เวลากลัวว่าคนอื่นจะคิดยังไง

ลองคิดให้ดี ว่า “คนอื่น” นั้นหมายถึงใคร

ถ้าเราลองเลือกชื่อใครสักคนขึ้นมา เราจะรู้ตัวว่าเรากลับไม่ได้กลัวว่าเขาคนนั้นจะคิดยังไงหรอก

คำว่า “คนอื่น” จึงเป็นเพียงการเหมารวม เป็นเพียงตัวตนในจินตนาการที่เราสร้างขึ้นมาเอง คล้ายๆ คำว่า “เขา” ในประโยค “เขาว่ากันว่า”

หรือ “คนอื่น” อาจจะหมายถึง “ความกลัวในตัวเราเอง” นี่แหละ

ความกลัวที่ไม่มีเหตุผล ความกลัวที่ตีตนไปก่อนไข้

ถ้ามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำมันถูกต้อง และไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ก็ไม่ต้องกังวลถึง “คนอื่น” มากนักหรอกนะครับ

สิ่งแวดล้อมกำหนดพฤติกรรมเราได้แค่ไหน

มีงานวิจัยสี่งานที่อยากมาเล่าให้ฟังครับ

งานวิจัยแรก มีการทดลองให้ผู้เข้าร่วมจับคู่เพื่อเล่นเกมกัน โดยมีสองทางให้เลือกคือจะใช้ยุทธศาสตร์แบบร่วมมือกันหรือยุทธศาสตร์แบบต่างคนต่างทำ (collaborative strategy vs individualistic strategy)

เมื่อนักวิจัยเรียกเกมนั้นว่า “Community Game” ผู้เข้าร่วม 2 ใน 3 จะเลือกใช้วิธีร่วมมือกัน แต่ถ้านักวิจัยเรียกเกมนั้นว่า “Wall Street Game” ผู้เข้าร่วม 2 ใน 3 จะเลือกวิธีต่างคนต่างทำ

งานวิจัยที่สอง จำลองสถานการณ์ให้คนต่อรองกัน ถ้าในห้องทดลองมีสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ของโลกธุรกิจอย่างกระเป๋าใส่เอกสารหรือโต๊ะประชุมทรงวงรีแบบในห้องผู้บริหารระดับสูง ผู้เข้าร่วมทดลองจะต่อรองกันดุเดือดกว่าปกติ

งานวิจัยที่สาม ถ้าผู้เข้าร่วมทดลองได้เห็นภาพห้องสมุด พวกเขาจะพูดเบาลงอย่างเห็นได้ชัด

งานวิจัยที่สี่ ผู้เข้าร่วมทดลองต้องทำแบบทดสอบที่วัดระดับสมาธิ ผู้เข้าร่วมที่ถูกขอให้ใส่เสื้อโค้ทสีขาวจะทำพลาดน้อยกว่าคนที่ถูกขอให้ใส่ชุดลำลองถึงครึ่งต่อครึ่ง เป็นไปได้ว่าคนที่ได้ใส่เสื้อโค้ทสีขาวนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคุณหมอหรือนักทดลองในห้องปฏิบัติการ แต่เมื่อผู้เข้าร่วมถูกแจ้งว่าเสื้อโค้ทสีขาวนั้นเป็นเสื้อสำหรับให้จิตกรใส่ตอนวาดรูป คะแนนการทดสอบก็ลดลงทันที

เรามักจะชอบนึกว่าสิ่งที่เราคิด พูด ทำนั้นเราเป็นคนกำหนดเอง แต่จริงๆ แล้ว สิ่งแวดล้อมหรือแม้กระทั่ง “ชื่อ” ที่เราใช้นั้นอาจมีอิทธิพลกับเรามากกว่าที่เราคิด

ลองสำรวจบ้านและที่ทำงานของเราดูครับว่า เรากำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลที่ไม่พึงปรารถนาอยู่รึเปล่า และเราจะปรับสภาพแวดล้อมอย่างไรได้บ้างเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เราอยากเห็นและอยากเป็นครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb

ไม่มีทีมงานที่แย่ มีแต่หัวหน้าที่แย่

“There are no bad teams, only bad leaders”
-Jocko Willink

คนทำงานทุกคนมีศักยภาพอยู่ในตัว ผู้นำที่ดีคือคนที่สามารถดึงศักยภาพเหล่านั้นออกมาเพื่อสนับสนุนเป้าหมายของทีมได้

เวลาทีมฟุตบอลฟอร์มตก คนแรกๆ ที่จะโดนตำหนิก็คือผู้จัดการทีม

ถ้าทีมทำงานช้า เกี่ยงงาน ไม่ให้ความร่วมมือ คนที่ควรโดนตำหนิก็คือหัวหน้าเช่นกัน

ถ้าเราเป็นหัวหน้า แล้วลูกน้องยังทำงานไม่ได้ดั่งใจ ลองกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ว่าเราสอนเขาดีพอหรือยัง ใช้คนถูกกับงานหรือยัง เรามีความเป็นผู้ใหญ่พอหรือยัง

มีคนกล่าวไว้ว่าฝูงแกะที่นำโดยสิงโตนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าฝูงสิงโตที่มีแกะเป็นจ่าฝูง

ถ้ารู้ตัวว่าทีมของเรามีสิงโตเป็นหัวหน้า ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แม้งานจะหนัก งานจะยาก แต่เราก็ยังโชคดีกว่าใครหลายคน

แต่ถ้าทีมของเรามีแกะเป็นหัวหน้า หรือหนักกว่านั้นคือมีเด็กเลี้ยงแกะเป็นหัวหน้า ก็ขอให้ใช้โอกาสนี้ในการหล่อหลอมตัวเองให้เก่งและแกร่งกว่าเดิม

และเรียนรู้ว่าโตขึ้นเราจะไม่เป็นหัวหน้าแบบนั้นครับ

ความเสียดายไม่ช่วยอะไร

สิ่งที่เราเสียดายล้วนอยู่ในอดีต มันคือสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้เสียดายแค่ไหนก็ย้อนวันเวลาไม่ได้

ถ้าเราจมอยู่กับ regrets หรือความเสียดาย เราจะยิ่งสูญเสียโอกาสในปัจจุบัน และสร้างเรื่องที่เราต้องกลับมาเสียดายอีกในอนาคต

แม้จะเจ็บปวด แต่เราควรยอมรับในสิ่งที่แก้ไม่ได้ และ move on

“Spend zero time on what you could have done, and devote all of your time on what you might do.”
-Ben Horowitz

อย่าใช้เวลาแม้แต่เพียงนิดกับสิ่งที่เราไม่ได้ทำลงไป

และใช้เวลาที่เรามีอยู่จำกัดเพื่อทำสิ่งที่เรายังพอทำได้ครับ

เหตุผลที่นโปเลียนตอบจดหมายช้า

นโปเลียน โบนาปาร์ต คือจักรพรรดิของฝรั่งเศสเมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว

หนึ่งในนิสัยของนโปเลียนคือการตอบจดหมายช้า

นโปเลียนสั่งเลขาไว้ว่า จดหมายใดก็ตามที่ส่งถึงพระองค์ ให้รอ 3 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยเปิดซอง

เมื่อถึงเวลาเปิดจดหมาย นโปเลียนจะพบว่าหลายอย่างที่เป็น “เรื่องสำคัญ” นั้นได้คลี่คลายไปด้วยตัวมันเอง จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไรและไม่ต้องตอบจดหมายนั้นเลยด้วยซ้ำ

กิจกรรมในชีวิตเราแบ่งออกได้เป็นสี่อย่าง

สำคัญและเร่งด่วน สำคัญและไม่เร่งด่วน ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน

เรามักจะเผลอนึกว่าเรื่องเร่งด่วนนั้นสำคัญ อะไรก็ตามที่เป็นกระแสเราจึงต้องเกาะไปกับเขาด้วย ซึ่งนั่นส่งผลให้เรามีชีวิตรีบเร่งตลอดเวลาเพราะ Fear of Missing Out (FOMO) มันรุนแรง

แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระลึกไว้ คือเรื่องสำคัญที่แท้จริงนั้นมันจะสำคัญอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ความสัมพันธ์ การเรียนรู้ หรือการสร้างสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยั่งยืน มันคือสิ่งที่เราไม่ควรละเลย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

ส่วนเรื่องที่แท้จริงแล้วไม่สำคัญนั้น พอเวลาผ่านไปมันก็จะค่อยๆ สูญสิ้นความเร่งด่วนและความสำคัญไปโดยปริยาย เราจึงไม่มีความจำเป็นต้องเป็นเดือดเป็นร้อน ทุรนทุรายให้เสียแรงและเวลาไปกับมันแต่อย่างใด

ใช้ชีวิตให้ช้าลง มองให้ออกว่าอะไรที่เราควรใส่ใจ

แล้วเราจะมีชีวิตที่ก่อประโยชน์ได้โดยไม่ต้องเหนื่อยจนเกินงามครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Stillness Is the Key by Ryan Holiday