สิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะทำให้ลูกได้

ตอนที่ฉันยังเด็ก โรงเรียนจะคืนสมุดพกมาให้เราทุก 6 สัปดาห์

พวกเราทั้งสี่คนจะเอาสมุดพกไปให้แม่ เพราะพ่อนั้นออกไปรีดนมวัวอยู่

สมุดพกของพี่น้องของฉันทั้งสามคนนั้นดูดีมาก มีแต่เกรด A เต็มไปหมด นานๆ จะมี B โผล่มาสักที แต่มีพี่สาวคนนึงที่ได้ A ทุกวิชาตลอดช่วงชีวิตการเป็นนักเรียน

สมัยนั้นพวกเราจะได้รายงานความประพฤติด้วย ซึ่งพี่น้องของฉันก็ได้รับแต่คำชมเต็มไปหมด

ส่วนสมุดพกของฉันนั้น แค่มี C ติดมาบ้างก็โชคดีมากแล้ว ส่วนเรื่องคะแนนความประพฤติยิ่งไม่ต้องพูดถึง

คุณคงสงสัยว่าพ่อแม่ฉันมีปฏิกิริยายังไง คำตอบก็คือท่านไม่พูดอะไรเลย ไม่มีการเปรียบเทียบอะไรทั้งสิ้น ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นแกะดำเลย พอโตมาถึงได้เข้าใจว่าฉันโชคดีแค่ไหน

เกมมาพลิกตอนฉันขึ้นป.6 เพราะอยู่ๆ ฉันก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่คุณครูสอนขึ้นมา แม้เกรดในสมุดพกของฉันจะไม่ได้เริดหรูเท่าของคนอื่น แต่ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ฉันยังจำเหตุการณ์นั้นได้ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ แม่เปิดดูสมุดพกทีละเล่ม แล้วแม่ก็ไม่พูดอะไรเช่นเดิม แต่พอแม่เปิดสมุดพกของฉัน ฉันเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ตรงมุมปาก แต่แม่ก็ไม่พูดอะไรเลยเหมือนกัน ตอนที่พ่อกลับมาถึงบ้าน พ่อก็ทำสิ่งเดียวกับแม่ คือเปิดดูสมุดพกต่างๆ โดยไม่พูดอะไร แต่พอถึงสมุดพกของฉันพ่อก็ยิ้มน้อยๆ เช่นกัน

สิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะทำให้ลูกได้ คือการไม่ตัดสินลูกจากผลการเรียน


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Kathy Pennell’s answer to What was the most life-changing realization of your childhood?

บริษัทหนึ่งมีผู้บริหารได้หลายคน เด็กคนหนึ่งมีพ่อได้คนเดียว

เมื่อวานนี้ช่วงเย็นระหว่างกำลังประชุม “ปรายฝน” ลูกสาววัย 6 ขวบขอให้ผมพาไป “ปิกนิก”

ปรายฝนรบเร้ามาหลายวันแล้ว เมื่อวานจังหวะดี หลังห้าโมงเย็นไม่มีประชุม ก็เลยรับปากว่าประชุมเสร็จแล้วจะพาไป

บ้านผมอยู่ติดกับสวนหย่อมของหมู่บ้าน เป็นสนามหญ้าที่มีต้นไม้และทางเดินล้อมรอบ ความหมายของการปิกนิกของปรายฝนก็คือการเอาเสื่อไปปู เอาขนมไปกิน และเอาน้ำเปล่าไปดื่ม

ห้าโมงกว่า ผมจัดของใส่ย่าม เดินจูงมือ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 4 ขวบข้ามถนนก็ถึงสวนหย่อม ส่วนปรายฝนวิ่งตามมา เราจัดแจงปูเสื่อ เอาเลย์กับกล่องแอปเปิ้ลออกมาตั้ง เอาแก้วน้ำของปรายฝนกับใกล้รุ่งออกมาวาง ทุกอย่างพร้อมสำหรับการปิกนิก

เราสามคนนั่งกินขนมไป ดูวิวสวนหย่อมไป ถ่ายรูปส่งไปให้ภรรยาที่วันนี้ต้องเข้าออฟฟิศ ลูกๆ ชวนคุยไม่หยุด ส่วนผมไม่ค่อยมีสมาธิเพราะหยิบมือถือขึ้นมาเช็ค Slack เวลาห้าโมงครึ่งนี่จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่ที่ออฟฟิศผมยังทำงานอยู่ จึงรู้สึกผิดนิดหน่อย

สักพักพี่เลี้ยงของ “ภูมิ” ลูกของน้องชายก็ปั่นจักรยานพาน้องภูมิมาที่สวนหย่อมโดยไม่ได้นัดหมาย ปรายฝนเฮลั่น จากเด็กสองคนกลายเป็นสาม เริ่มมีความเป็นแก๊งเกิดขึ้น

ฝนเพิ่งตกไปเมื่อช่วงบ่ายๆ บางจุดในสนามหญ้าเลยกลายเป็นแอ่งน้ำ เด็กๆ พากันเดินไปที่ตรงนั้น กล้าๆ กลัวๆ ว่าเท้าจะเลอะ แต่ผ่านไปได้แป๊บเดียวก็ลงไปเดินลุยในน้ำและกระโดดกันเหมือนเด็กๆ ในเรื่อง Peppa Pig – Everyone loves jumping in muddy puddles!

ผมถ่ายวีดีโอเด็กๆ ลง IG Story เก็บบันทึกไว้เป็นความทรงจำ เมื่อเด็กโตขึ้นและผมแก่ลงจะได้กลับมาดู

หกโมงกว่าๆ เมฆตั้งเค้ามา เด็กทุกคนตัวเปื้อนโคลนไปหมดแล้ว ต้องอาบน้ำก่อนถึงจะกินข้าวเย็นได้

ผมจัดแจงม้วนเสื่อ เก็บขนมและแก้วน้ำใส่ย่าม ส่งสัญญาณบอกเด็กๆ ว่ากลับบ้านกันเถอะ

ใกล้รุ่งดูเหมือนจะยังไม่ค่อยอยากกลับ เลยวิ่งวนในสนามหญ้าอีก 2-3 รอบ สีหน้าสนุกสนาน นี่น่าจะเป็นวันที่เขามีความสุขมากที่สุดอีกวันหนึ่ง

ความรู้สึกผิดที่มานั่งปิกนิกในเวลางานนั้นอันตรธานหายไป ยังไงเสียเดี๋ยวผมก็กลับไปนั่งทำงานต่อ ข้อความใน Slack นั้นรอได้ ความเป็นเด็กต่างหากที่รอไม่ได้ พอเขาสูงเกินอกเราเขาก็ไปอยู่กับเพื่อนแล้ว

วินาทีที่เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของใกล้รุ่งวิ่งวนอยู่ในสวนหย่อม ผมก็คิดขึ้นได้ว่า

บริษัทหนึ่งมีผู้บริหารได้หลายคน เด็กคนหนึ่งมีพ่อได้คนเดียว

ไมว่าเราจะเป็นพนักงานหรือผู้บริหาร ไม่ว่าจะทำงานสำคัญแค่ไหน แต่หมวกใบนี้ก็ใส่เพียงชั่วคราว ถึงวันหนึ่งก็ต้องถอดหมวกออก

แต่หมวกความเป็นพ่อแม่ลูกนั้นใส่กันตลอดชีวิต

ขอให้ระลึกได้ว่าหน้าที่ใดสำคัญที่สุดครับ

เวลาลูกงอแงพ่อแม่ต้องหยุดใช้เหตุผล

ช่วงนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ The Book You Wish Your Parents Had Read (and Your Children Will be Glad That You Did) ของ Philippa Perry นักจิตบำบัดชาวอังกฤษซึ่งแต่งตัวได้จัดจ้านมาก

เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งเลยครับ ใครเป็นพ่อเป็นแม่ของเด็กวัยอนุบาลหรือประถมอยากแนะนำให้ลองไปหาอ่านกัน มีแปลเป็นไทยภายใต้ชื่อ “เสียดายแย่ถ้าพ่อแม่ไม่ได้อ่าน” โดย สำนักพิมพ์ Bookscape ด้วย

คำแนะนำหนึ่งที่มีประโยชน์มากและผมลองเอามาใช้แล้วเวิร์คคือวิธีการรับมือตอนที่ลูกงอแง

พ่อแม่ทุกคนล้วนต้องเคยรับมือกับสถานการณ์ที่ลูกทำตัวไร้เหตุผล

เช่นอยากซื้อของเล่นแล้วโวยวาย ล้มแล้วร้องไห้ไม่หยุดทั้งๆ ที่ไม่ได้เจ็บมากขนาดนั้น ไม่กล้านอนคนเดียวเพราะกลัวผี ไม่ยอมแบ่งของเล่นให้เพื่อน ฯลฯ

พ่อแม่สายซอฟต์อย่างเราก็จะพูดจากับลูกดีๆ อธิบายเขาด้วยเหตุผลว่าทำไมเขาไม่ควรซื้อของเล่น/ไม่ควรร้องไห้/ไม่ควรกลัวผี/ไม่ควรแย่งของเล่นกับคนอื่น

แต่พูดจาดีๆ แล้วหลายครั้งลูกก็มักไม่ยอมฟัง จนสายซอฟต์เริ่มต้องใช้ไม้แข็งหรือใช้แรงเข้าข่ม

ซึ่งสุดท้ายลูกก็ต้องยอมเราและสงครามเล็กๆ นี้เราก็เป็นฝ่ายชนะไปอีกครั้ง

แต่สิ่งที่หนังสือเล่มนี้สอน และผมมองว่าเป็น game changer เลยก็ว่าได้ ก็คือเราไม่ควรคุยกับลูกด้วยเหตุผล

ใช่ครับ อย่าใช้เหตุผลนำทาง อย่าพยายามแก้ปัญหา แต่ให้พยายามเข้าใจความรู้สึกของลูกและแสดงให้เขารู้ว่าเราพยายามเข้าใจเค้าอยู่นะ.

Don’t fix your child. Feel your child.

ตัวอย่าง

“หนูจะเอาตุ๊กตาตัวนี้!”

“แต่วันก่อนหนูเพิ่งซื้อไปเองนะ”

“แต่หนูอยากเอาอีกตัวนี่หน่า”

“ที่บ้านมีตั้งเยอะแล้ว ยังเล่นไม่ครบทุกตัวเลย”

“แต่ตัวนี้มันน่ารักมากเลย หนูอยากได้”

“มันเปลืองตังค์นะ แม่ซื้อให้หนูทุกครั้งไม่ไหวหรอก”

“แต่หนูจะเอาๆๆๆๆ”

“ถ้าทำตัวอย่างนี้คราวหลังไม่พามาแล้วนะ”

นี่คือบทสนทนาที่แม่พยายามใช้เหตุผล และมักจะจบลงที่ลูกทำตัวไร้เหตุผลและเราต้องใช้คำขู่หรือการบังคับ

คราวนี้ลองพยายามเปลี่ยนจากการ fix เป็นการ feel บ้าง

“หนูจะเอาตุ๊กตาตัวนี้!”

“ทำไมหนูถึงอยากได้ตุ๊กตาตัวนี้ล่ะคะ”

“ก็มันน่ารักอ่ะค่ะ”

“น่ารักยังไง ไหนเล่าให้แม่ฟังหน่อย”

“ก็มันใส่ชุดสีชมพู ขนตายาว ผมสีทอง น่ากอดมากเลย”

“คล้ายๆ กับอีกตัวที่บ้านเลยเนอะ น่าจะเป็นเพื่อนกันได้”

“ใช่ๆ เอามาเป็นคู่หูได้”

“แม่รู้ว่าหนูอยากได้ตัวนี้ แต่วันนี้แม่ซื้อให้ไม่ได้จริงๆ เพราะเราต้องรู้จักประหยัด”

“ประหยัดแปลว่าอะไรคะ”

แล้วบทสนทนาก็ดำเนินไป แน่นอนว่าสุดท้ายลูกอาจจะยังยืนกรานที่จะซื้อตุ๊กตาอยู่ก็ได้

แต่ผมลองวิธีนี้หลายครั้งแล้วก็ได้พบว่าเมื่อเราแสดงออกว่าเราอยากรู้อยากเข้าใจความรู้สึกของเขา ท่าทีของเขาจะอ่อนลง ไม่งอแง ไม่ต่อล้อต่อเถียงเหมือนที่เคย แถมยังพร้อมจะฟังและเข้าใจเรามากขึ้นด้วย

สุดท้ายแล้วมนุษย์เราก็อาจไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าคนที่เข้าใจเขา

ละทิ้งการใช้เหตุผลไปก่อน แล้วลองตั้งต้นด้วยความรู้สึก

แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกอาจจะราบรื่นขึ้นนะครับ

จะเลี้ยงลูกอย่างไรในวันที่โลกเปลี่ยนแปลง

มีกฎข้อหนึ่งที่ช่างกล้องทั่วไปนั้นรู้กัน

กฎที่ว่านั้นก็คือ เมื่อเราไปถึงโลเคชั่นที่จะถ่ายรูปแล้ว อย่าเพิ่งกางไตรพ็อดออกมาติดตั้งกล้อง

เพราะถ้าเราทำอย่างนั้น เราจะเคลื่อนย้ายลำบาก ต้องคอยแบกไตรพ็อดที่ติดกล้องไปไหนต่อไหน

วิธีที่ถูกต้องคือถือกล้องเอาไว้ในมือแล้วลองสำรวจพื้นที่ดูก่อน ลองถ่ายรูปหลายๆ ใบ เช็คดูว่ามุมกล้องและองค์ประกอบโอเครึยัง

พอแน่ใจแล้วว่านี่คือรูปที่เราอยากถ่าย จึงค่อยเปิดกระเป๋าเอาไตรพ็อดออกมากาง

ในฐานะพ่อแม่ เราก็ควรเลี้ยงลูกแบบนั้นเช่นกัน

ให้ลูกได้ลอง “สำรวจพื้นที่” ดูก่อน

ให้เขาได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่าง ดูว่าอะไรที่เขาสนุกและทำได้ดี ให้เขาวิเคราะห์ว่างานแบบไหนที่จะดีที่สุดสำหรับ 20 ปีข้างหน้า แล้วค่อยมานั่งคุยกับพ่อแม่เพื่อดูข้อดีข้อเสีย

ถ้าเราไปด่วนตัดสินใจแทนลูกว่าควรเรียนหมอหรือวิศวะโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะชอบมันรึเปล่า นั่นย่อมจะเป็นการไปปิดกั้นความเป็นไปได้ในชีวิตเขา

ดังนั้นจงปล่อยให้ลูกได้ลองผิดลองถูกและตัดสินใจเองเถอะ

เพราะชีวิตของเขาเราไปใช้แทนไม่ได้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Srinath Nalluri’s answer to What should parents teach their kids?

พ่อแม่ต้องโตให้ทันลูก

เมื่อเช้านี้ผมกับแฟนพา “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยเกือบสามขวบไปทดลองเรียนมอนเตสซอรี่ที่ซอยพัฒนาการ 69 มาครับ

เขาให้ผู้ปกครองเข้าไปนั่งกับเด็กได้หนึ่งคน ผมกับ “ปรายฝน” ลูกสาวคนโตซึ่งเป็นศิษย์เก่าของที่นี่ก็เลยรอด้วยการไปเล่นที่สนามเด็กเล่นกลางแจ้ง ทั้งเล่นทราย เดินบนสะพานเชือก และกระโดดแทรมโปลีน

กิจกรรมที่ใกล้รุ่งได้ทำวันนี้ก็เช่นจำแนกตุ๊กตาสัตว์ หยอดลูกบอลแต่ละสีให้ลงรู เอาฟองน้ำชุบน้ำจากเหยือกหนึ่งไปใส่อีกเหยือกหนึ่ง และทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายอย่าง

ผมกับแฟนชอบการเรียนการสอนแบบนี้ตรงที่มันเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองผิดลองถูก สำรวจตรวจสอบ ไม่กลัวที่จะออกนอกกรอบ ไม่กลัวที่จะทำอะไรเสี่ยงๆ

เสร็จจากทดลองเรียน ผมกับแฟนก็ไปดูเฟอร์นิเจอร์แถวเกษตร-นวมินทร์ ระหว่างดูเฟอร์นิเจอร์ เด็กๆ ก็วิ่งไปเล่นโน่นเล่นนี่ เสียงดังเจี๊ยวจ๊าวจนผมต้องปรามหลายทีเพราะเกรงใจคนอื่นเขา ดูเสร็จก็หิวได้ที่เลยพาเด็กๆ ไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นที่คริสตัลพาร์ค

ระหว่างที่ผมกำลังสั่งอาหารอยู่ ปรายฝนกับใกล้รุ่งก็ยังไม่เลิกซน เอาพริกป่นมาเทใส่จานกองใหญ่จนพนักงานบริการในร้านตกใจเพรากลัวพริกจะเข้าตาน้อง ผมเลยต้องดุไปอีกรอบว่าอย่าเล่นพริก

สั่งอาหารเสร็จใกล้รุ่งก็เอาซุปมิโสะมาใส่ในแก้วน้ำเด็กแล้วยกซด พอเผลอแป๊บเดียวก็เอากระดาษทิชชู่เปียกยัดใส่แก้วใบเดิมจนกินซุปแก้วนั้นไม่ได้และต้องขอแก้วใหม่

ระหว่างที่ผมหงุดหงิดว่าทำไมลูกซนจัง ผมก็คิดขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง

เออ เมื่อเช้าเราเพิ่งพาเขาไปมอนเตสซอรี่มาเอง

ที่เราพาเขาไปเรียนแบบนี้ ก็เพื่อที่จะให้ชอบการลองผิดลองถูก ไม่กลัวที่จะทำอะไรๆ ที่มันนอกกรอบ

แต่พาออกจากโรงเรียน ผมกับแฟนกลับคาดหวังให้เด็กๆ เชื่อฟังเราทุกอย่าง ห้ามเสียงดัง ห้ามเล่นพริกป่น ห้ามเอาทิชชู่เปียกมาใส่แก้ว อะไรก็ตามที่เรารู้สึกว่ามันไม่เหมาะสม เสียมารยาท เราห้ามเขาหมดเลย

ตกลงเราอยากให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์แค่ในโรงเรียนอย่างนั้นหรือ ตกลงเราต้องการให้ลูกของเราเป็นเด็กแบบไหนกันแน่

คิดได้อย่างนี้ ก็เลยขำๆ และเล่นไปตามน้ำกับใกล้รุ่งแทน ตราบใดที่มันไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้โต๊ะข้างๆ และพนักงานในร้านมากเกินไป ก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

พ่อผมเคยเขียนไว้ว่า เมื่อต้องการฝนก็ต้องยอมรับเสียงฟ้าร้อง ของทุกอย่างมันมาเป็นแพ็คเกจ เราจะเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่เราชอบอย่างเดียวนั้นมันเป็นไปไม่ได้

เมื่ออยากให้เด็กคิดและทำอะไรได้ด้วยตัวเอง เราก็ต้องยอมรับด้วยว่าบางครั้งเขาก็จะไม่ฟังเราหรอก ซึ่งนั่นแหละถูกแล้ว คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่อย่างเราว่าจะพัฒนาตัวเองขึ้นมาให้มีชั้นเชิงมากพอที่จะรับมือกับลูกเรารึเปล่า

เมื่ออยากให้ลูกเติบโต พ่อแม่ก็ต้องเติบโตให้ทันลูกด้วยเช่นกันครับ