เด็กน้อยในใจเรา

ไม่แน่ใจว่าผู้อ่านเป็นหรือไม่ เมื่อเราอายุสามสิบปลายๆ หรือสี่สิบต้นๆ เรากลับรู้สึกว่าข้างในเราเด็กกว่านั้น

แม้หน้าตาจะมีริ้วรอย ผมเริ่มหงอกหรือร่อยหรอ ร่างกายไม่ได้ฟิตเหมือนแต่ก่อน แต่เรายังรู้สึกเหมือนคนอายุ 20 ต้นๆ อยู่เลย

บ่อยครั้งที่เรายังคิดแบบเด็กวัยรุ่นที่อยากนอนเล่นทั้งวันโดยไม่ทำอะไร อยากสนุกสนาน อยากปลดเปลื้องตนเองจากภาระและความคาดหวังทั้งปวง

ความรู้สึกข้างในของเราไม่ได้มีความเป็นผู้ใหญ่เท่ากับร่างกายและอายุ แต่ความรับผิดชอบและบริบททางสังคมมันบังคับให้เราต้องสวมบทบาทผู้ใหญ่อย่างเลี่ยงไม่ได้

แล้วก็ชวนคิดต่อไปว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เราที่อยู่ในวัยเกษียณก็อาจจะมีความรู้สึกคล้ายๆ กับเราได้เช่นกัน

นอกจาก “วัยรุ่น” แล้ว ผมยังค้นพบว่าข้างในเรายังมี “เด็กน้อย” อีกด้วย

เด็กน้อยที่อ่อนแอ ขี้กลัว และใจเสาะ

ผมมักจะเจอเด็กน้อยคนนี้เวลาซ้อมวิ่งระยะไกลเกิน 15 กิโลเมตร ที่สมองสั่งให้ไปต่อ แต่เด็กน้อยในใจเริ่มงอแง แม้เราจะใช้ความอยากเอาชนะเข้าข่มแต่เด็กน้อยคนนั้นก็ไม่เคยหายไปไหน

หรือบางครั้งเราก็อาจจะเจอเด็กน้อยในวันที่มีเรื่องราวมากระทบจิตใจแรงๆ จนเราเริ่มไม่เป็นตัวของตัวเอง เริ่มทำสิ่งที่ไร้เหตุผลและเป็นภาระของคนรอบข้าง

ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องระลึกไว้ก็คืออย่าทำเป็นมองไม่เห็นเด็กน้อยคนนั้น เราควรยอมรับว่าเขาก็มีตัวตนอยู่และเป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

โอบกอดเขาและบอกว่า “ไม่เป็นไรนะ” ให้เวลาเขาสักหน่อยและอย่าไปคาดคั้นอะไรจากเขามากเกินไป

ทำความรู้จักกับทั้งวัยรุ่นและเด็กน้อยในใจเราให้ดี

จะได้ไม่เผลอทำร้ายเขาโดยไม่รู้ตัวครับ

นิทานลูกสาวของพ่อ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

สุภาพสตรีคนหนึ่งชื่อว่าซินเธีย (Cynthia) เล่าให้ผมฟังถึงตอนที่เธอกับพ่อเคยไปเที่ยวด้วยกันในซานฟรานซิสโก

ซินเธียซึ่งตอนนั้นอายุ 12 เตรียมการเรื่องการ “ออกเดต” กับพ่อมานานหลายเดือนและจัดตารางเอาไว้แบบละเอียดยิบ

ซินเธียจะลงไปรอพ่อที่หลังห้องระหว่างที่พ่อกำลังจะบรรยายเสร็จ และรีบออกไปจากห้องประชุมด้วยกันก่อนที่ใครจะเข้ามาทักทายพ่อของเธอ แล้วพวกเขาจะนั่งรถแทรมไปไชน่าทาวน์ กินอาหารจีนซึ่งเป็นของโปรดของทั้งคู่ ซื้อของฝาก เดินเล่น แล้วหาหนังดูซักเรื่อง พอจบแล้วก็จะนั่งแท๊กซี่กลับโรงแรม กระโดดลงสระน้ำ (พ่อของเธอขึ้นชื่อเรื่องแอบว่ายน้ำหลังสระปิด) พอว่ายเสร็จแล้วก็จะสั่งไอติมฮ็อตฟัดจ์ซันเดย์มาทานในห้องแล้วนั่งดูทีวีด้วยกันจนดึกดื่น พ่อและซินเธียคุยแผนการนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและซินเธียก็ตื่นเต้นกับมันมาก

ในวันจริง ทุกอย่างเริ่มต้นได้สวย ซินเธียลงไปรอพ่อที่ห้องประชุมตอนชั่วโมงสุดท้าย พ่อลงจากเวทีแล้วรีบปรี่มาหาซินเธีย แต่พอตอนที่ทั้งสองกำลังจะออกจากห้องประชุม เพื่อนสมัยมหาลัยของพ่อก็เดินเข้ามาทัก เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่พวกเขาไม่ได้เจอกัน ซินเธียยืนมองพ่อและเพื่อนกอดกันอย่างดีใจ

เพื่อนของพ่อพูดว่า

“ผมดีใจมากเลยนะที่ตอนนี้คุณมาช่วยงานให้บริษัทผมด้วย ผมอยากจะชวนคุณและซินเธียไปกินร้านอาหารทะเลร้านโปรดของผมและภรรยาคืนนี้!”

พ่อของซินเธียตอบว่า

“บ๊อบ ผมดีใจมากเลยที่เราได้เจอกันอีก อาหารทะเลฟังดูน่ากินมากเลย!”

หัวใจของซินเธียหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความฝันของเธอที่จะได้นั่งรถแทรมและกินไอติมฮ็อตฟัดจ์ซันเดย์จางหายไปอย่างรวดเร็ว ซินเธียเกลียดอาหารทะเล และนึกออกเลยว่าการต้องนั่งฟังผู้ใหญ่คุยกันทั้งคืนนั้นจะน่าเบื่อแค่ไหน

แต่แล้วพ่อของเธอก็พูดต่อ

“แต่คืนนี้คงไม่ได้ เพราะซินเธียกับผมมีนัดกันแล้ว จริงมั้ย?” พ่อกะพริบตาข้างหนึ่งให้ซินเธียแล้วรีบคว้าแขนของเธอวิ่งออกจากห้องประชุม และสร้างค่ำคืนในซานฟรานที่ซินเธียไม่มีวันลืม

พ่อของซินเธียคือ Stephen R. Covey ผู้เขียนหนังสือ The Seven Habits of Highly Effective People ซินเธียเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังหลังจากพ่อของเธอเสียไปได้ไม่กี่สัปดาห์ การตัดสินใจคราวนั้นของสตีเฟนทำให้ความสัมพันธ์ทั้งคู่แนบแน่นยาวนาน

“เพราะพ่อทำให้ฉันรู้ว่าฉันเป็นคนสำคัญที่สุด” ซินเธียบอกกับผมอย่างนั้น


ขอบคุณนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงจากหนังสือ Essentialism by Greg McKeown

ถ้าไม่สบายใจให้เขียนใส่กระดาษ

ถ้าคิดอะไรไม่ออกให้เขียนใส่กระดาษ

ถ้าโกรธใครก็ให้เขียนใส่กระดาษ

ดินสอกับกระดาษนั้นเหมือนมีมนต์ มันช่วยให้สมองเราโล่งขึ้นได้ ช่วยให้ใจเราเบาขึ้นได้

เราสามารถนั่งคุยกับมันเป็นชั่วโมงโดยไม่ต้องกังวลว่ามันจะรำคาญเรารึเปล่า

“Paper has more patience than people.”
-Anne Frank*

มีอะไรขมุกขมัวอย่าทิ้งเอาไว้ในหัว

เขียนมันออกมาแล้วความคลี่คลายจะปรากฏครับ

เวลากลัวว่าคนอื่นจะคิดยังไง

ลองคิดให้ดี ว่า “คนอื่น” นั้นหมายถึงใคร

ถ้าเราลองเลือกชื่อใครสักคนขึ้นมา เราจะรู้ตัวว่าเรากลับไม่ได้กลัวว่าเขาคนนั้นจะคิดยังไงหรอก

คำว่า “คนอื่น” จึงเป็นเพียงการเหมารวม เป็นเพียงตัวตนในจินตนาการที่เราสร้างขึ้นมาเอง คล้ายๆ คำว่า “เขา” ในประโยค “เขาว่ากันว่า”

หรือ “คนอื่น” อาจจะหมายถึง “ความกลัวในตัวเราเอง” นี่แหละ

ความกลัวที่ไม่มีเหตุผล ความกลัวที่ตีตนไปก่อนไข้

ถ้ามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำมันถูกต้อง และไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ก็ไม่ต้องกังวลถึง “คนอื่น” มากนักหรอกนะครับ

สิ่งแวดล้อมกำหนดพฤติกรรมเราได้แค่ไหน

มีงานวิจัยสี่งานที่อยากมาเล่าให้ฟังครับ

งานวิจัยแรก มีการทดลองให้ผู้เข้าร่วมจับคู่เพื่อเล่นเกมกัน โดยมีสองทางให้เลือกคือจะใช้ยุทธศาสตร์แบบร่วมมือกันหรือยุทธศาสตร์แบบต่างคนต่างทำ (collaborative strategy vs individualistic strategy)

เมื่อนักวิจัยเรียกเกมนั้นว่า “Community Game” ผู้เข้าร่วม 2 ใน 3 จะเลือกใช้วิธีร่วมมือกัน แต่ถ้านักวิจัยเรียกเกมนั้นว่า “Wall Street Game” ผู้เข้าร่วม 2 ใน 3 จะเลือกวิธีต่างคนต่างทำ

งานวิจัยที่สอง จำลองสถานการณ์ให้คนต่อรองกัน ถ้าในห้องทดลองมีสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ของโลกธุรกิจอย่างกระเป๋าใส่เอกสารหรือโต๊ะประชุมทรงวงรีแบบในห้องผู้บริหารระดับสูง ผู้เข้าร่วมทดลองจะต่อรองกันดุเดือดกว่าปกติ

งานวิจัยที่สาม ถ้าผู้เข้าร่วมทดลองได้เห็นภาพห้องสมุด พวกเขาจะพูดเบาลงอย่างเห็นได้ชัด

งานวิจัยที่สี่ ผู้เข้าร่วมทดลองต้องทำแบบทดสอบที่วัดระดับสมาธิ ผู้เข้าร่วมที่ถูกขอให้ใส่เสื้อโค้ทสีขาวจะทำพลาดน้อยกว่าคนที่ถูกขอให้ใส่ชุดลำลองถึงครึ่งต่อครึ่ง เป็นไปได้ว่าคนที่ได้ใส่เสื้อโค้ทสีขาวนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคุณหมอหรือนักทดลองในห้องปฏิบัติการ แต่เมื่อผู้เข้าร่วมถูกแจ้งว่าเสื้อโค้ทสีขาวนั้นเป็นเสื้อสำหรับให้จิตกรใส่ตอนวาดรูป คะแนนการทดสอบก็ลดลงทันที

เรามักจะชอบนึกว่าสิ่งที่เราคิด พูด ทำนั้นเราเป็นคนกำหนดเอง แต่จริงๆ แล้ว สิ่งแวดล้อมหรือแม้กระทั่ง “ชื่อ” ที่เราใช้นั้นอาจมีอิทธิพลกับเรามากกว่าที่เราคิด

ลองสำรวจบ้านและที่ทำงานของเราดูครับว่า เรากำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลที่ไม่พึงปรารถนาอยู่รึเปล่า และเราจะปรับสภาพแวดล้อมอย่างไรได้บ้างเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เราอยากเห็นและอยากเป็นครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb