เรื่องบางเรื่องก็ต้องให้คนอื่นพูด

20200823c

ในการสื่อสารนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง

คนส่งสาร คนรับสาร ตัวสาร และเครื่องมือสื่อสาร

ถ้าสิ่งที่เราอยากสื่อนั้นไปไม่ถึงคนรับสาร ก็ต้องลองปรับสารที่เราจะส่งหรือปรับเครื่องมือที่เราใช้ (เช่นเปลี่ยนจากการส่งไลน์เป็นการโทรหา)

แต่ถ้าปรับสารก็แล้ว เปลี่ยนเครื่องมือก็แล้ว คนรับสารก็ยังไม่คิดจะรับอยู่ดี ก็ยังเหลืออีกทางเลือกหนึ่งคือเปลี่ยนคนส่งสาร ซึ่งบ่อยครั้งก็คือตัวเรานั่นเอง

เรื่องบางเรื่องแม่พูดกับพ่อมาเป็นแรมปีแต่พ่อไม่ฟัง พอลูกสาวพูดหนเดียวพ่อฟังเฉยเลย

หรือเรื่องบางอย่างคนในครอบครัวเตือนมาตั้งนานก็ยังดื้อรั้น พอคนนอกมาพูดกลับเชื่อซะอย่างนั้น

เหตุผลที่เขาไม่ฟังเราเพราะการสื่อสารมันไม่เคยเป็นเรื่องการสื่อสารเพียวๆ แต่มันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ด้วย

คนที่รู้จักกันมานานย่อมมี history ต่อกันมากพอดู สิ่งที่เราพูดออกไปจึงมีตัวตนและร่องรอยในอดีตปะปนอยู่ด้วยเสมอ และร่องรอยเหล่านี้นั่นแหละที่เป็นอุปสรรค และทำให้การสื่อสารบิดเบี้ยวจนกลายเป็นการเอาชนะกันด้วยซ้ำ

ถ้าเราเคยคุยหลายทีแล้วไม่เป็นผล ลองเปลี่ยนคนคุยก็อาจจะปิดการขายได้ง่ายดายกว่าที่คิดนะครับ

มนุษย์เทฟลอน

20200823

ใครที่อายุเกิน 30 ปี และเคยช่วยแม่ล้างจาน น่าจะจำได้ว่าการล้างกระทะหรือหม้อนั้นเป็นงานหนัก เพราะเศษอาหารเกาะติดแน่น เราขัดจนเมื่อยแขนแล้วก็ยังไม่ออก โชคดีที่ระยะหลังมีฝอยขัดหม้อเป็นเครื่องทุ่นแรง

แต่ในระยะสิบกว่าปีที่ผ่านมา กระทะหรือหม้อ Teflon เริ่มเป็นที่แพร่หลาย ทำให้คุณภาพชีวิตเด็กล้างจานดีขึ้น

เทฟลอนเป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่มีผิวลื่น ไม่เกาะติด ไม่เปียกน้ำ ทนทานต่อความร้อน พวกเศษอาหารต่างๆ ที่ผ่านการทอดการต้มจนติดก้นภาชนะจึงล้างออกได้ง่ายกว่าเดิมมาก

ผมคิดว่าคงจะดีถ้าเราสามารถทำจิตใจของเราให้เหมือนเทฟลอนได้

เมื่อใจเราทนต่อความร้อน และมีความละเอียดเพียงพอ เราจะไม่ยึดติดกับความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ใครมาบ่นปัญหาอะไรเราก็ฟัง แต่ไม่เก็บไปเครียด

ใครทำอะไรไม่ถูกเราก็รับรู้และตักเตือน แต่ไม่ย้อนกลับไปคิดถึงมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อเจ็บป่วยเราก็รักษาไปตามอาการ แต่ไม่ปล่อยให้อาการป่วยทางกายทำให้ใจเราป่วยไปด้วย

ความทุกข์จะมาเกาะแค่เบาๆ แล้วก็จะหลุดจากใจเราไปอย่างง่ายดาย

และถ้าเทฟลอนของเราคุณภาพดีขึ้นไปอีก แม้กระทั่งความสุขก็จะเกาะใจเราไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นความสุขจากชื่อเสียง เงินทอง หรือตำแหน่งแห่งหน เราก็จะเห็นคุณค่าและใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ไม่ได้หวงแหนหรือแสวงหาเพื่อให้ได้มามากกว่าเดิม

เพราะไม่ว่าจะเรื่องดีหรือร้ายก็เป็นเรื่องชั่วคราวทั้งนั้น

เพราะไม่ว่าจะเรื่องดีหรือร้าย ถ้ายึดติดก็ทุกข์ได้ทั้งนั้น

มาฝึกฝนตัวเองให้เป็นมนุษย์เทฟลอนกันนะครับ

20 เรื่องที่อยากบอกหลังเขียนบล็อกครบ 2,000 ตอน

20200822

หลังจากตั้งใจเขียนบล็อกวันละตอนมาได้ห้าปีกว่า เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2563 บล็อก Anontawong’s Musings มีบทความครบ 2,000 บทความแล้ว

ผมเคยเขียนบทความ “สิ่งที่อยากบอกหลังเขียนบล็อกครบ 1,000 ตอน” เอาไว้ มารอบนี้เลยอยากจะฉลองเล็กๆ ด้วยการพูดถึงอีก 20 เรื่องที่จะไม่ซ้ำกับตอนแรกนะครับ

1. Keystone Habit

ในหนังสือ The Power of Habit ผู้เขียนบอกว่า Keystone Habit คืออุปนิสัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตเข้าที่เข้าทางและทำให้อุปนิสัยที่ดีอื่นๆ ตามมาด้วย เช่นคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะเป็นคนที่เข้านอนเร็ว ทานอาหารที่มีประโยชน์ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับผม การเขียนบล็อกก็ keystone habit เช่นกัน เพราะมันบังคับให้ผมต้องตื่นเช้า เพื่อจะได้เขียนบล็อกได้โดยไม่กระทบเวลางานและเวลาอยู่กับครอบครัว ทำให้ผมอ่านหนังสือ ทำให้ผมสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น การเขียนบล็อกทุกเช้าจึงกลายเป็น ritual ที่ผมคุ้นเคยและติดใจไปเรียบร้อย

2. อ่านหนังสือให้ใส่ B

เมื่อรู้ตัวว่าต้องเขียนทุกวัน สิ่งหนึ่งที่จำเป็นไม่น้อยกว่าการอ่านหนังสือคือการทำให้เนื้อหาที่อ่านเจอนั้นกลับมาตามหาได้ง่าย

เวลาอ่านหนังสือผมจะมีวิธีการไฮไลท์อยู่หลายแบบ อ่านได้ในบทความ วิธีไฮไลท์หนังสือทั้งเล่มด้วยดินสอแท่งเดียว

สิ่งหนึ่งที่เพิ่มมาจากบทความนี้ ก็คือการใส่ตัวอักษร “A” หรือ “B” กำกับเอาไว้ด้วย

A คือ Action
B คือ Blog

แล้วผมก็จะใช้หน้าแรกของหนังสือซึ่งมักจะมีพื้นที่ว่างทำเป็น Index เอาไว้ เช่น

B 123, 145, 201

แสดงว่าเนื้อหาในหน้า 123, 145, และ 201 นั้นสามารถเอาไปเขียนเป็นบล็อกได้ วันไหนคิดอะไรไม่ออก ก็หยิบหนังสือที่เคยอ่านขึ้นมา เปิดไปหน้า index ที่เราทำเอาไว้ แล้วก็พลิกดูหน้าเหล่านั้น ก็มักจะได้หัวข้อที่เหมาะสมสำหรับการเขียนบล็อกครับ

3. บทความดีๆ จะมาเป็นระลอก

การเขียนบล็อกก็เหมือนการเล่นกระดานโต้คลื่น บางทีทะเลก็ไร้คลื่นหรือมีแต่คลื่นลูกเล็กๆ บทความที่เขียนก็จะไม่ได้หวือหวาทั้งในแง่เนื้อหาหรือเสียงตอบรับ แต่บางคราวก็จะมีคลื่นลูกใหญ่ๆ มาติดกัน บทความที่เขียนในช่วง 4-5 วันนั้นก็จะได้รับการตอบรับดีเป็นพิเศษ เป็นช่วง “มือขึ้น” ของบล็อกเกอร์ก็ว่าได้ จากนั้นก็จะกลับมาเจอวันที่ตันๆ เขียนอะไรไม่ค่อยออกอีกครั้ง เป็นวัฏจักรที่เราต้องทำความรู้จักและยอมรับ

4. การสะกดคำให้ถูกสำคัญมาก

คุณวิศรุต สินพงศพร เจ้าของเพจวิเคราะห์บอลจริงจังเคยมาพูด Wongnai WeShare ว่าคนอ่านเวลาจะแชร์บทความอะไรเขาก็อยากจะดูดี ถ้าบทความนั้นเขียนแล้วสะกดผิดเยอะคนอ่านก็จะไม่ค่อยอยากแชร์เพราะมันดูไม่ดี

ผมเองก็ต้องยอมรับว่ายังไม่ค่อยเป๊ะนัก แต่ก็ระวังมากขึ้นเยอะหลังจากได้ฟังคุณวิศรุตในวันนั้น

5. ถ้าคิดไม่ออกให้ออกไปวิ่ง

การวิ่งก็คือการทำสมาธิอย่างหนึ่ง เป็นเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองคล้ายๆ กับตอนอาบน้ำแต่กินระยะเวลายาวนานกว่า วิ่งไปก็รู้ตัวไป สักพักก็จะใจลอยคิดนู่นคิดนี่จนไปเจอหัวข้อที่น่าสนใจและกลายเป็นบทความดีๆ ในเวลาต่อมา

สำคัญคือต้องวิ่งที่ความเร็วและระยะทางที่กำลังพอดี ถ้าวิ่งเร็วเกินไปจะเหนื่อยจนคิดไม่ออก ถ้าวิ่งไกลเกินไปกว่าจะวิ่งเสร็จก็จะลืมไปแล้วว่าคิดอะไรได้ระหว่างที่วิ่ง

6. ขอแค่หนึ่งตอนล่วงหน้า

ผมเคยตั้งเป้าหมายว่าต้องมีบทความในสต๊อคไว้ซัก 15 ตอน แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังทำไม่ได้ เคยได้มากที่สุดก็แค่ 7 ตอนเท่านั้น แต่ผมได้เรียนรู้แล้วว่า ขอแค่มีหนึ่งตอนล่วงหน้าก็เพียงพอแล้ว เพราะมันจะทำให้เราไม่เครียด และทำให้เรามีเวลาเพียงพอที่จะเขียนบทความของวันมะรืนนี้ได้โดยไม่ต้องคาดคั้นตัวเองเกินไป

7. วาง KPI ลง

เขียนมาเกือบ 6 ปี ยอดคนตามยังไม่ถึงสามหมื่นคน แต่การโตช้าๆ ก็มีข้อดีตรงที่คนที่ไลค์เพจเรานั้นค่อนข้างเป็นกลุ่ม niche ที่ติดตามกันอย่างเหนียวแน่น ไม่ค่อยมีนักเลงคีย์บอร์ด เป็นความผูกพันที่สบายใจและไม่กดดัน

8. วิธีรับมือกับคนที่มาคอมเมนท์แรงๆ

คนที่ทำเพจย่อมต้องเจอคนที่มาเขียนข้อความในเชิงไม่เห็นด้วย บางทีก็ตำหนิติเตียน บางทีก็กวนประสาท แน่นอนว่าเราอ่านแล้วก็อยากจะชี้แจงหรือตอบโต้ แต่พอตระหนักว่าพรุ่งนี้เราก็จะเขียนตอนใหม่แล้ว ผมเลยคิดได้ว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปปกป้องตนเอง เขาผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เรานี่แหละที่ต้องอยู่ตรงนี้และผลิตงานต่อไปเรื่อยๆ

9. Writer

คือชื่อเครื่องมือที่ผมใช้เขียนบทความทั้ง 2,000 ตอน และใช้จดโน๊ตอื่นๆ อีกมากมาย ข้อดีคือมันหน้าตาโบราณ พื้นสีดำ อักษรสีเขียว ไม่มีอย่างอื่นที่เป็น distraction และผูกกับ Gmail ของเราดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวหาย ใครสนใจลองเข้าไปดูได้ที่ writer.bighugelabs.com

10. สรุปหนังสือแบบยาวๆ แล้วเราจะได้ประโยชน์ที่สุด

ผมสรุปหนังสือแบบแยกเป็นหลายตอนมาแล้ว 3 เล่มด้วยกัน

Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (20 ตอน)

Brave New Work by Aaron Dignan (15 ตอน)

The Black Swan by Nassim Nicolas Taleb (10 ตอน)

ส่วนอีกเล่มนึงสรุปเป็นแค่ตอนเดียวแต่ก็ยาวมากก็คือ วิธีการจัดบ้านแบบ KonMari จากหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up by Kondo Marie

เหตุผลที่เลือกสรุปหนังสือเหล่านี้เพราะผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนควรศึกษา อยากให้ได้อ่านกันเยอะๆ แต่คนที่จะได้ประโยชน์จากการสรุปหนังสือมากที่สุดก็คือตัวผมเอง เพราะทำให้ตัวเองเข้าใจเนื้อหาลึกซึ้งไปอีกขั้นนึงจนนำไปเปลี่ยนแปลงการทำงานและการใช้ชีวิตได้จริงๆ

11. เพจที่ไม่แชร์เรื่องของคนอื่น

ถ้าได้ติดตามเพจ Anontawong’s Musings กันมาสักพัก จะสังเกตว่าผมแทบไม่เคยแชร์โพสต์จากเพจอื่นเลยยกเว้นว่ามันจะมีความเชื่อมโยงกันโดยตรง เช่นเพจคิดด้วยภาพที่เอา Sapiens ไปแปลงเป็นการ์ตูนย่อยง่าย

เหตุผลที่ไม่ได้แชร์โพสต์คนอื่นมีอยู่ 2 ข้อ
– อยากให้ผู้อ่านมีประสบการณ์ที่คงเส้นคงวา คือรู้ว่าถ้าเข้ามาเพจนี้ก็จะได้อ่านแต่คอนเทนท์ของเพจนี้แน่ๆ
– ถ้าแชร์ของคนอื่น เราอาจจะย่อหย่อนเรื่องการเขียนบทความของตัวเอง

Content ดีๆ จากเพจอื่นผมจึงเก็บไว้แชร์แต่ใน profile ส่วนตัว

12. พอดคาสท์

มีหลายคนเชียร์ให้ผมทำพอดคาสท์ แต่ผมเป็นคนที่พูดไม่เก่งและไม่รู้ด้วยว่าจะพูดอะไร สิ่งเหล่านี้มันฝึกฝนได้ก็จริง แต่ผมยังรู้สึกว่าการเขียนมันได้รับการกลั่นกรองที่ดีกว่า กลับไป edit ได้ และที่สำคัญมัน search ได้ด้วย (พอดคาสท์ของไทยยังไม่มีบริการ transcript ให้เสิร์ชได้เหมือนพอดคาสท์เมืองนอก)

ด้วยงานที่ทำอยู่ ด้วยครอบครัวที่มี ผมยังไม่อยากใช้เวลากับ “งานราษฎร์” ไปมากกว่านี้ เพราะมันย่อมจะไปเบียดเบียนเวลาส่วนอื่นอย่างช่วยไม่ได้

13. Lindy Effect

ผมอ่านเจอคอนเซ็ปต์นี้ในหนังสือ The Black Swan ซึ่งกล่าวว่าอะไรที่อยู่มานานก็มีโอกาสจะอยู่ต่อไปอีกนานเพราะมันผ่านการพิสูจน์จากกาลเวลามาแล้ว ในขณะที่ของใหม่ๆ ที่หวือหวานั้นมีสิทธิ์มาเร็วไปเร็ว

บล็อกนั้นเกิดขึ้นมาก่อนจะมี social media ก่อนจะมี FB Live ก่อนจะมี TikTok ดังนั้นผมก็เลยมีความเชื่อว่า Blog เป็นสื่อที่ผ่านการทดสอบมาเป็นอย่างดีแล้ว และคงจะอยู่ต่อไปได้อีกยาวนาน นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ Anontawong’s Musings ไม่เคยทำ Facebook Live หรือ Podcast เลย

14. Blockdit

Blockdit เป็นแอปหน้าตาคล้ายๆ เฟซบุ๊ค แต่สร้างโดยทีมงานชาวไทยอย่างลงทุนแมน ผมเข้าใจว่าจุดมุ่งหมายของเขาคือการสร้างแพลตฟอร์มสำหรับคอนเทนท์ที่มีคุณภาพและสร้างสรรค์ ผมได้ลองปล่อยบทความลง Blockdit มาเกือบสองปีแล้ว ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ดี บางตอนเขียนแล้วได้เงินด้วย จะมาเล่าให้ฟังโดยละเอียดในโอกาสต่อไป แต่ตอนนี้ขอเชียร์ให้โหลดมาเล่นดูครับ

15. LINE Official Account

หลายคนอาจไม่รู้ว่าบล็อกนี้มี LINE Official Account ด้วย ถ้าเข้า LINE แล้วเสิร์ชหา @anontawongsmusings ก็จะเจอ แต่ก่อนผมปล่อยบทความทางช่องทางนี้ มีคนตามอยู่หกร้อยกว่าคน แต่พอเขาปรับจาก LINE@ เป็น LINE OA  เปลี่ยนโมเดลการเก็บเงินใหม่ ก็รู้สึกว่าค่าใช้จ่ายสูงเกินไป คือเดือนละ 1,500 บาท ซึ่งพอรวม Agency Fee และ VAT แล้วค่าใช้จ่ายจะตกปีละสองหมื่นกว่าบาท เลยหยุดไว้ก่อน แต่ก็ยังโพสต์ลง Timeline ทุกวันนะครับ เพียงแต่ต้องเสียเวลากดเข้าไปดูในหน้า Posts/Home เท่านั้นเอง

16. All Magazine

All Magazine คือนิตยสารแจกฟรีที่เต็มไปด้วยนักเขียนชั้นครูอย่างคุณวินทร์ เลียววาริณและอาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ หาได้ตาม 7-Eleven ทั่วกรุงเทพและในบางจังหวัด

ต้องขอบคุณทีมงานออลแม็กกาซีน ที่ให้ผมเขียนคอลัมน์ “มุมละไม” มาเกือบ 30 ตอนแล้ว คอลัมน์นี้จะฉายด้านสว่างของมนุษย์ ลองอ่านตัวอย่างได้ในตอน พ่อผู้ให้ชีวิตใหม่ ซึ่งเล่าเรื่องราวของโบรกเกอร์จากเมืองผู้ดีที่กลายมาเป็นผู้ช่วยให้เด็กชาวยิวเกือบ 700 ชีวิตรอดพ้นจากนาซีและเก็บงำเรื่องนี้เป็นความลับถึง 50 ปี

17. นิทานวันศุกร์

ผมกำลังมีความคิดว่าจะคัดสรรนิทานวันศุกร์มาทำเป็นเล่ม มีภาพประกอบสวยๆ อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ไม่แน่ใจว่าจะวางแผงหรือขายตรงดีเพราะคงจะไม่ได้ mass มาก (เกรงใจสำนักพิมพ์) ใครอยากอ่านหรือมีข้อเสนอแนะอย่างไรมาบอกกันได้นะครับ

18. เขียนหนังสือ

หนึ่งในความท้าทายต่อจากนี้คือการเขียนหนังสือเป็นเล่มๆ เพราะที่ผ่านมาหนังสือทั้งสองเล่มของผมล้วนเกิดจากการรวบรวมบทความในบล็อกมาจัดหมวดหมู่เท่านั้นเอง แต่การเขียนหนังสือจากศูนย์เลยนั้นเป็นเรื่องยากมาก ผมเคยพยายามลองทำมาแล้วแต่ยังไม่สำเร็จและมีเหตุให้ต้องพักไปเสียก่อน

19. เขียนบล็อกภาษาอังกฤษ

เป็นอีกหนึ่งโปรเจคที่ทำไปแล้วนิดหน่อย และคิดว่าน่าจะได้กลับมาทำอีกในเร็วๆ นี้ เนื้อหาอาจจะไม่ได้แปลจากภาษาไทยตรงๆ แต่ก็คงจะไม่ทิ้งกันนัก ถือเป็นการฝึกปรือภาษาอังกฤษ และหวังว่าจะได้นำเสนอเรื่องของการรู้เนื้อรู้ตัวให้กับฝรั่งที่อาจจะเก่งเรื่องคิดแต่ไม่เก่งเรื่องการเห็นความคิด

20. ขอบคุณกัลยาณมิตร

แม้จะเคยเขียนขอบคุณไปแล้วตอนครบ 1,000 ตอนแต่ก็อยากจะเขียนถึงอีกครั้ง เพราะกัลยาณมิตรนั้นสำคัญจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวที่เข้าใจและช่วยแชร์ คนทำสื่อต่างๆ ที่ผ่านมาเห็นบทความแล้วนำไปขยายผลต่อ รวมถึงคนอ่านผู้น่ารักที่คอยส่งกำลังใจมาให้อยู่เสมอ ถ้าไม่มีกัลยาณมิตรเหล่านี้ผมคงหยุดเขียนไปนานแล้ว

ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ สัญญาว่าจะเขียนต่อไปเรื่อยๆ ครบ 3,000 ตอนเมื่อไหร่จะมาอัพเดตให้ฟังอีกครั้งนะครับ 🙂

—–

อ่านบทความทั้ง 2,000 ตอนได้ที่ anontawong.com/archive

นิทานคนฝังทอง

20200821

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายผู้ตระหนี่ถี่เหนียวคนหนึ่งแอบเอาทองทั้งหมดของเขาไปฝังไว้ในสวนโดยไม่ให้ใครรู้

ทุกๆ วันเขาจะไปที่หลุมแห่งนั้น ขุดทองขึ้นมาเชยชมตรวจสอบว่าสมบัติของเขายังอยู่ครบถ้วน

จนมาวันหนึ่ง โจรมาเห็นเขากำลังกลบทองลงหลุม จึงซุ่มรอจนเขากลับไปแล้วและขุดทุกอย่างขึ้นมาแล้วหนีไป

เมื่อชายผู้ฝังทองกลับมาที่หลุมในวันต่อมาและพบว่าไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย เขาก็ร้องห่มร้องไห้แทบสิ้นสติ นั่งคุกเข่าทึ้งผมตัวเองอยู่อย่างนั้น

เพื่อนบ้านเดินผ่านมาเห็น จึงเอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“ทองของผม! ทองของผม! มีคนขโมยทองของผมไปหมดเลย!”

“ทองของคุณเหรอ? แล้วเอามาฝังไว้ในหลุมนี้ทำไม? ทำไมไม่เก็บไว้ที่บ้านจะได้เอาไปซื้อของได้สะดวก?”

“ซื้อของงั้นเหรอ?! จะบ้าหรือเปล่า ผมไม่มีทางแตะต้องทองเหล่านั้นเด็ดขาด ไม่เคยจะคิดเอามันไปใช้เลยด้วยซ้ำ”

เพื่อนบ้านจึงหยิบหินก้อนใหญ่โยนลงไปในหลุม

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ฝังหินก้อนนี้แทนก็ได้ มีค่าเท่ากันนั่นแหละ”

—–

ขอบคุณนิทานอีสป: The Miser

อาหารเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุดจริงหรือ?

20200819

เราได้ยินมาตลอดว่าอาหารเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะเราไม่ได้กินอะไรมาเป็นเวลาอย่างน้อย 10-12 ชั่วโมง ภาษาอังกฤษจึงเรียกอาหารเช้าว่า breakfast

fast แปลว่าการอดอาหาร

break แปลว่าหยุดพัก

breakfast ก็คือการ “หยุดการอดอาหาร” นั่นเอง

แต่ความเชื่อขอผมก็ถูกสั่นคลอนด้วยเหตุผล 3 ข้อ

1. Malcolm Gladwell กินมื้อเช้าน้อยมาก

Tim Ferriss เคยสัมภาษณ์ Malcolm Gladwell ผู้เขียนหนังสือโด่งดังอย่าง The Tipping Point, Outliers และ David & Goliath ว่า

“เมื่อเช้านี้คุณกินอะไร”

“ดื่มคาปูชิโน่แล้วก็ครัวซอง 1/3 ชิ้น”

“ครัวซองแค่ 1/3 ชิ้นเหรอ คุณหั่นแบ่งแล้วเก็บไว้กินสามวันหรือเพราะว่าครัวซองมันไม่อร่อย”

“เปล่าๆ ครัวซองอร่อย และผมก็ชอบครัวซองมากๆ ด้วย แต่ผมเชื่อว่าตอนเช้าคนเราควรกินให้น้อยที่สุด มันเป็นกฎข้อนึงของผม”

ผมฟังแล้วน่าสนใจ เพราะหนังสือที่แมลคอล์มเขียนนั้นมีรายละเอียดและผลงานวิจัยเยอะมาก แสดงว่าแมลคอล์มต้องไปอ่านเจออะไรมาถึงทำให้มีความคิดแบบนี้จนตั้งเป็นกฎในการใช้ชีวิตของตัวเอง

2. ในยุค Hunter-Gatherers เราไม่ได้กินกันอย่างนี้

การปฏิวัติเกษตรกรรมเกิดขึ้นเมื่อ 12,000 ปีที่แล้วนี้เอง แต่ก่อนที่คนจะเริ่มทำนาและเลี้ยงสัตว์ เผ่าพันธุ์ Homo Sapiens หาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผลเป็นเวลาหลายแสนปี เมื่อตื่นเช้ามาพวกเขาน่าจะต้องออกไปล่าสัตว์แข่งกับผู้ล่าตัวอื่นๆ กว่าจะล่าเสร็จ กว่าจะกลับเข้าเผ่าก็น่าจะสายๆ หรือบ่ายๆ แล้วด้วยซ้ำ ดังนั้นร่างกายมนุษย์ไม่น่าจะถูกวิวัฒนาการมาให้กินข้าวเช้าตั้งแต่แรก

3. มันอาจเกี่ยวพันกับการตลาดและบริโภคนิยม

ย้อนกลับไปเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม คนส่วนใหญ่ทำไร่ไถนา พวกเขาไม่ได้ใส่ใจมากว่ามื้อเช้าจะกินอะไร ส่วนใหญ่มักจะกินของเหลือจากเมื่อคืนแล้วรีบออกไปทำงาน

ความเชื่อที่ว่า “อาหารเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุด” นั้นเพิ่งเข้ามาในช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่คนเริ่มไปทำงานในโรงงาน ต้องนั่งอยู่กับที่ทั้งวัน กลัวว่าถ้ามื้อเช้ากินหนักๆ แล้วอาหารจะไม่ย่อย คนเคร่งศาสนาอย่าง James Caleb Jackson และ John Harvey Kellogg จึงผลิตอาหารอย่างซีเรียล (cereal) ที่ทำจากข้าวโพดและธัญพืชอื่นๆ เข้ามา ใส่วิตามินลงไป แล้วก็โฆษณาว่ากินมื้อเช้าอย่างนี้ทำให้ได้สารอาหารครบถ้วน

จากนั้นนักการตลาดในตำนานอย่าง Edward Bernays ซึ่งรับงานให้กับบริษัทผลิตเบคอนเจ้าใหญ่ ก็ให้คุณหมอคนหนึ่งลงชื่อยืนยันว่าเบคอนกับไข่เป็นอาหารที่ให้พลังงานได้ดี เหมาะกับการกินเป็นอาหารเช้า แล้ว Baynays ก็ส่งจดหมายไปให้หมอ 5,000 คนทั่วอเมริกาเซ็นรับรอง จากนั้นก็เอาไปลงหนังสือพิมพ์เป็นข่าวใหญ่โต ทำให้คนยิ่งเชื่อไปใหญ่ว่าอาหารมื้อเช้านั้นสำคัญจริงๆ

และผมก็อ่านเจอหลายคนที่อ้างว่างานวิจัยที่บอกว่าอาหารเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุดของวันนั้น หลายชิ้นก็เป็นงานวิจัยที่บริษัทซีเรียลหรืออาหารเช้าเหล่านี้เป็นคนให้ทุนวิจัยอยู่เบื้องหลัง ซึ่งผมยังไม่เจอหลักฐานแบบคาหนังคาเขา จึงดูเหมือนเป็นทฤษฎีสมคมคิดหน่อยๆ แต่ผมว่าก็เมคเซนส์และมีความเป็นไปได้สูงทีเดียว

แน่นอนว่าถ้าเราหาข้อมูลในเน็ตก็จะเจอหลักฐานที่สนับสนุนและคัดค้านความเชื่อเรื่องมื้อเช้าเป็นอาหารสำคัญที่สุดของวัน เถียงกันได้ไม่จบไม่สิ้น

พออายุมากขึ้น ผมเริ่มสังเกตตัวเองว่าถ้าเมื่อวานผมกินมื้อเย็นค่อนข้างหนัก ตอนเช้าผมจะไม่หิวเลย และบางทีก็ข้ามมื้อเช้าไปโดยที่ไม่ได้มีผลเสียอะไรตามมา

จึงหยิบเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เผื่อใครจะอยากเลือกกินอาหารเพราะว่าหิว มากกว่ากินเพราะมีคนบอกว่าต้องกินเท่านั้นเองครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

The Tim Ferriss Show Transcripts: Malcolm Gladwell (#168)

The Guardian: How lobbyists made breakfast ‘the most important meal of the day’ 

Day Two: Nutrition Myths and Facts Series – Part 1: Breakfast is the most important meal of the day