วิธีสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง

20200817c

คือลงมือทำ

รู้มั้ยครับว่าบางวันผมก็จนปัญญาว่าวันนี้จะเขียนบล็อกเรื่องอะไรดี

เปิดหนังสือก็แล้ว ออกไปวิ่งก็แล้ว นั่งเงียบๆ ก็แล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะหยิบอะไรขึ้นมาเขียน

ทางเลือกและทางรอดสุดท้ายของผมก็คือการเปิดคอมขึ้นมาแล้วพิมพ์อะไรก็ได้ลงไป

พิมพ์ไปเรื่อยๆ ให้ความคิดมันไหลออกมาเอง ให้นิ้วได้สัมผัสกับคีย์บอร์ด ให้หูได้ยินเสียงต๊อกแต๊ก

ถ้าเปรียบความคิดเป็นเหมือนน้ำที่ไหลมาตามท่อ การที่เราคิดอะไรไม่ออกบางทีก็เพราะว่ามีอะไรไปขวางทำให้ท่อมันตัน การลงมือทำเหมือนเป็นการไปงัดแงะสิ่งที่ทำให้ท่อตันนั้นหลุดออก แล้วความคิดก็ไหลอย่างพรั่งพรูได้อีกรอบ

If you work, inspiration will come.
If you wait, inspiration will too.
-James Clear

อย่ารอแรงบันดาลใจก่อนจะลงมือทำเพราะมันอาจจะไม่มา แค่ลงมือทำแล้วแรงบันดาลใจมันจะตามมาเองครับ

ความทุกข์ระยะสั้น

20200817

เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะเดินเข้าหาความสุขและหลีกเลี่ยงความทุกข์

แต่บางครั้งเราก็ต้องฝืนเรื่องธรรมดาเหล่านี้บ้าง โดยเฉพาะถ้ามันเป็นความสุขหรือความทุกข์ระยะสั้น

ความสุขระยะสั้นก็เช่นการกดเข้าไปดู notifications ในแอปต่างๆ การได้เปิดอีเมลใหม่ๆ การได้กินชานมไข่มุกยามบ่าย มันฟินได้แค่เดี๋ยวเดียว

ลึกลงไปกว่านั้น เราเสพติดความสุขระยะสั้นเหล่านี้เพราะเรากำลังวิ่งหนีความทุกข์ระยะสั้นอยู่

ความทุกข์ระยะสั้นหรือ short-term pain ก็เช่นเจอคนพูดจาไม่เข้าหู รอลิฟต์แล้วเบื่อ เห็นของน่ากินแล้วหิว เห็นของลดราคาแล้วอดใจไม่ได้ สิ่งเหล่านี้สร้างความไม่พอใจให้กับเราแค่แป๊บเดียว แต่เราก็รีบหนีความทุกข์เหล่านี้ด้วยการหยิบมือถือขึ้นมาระบาย

กับอีแค่ความทุกข์เล็กๆ เรายังไม่คิดจะสู้เลย แล้วเราจะมีแรงไปเผชิญความทุกข์ใหญ่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างไร

ลองหัดสบตาความทุกข์ระยะสั้น ค่อยๆ ดูว่ามันทำให้ใจเรารู้สึกอย่างไร ร่างกายเรารู้สึกอย่างไร แล้วดูซิว่าถ้าเราอยู่เฉยๆ แล้วมันจะอยู่กับเราไปได้นานแค่ไหน

เมื่อจัดการความทุกข์ระยะสั้นได้ เราก็จะมีภูมิคุ้มกันที่ดีและไม่ต้องว้าวุ่นให้เหนื่อยใจจนเกินเรื่องครับ

สำหรับคนที่ชอบเป็นตัวของตัวเอง

20200817b

ถ้าตัวเองคนนั้นมันไม่ค่อยได้เรื่อง ก็ไม่ต้องเป็นก็ได้นะ

คนที่ชอบพูดว่า “ฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้” แสดงว่าเขาไม่ได้โตขึ้น ไม่ได้มีพัฒนาการขึ้นเลย

หากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้วเกิดขึ้นอีกในวันนี้ เราไม่จำเป็นต้องตอบสนองเหมือนเมื่อ 5 ปีที่แล้วเพื่อให้ consistent กับตัวตนของเราในอดีตก็ได้

เพราะอันที่จริง “ความเป็นตัวเรา” นั้นเคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนได้ตลอด

ทุกเช้าที่ตื่นคือพรให้เราได้นิยามตัวตนใหม่ทีละเล็กทีละน้อย

อะไรที่รู้ว่าดีก็ค่อยๆ สั่งสม อะไรที่รู้ว่าไม่ดีก็ค่อยๆ โละทิ้งไป

เชื่อเถอะเรายังดีกว่านี้ได้อีกเยอะครับ

เสพติดความวุ่นวาย

20200816

เมื่อทุกอย่างอยู่ที่ปลายนิ้ว จึงเป็นการยากที่จะนั่งเฉยๆ

ต้องหาเพลงขึ้นมาฟัง ต้องหาอะไรขึ้นมาอ่าน ต้องหาเกมซักอย่างเล่น

คนที่ productive หน่อยก็อาจจะใช้ช่วงเวลานี้ทำงานจิปาถะหรืออ่านสิ่งที่เป็นประโยชน์

แต่ไม่ว่าจะ productive หรือ unproductive คนทั้งสองกลุ่มก็กำลังวิ่งหนีการนั่งอยู่เฉยๆ อยู่ดี

เมื่อเราเสพติดความวุ่นวาย เราจะเหลือเวลาให้สมองได้พักผ่อนน้อยลง และเราจะคิดอะไรที่ลึกซึ้งไม่ค่อยได้ เพราะจิตใจไม่มีความอดทนอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ

สำหรับคนปัจจุบัน อ่านหนังสือ 15 นาทีนั้นง่ายกว่าการนั่งดูใจตนเอง 15 นาทีนัก

และนี่คือปัญหาใหญ่

เพราะความทุกข์ที่เกิดขึ้นทั้งหลาย ไม่ได้เกิดจากความรู้เราไม่พอ แต่เกิดจากที่เรารู้จักตัวเองไม่พอต่างหาก

คนเราสลดใจได้แค่แป๊บเดียว

20200815

เวลาเราไปงานศพ หรือเยี่ยมคนป่วยหนักๆ หรือเห็นภาพอะไรที่มันสะเทือนจิตใจเรามากๆ เรามักจะ “คิดได้” ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญกับชีวิต จนเกิดเป็นปณิธานเล็กๆ ขึ้นในใจว่าเราจะไม่ใช้ชีวิตเหมือนที่ผ่านมา

แต่คิดได้ไม่ได้แปลว่าทำได้ พอเรากราบศพเดินออกจากศาลา ไปนั่งกินข้าวต้มกับเพื่อนก่อนกลับบ้าน วันถัดมากลับมาทำงานเจออะไรวุ่นๆ ตกเย็นนอนไถฟีดเห็นชีวิตดีๆ ของคนอื่นเขา ชีวิตของเราก็กลับเข้าหลูปเดิม

เพราะความเข้าใจคนเรามีสามระดับ

ระดับแรกคือสุตมยปัญญา คือความเข้าใจจากการฟังเขาเล่าว่า จำได้ ท่องได้

ระดับที่สองคือจินตามยปัญญา คือความเข้าใจที่เกิดจากการขบคิดวิเคราะห์มาเป็นอย่างดี

ระดับที่สามคือภาวนามยปัญญา คือความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เข้าใจเพราะประสบด้วยตนเอง

มีแต่ความเข้าใจระดับภาวนามยปัญญาเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้ เพราะมันมีอิมแพ็คถึงระดับจิตไร้สำนึก

ขอยกข้อความตอนหนึ่งในธรรมบรรยายวันที่ 3 ของอาจารย์โกเอ็นก้ามาไว้ตรงนี้

—–

นี่คือสิ่งที่ท่านจะได้ทําต่อไป ความสามารถเฉพาะที่จะพัฒนาให้มีขึ้นในตัวท่านนี้จะช่วยให้ท่านได้รู้ความจริง ไม่เพียงในระดับพื้นผิวของจิต คือในระดับเหตุผลเท่านั้น แต่จะรู้ความจริงในระดับที่ลึกลงไปภายในโครงสร้างของร่างกาย

ในระดับเชาวน์ปัญญานั้น ทุกคนสามารถเข้าใจได้ว่าโลกนี้เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องดับไป ซึ่งเราสามารถเข้าใจได้ในระดับเหตุผล แต่ความเข้าใจนี้ไม่อาจจะช่วยอะไรเราได้เลย

เมื่อมีเหตุการณ์ที่เจ็บปวดชอกช้ำแสนสาหัสเกิดขึ้นในชีวิต เช่นคนที่เราใกล้ชิดและรักมากได้ตายจากไป และศพถูกนําไปวางบนเชิงตะกอน แล้วเผาหรือถูกวางในหลุมฝังศพที่ป่าช้า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทําให้เราเกิดปัญญาขึ้นมาว่า ท้ายที่สุดแล้วนี่คือชีวิต ทุกๆ ชีวิตจะต้องจบลงแบบนี้ ทุกคนต้องตาย วันหนึ่งเราก็ต้องตาย และผู้คนจะนําร่างของเรามาเผาที่นี่ หรือมาฝังที่นี่ แล้วสมบัติที่สะสมไว้จะมีประโยชน์อันใด ความทะยานอยาก ความผูกพันยึดติด การดิ้นรนต่อสู้กับผู้คนทั้งหลาย นี่เรากําลังทําอะไรอยู่ ทําไปเพื่ออะไรกัน เราไม่สามารถจะเอาอะไรติดตัวไปได้เลย สิ่งที่ติดตัวมาก็จะต้องถูกเผาไปจนหมด หรือถูกนําไปฝังดินทั้งหมด ที่พยายามดิ้นรนต่อสู้มา ก็สุดสิ้นลงแค่นี้เท่านั้น เมื่อคิดทบทวนดูก็เหมือนกับว่าปัญญาที่ลึกซึ้งได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ที่ไหนได้ เพียงแค่ก้าวออกจากที่ฝังศพหรือที่เผาศพก็กลับเป็นเหมือนเช่นเดิม ฉัน ตัวฉัน ของฉัน วนเวียนอยู่แค่นี้

ทั้งนี้เพราะปัญญาลึกซึ้งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นปัญญาเพียงแค่ในระดับเหตุผล เรายังไม่ได้ประจักษ์กับมันในระดับที่ลึกลงไปภายในตัวของเราเอง ในส่วนลึกของจิตใจ จิตไร้สํานึกจึงยังคงเฝ้าแต่ปรุงแต่งอยู่เช่นเดิม ฉัน ของฉัน ฉันพอใจ ฉันไม่พอใจ ปัญญาในระดับนี้จึงยังช่วยอะไรเราไม่ได้ เราอาจเล่นเกมทางอารมณ์เท่าใดก็ได้จนตลอดชีวิต แต่จะไม่สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

ในการมาฟังธรรมบรรยาย ท่านอาจได้รับความพึงพอใจอย่างมากในระดับเหตุผล ท่านอาจคิดว่า บัดนี้ท่านเข้าใจแล้วว่าสัจธรรมคืออะไร บัดนี้ท่านเข้าใจแล้วว่าถ้าท่านเกิดความโลภขึ้นเมื่อใด ท่านจะเป็นทุกข์ ถ้าท่านมีความยึดติด ท่านก็จะเป็นทุกข์ ถ้าท่านสร้างความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ขึ้นมา ท่านก็จะเป็นทุกข์ ท่านจะต้องเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ ท่านเข้าใจในสัจธรรมแล้ว ท่านเข้าใจธรรมะแล้ว ท่านเข้าใจกฎธรรมชาติแล้ว ดูแล้วเหมือนกับว่าได้เกิดปัญญาขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ แต่พอออกจากห้องบรรยายธรรมเท่านั้นแหละ

“รองเท้าของฉันหายไปไหน ใครมาเอารองเท้าของฉันไป ฉันเพิ่งจะซื้อมาใหม่ๆ เมื่อเช้านี้เอง!”

ความยึดมั่นถือมั่นแบบเดิมๆ เกิดขึ้น ของฉัน ของฉัน ของฉัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย มันเป็นแค่เกมการละเล่นในระดับเหตุผลเท่านั้น และช่วยอะไรเราไม่ได้เลย จนกว่าจิตไร้สํานึกที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดจะถูกแก้ไขให้ถูกต้อง เราจึงจะหลุดพ้นได้ นี่คือการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ เราจะต้องเจาะให้ลึกลงไปจนถึงระดับที่ลึกที่สุดของจิต ที่ซึ่งสามารถรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้ตลอดเวลา และอบรมจิตส่วนนี้ให้เลิกทําปฏิกิริยาปรุงแต่งตอบสนองต่อเวทนาหรือความรู้สึกทางกายเสีย

—–

อันตรายเกิดจากความเข้าใจว่าเราเข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ทั้งที่สุดท้ายแล้วเราทำได้แค่เพียงเล่นเกมส์ทางเชาวน์ปัญญาเท่านั้น มันไม่ได้ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

วันนี้วันเสาร์ อากาศดีและมีเวลา ลองจัดสรรให้เราได้อยู่กับตัวเองเงียบๆ บ้างก็น่าจะดีนะครับ