ค่าของคนอยู่ที่ผลของอะไร?

การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง หรือสิ่งที่เรียกว่า self-worth นั้น อาจแบ่งได้เป็นสองแบบ คือ inherent กับ conditional

Inherent แปลว่า “ซึ่งมีอยู่โดยปกติวิสัย”

ถ้าเราเป็นคนมองค่าของตัวเองว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยปกติวิสัยอยู่แล้ว เราจะไม่เดือดเป็นร้อนกับสิ่งต่างๆ มากเกินไปนัก

เราจะไม่รู้สึกว่าต้อง “พิสูจน์” ตัวเองให้ใครเห็น ไม่จำเป็นต้องอวดความสำเร็จ ไม่ซ่อนความล้มเหลว เราสามารถรักงานของเราได้โดยไม่เอาตัวตนไปผูกกับงานมากเกินไป รักแฟนของเราได้โดยที่เราไม่ได้ร้องขออะไรจากเขามากจนเกินเลย

ชีวิตของคนที่เห็นคุณค่าของตัวเองโดยปกติวิสัย จึงเบาสบายแต่หนักแน่น เพราะเรามีรากที่มั่นคง ไม่ว่าจะเกิดอะไร ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ก็ไม่อาจทำร้ายหรือทำลายความเป็นจริงในตัวเราได้

แต่ถ้าเรามอง self-worth แบบ conditional หรือแบบมีข้อแม้ ชีวิตเราจะเหนื่อยและหนัก

เพราะเราจะกังวลกับปัจจัยภายนอก เราจะคาดหวังให้คนพูดถึงเราในแง่ดี เราจะมุ่งมั่นทำงานไม่ใช่เพื่อตัวงานแต่เพื่อเป็นมาตรวัดว่าเรานั้นมีคุณค่า เราจะเรียกร้องจากคนรักมากจนเกินพอดี เพราะหากเขาไม่แสดงออกนั่นแสดงว่าเราไม่มีค่า และหากเราโดนใครตำหนิหรือวิจารณ์เราจะเป็นเดือดเป็นร้อนที่พวกเขามา “ทำลาย” ภาพพจน์ที่เราบรรจงสร้างเอาไว้

ผมคิดว่าพวกเราส่วนใหญ่มองคุณค่าของตัวเองโดยมีส่วนผสมของ inherent และ conditional

จะโอนเอียงไปข้างไหนก็แล้วแต่จริตและวิถีชีวิตที่เราเติบโตมาครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

6 สิ่งที่ต้องปรับสำหรับการ WFH (ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป)

Gwen Moran เป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ด้าน Leadership ให้กับนิตยสารชั้นนำอย่าง Fast Company

เธอทำงานที่บ้านมานานแล้ว แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนในด้านเศรษฐกิจทำให้คุณ Moran รู้สึกไม่มั่นคง เธอจึงรับงานเยอะกว่าเดิมเพื่อจะได้มีเงินเก็บมากขึ้น

แต่ผลของการทำงานอยู่กับโต๊ะนานเกินไป ทำให้วันหนึ่งเธอมีอาการหายใจลำบากและต้องเข้าไอซียูเพราะโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (pulmonary embolism – มักเกิดกับผู้ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานานเช่นผู้ป่วยติดเตียง)

แม้ว่าจะรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่หมอก็เตือนว่าถ้าเธอไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ครราวหน้าเธออาจจะไม่ได้โชคดีอย่างนี้

Moran จึงขอแนะนำ 6 เรื่องที่เราควรทำเพื่อให้ยังมีสุขภาพที่ดีช่วงที่เรา WFH ครับ

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยให้เราลดการบริโภคน้ำตาลและโซเดียม ช่วยให้สมองของเราทำงานได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวอีกด้วย

แต่เราไม่จำเป็นต้อง “ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว” อย่างที่เราได้ยินได้ฟังกันมา เพราะปริมาณน้ำที่จำเป็นนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราทำกิจกรรมอะไรและกินอาหารประเภทไหนบ้าง (ผลไม้อย่างแตงโมหรือสตรอเบอรี่นั้นมีส่วนประกอบเป็นน้ำถึง 90%)

สิ่งที่ควรทำคือหาน้ำไว้ใกล้ๆ มือ และจิบน้ำเมื่อรู้สึกว่าปากเริ่มแห้ง

2. พักเบรค

บริษัทด้านสุขอนามัยในที่ทำงานอย่าง Tork เคยทำการสำรวจและพบว่า 91% ของคนทำงานในสหรัฐทำงานหนักขึ้นในช่วง WFH และ 40% ไม่ได้พักเบรคตอนเที่ยง แถมมีถึง 1 ใน 5 ที่รู้สึกว่าจะโดนคนอื่นมองไม่ดีถ้าตัวเองไม่ได้อยู่ที่โต๊ะตลอดเวลา

แต่การพักเบรคนั้นช่วยเพิ่ม productivity ให้เราได้ ถ้ารู้สึกว่าเราใช้เวลาติดอยู่กับโต๊ะมากเกินไป เราควรบล็อคเวลาพักไว้ทุกๆ 60 หรือ 90 นาที

3. เคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น

การออกกำลังกายคือยาวิเศษทั้งในเชิงป้องกันและการรักษา เราจึงควรให้เวลากับการออกกำลังกายวันละ 30 ถึง 60 นาที

สิ่งที่ควรระวังคืออย่าออกกำลังกายโดยใช้ร่างกายเพียงส่วนเดียวทุกวัน เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ เราควรออกกำลังกายหลากหลายประเภทสลับกันไป เช่นวันนี้ทำ bodyweight training ส่วนพรุ่งนี้ก็ไปจ็อกกิ้ง และวันถัดมาก็เล่นโยคะเป็นต้น

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือเราควรจะเปลี่ยนท่านั่งทุก 30 นาที เพราะการนั่งนานเกินไปจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกและเพิ่มโอกาสการเป็นภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (Deep Vein Thrombosis: DVT) และระหว่างที่เปลี่ยนอิริยาบถก็ควรใช้โอกาสนี้ยืดเส้นด้วย

สำหรับคนที่พอมีสตางค์และมีพื้นที่ในบ้าน อาจจะหา standing desk หรือโต๊ะที่ใช้ยืนทำงานมาติดตั้งเอาไว้ แต่ถ้าใครปัจจัยไม่เอื้ออำนวย ก็หาโอกาสที่จะยื่นคุยโทรศัพท์หรือยืนคุยตอนประชุมก็ยังดี

4. หาความสงบให้จิตใจ (finding calm)

จากการสำรวจของ Gallup ในปี 2021 พบว่าคนทำงานในสหรัฐถึง 45% บอกว่าสถานการณ์ช่วงนี้มีผลกระทบต่อชีวิต “เป็นอย่างมาก” และ 57% บอกว่าประสบภาวะเครียดทุกวัน

ดังนั้นเราจึงควรมี “ท่าลดความเครียด” ติดตัวเอาไว้ เช่นสูดลมหายใจลึกๆ โทรหาเพื่อน หางานอดิเรกทำ หรือหาสิ่งที่ทำแล้วได้เป็นตัวของตัวเอง

การตกอยู่ใต้ภาวะเครียดนานๆ คือทางด่วนสำหรับการ burnout ดังนั้นเราจึงต้องสังเกตร่างกายของเราให้ดี เช่นถ้ารู้สึกตึงๆ ที่หัวไหล่ หรือหัวใจเต้นแรงขึ้น เราควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อผ่อนคลาย

5. ขีดเส้นเวลางานและเวลาส่วนตัว

ช่วง WFH จำนวนชั่วโมงการทำงานของหลายคนสูงขึ้นมาก บางทีค่ำแล้วเราก็ยังกลับมานั่งที่โต๊ะเพื่อเตรียมงานสำหรับโปรเจ็คถัดไป

เราจึงควรเซ็ตเวลาว่าจะเริ่มงานและเลิกงานเมื่อไหร่ แล้วหาทางที่จะใช้เวลาให้สอดคล้องกับตารางนั้น

วิธีหนึ่งที่อาจจะช่วยได้ คือการ “กลับบ้านเทียม” (fake commute) ตอนหมดวัน ด้วยการเปลี่ยนชุดและออกไปเดินเล่นหรือทำอะไรก็ได้ที่เราชอบ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณกับตัวเองว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาทำงานแล้วนะ

6. ใส่ใจเรื่องการตรวจสุขภาพ

สมาคมการแพทย์อเมริกันพบว่า ช่วง WFH ที่ผ่านมา มีคนถึง 40% ที่ “โดด” การตรวจสุขภาพ

หากเราไม่ได้ตรวจสุขภาพมานานเกินหนึ่งปี ก็ควรหันมาสนใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น เผื่อเจออะไรที่ผิดปกติจะได้รักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

เราไม่จำเป็นต้องพยายามปรับเปลี่ยนทั้ง 6 ข้อโดยทันที เพราะถ้าเราพยายามเปลี่ยนอะไรมากเกินไปเราก็อาจจะล้มเหลวอยู่ดี แค่เลือกขึ้นมาทำสัก 1 หรือ 2 ข้อจนกลายเป็นนิสัยแล้วค่อยทำข้ออื่นๆ ต่อน่าจะได้ผลมากกว่า

เราน่าจะยังต้อง WFH หรือ Hybrid Work ไปอีกนาน – เผลอๆ จะตลอดไปด้วย

เราจึงควรจะมีอุปนิสัยที่เหมาะสม เพื่อจะได้ WFH ได้อย่างยั่งยืนครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Fast Company: After a health scare, here’s how I’m changing up my remote work habits by Gwen Moran

นิทานวัยเกรียนกับหมาป่า

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เด็กวัยแสบคนหนึ่งถูกคนเลี้ยงสัตว์ทิ้งไว้บนหลังคาโรงเลี้ยงแกะเพื่อจะได้ปลอดภัยจากภยันตราย

เมื่อเด็กกวาดตามองสิ่งต่างๆ ด้านล่างก็เจอหมาป่า เขาจึงเริ่มเยาะเย้ยถากถาง ทำหน้าล้อเลียน

“ข้าได้ยินเจ้านะ แต่ข้าไม่โกรธเจ้าหรอก” หมาป่าเอ่ย “เพราะตราบใดที่เจ้ายังอยู่บนนั้น สิ่งที่พูดกับข้าคือหลังคา หาใช่ตัวเจ้าเลยสักนิด”


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานสอนใจ ลูกแพะกับหมาป่า

องค์กรยุคนี้ควรมีผู้นำ On-Demand

ศัพท์คำหนึ่งที่เราเห็นบ่อยขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาคือคำว่า on-demand

On-demand printing คือธุรกิจที่รับผลิตสิ่งของตามจำนวนที่เราสั่งในเวลาอันรวดเร็วและในจำนวนที่พอดีกับความต้องการ ต้นทุนจึงไม่จม และเราไม่ต้องแบกสต๊อคเยอะ

On-demand transportation คือบริการเรียกรถเพื่อไปส่งเราให้ถึงที่หมาย

ส่วน On-demand delivery ก็อย่างเช่น food delivery ที่รับสั่งอาหารและส่งให้ถึงบ้าน

คำว่า on-demand คืออะไรที่ทันใจ ตอบโจทย์ และไม่ได้มีภาระผูกมัด

องค์กรยุคใหม่ก็ควรมี on-demand leadership เช่นกัน

องค์กรยุคเดิม จะมีลำดับขั้นและขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน ซึ่งโครงสร้างแบบนี้มีมาเป็นร้อยปีแล้ว

แต่ในยุค New Normal ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไว มีโจทย์ใหม่ๆ ให้แก้ โดยที่เราไม่แน่ใจว่าโจทย์นี้ใครควรเป็นคนดูแล จนเกิดเป็น grey area และอาจกลายเป็นปัญหาคาราคาซัง

On-demand leadership จะเข้ามาเติมคำในช่องว่างได้

คนที่เป็น on-demand leader จะมองเห็นว่างานนี้ยังไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ ดังนั้นจึงอาสาขึ้นมาเป็น project manager/project coordinator โดยที่ไม่มีใครแต่งตั้ง

เขาแต่งตั้งตัวเองเพราะสถานการณ์มันจำเป็น และเพราะทนไม่ได้ที่เห็นปัญหาอยู่ตรงหน้าโดยไม่มีใครทำอะไร

On-demand leader ก็เลยสวมบทบาทเป็น owner ของปัญหานี้ นัดคุยกับคนที่เกี่ยวข้อง สรุป actions ที่ชัดเจน และสร้างความคืบหน้าให้กับการหาทางออก

เมื่อถึงจุดที่การแก้ปัญหาเริ่มมีโมเมนตัม หรือผู้บริหารได้มอบหมายให้มีคนดูแลอย่างเป็นทางการ on-demand leader ก็จะลดบทบาทตัวเองลงมาเป็นทีมงานธรรมดาคนหนึ่งเหมือนเดิม

ผู้นำสมัยเก่า ต้องรอการแต่งตั้งจากเบื้องบน และแม้เมื่อผ่านพ้นก็ยังปล่อยวางบทบาทตัวเองไม่ได้

ผู้นำสมัยใหม่ ไม่ต้องรอให้ใครแต่งตั้ง และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายก็พร้อมจะเดินลงจากเวที

On-demand leadership จึงเป็นอะไรที่ทันใจ ตอบโจทย์ และไม่ได้มีภาระผูกมัด

ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยโจทย์ใหม่อันท้าทายและปัญหาที่ไม่มีใครเคยพบเจอ หากองค์กรใดมีพนักงานที่พร้อมจะเป็น on-demand leader ในจำนวนที่มากเพียงพอ ก็ย่อมจะฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ดีกว่าองค์กรอื่นๆ ครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

สิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะทำให้ลูกได้

ตอนที่ฉันยังเด็ก โรงเรียนจะคืนสมุดพกมาให้เราทุก 6 สัปดาห์

พวกเราทั้งสี่คนจะเอาสมุดพกไปให้แม่ เพราะพ่อนั้นออกไปรีดนมวัวอยู่

สมุดพกของพี่น้องของฉันทั้งสามคนนั้นดูดีมาก มีแต่เกรด A เต็มไปหมด นานๆ จะมี B โผล่มาสักที แต่มีพี่สาวคนนึงที่ได้ A ทุกวิชาตลอดช่วงชีวิตการเป็นนักเรียน

สมัยนั้นพวกเราจะได้รายงานความประพฤติด้วย ซึ่งพี่น้องของฉันก็ได้รับแต่คำชมเต็มไปหมด

ส่วนสมุดพกของฉันนั้น แค่มี C ติดมาบ้างก็โชคดีมากแล้ว ส่วนเรื่องคะแนนความประพฤติยิ่งไม่ต้องพูดถึง

คุณคงสงสัยว่าพ่อแม่ฉันมีปฏิกิริยายังไง คำตอบก็คือท่านไม่พูดอะไรเลย ไม่มีการเปรียบเทียบอะไรทั้งสิ้น ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นแกะดำเลย พอโตมาถึงได้เข้าใจว่าฉันโชคดีแค่ไหน

เกมมาพลิกตอนฉันขึ้นป.6 เพราะอยู่ๆ ฉันก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่คุณครูสอนขึ้นมา แม้เกรดในสมุดพกของฉันจะไม่ได้เริดหรูเท่าของคนอื่น แต่ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ฉันยังจำเหตุการณ์นั้นได้ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ แม่เปิดดูสมุดพกทีละเล่ม แล้วแม่ก็ไม่พูดอะไรเช่นเดิม แต่พอแม่เปิดสมุดพกของฉัน ฉันเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ตรงมุมปาก แต่แม่ก็ไม่พูดอะไรเลยเหมือนกัน ตอนที่พ่อกลับมาถึงบ้าน พ่อก็ทำสิ่งเดียวกับแม่ คือเปิดดูสมุดพกต่างๆ โดยไม่พูดอะไร แต่พอถึงสมุดพกของฉันพ่อก็ยิ้มน้อยๆ เช่นกัน

สิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะทำให้ลูกได้ คือการไม่ตัดสินลูกจากผลการเรียน


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Kathy Pennell’s answer to What was the most life-changing realization of your childhood?