ที่ทำได้ไม่ดี เพราะว่าเราไม่ใส่ใจ

เมื่อวานนี้ระหว่างที่ขับรถไปทำงาน ผมได้ฟังธรรมบรรยายของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช มีถ้อยความตอนหนึ่งว่า

“รู้สึกได้ไหม ว่าตอนนี้หายใจเข้าหรือหายใจออก?
รู้สึกได้ ทุกคนรู้สึกได้ แต่ชอบละเลย ไม่สนใจที่จะรู้สึก
รู้สึกได้ไหมว่าตอนนี้นั่งอยู่…รู้สึกได้ไหมว่าตอนนี้พยักหน้า….
เห็นไหม ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย
ถ้าใส่ใจที่จะรู้สึก มันก็รู้สึกได้ รู้สึกได้อยู่แล้ว
ใส่ใจ สนใจที่จะรู้สึก ไม่ใช่ปล่อยให้จิตใจล่องลอย
ร่างกายไม่เคยหนีเรา แต่จิตใจของเราเอง ชอบหนีไปจากร่างกาย”

ผมได้ฟังแล้วก็พิจารณาต่อไปว่า “ความใส่ใจ” นี่น่าจะเป็นหนึ่งในกุญแจชีวิตที่อยู่ใต้จมูกเรามาโดยตลอด

คนเราอาจเกิดมามี IQ ไม่เท่ากัน มีความถนัดไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเรามีความใส่ใจสักอย่างเดียว เราน่าจะทำสิ่งต่างๆ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี อาจไม่เลิศเลอเพอร์เฟกต์ แต่มันจะไม่ออกมาแย่แน่ๆ

คิดย้อนกลับไป ความผิดพลาดในการงาน หรือคำตำหนิที่เราได้รับ ส่วนใหญ่ก็เกิดจากการที่เราไม่ใส่ใจในการกระทำนั้นมากพอ

ถ้าเราไม่ใส่ใจฟังว่าหัวหน้าต้องการอะไร เราก็จะทำงานไปผิดทิศทาง

ถ้าเราไม่ใส่ใจที่จะตรวจทานงานของตัวเอง ก็ย่อมมีข้อผิดพลาดที่ทำให้เราเสียเครดิตและเสียเวลา

ถ้าเราไม่ใส่ใจในคำพูดที่เราให้กับลูกน้อง ก็อาจทำให้ลูกน้องหมดไฟ

บางคนอาจถามย้อนว่า ทำงานทุกครั้งก็ใส่ใจทุกครั้ง แต่ก็ยังพลาดอยู่ นั่นอาจเป็นเพราะเราไม่ใส่ใจที่จะตั้งคำถามกับตัวเองว่าต้องทำอะไรที่ต่างออกไปเพื่อจะได้ไม่พลาดอีก เช่นปรับกระบวนการทำงานหรือปรึกษาคนที่มีประสบการณ์มากกว่า

เรื่องส่วนตัวก็เช่นกัน ถ้าเราไม่ใส่ใจการกิน ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะน้ำหนักเกิน

ถ้าเราไม่ใส่ใจเรื่องการนอนให้เพียงพอ สุขภาพก็ย่อมย่ำแย่

ถ้าเราไม่ใส่ใจที่จะคุยกับลูก ลูกก็จะค่อยๆ เติบโตมาเป็นคนที่เราไม่อยากให้เป็น

เราใส่ใจกับสิ่งใด ผลลัพธ์มักจะออกมาดี หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะไม่พังมากนัก

และถ้าเราไม่ใส่ใจในสิ่งใด แม้ตอนแรกจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในระยะยาวมันไม่สามารถจะออกมาดีได้

แต่ถามว่าเราจะใส่ใจกับทุกเรื่องในชีวิตได้มั้ย ก็อาจจะไม่ได้ เพราะเวลาและพลังชีวิตเรามีจำกัด

แต่โลกสมัยนี้มีเรื่องให้ “ใส่ใจ” เยอะเหลือเกิน โดยเฉพาะเรื่องของคนอื่นผ่านโลกโซเชียลและโลกสตรีมมิ่ง เพียงแต่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้แล้วชีวิตไม่ได้ดีขึ้น และไม่ได้ทำให้เรามีความสุขความพึงพอใจที่ยั่งยืนนัก

เมื่อเราใส่ใจกับเรื่องของคนอื่นมาก เราก็ย่อมมีเวลาใส่ใจกับเรื่องของตัวเองน้อยลง นานไปก็อาจทำให้เราเป็นคนใช้ชีวิตชุ่ยๆ ในบางมิติ ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งมิตินั้นมันก็ย่อมพังทลายลงมา บังคับให้เราเก็บกวาดซากปรักหักพัง และจดจำไว้เป็นบทเรียนว่าเราต้องหันกลับมาใส่ใจเรื่องเหล่านี้

ที่ทำได้ไม่ดี เพราะว่าเราไม่ใส่ใจ

และถ้าเราอยากทำอะไรให้ได้ดี เราก็แค่ต้องใส่ใจสิ่งนั้นมากขึ้น และใส่ใจสิ่งอื่นให้น้อยลง

ผมรู้ว่ามันฟังดูคอมมอนเซนส์และน่าเบื่อมาก ถึงเรียกว่ามันเป็นกุญแจชีวิตที่อยู่ใต้จมูก

แต่ถ้าเรากลับมาใส่ใจในสิ่งที่เราให้คุณค่าและให้ความสำคัญอย่างแท้จริง ผมเชื่อว่ามันมีพลังมากพอที่จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครับ