตี๋ยวซี่โครงหมูราคา 15 ริงกิต (120 บาท) มาทาน เมื่อของมาเสิร์ฟจึงเห็นว่าน้ำซุปนั้นเหมือนข้าวซอยเลย ส่วนเส้นก็จะคล้ายๆ เส้นยากิโซบะ ทานเข้าไปคำแรกจืดๆ แต่พอคำถัดไปเหมือนลิ้นเริ่มปรับตัวได้และรับรู้รสชาติมากขึ้น

เครื่องปรุงบนโต๊ะมีแค่อย่างเดียวคือน้ำพริกเผา ทำให้ผมคิดถึงพวงพริกขึ้นมาฉับพลัน
อาหารบ้านเรา customize ได้ทุกท่า อยากเติมเค็ม เติมเผ็ด เติมเปรี้ยว เติมหวานได้หมด

เมืองไทยน่าจะเป็นเมืองที่ให้ “อิสรภาพทางรสชาติอาหาร” มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว

แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราเอาแต่ปรุงรสอย่างที่เราชอบ เราก็อาจจะไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่ารสชาติที่แท้จริงของอาหารจานนั้นคืออะไร

กินอาหารเสร็จก็กลับขึ้นมานั่งทำงานที่ห้องนอนต่อ แต่รอบนี้มีอาการคันจมูกเป็นสัญญาณว่าโรคภูมิแพ้กำลังจะมา มองไปรอบห้องหน้าต่างกระจกทุกบานเป็นแบบปิดตาย ไม่สามารถเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้เลย ซึ่งโรงแรมในไทยไม่น่าจะเป็นอยางนี้

แฟนกลับมาถึงโรงแรมตอน 6 โมงเย็น เอาของขึ้นไปเก็บ ปั๊มนมเสร็จแล้วเราจึงเดินลงมาหาอะไรกิน โรงแรมที่เราอยู่นั้นติดกับห้าง One City ตรงกลางเป็นพื้นที่โปร่งชั้นล่างทั้งสองด้านมีแต่ร้านอาหาร แต่ทุกร้านมีคนนั่งโหรงเหรง ร้านที่คนเยอะสุดคือ Old Town White Coffee ซึ่งเป็นร้าน chain ของมาเลเซียเค้า (อารมณ์คล้ายๆ S&P บ้านเรา)

เดินขึ้นไปชั้น 2-4 มีคนเดินนับหัวได้จนแปลกใจว่าอยู่มาได้ยังไงนานขนาดนี้ เราเดินข้ามสะพานไปห้างอีกฝั่งหนึ่งอาการยิ่งหนักกว่าเดิม เพราะไม่มีร้านอาหาร ไม่มีคนเดิน มีแต่คนที่ยืนประจำร้านอย่างเหงาๆ ยังดีที่ชั้นใต้ดินมี Super Market ที่ยังพอมีชีวิตชีวาอยู่บ้าง

เราเดินกลับมาที่ตึกเดิมและตัดสินใจเข้าร้านที่ดูโฮมมี่ๆ หน่อย สั่งคาโบนาร่า, fish n chips และ ซุปเห็ดมา

ไม่อร่อยซักอย่างเดียว เหมือนเป็นอาหารที่ไม่ตั้งใจทำ น้ำมะนาวเหมือนผสมน้ำเปล่ามา แฮมในคาโบนาร่าก็เหมือนแฮมปลอมๆ ส่วน fish & chips ก็จืดชืดมาก แฟนบอกว่ากินข้าวที่นี่มาสามมื้อยังไม่เจอมื้ออร่อยเลย และพวกเราก็ตั้งสมมติฐานกันว่า อาจเพราะประเทศนี้เคยลำบากมาก่อนรึเปล่า เวลาทำอาหารจึงดูเขียมๆ ยั้งๆ ใส่เครื่องแบบประหยัดๆ

กินเสร็จจึงเดินกลับไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตอีกครั้ง ที่นี่เขาจะไม่ให้ถุงพลาสติก ถ้าอยากได้ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ขนมหลายอย่างเขาก็ทำออกมาแบบเป็นหูหิ้วให้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีหากเราอยากรณรงค์ให้คนใช้ถุงพลาสติกให้น้อยลง

กลับถึงห้องประมาณสามทุ่ม อาบน้ำอาบท่า ปั๊มนม และแฟนผมก็หลับเป็นตาย ส่วนผมก็อ่านหนังสือเล่มนึงที่พกมาด้วยจนจบเล่ม

เป็นวันที่ดูจ๋อยๆ หงอยๆ

หวังว่าพรุ่งนี้ (ซึ่งเป็นวันสุดท้าย) จะมีสีสันกว่านี้นะ

อานนฯ อินมาเลย์ ตอนที่ 1

20180308_malay1

ผมกำลังเขียนบทความนี้ในห้องพัก e.City Hotel ในเซลังกอร์ (Selangor) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกัวลาลัมเปอร์มา 20 กิโลเมตรครับ

พอดีแฟนต้องมา train the trainer ที่นี่ ผมก็เลยติดสอยห้อยตามและขอหัวหน้ามา Work from Malaysia (แทนที่จะ Work from Home)

เวลามาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ผมก็มักจะเขียนบันทึกลงบล็อกเอาไว้ เพราะได้มาเจอเรื่องธรรมดาๆ ด้วยสายตาที่ไม่คุ้นเคย

เรื่องธรรมดา เพราะเป็นสิ่งคนพื้นที่คุ้นชินกันอยู่แล้วจนอาจไม่เคยคิดถึงด้วยซ้ำ

สายตาที่ไม่คุ้นเคย เพราะเป็นการมองจากสายตาคนไทยที่จะได้มาอยู่ที่นี่เพียงสองวัน

เมื่อเปลีี่ยนคนมอง เรื่องน่าเบื่อก็กลายเป็นเรื่องน่าสนใจได้

ผมกับแฟนบินมาถึงสนามบินนานาชาติของมาเลเชียตอน 5 ทุ่ม ถือว่าค่อนข้างดึกทีเดียว แถมกว่าจะผ่าน Immigration มาได้ กระเป๋าของเราก็เหลือเป็นใบสุดท้ายแล้วด้วย (conveyor belt หยุดเดินไปแล้ว มีเจ้าหน้าที่ยืนหันรีหันขวางอยู่คนเดียว ถ้าเรามาช้ากว่านี้ไปอีกซัก 5 นาที สงสัยกระเป๋าของเราจะถูกส่งเข้าแผนก Lost & Found แหงๆ)

แฟนผมเปิด data roaming มาจากเมืองไทย 2 วัน 700 บาท ได้เน็ตวันละ 500 MB ส่วนผมเลือกที่จะไม่เปิดเพราะคิดว่าคงใช้ wifi โรงแรมเป็นหลัก แต่พอก้าวเท้าออกจากเครื่องบินก็เจอบู๊ธจากค่ายมือถือทั้งหลายมาขายซิม ราคา 20 ริงกิต = 160 บาท ใช้เน็ตได้ 7 GB ภายใน 3 วัน เป็นราคาที่คุ้มค่ามากเลยอดใจไม่ไหวครับ

การเรียกแท๊กซี่ก็ค่อนข้างสะดวก มีการจัดการคล้ายๆ สุวรรณภูมิคือต้องเดินไปแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนว่าจะไปที่ไหน แล้วเขาก็จะออกใบเรียกแท๊กซี่มาให้ โดยเก็บค่าบริการเพียง 2 ริงกิต หรือ 16 บาทเท่านั้น (ที่เมืองไทยคนขับแท๊กซี่จะเก็บค่าบริการเพิ่ม 50 บาท)

ผมเดินเอาใบที่เจ้าหน้าที่ให้มาไปให้คนคุมคิว บอกว่าจะ e.City Hotel นะ คนคุมคิวก็เดินเอาไปให้หนึ่งในคนขับแท๊กซี่ บอกว่าไป e.City Hotel คนขับก็พยักหน้า ก่อนจะพูดเป็นภาษามาเลย์ที่ผมฟังไม่ออกแต่เข้าใจความหมายว่า “อยู่ตรงไหน(วะ?)”

รถแท๊กซี่ที่มาจอดรอที่สนามบินส่วนใหญ่ก็เป็นสีน้ำเงินและมีแต่รถคันใหญ่ๆ อารมณ์ประมาณ Toyota Innova นั่งสบายดีครับ

คนขับแท๊กซี่เป็นผู้ชายตัวอ้วนดำ อารมณ์คล้ายๆ เทรนเนอร์นักมวยผิวสี ขึ้นรถปุ๊ปผมก็ชวนเขาคุยเพื่อผูกมิตรก่อนเลย ชื่อของเขาเป็นสี่พยางค์ ผมออกเสียงไม่ค่อยถูกเขาเลยบอกว่าให้เรียกเขาว่า “ราซซี่” ก็ได้ ผมเลยบอกว่าตัวเองชื่อ รุตม์ แฟนชื่อ รวิ (Ravi – มาจากรวิวรรณ) สรุปคือในรถนี้เป็น 3R เลยนะ ราซซี่หัวเราะชอบใจ

ออกรถได้ไม่ถึงสองนาที ราซซี่ก็ยื่นมือถือมาให้ บอกว่าให้พิมพ์ลงไปในช่อง search หน่อยว่าโรงแรมชื่ออะไร ผมรับมือถือมาจึงเห็นเป็น app Navigation คล้ายๆ Google Maps แต่หน้าตาเหมือนระบบ GPS ที่ติดอยู่ในรถมากกว่า ผมพิมพ์ชื่อโรงแรงลงไป แต่พอกดเสิร์ชมันกลับบอกว่า ตอนนีี้รถกำลังวิ่งอยู่ ห้ามกด search จ้า!

ที่น่ารักคือ พอมันเตือนอย่างนี้แล้ว มันก็จะโชว์สองปุ่มให้กดเลือก

ปุ่มนึงคือ “OK” (ยอมจำนน ต้องจอดรถก่อนถึงจะ search ได้) ส่วนอีกปุ่มนึงคือปุ่ม “Passenger” ผมเลยกดปุ่มนี้ไป เพื่อจะบอกแอปว่า “ตอนนี้คนที่ใช้งานคือผู้โดยสารนะ ไม่ได้ขับรถ ไม่ต้องกลัว ไม่มีอันตราย” จึงค้นหาโรงแรมได้อย่างง่ายดาย

เป็นแอปที่ออกแบบมาเพื่อคนขับแท๊กซี่โดยแท้ แต่ในแง่ความปลอดภัยคงไม่ได้ช่วยอะไรเลยเพราะคนขับแท๊กซี่ก็คงกดปุ่ม passenger เหมือนกัน

ระหว่างทางราซซี่ก็ชวนคุยบ้าง ถามว่าเคยมามาเลเซียแล้วหรือยัง มาทำอะไร เทรนเสร็จแล้วเที่ยวต่อรึเปล่า เราบอกว่าเปล่า เพราะเรามีลูกเล็ก ผมเลยถามกลับว่าเขามีลูกรึยัง ราซซี่บอกว่ามีแล้ว เป็นลูกชาย เพิ่งอายุครบสองขวบเมื่อเดือนที่แล้วเอง (แสดงว่าอ่อนกว่าปรายฝน ลูกสาวคนโตเราสามเดือน)

กว่าจะวิ่งถึงโรงแรมต้องผ่านด่านจ่ายเงินสองครั้ง และทั้งสองด่านคนขับแท๊กซี่ไม่ได้ใช้เงินสด แต่ต้องหยุดเปิดหน้าต่างเพื่อแตะบัตรกับเครื่องสแกนอีกที ก็ถือว่าดี แต่ไม่เท่าของบ้านเรา
แล
เมื่อเข้ามาในตัวเมือง เห็นต้นไม้ริมสองฝังทางและตึกรามบ้านช่องแล้วทำให้รู้สึกว่าที่นี่เหมือนสิงคโปร์พอสมควรเลย

รถแท๊กซี่จอดหน้าโรงแรม มิเตอร์โชว์ราคา 83.5 ริงกิต หรือประมาณ 670 บาท แต่ก็เหมือนเล่นกล ราซซี่หันมาพูดอะไรสองสามคำแล้วกดปุ่มหน้าปัดมิเตอร์ ราคาปรับขึ้นมาเป็น 125 ริงกิตจ้า เขาชี้ให้ดูสติ๊กเกอร์ที่แปะไว้ด้านหน้าฝั่งคนนั่งว่า ถ้าเรียกรถช่วงเที่ยงคืนถึง 6 โมงเช้า ราคาจะต้องบวกอีก 50%

ยังไม่พอ เก็บค่า toll way อีก 20 ริงกิต รวมทั้งหมดประมาณ 145 ริงกิต หรือ 1160 บาท โชคดีที่เขาออกใบเสร็จให้แฟนไปเบิกบริษัทได้ (เป็นแบบฟอร์มเขียนด้วยมือ แท๊กซี่ไทยน่าจะเอามาใช้บ้างนะ แขกที่มา business trip จะได้มีใบเสร็จเอาไปเบิกบริษัทเหมือนกัน)

โรงแรม e.City ใหญ่กว่าที่คิดไว้ ฝั่งตรงข้ามมี 7-Eleven ก็เลยอุ่นใจว่ายังไงคงมีของกินแน่

เข้าถึงห้องตอนเกือบๆ ตี 1 อาบน้ำเสร็จแล้วแฟนยังต้องปั๊มนมต่อ ผมลงไปเดินเซเว่นเพื่อซื้อน้ำเปล่าและดูว่ามีอะไรกินบ้าง

ที่คิดไม่ถึงคือมีสินค้าไทยมาขายในมาเลเซียไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นสาหร่ายเถ้าแก่น้อย ถั่ว Tong Garden และ อาหารของ CP food ที่ยกมาทั้งตู้!

กลับถึงห้องประมาณตี 2 กว่าจะล้างขวดนมและลวกขวดนมเสร็จก็ได้นอนตอนตีสองครึ่ง วันรุ่งขึ้นต้องตื่นก่อน 7 โมงเช้า! (ไม่นับรวมว่าคืนก่อนหน้านี้ปรายฝนตื่นกลางดึกตั้งแต่ตี 1 และลากยาวถึงตี 5 ครึ่ง) เป็นทริปที่เหนื่อยน่าดูเลยแฮะ

ไว้จะมาเล่าต่อในตอนที่ 2 นะครับ

—–

ซีรี่ส์การเดินทาง

2014: ยูโรมโนสาเร่
2015: อานนฯ อินลอนดอน
2016: อานนฯ อินอินเดีย
2017: อานนฯ อินสิงห์บุรี (สิงคโปร์)

 

รู้เยอะไม่พูดเยอะ

20180307_knowalot

The more you know the less you need to say.
-Rumi

อะไรบ้างที่ทำให้คนๆ หนึ่งพูดเยอะ

– ไม่ชอบความเงียบ
– มีอะไรในหัวมากมายที่หาทางระบายออกมา
– อยากสร้างความครื้นเครงให้วงสนทนา
– เป็น extrovert
– อยากเป็นคนสำคัญ

อะไรบ้างที่ทำให้คนๆ หนึ่งพูดน้อย

– ไม่มีอะไรจะพูด
– เป็น introvert
– ขีี้เกียจแย่งพูด
– ชอบฟังมากกว่า
– อยากเป็นคนสำคัญเหมือนกัน แต่ขอเป็นคนสำคัญเพราะลงมือทำได้มั้ย

ตอนแรกผมจะใส่เรื่องความมั่นใจลงไปด้วย แต่คนบางคนพูดเยอะเพราะมั่นใจตัวเองมาก ขณะที่บางคนพูดเยอะเพื่อกลบเกลื่อนความไม่มั่นใจ

The more you know the less you need to say.

ไม่ได้แปลว่ารู้เยอะแล้วต้องพูดน้อยเสมอไป เพียงแต่ควรพูดเท่าที่จำเป็น

เพราะคนรู้เยอะไม่ใช่คนที่มีความรู้ต่างๆ เท่านั้น แต่รู้จักตัวเองและรู้จักคู่สนทนาด้วย

รู้ว่าเรื่องไหนควรพูด เรื่องไหนไม่ควรพูด

รู้ว่าพูดแล้วเกิดประโยชน์ หรือพูดแล้วคนฟังจะเสียเวลา

ถ้าเรื่องไหนพูดให้จบได้ภายในสิบคำ ก็จะใช้แค่สิบคำแทนที่จะใช้เป็นร้อยคำ

รู้เยอะไม่ต้องพูดเยอะ

พูดนิดเดียว ก็สร้างแรงกระเพื่อมได้มหาศาลแล้ว

ถ้าอยู่คนเดียวไม่ได้

20180305_stayalone

ทำไมถึงคิดว่าจะอยู่กับคนอื่นได้?

มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม และการอยู่คนเดียวมันเหงาก็จริง แต่ถ้าหวังจะคลายเหงาด้วยการหาใครซักคนมาข้างกายก็อาจจะเป็นทางออกที่ไม่ยั่งยืนนัก

เพราะถ้าเราอยู่กับตัวเองแล้วเรายังอึดอัด คนอื่นที่มาอยู่ใกล้เราก็ย่อมอึดอัดเช่นกัน

ผมจึงเชื่อว่าขั้นแรกเราต้องอยู่กับตัวเองให้ได้เสียก่อน สุขได้ด้วยตัวเอง สนุกได้ด้วยตัวเอง “เต็ม”ได้ด้วยตัวเอง

เมื่อเราอยู่กับตัวเองได้ เราก็จะไม่เรียกร้อง ไม่ฟูมฟาย ไม่คาดหวังให้ใครมา “เติมเต็ม” เราอยู่ตลอดเวลา

ชอบตัวเองให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยหวังให้คนอื่นมาชอบเราครับ

ทางเดียวที่เหลือ

20180304_onlyway

บางช่วงเวลาของชีวิต ปัญหาก็กระหน่ำลงมาเหมือนห่าฝน

กายเปียกปอน มองไม่เห็นทาง ใจก็มีคำถามอยู่ตลอดเวลาว่าจะไหวมั้ย? จะไหวมั้ย? จะไหวมั้ย?

แม้จะอยากหันหลังและวิ่งหนีไปให้ไกล แต่สุดท้ายเราก็ยังยืนอยู่ตรงนี้

ไม่ใช่เพราะว่าอยากเอาชนะคะคาน หรืออยากพิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็น แต่เพราะมีคนที่ต้องดูแลและมีหน้าที่ที่ต้องทำ

เมื่อสถานการณ์บีบคั้น และเรารู้ว่าอะไรสำคัญ ทางเดียวที่เหลือคือกัดฟันสู้ต่อไปครับ

—–

ขอบคุณไอเดียบทความนี้จากภรรยา