“เก่งมาก”: คำที่พ่อแม่พูดกับลูกบ่อยที่สุด

ใครที่มีลูกเล็กๆ วัยไม่เกิน 6 ขวบ น่าจะได้ใช้คำว่า “เก่งมาก” อยู่บ่อยๆ

แม้ว่าคนจะเตือนว่าชมแบบนี้จะทำให้ลูกมี fixed mindset เราก็ยังไม่วายที่จะพูดอยู่ดี

เพราะในภาษาไทย การชื่นชมลูกว่า “พยายามได้ดีมาก” เพื่อให้เกิด growth mindset นั้นมันไม่เข้าปากเท่าไหร่ ส่วนฝรั่งใช้คำว่า “Good effort!” เป็นประจำอยู่แล้ว

อีกสถานการณ์หนึ่งที่เราชอบใช้คำว่า “เก่งมาก” ก็คือตอนที่ลูกเรียกให้เราดูผลงานของเขา แต่เราไม่ค่อยสนใจหรือให้ความสำคัญ

“พ่อๆ หนูวาดรูปสวยมั้ย”

(เงยหน้าจากมือถือ กวาดสายตาดูรูปนิดนึง) “เก่งมากจ้ะ” (แล้วก้มดูมือถือต่อ)

“แม่ๆ หนูต่อเลโก้เป็นรูปยานอวกาศด้วยนะ”

“เก่งมากจ้ะ”

“เก่งมาก” จึงเป็นเหมือนไพ่โจ๊กเกอร์ ไม่ว่าลูกจะเปิดไพ่อะไรมา เราก็จะตีกลับไปด้วยคำว่า “เก่งมาก” เสมอเพื่อที่เราจะได้กลับไปทำธุระของเราต่อ

ในหนังสือ “ชมลูกให้ถูก ติลูกให้เป็น” ของ Shimamura Hanako บอกว่าการชมเชยลูกนั้นมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ๆ

1.ชมเชยแค่ผิวเผิน (perfunctory)

2.ชมเชยโดยเน้นที่ตัวบุคคล (person focus)

3.ชมเชยโดยเน้นที่กระบวนการ (process focus)

การชมว่า “เก่งมาก” นั้นเป็นทั้งการชมแบบผิวเผิน และเป็นการเน้นที่ตัวบุคคล

ตัวอย่างของคำชมแบบเน้นตัวบุคคลก็เช่น

“ลายมือสวยมากเลยนะเนี่ย” หรือ “สมแล้วที่เป็นพี่คนโต”

ซึ่งการชมสองแบบผิวเผินหรือเน้นตัวบุคคลนั้นจะทำให้เด็กยึดติดคำชมและอาจมีอาการดังต่อไปนี้

-เด็กจะเน้นทำแต่พฤติกรรมที่ได้รับคำชม หากไม่ได้รับคำชมก็จะไม่ทำ
-เด็กจะคิดว่าตัวเองทำได้ดีแล้ว ไม่ต้องฝึกเพิ่ม (เช่นเราไปชมว่าเขาวาดรูปเก่งมาก ทั้งที่จริงแล้วยังปรับปรุงได้อีกเยอะ)
-เด็กจะกล้าทำสิ่งที่ท้าทายน้อยลง เพราะกลัวจะทำได้ไม่ดี

วิธีการชมเชยที่จะลดความเสี่ยงดังกล่าว สามารถทำได้ดังนี้

1.ชมเชยที่กระบวนการมากกว่าผลลัพธ์

เราไม่ควรชมเรื่องความสามารถหรือบุคลิกภาพ แต่ควรชมท่าทีที่มีความพยายาม

สมมติว่าเด็กสอบได้ 100 คะแนน แทนที่จะบอกว่า “ลูกแม่นี่เก่งสุดๆ ไปเลย” ก็ควรชมว่า “ตั้งใจจนสอบได้คะแนนเต็มเลยนะ” หรือ “หลังจากลองมาหลายวิธี ในที่สุดครั้งนี้ก็ได้ 100 คะแนน!”

หากครั้งต่อไปเขาสอบได้คะแนนต่ำกว่าเดิม เขาก็จะไม่คิดว่าตัวเองไร้ความสามารถ แต่จะเปิดใจลองหาวิธีอื่นๆ ที่จะทำให้สอบได้คะแนนดีกว่าเดิม

  1. ชมเชยให้เป็นรูปธรรม

แทนที่จะชมแค่ “สุดยอด” หรือ “ใช้ได้!” เราควรจะบอกรายละเอียดให้มากขึ้น

เช่นเวลาลูกต่อเลโก้มาโชว์เรา เราก็ควรจะใส่ใจผลงานของลูก และเอ่ยคำชมที่ทำให้ลูกรู้ว่าเขาทำดีเรื่องอะไร

“ใช้สีหลายสีเลย สวยจัง”

“ตรงนี้ตั้งใจเลือกสีให้ต่างจากจุดอื่นๆ สินะ”

  1. ตั้งคำถามให้มากขึ้น

บางทีเราก็ลืมนึกไปว่า เราสามารถพลิกคำชมเป็นคำถามแทนก็ได้

สิ่งสำคัญคือถามว่าเขารู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร และคำถามควรเป็นคำถามปลายเปิด เพื่อให้เกิดบทสนทนาโต้ตอบระหว่างกัน

เช่นเวลาลูกต่อเลโก้มาโชว์ เราอาจตั้งคำถามว่า

“ทำเป็นรูปอะไร ไหนลองบอกหน่อยได้มั้ย”

หรือเวลาลูกคัดลายมือ แทนที่จะชมว่า “ลายมือสวยนะเนี่ย!” ก็อาจจะถามว่า

“ลองเขียนเองแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง”

หรือเวลาที่ลูกเลือกชุดเอง แทนที่จะชมว่า “น่ารักมาก” ก็อาจจะถามว่า

“ชอบสัตว์ตัวไหนบนเสื้อมากที่สุดหรือคะ?”


ถ้าให้สรุปรวบยอด ถ้าอยากจะให้คำชมของเรามีประโยชน์กับลูกจริงๆ เราต้องใส่ใจสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้า ก้มมองมือถือให้น้อย เงยหน้าดูลูกให้เยอะ

เวลาชมก็อย่าชมแค่ผิวเผินหรือชมที่ตัวบุคคล แต่ให้ชมความพยายามหรือกระบวนการ

และสุดท้าย เราไม่จำเป็นต้องชมลูกทุกครั้ง เพราะเราสามารถตั้งคำถามเพื่อชวนลูกคุย ซึ่งจะทำให้เขาเข้าอกเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้นครับ

เวลาตื่นไม่ยอมตื่น เวลานอนไม่ยอมนอน

ช่วงนี้ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยสี่ขวบครึ่งของผมมีพลังงานล้นเหลือเป็นพิเศษ

สามทุ่มกว่ายังวิ่งไปวิ่งมา ผมปิดไฟห้อง เปิดโคมไฟอ่านนิทานจบไป 3 เรื่องแล้วก็ยังลืมตาแป๋วในขณะที่ “ปรายฝน” พี่สาวของใกล้รุ่งหลับไปเรียบร้อยแล้ว บางทีผมอ่านนิทานต่ออีก 2-3 เรื่องก็ยังไม่หลับ จนต้องใช้ท่าไม้ตายปิดโคมไฟ-ปิดวาจาแล้วนอนเฉยๆ จนหลับไปทั้งลูกและพ่อ

เช้าวันถัดมา เวลาโดนปลุกตอน 7 โมง ใกล้รุ่งก็จะอ้อยอิ่งที่สุด นอนหลับตาตัวไม่กระดิก พอเปิดม่านให้แสบตา เขาก็จะนอนคว่ำเพื่อพยายามจะหลับต่อ ต้องใช้เวลาร่วม 5 นาทีในการชวนคุย แกล้งจั๊กจี้ และสุดท้ายต้องช้อนตัวขึ้นมาอุ้มและพาลงมาอาบน้ำข้างล่าง

เมื่อวานนี้พอเดินลงมา ทิ้งใกล้รุ่งบนโซฟา ใกลุ้ร่งก็ยังนอนคว่ำต่อ ผมก็เลยหมั่นเขี้ยวแซวใกล้รุ่งพร้อมใช้มือตีก้นเป็นจังหวะว่า “เวลาตื่นไม่ยอมตื่น (ตีก้นหนึ่งที) เวลานอนไม่ยอมนอน (ตีก้นอีกหนึ่งที)”

แล้วผมก็ตระหนักได้ว่า ที่พูดไปนี่ก็เข้าตัวอยู่เหมือนกัน


พอโตมาเป็นผู้ใหญ่ ถึงเวลานอนเราก็ไม่ยอมนอน เพราะช่วงเวลากลางดึกนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่ามีอิสรภาพอย่างแท้จริง หลังจากที่ต้องทำตามความคาดหวังของคนอื่นมาทั้งวัน

เราจึงนอนดูซีรี่ส์ตอนแล้วตอนเล่า หรือนอนไถฟีดได้เป็นชั่วโมง

พอถึงเวลาตื่น เราก็เลยต้องตื่นอย่างไม่เต็มใจ บางคนต้องพึ่งพากาแฟเพื่อให้มีเรี่ยวมีแรงพอที่จะทำงานไหว

เวลาช่วงเช้าที่เหมาะแก่การทำงานชิ้นใหญ่ เราก็เผลอไผลไปเช็คโซเชียล หรือไม่ก็ตอบอีเมล รู้ตัวอีกทีคนก็เริ่มทักสแล็ค-ทักไลน์จนเราไม่อาจทำงานที่ต้องใช้สมาธิได้อีกต่อไป ระหว่างวันก็มีประชุมติดๆ กัน ก็เลยกลายเป็นว่าต้องมานั่งทำงานของตัวเองตอนดึกๆ แล้วจบด้วยการดูซีรี่ส์เป็นการให้รางวัลตัวเอง เป็นวงจรอย่างนี้เรื่อยไป

เวลาที่มีนัดแล้วเราไปสาย ก็เกิดจากสาเหตุเดียวกัน คือควรจะเตรียมตัวออกจากบ้านได้ตั้งนานแล้ว แต่เราก็ใช้เวลาไปกับอย่างอื่นจนนาทีสุดท้าย แล้วก็ต้องมานั่งเครียดบนท้องถนนโดยไม่ใช่เรื่อง

กล่าวโดยสรุปก็คือ เราสามารถหลีกเลี่ยงความเครียดส่วนใหญ่ในชีวิตได้ หากเราทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำ

ฟังดูง่ายๆ แต่ทำได้ไม่ง่าย – simple but not easy

อาจจะเริ่มต้นด้วยการนอนในเวลาที่ควรนอน และตื่นอย่างเต็มใจในเวลาที่ควรตื่น

ถ้าเราทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำได้อย่างสม่ำเสมอ ชีวิตน่าจะดีขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ

จุดอ่อนของ Marshmallow Test

หลายคนคงเคยได้ยินการทดสอบจิตใจด้วยมาร์ชเมลโล่ ที่ทำขึ้นในปี 1972 โดยนักจิตวิทยานาม Watler Mischel และทีมงานแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

การทดลองก็ง่ายๆ คือให้เด็กรุ่นเตรียมอนุบาลนั่งอยู่ตามลำพังกับขนมมาร์ชเมลโล่ โดยเลือกได้ว่าจะกินมันทันที หรือถ้ายอมอดทนรอ 15 นาที พี่ๆ นักทดลองก็จะเอามาร์ชเมลโล่มาเพิ่มให้อีก 1 ชิ้น

จากการทดลองพบว่า มีเด็กๆ 1 ใน 3 ที่รอจนครบ 15 นาที หลังจากผ่านไปประมาณ 20 ปี Mischel ก็กลับมาติดตามผลของเด็กๆ กลุ่มนี้ แล้วก็พบว่าเด็กที่อดทนรอได้มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง รับมือกับความเครียดได้ดี และสอบได้คะแนน SAT ได้สูงกว่าเด็กอีกกลุ่มที่รอไม่ได้

ข้อสรุปของ Marshmellow Test ก็คือ คนที่มี willpower และสามารถ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” (delayed gratification) จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า

งานวิจัยนี้โด่งดังและถูกนำมาเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่วันนี้อยากมาเล่าอีกมุมหนึ่งที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนครับ

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2018 ของ Tyler Watts, Greg Duncan และ Haonan Quan ระบุว่างานวิจัยของ Mischel นั้นทดลองกับเด็กเนอสเซอรี่เพียง 90 คนเท่านั้น และทุกคนล้วนมาจากโรงเรียน Bing ที่อยู่ในแคมปัสของสแตนฟอร์ด

ในการทดลองครั้งใหม่ Watts และเพื่อนๆ จึงได้ทำการทดลองนี้อีกครั้งกับเด็ก 900 คน และเมคชัวร์ว่าเด็กๆ เหล่านี้มาจากพื้นเพที่หลากหลาย รวมถึงเด็กที่มีฐานะทางบ้านไม่ได้ดีมากนักด้วย

ผลที่ได้จากการทดลองก็คือ มันไม่ได้เกี่ยวกับ willpower แต่เกี่ยวกับ money

เด็กที่ฐานะยากจนกว่านั้นมีแนวโน้มสูงที่จะกินมาร์ชเมลโล่ทันที เพราะประสบการณ์สอนให้เด็กกลุ่มนี้รู้ว่าพรุ่งนี้อาจไม่มีข้าวกิน และคำสัญญาของผู้ใหญ่บางคนนั้นเชื่อถือไม่ได้

ในขณะที่สำหรับเด็กที่มีฐานะดีกว่านั้นมันตรงกันข้าม เพราะเขาคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้ ที่บ้านของเด็กเหล่านี้อาหารไม่เคยขาดแคลน และผู้ใหญ่ก็เป็นคนรักษาคำพูด

ในการทดลองของ Watts จึงได้ข้อสรุปว่า ถ้าอยากให้เด็กๆ ประสบความสำเร็จ การสอนเขาเรื่องอดเปรี้ยวไว้กินหวานอาจไม่สำคัญเท่ากับการดูแลให้พวกเขามีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ What’s Your Problem by Thomas Wedell-Wedellsborg

สุขสำราญกับการเป็นฝ่ายผิด

Adam Grant ผู้เขียนหนังสืออย่าง Think Again, Originals, และ Give and Take มีกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เขาชอบทำกับครอบครัวช่วงทานอาหารมื้อค่ำ

กิจกรรมนั้นมีชื่อว่า myth-busting discussion หรือการสนทนาเพื่อล้มล้างความเชื่อที่ผิดๆ

โดยมันเริ่มต้นมาจากการที่ Grant ชวนลูกๆ คุยว่า วันนี้ได้เรียนรู้อะไรจากที่โรงเรียนมาบ้าง และบางเรื่องที่ลูกๆ เล่าให้ฟัง ก็แตกต่างจากสิ่งที่เขาเคยรู้มา

เช่นเรื่องที่พลูโตไม่ใช่ดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลเป็นต้น

“…So it became sort of an occasional tradition for us to say ‘OK – who’s going to bring a myth or a fun surprising fact to the table.’ And what I want to do in these conversations is I want our kids to experience the joy of being wrong.”

Experience the joy of being wrong – ผมชอบประโยคนี้จัง

Grant อยากให้ลูกๆ รู้สึกดีกับการได้รู้ตัวว่าเขาเคยเข้าใจอะไรผิดมาโดยตลอด เพราะนั่นแสดงว่าวันนี้พวกเขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้ว

ผมเชื่อว่านี่คือวิธีการเลี้ยงลูกให้มี growth mindset วิธีหนึ่ง

จะว่าไปมันก็เป็นการเลี้ยงตัวเองให้มี growth mindset ด้วยเช่นกัน เพราะยิ่งเราอายุมากเท่าไหร่ เรามักจะยิ่งมีความยึดมั่นถือมั่นในชุดความจริงที่เรามีมากขึ้นเท่านั้น การถกเถียงหลายต่อหลายครั้งจึงเป็นการปกป้องตัวตนมากกว่าเป็นการค้นหาความจริง

ฝึกตัวเองให้สุขสำราญกับการเป็นฝ่ายผิดเสียบ้าง

จะได้ไม่กลายเป็นไดโนเสาร์ก่อนวัยอันควรครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Knowledge Project: Adam Grant | Why You Should Rethink A Lot More Than You Do https://youtu.be/ctkWiO6VcsE?t=4072

ความเป็นห่วงที่มีต่อลูก

วันก่อนผมไปทานข้าวกับคนในทีม มีน้องคนหนึ่งตั้งคำถามว่าเป็นห่วงลูกเรื่องอะไรบ้าง

ผมตอบไปว่าห่วงเรื่องสุขภาพ อยากให้เป็นเด็กที่แข็งแรง และห่วงเรื่องผู้ชายที่จะเข้ามาจีบ (จริงๆ ลูกสาวผมก็อายุแค่ 6 ขวบแต่ผมเตรียมไว้หนวดไปเรียบร้อยแล้ว)

จริงๆ มีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมห่วงแต่ไม่ได้เล่าให้น้องฟังในคืนนั้น

ผมห่วงว่าลูกจะสบายเกินไป


ตระกูลแวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt)เคยเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา

คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิลต์ ร่ำรวยจากการเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมทางรถไฟและการขนส่งทางเรือ

ในปี 1877 คอร์เนเลียสมีทรัพย์สินราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าทรัพย์สินของกระทรวงการคลังของสหรัฐในขณะนั้นเสียอีก

แต่ในเวลาเพียง 50 ปีหลังจากคอร์เนเลียสจากไป ก็ไม่มีใครในตระกูลแวนเดอร์บิลต์ที่ติดอยู่ในรายชื่อคนที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกาอีกต่อไป

ทายาทหลายคนเป็นเพลย์บอย ไม่ต้องทำงาน และหมดเงินไปกับการบริจาคและการสร้างคฤหาสน์หรูหราที่ไม่มีคนไปอยู่

ทายาทคนหนึ่งในตระกูลแวนเดอร์บิลต์เคยกล่าวไว้ว่า

“ทรัพย์สมบัติที่รับสืบทอดมาเป็นอุปสรรคขัดขวางความสุข…มันทำให้ฉันไม่มีอะไรให้คาดหวัง ไม่มีอะไรให้แสวงหาหรือมุ่งมั่นทำให้มันเกิดขึ้น”


เราเคยได้ยินมานานว่า ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่อยู่ได้ไม่เกิน 3 รุ่น รุ่นแรกสร้าง รุ่นสองรักษา รุ่นสามทำเสียของ

ในมุมกลับกัน ชาติที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเยอรมันนีและญี่ปุ่น กลับกอบกู้ตัวเองและมุ่งมั่นพัฒนาประเทศจนมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 3 และ 4 ของโลก เป็นรองเพียงอเมริกาและจีนเท่านั้น


มีคำพูดประโยคหนึ่งที่ผมชอบและคิดว่าเป็นความจริงอย่างมาก

“Hard times create strong men. Strong men create good times. Good times create weak men. And, weak men create hard times.”

― G. Michael Hopf, Those Who Remain

ช่วงเวลาที่ยากลำบากจะสร้างคนที่เข้มแข็ง
คนที่เข้มแข็งจะสร้างช่วงเวลาที่รุ่งเรือง
ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองจะสร้างคนอ่อนแอ
คนอ่อนแอจะสร้างช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ในฐานะพ่อแม่ยุคนี้ การจะมีลูกทั้งทีต้องคิดหนัก เพราะมันตามมาด้วยต้นทุนมหาศาล เมื่อตัดสินใจจะมีทั้งทีเราก็เลยอยากดูแลลูกให้ดี เขาอยากกินอะไรก็ได้กิน เขาอยากลองอะไรก็ได้ลอง

แต่บางทีผมก็กลัวว่าสายพิณจะหย่อนเกินไปได้เหมือนกัน

อยากให้เขาได้ลำบากบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าผมกับแฟนจะใจแข็งพอหรือเปล่า แต่ถ้าเราไม่ใจแข็งตอนนี้ เราก็อาจจะทำให้ลูกอ่อนแอโดยไม่ได้ตั้งใจได้เช่นกันครับ