อย่ายุ่ง

20160112_DontBeBusy

เคยมีช่วงไหนในชีวิตมั้ยครับที่คุณรู้สึกว่า “ยุ่งมาก” ตลอดทั้งวัน ตลอดทั้งสัปดาห์ หรือแม้กระทั่งตลอดทั้งเดือน

ไม่แน่ ตอนนี้คุณอาจจะรู้สึกอย่างนี้อยู่ก็ได้ (แต่ก็ยังมีเวลามาอ่านบทความของผมเนอะ ขอบคุณมากครับ!)

จะว่าไป คำว่า “ยุ่ง” นี่เป็นคำที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

เพราะในภาษาไทย นอกจากยุ่งจะแปลว่า busy แล้ว มันยังแปลว่า messy ด้วย (ยุ่งเหยิง)

เท่าที่สังเกตจากตัวเอง วันใดที่รู้สึกว่ายุ่งมากๆ มักจะเป็นวันที่รู้สึกว่าหายใจไม่ค่อยทัน มีอะไรต้องทำตลอดเวลา

ที่สำคัญ พอหมดวันกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยได้ทำอะไรที่มีคุณค่าเท่าไหร่

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่า “วันนี้ยุ่งทั้งวันเลย” มักจะตามมาด้วยความรู้สึกที่ว่า “ยังทำอะไรไม่เสร็จเลย” เสมอๆ

ดังนั้น ผมเลยคิดว่า ถ้าเราอยากให้งานของเรามีประสิทธิภาพจริงๆ เราควรจะทำยังไงก็ได้เพื่อให้ตัวเองอยู่ในสภาวะที่ไม่ยุ่ง

ไม่ยุ่ง ไม่ได้แปลว่าไม่ทำอะไร

เพราะสิ่งที่ตรงข้ามก้บ “ยุ่ง” ไม่ใช่ “ขี้เกียจ”

สิ่งที่ตรงข้ามกับยุ่ง น่าจะเป็น “จดจ่อ” (focused) มากกว่า

ยิ่งเราจดจ่อกับงานตรงหน้าได้มากเท่าไหร่ เราก็จะรู้สึกยุ่งน้อยลงเท่านั้น

พอจดจ่อจนงานหนึ่งเสร็จ เราสามารถที่จะพักเบรค คุยกับคนโน้นคนนี้ได้เพื่อเป็นการชาร์จแบตให้ตัวเอง ก่อนจะกลับมาจดจ่อกับงานชิ้นถัดไป

แน่นอน เรื่องอย่างนี้พูดง่ายแต่ทำยาก

แต่ก็ไม่ยากเกินไป ถ้าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม

ต่อไปนี้คือรายการของสิ่งที่ผมลองแล้วช่วยให้รู้สึกว่าตัวเองยุ่งน้อยลง

  • To Do List ในแต่ละวัน ควรจะมีงานแค่เพียงสามชิ้น
  • ไม่เช็คอีเมล์หรือเล่นเฟซ จนกว่าเราจะทำงานหนึ่งในสามชิ้นนั้นเสร็จ
  • ปิด Instant Messaging ในคอม อย่างน้อยก็ในช่วงเช้า
  • ปิด Notifications ของแอพต่างๆ ในมือถือ
  • Log out จาก Facebook
  • ใช้ time blocking เพื่อจะได้ไม่โดนนัดประชุมพร่ำเพรื่อ
  • จัดโต๊ะให้สะอาด

เมื่อใดก็ตาม ที่คุณรู้สึกตัวได้ว่า กำลังยุ่งจนไม่มีเวลาหายใจ

จงกลับมาหายใจดูครับ

สูดลมหายใจลึกๆ เข้าออกซักสามครั้ง

แล้วบอกตัวเองว่า “Slow down”.

โลกหมุนเร็วก็จริง แต่อย่าปล่อยให้ใจของเราหมุนเร็วกว่าโลก

มันไม่ดีต่อสุขภาพครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

สอนปลาให้ปีนต้นไม้

20160112_FishClimbATree

“Everybody is a genius. But if you judge a fish by its ability to climb a tree, it will live its whole life believing that it is stupid.”

ทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะ แต่ถ้าเราตัดสินปลาโดยดูว่ามันปีนต้นไม้เก่งแค่ไหน มันก็คงจะเข้าใจว่าตัวเองโง่ไปตลอดชีวิต

– Anonymous***

—–

ผมเป็นเด็กเรียนดีมาแต่ไหนแต่ไร

ขึ้นต้นอย่างนี้ ไม่ใช่เพื่อจะยกหางตัวเอง แต่เพื่อจะเปิดประเด็นคุยเรื่องการศึกษา

ความหมายของเด็กเรียนดี คือเด็กที่สอบได้เกรด 4 หลายๆ วิชา

และเกรด 4 ของแต่ละวิชาก็มีชื่อชั้นไม่เท่ากันซะด้วย

ถ้าคุณได้เกรดสี่วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คนจะมองว่าคุณเป็นเด็กเรียนดี

แต่ถ้าคุณได้เกรดสี่วิชาพละศึกษา วิชาสุขศึกษา วิชาศิลปะ ผมไม่แน่ใจว่าคนจะมองว่าคุณเป็นเด็กเรียนดีรึเปล่า

ผมเองโชคดีที่เก่งวิชาในกลุ่มแรก ก็เลยถูกจับให้อยู่ห้องคิง

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมีหลายวิชาที่ผมไม่ถนัด โดยเฉพาะวิชาการงานและพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่น่าจะมีแล้ว

ผมมีความทรงจำไม่ค่อยดีเกี่ยวกับวิชานี้ เพราะอาจารย์มักจะให้งานมาเป็นโปรเจ็ค ไม่ว่าจะเป็นงานเย็บปักถักร้อยหรืองานประดิดประดอยของใช้จากของเหลือในบ้าน ซึ่งแน่นอน ผมผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย พอถึงวันต้องส่งงาน ผมก็จะไปมือเปล่าและใส่กางเกงสามชั้นเพื่อลดอาการเจ็บตูดตอนโดนครูตี

นี่ถ้าไม่ได้น้าสาวหรือเพื่อนยื่นมาเข้ามาช่วยทำงานส่ง ผมอาจจะได้เกรด 0 วิชานี้และอาจจะต้องเรียนซ้ำชั้นก็ได้

ถ้าผมอยู่ในโลกที่วิชากพอ.เป็นวิชากระแสหลัก ส่วนเลขเป็นวิชากระแสรอง ผมคงโดนตีตราว่าเป็นเด็กหัวทึบหรือเด็กมีปัญหาไปแล้ว

—–

เคยอ่านเจอที่ไหนซักที่ ว่าสิ่งเดียวที่คะแนนสอบบอกเรา คือความเก่งเรื่องการทำข้อสอบ (The only thing that the exam score measures is how good you are at answering exam questions)

ถ้าให้ขยายความก็คือ ต่อให้คุณทำข้อสอบวิชาหนึ่งเก่ง ก็ใช่ว่าคุณจะเก่งวิชานั้นจริงๆ ซะหน่อย

ผมเองก็ตกอยู่ในจำพวกทำข้อสอบเก่งอีก ไม่ว่าจะ TOEFL หรือวิชาฟิสิกส์ ผมมักจะได้คะแนนดีกว่าเพื่อนร่วมชั้นเสมอ

แต่พอถึงเวลาต้องพูดคุยกับฝรั่ง ผมกลับรู้สึกว่าเพื่อนที่สอบ TOEFL ได้คะแนนเพียงกลางๆ กลับสามารถพูดคุยสื่อสารกับฝรั่งได้เป็นธรรมชาติกว่าผม

ส่วนเพื่อนที่เรียนจบวิศวะมาด้วยกัน แม้จะได้เกรดเฉลี่ยสองกว่าๆ แต่ก็มีความรู้ ความสามารถด้านวิศวกรรมมากกว่าผมอย่างเทียบไม่ติด

และเพราะว่าการทำข้อสอบเก่งไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราเก่งจริงนี่เอง นักเรียน “หัวดี” มากมายที่เรียนจบไปแล้ว จึงมักจะลงเอยด้วยการเป็นลูกน้องของคนที่เคยเป็นนักเรียน “หัวทึบ” มาก่อน

สถานการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยมากจนต้นตำรับพ่อรวยสอนลูกอย่างคุณโรเบิร์ต คิโยซากิหยิบเอามาเขียนเป็นหนังสือชื่อว่า Why “A” Students Work for “C” Students

ซึ่งนั่นก็ยิ่งตอกย้ำคำถามที่ผมเคยเขียนลงบล็อกตอนสิ้นปีว่า หรือโรงเรียนจะเป็นเพียงโรงงานฝึกทาส?

ยิ่งเรียนเก่งเท่าไหร่ยิ่งเป็นทาสที่มีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น

—–

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าผมกำลังโจมตีการศึกษาไทยอีกแล้ว

จริงๆ นั่นไม่ใช่เจตนาของการเขียนบทความนี้ครับ

เจตนาของผมคือเขียนเอาไว้เตือนตัวเอง

ว่าการวัดผลทางการศึกษายังขาดประสิทธิผล แถมแต่ละวิชายังถูกให้คุณค่าไม่เท่ากันอีก

ดังนั้นการเป็น “เด็กเก่ง” ที่โรงเรียนไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่แม่นยำว่าเขาจะโตมาเป็น “ผู้ใหญ่เก่ง”

การที่ลูกสอบไม่ได้เกรดสี่เลย จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลให้มากจนเกินเหตุ

และยังมีทักษะและนิสัยอีกมากมายที่สำคัญ แต่ไม่เคยถูกสอนและวัดผลกันแบบจริงจัง

ความมีน้ำใจ
การทำงานกันเป็นทีม
ความเสียสละ
ความมีระเบียบวินัย
ความคิดสร้างสรรค์
ความกล้าลงมือทำ
ความใฝ่รู้
ความมีสติ
จริยธรรม

เราผ่านยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมานานแล้ว คนที่จะประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่คนที่ทำตามใบสั่งหนึ่งสองสามสี่

คนที่จะประสบความสำเร็จ คือคนที่กล้าคิดต่าง กล้าตั้งคำถาม และที่สำคัญที่สุดคือกล้าริเริ่มลงมือทำสิ่งที่เขาถนัดและมีคุณค่ากับคนอื่น

ในฐานะพ่อแม่/ผู้ปกครอง จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะไม่เผลอคาดหวังให้ปลาปีนต้นไม้

เราต้องรู้ว่าลูกเราถนัดด้านไหน และอะไรที่ถูกจริตเขา

ถ้าเขาเป็นปลาที่เก่งว่ายน้ำ ก็ควรจะสนับสนุนให้เขาว่ายน้ำให้ได้ดีที่สุด ไม่ใช่บังคับให้เขาไปปีนต้นไม้เพียงเพราะว่าสังคมกระแสหลักบอกว่าต้องปีนต้นไม้ถึงจะดี

ถ้าลูกของเราได้พัฒนาจุดแข็งของตัวเองอย่างเต็มที่ เขาก็จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและมีความสุข และจะสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างมหาศาล

ก็ได้แต่หวังเหลือเกินว่า เมื่อลูกถึงวัยเข้าโรงเรียน ผมจะไม่ลืมสิ่งที่เขียนในวันนี้

—–

*** แต่ก่อนผมนึกว่านี่เป็นคำพูดของ Einstein แต่เมื่อลองดูที่ Quote Investigator แล้วคิดว่าไม่น่าจะใช่ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

เราควรดีใจเมื่อโดนตำหนิ

20160110_Scold

ถ้าคนที่ตำหนิเรานั้นเป็นเพื่อน แฟน พ่อแม่ หัวหน้า ครู หรือใครก็ตามที่หวังดีกับเรา

การถูกคนในกลุ่มนี้ตำหนิ ถือเป็นเรื่องน่ายินดี

ต้องขอบคุณเขาด้วยซ้ำที่กล้าพูดกับเราตรงๆ เพื่อให้เรารู้ตัวและได้ปรับปรุงตัวเอง

ถ้าเราทำอะไรผิด แล้วไม่มีใครเตือนเราเลยนี่สิ น่าเป็นห่วง

เพราะนั่นอาจแปลว่า เขาเลิกหวังกับเราแล้ว

—–

ขอบคุณต้นทางความคิดจาก The Last Lecture by Randy Pausch

หนึ่งปี 358 บทความ: บทเรียนจากการเขียนบล็อกปี 58

20150104_2015Review

 

ผมเปิดบล็อก anontawong.com ใน Tumblr เมื่อเดือนมกราคมปี 2555

และในช่วงสามปีแรก ผมเขียนบล็อกไป 15 ตอน เฉลี่ยปีละ 5 ตอน

เมื่อวันที่ 2 มกราคมปี 2558 หลังจากเที่ยวปีใหม่และกลับถึงกรุงเทพ ผมลองย้ายบล็อกของผมจาก Tumblr มา WordPress และตั้งใจว่าจะเขียนบทความลง anontawong.com ติดต่อกัน 3 วัน

โดยตอนแรกของปี 2015 ชื่อว่า “เกิดใหม่” ซึ่งจะว่าไปก็แอบขี้โกงเพราะเป็นการเอาบทความที่มีอยู่แล้วในหนังสือที่ผมแจกเป็นของชำร่วยในงานแต่งงานมาลง

พอเขียนติดต่อกันได้สามวัน ก็เริ่มขยับเป้าเปลี่ยนเป็น 7 วัน

พอเขียนได้ 7 วันก็ขยับเป้าเป็นหนึ่งเดือน…สองเดือน…และสามเดือน

จนวันที่ 30 มีนาคม ผมก็ประกาศออกสื่อว่าจะเขียนบล็อกทุกวันจากนี้ไป!

โดยแอบฝันหวานว่า วันที่ 2 มกราคมปี 2559 จะได้มาเขียนบทความชื่อ “หนึ่งปี 365 บทความ: บทเรียนจากการเขียนบล็อกทุกวัน” ซึ่งผมคิดว่ามันคงเท่น่าดู

แต่แล้วก็มีเหตุขัดข้องจนทำให้เขียนไม่ครบ ซึ่งก็ไม่เป็นไร ผมยังขอดื่มด่ำกับ 358 บทความในขวบปีแรกของการเขียนบล็อกอย่างจริงจัง และขอสรุปบทเรียนที่ได้รับมา เผื่อมันจะช่วยเป็นแนวทางให้คนอื่นที่คิดอยากจะลองทำดูบ้างนะครับ

เขียนทุกวันง่ายกว่าเขียนแบบกะปริบกะปรอย
เพราะเราไม่ต้องมานั่งตัดสินใจว่า วันนี้จะเขียนบล็อกดีหรือเปล่า คือตัดสินใจไปเลยว่าเราจะเขียนทุกวัน เราก็จะเหลือแค่เรื่องเดียวที่ต้องตัดสินใจคือจะเขียนเรื่องอะไร

และเขียนทุกวันในความหมายของผม ไม่ได้หมายความว่าจะต้อง publish ทุกวันนะครับ เพราะบางคนอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อหนึ่งบทความ ดังนั้นจะให้ “ตีพิมพ์” บล็อกตัวเองทุกวันก็อาจจะเป็นการรบกวนเวลาเกินไป

แต่สิ่งที่ผมสนับสนุนคือเราควรมีเวลาให้กับการเขียนทุกวันครับ เขียนสามวันเสร็จแล้วค่อยตีพิมพ์ดีกว่าสามวันเขียนครั้ง

เพราะการเขียนทุกวันจะทำให้เราติดเป็นนิสัย และอะไรที่เป็นนิสัยเสียแล้วเราจะไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก เหมือนที่เราไม่ต้องพยายามแปรงฟันหรือพยายามเก็บที่นอนครับ

หาวัตถุดิบด้วยการสังเกตสิ่งรอบตัวและ “สิ่งรอบใจ”
มีคนชอบถามผมว่าทำยังไงถึงมีเรื่องมาเขียนได้ทุกวัน

คำตอบคือ มันก็ไม่ได้ง่ายดอกน้อง บางวันต้องคิดแทบตายกว่าจะได้เรื่องมาซักเรื่อง บางทีคิดไม่ออกก็ต้องหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านหลายสิบหน้ากว่าจะเจอบางประโยคที่เราสามารถนำมาเขียนต่อได้

แต่ส่วนใหญ่ บทความที่ผมจะเขียนได้ดี เกิดจากการเก็บตกเรื่องราวที่พบเจอในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่อ่านใน Quora บทสนทนากับพี่ที่ออฟฟิศ หรือเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เราอดตั้งคำถามไม่ได้

พอรู้ตัวว่าต้องเขียนอะไรทุกวัน เราก็จะช่างสังเกตมากขึ้น และยิ่งถ้าเรื่องนั้นมันกระทบกับใจเราจนวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมจากไปไหน ก็เป็นสัญญาณว่าเราควรจะเขียนถึงเรื่องนี้ครับ

อย่าพยายามเยอะเกินไป
ผมสังเกตหลายครั้งแล้วว่า บทความเชิงความรู้จิปาถะของผมไม่ค่อยมีคนแชร์เท่าไหร่ ทั้งๆ ที่ใช้เวลากับการศึกษาข้อมูลเยอะมาก อย่างบทความเรื่อง บิลเกตส์และเรื่องคริสต์มาส ผมใช้ เวลาบทความละไม่น้อยกว่าสามชั่วโมง แต่คนแชร์แค่สามสิบครั้ง ขณะที่บทความเรื่องทำไมผู้บริหารถึงโต๊ะสะอาดที่ผมใช้เวลาเขียนแค่ห้านาที มีคนแชร์เกือบร้อยครั้ง

ที่เป็นอย่างนี้ ผมสันนิษฐานว่าถ้าเรื่องใดเราต้องหาข้อมูลเยอะ นั่นแสดงว่าเราอาจจะยังรู้เรื่องนั้นไม่ดีพอ จนไม่สามารถหาแง่มุมที่มันเจ๋งกว่าที่เราอ่านเจอในเว็บไซต์ทั่วๆ ไปได้อยู่แล้ว คนอ่านแล้วจึงไม่ค่อยรู้สึกอะไร

เลือกให้ดีระหว่างเขียนลงบล็อกกับเขียนลงเฟซบุ๊ค
ช่วงแรกๆ ผมชั่งใจหนักมากว่าจะเขียนลงบล็อกแล้วแชร์ในเฟซบุ๊คอย่างเดียว หรือจะเขียนซ้ำอีกรอบในรูปแบบเฟซบุ๊คสเตตัสอัพเดตด้วย เพราะในช่วงสองสัปดาห์แรกที่ลองเขียนลงเฟซบุ๊คด้วย จะเห็นเลยว่าคนจะอ่านเยอะกว่า กดไลค์เยอะกว่า ตอนนั้นมักมากอยากได้ไลค์เลยเริ่มโอนเอียงมาทางเขียนลงเฟซบุ๊คตรงๆ

แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจเขียนลงบล็อก และใช้เฟซบุ๊คสำหรับการแชร์ลิงค์บทความนั้นอย่างเดียว เพราะมองแล้วว่าระยะยาวอยากให้คนเข้ามาที่เว็บ anontawong.com มากกว่า แม้ว่าจะได้ไลค์หรือแชร์น้อยกว่าก็เถอะ

และตอนนี้ผมก็ดีใจที่คิดว่าตัดสินใจถูกต้อง

ยอดไลค์ของเพจไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะช่วยให้บทความของเราไปถึงคนหมู่มาก
สมมติว่าเพจเรามีคนไลค์ 1000 คน แต่ก่อนเวลาเราโพสต์อะไรไปจะมีคนเห็นประมาณ 30% หรือ 300 คน

แต่เดี๋ยวนี้ เฟซบุ๊คเขาเปลี่ยน algorithm ที่ทำให้ reach น้อยลงไปอย่างมาก ถ้าเพจเรามีคนไลค์ 1000 คน เวลาเราแชร์หนึ่งครั้งจะมีคนที่กดไลค์เห็นโพสต์ของเราแค่ประมาณ 100 คนเท่านั้น

ดังนั้น ยอดจำนวนไลค์ในเพจจึงสร้างความแตกต่างน้อยมากในแง่ของการเข้าถึงคนอ่าน เพราะทุกๆ 10 ไลค์ที่เราได้มา ก็เหมือนเราได้คนอ่านจริงๆ เพิ่มขึ้นแค่หนึ่งคนเท่านั้น

วิธีที่ดีที่สุดที่จะให้แน่ใจว่าบทความของเราจะไปถึงคนจำนวนมากได้ ก็คือการเขียนบทความที่ดีจริงๆ มีประโยชน์จริงๆ เพื่อให้คน 10% ที่ได้อ่านบทความนี้ของเราช่วยแชร์ต่อ

การ Boost Post มีประโยชน์เมื่อบทความของเราดี
ถ้าบทความที่เราเขียนออกมามีคนแชร์มากกว่าปกติ ผมแนะนำให้ลอง Boost Post ดูนะครับ

การ Boost Post ก็คือการจ่ายเงินเฟซบุ๊คให้ช่วยโปรโมตโพสต์ของเรา โดยค่าบู๊สท์ขั้นต่ำคือ 30 บาท และโดยปกติมันจะให้เราบู๊สท์เป็นเวลาหนึ่งวัน

ส่วนตัว ถ้าบล็อกของผมมีคนแชร์เกิน 100 ครั้งในช่วงครึ่งวันแรก ผมจะใช้เงินประมาณ 100 บาทเพื่อบู๊สท์โพสต์ ซึ่งจะทำให้คนเห็นโพสต์เพิ่มขึ้นสองสามพันคนเป็นอย่างน้อยครับ

คุณเดาไม่ถูกหรอกว่าบทความไหนจะฮิต
เรื่องบางเรื่องผมมั่นใจว่าฮิตแน่ๆ อย่างมหากาพย์เยือนโอลด์แทรฟฟอร์ดที่ผมใช้เวลากับมันไปไม่น้อย หมายมั่นปั้นมือว่าซีรี่ส์นี้ทำบล็อกผมเกิดแน่ๆ

แต่บทความเกี่ยวกับการเยือนโอลด์แทรฟฟอร์ดที่ผมเขียนรวมกันตั้ง 7 ตอนนี้ มียอดแชร์ตกเฉลี่ยตอนละสิบกว่าแชร์เท่านั้น

ขณะที่บทความบางตอนเขียนไปแบบไม่ได้คิดอะไรมาก ใช้เวลาเขียนไม่ถึงครึ่งชั่วโมงอย่าง  10 สิ่งอำนวยความสะดวกของคนไทยที่ฝรั่งไม่มีกลับฮิตติดลมบนจนเพจใหญ่ๆ อย่างทีนิวส์ มาติดต่อขอเอาไปลงเว็บของเขา

บทความเกี่ยวกับเรื่องการทำงานมักได้รับความนิยม
แม้ว่าจะเดาไม่ได้ว่าบทความไหนจะดัง แต่เท่าที่พบ บทความที่เป็นเคล็ดลับการทำงานมักได้รับความนิยมเกินคาดเกือบทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกฎ 10/20/30 ของการทำสไลด์ หรือเหตุผลที่อเมซอนไม่ใช้ Powerpoint ในการประชุม หรือการทำงานให้ดีขึ้นด้วย Kanban Board

อย่าหลงระเริง
ว่าบล็อกของคุณจะป๊อปปูล่าร์แล้ว เพราะเหตุการณ์สามารถพลิกผันกันได้ชั่วข้ามคืน อย่างบทความเรื่อง เหตุผลที่อเมซอนไม่ใช่ Powerpoint ในการประชุมมีคนแชร์เกือบหมื่นครั้ง วันถัดมาบทความเรื่องหนังสือพิมพ์ขายอะไรมีคนแชร์ห้าสิบกว่าครั้งเท่านั้น

บทความที่ทันเหตุการณ์มักได้รับความสนใจ
ส่วนใหญ่ผมจะไม่ค่อยตามข่าว จึงไม่ค่อยได้เขียนบทความที่ทันเหตุการณ์ แต่เท่าที่จำได้ผมเคยเขียนเรื่องที่เป็นประเด็นฮ็อตอยู่สามครั้งแล้วก็ได้ยอดแชร์เยอะกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นกรณีแตงโม-โตโน่, ระเบิดที่ราชประสงค์, หรือ ทีมบอลไทยได้แชมป์ซีเกมส์

การเติบโตแบบก้าวกระโดดมีอยู่จริง
ตอนต้นปีผมมียอดไลค์อยู่ที่ประมาณ 70 ไลค์ และด้วยกฎ “ดีขึ้นวันละ 1%” ผมหวังว่าภายในปลายปีน่าจะมีซัก 2000 ไลค์

เข้าเดือนสิงหาคมเพจผมมียอดไลค์ประมาณ 1300 ผมก็คิดว่าภายในสิ้นปีคงไม่น่าถึง 2000 ไลค์หรอก

แต่ภายในเดือนสิงหาคมเดือนเดียวก็เติบโตแบบก้าวกระโดด คือเพิ่มจาก 1300 เป็น 3000 เพราะฟลุ๊คที่มีบทความอยู่สองสามบทความที่ได้รับความนิยมแบบคาดไม่ถึง

ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคม ผมมีคนเข้ามาอ่านเต็มที่ไม่เกิน 15,000 คน

แต่เดือนสิงหาคม ตัวเลขกระโดดไปที่ 280,000 คนครับ

รูปข้างล่างนี้คือยอดผู้อ่านบล็อกในแต่ละเดือนครับ

Stats

ถ้าอยากได้ยอดไลค์/แชร์เยอะๆ ให้ quote “ประโยคตีแสกหน้า”
ใน 5 บทความที่มียอดแชร์สูงสุด สามในห้านั้นมีเนื้อหาตั้งต้นเป็น “ประโยคตีแสกหน้า” หมายความว่าได้ยินแล้วมันจี๊ด มันแรง มันสะใจ

ไม่ว่าจะเป็นของคุณโอปอล์:

ไม่มีใครโดนจ้างมาเป็นขี้ข้าใคร ดังนั้นช่วยเคารพทุกคนให้เท่ากันด้วย ถ้าคุณเคารพผู้กำกับยังไง คุณต้องเคารพช่างไฟอย่างนั้น

พี่โน๊ส อุดม:

ประเทศนี้แรงบันดาลใจมันเยอะเกินไปแล้วว่ะ สังคมไทยตอนนี้มันเต็มไปด้วยคำคมกับแรงบันดาลใจ ซึ่งของที่มันเยอะเกินไปมากๆ มันก็เป็นขยะได้ไง

หรือพี่โจน จันได:

โรงเรียนทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส

ซึ่งแม้ผมจะรู้แล้วว่ามันถูกใจคนหมู่มาก ผมก็พยายามระวังไม่หากินกับคำพูดสไตล์นี้บ่อยเกินไปนัก

Online Influencers มีพลังมหาศาล
บทความเรื่องความเคารพเป็นบทความที่มียอดแชร์สูงสุดถึงเจ็ดหมื่นกว่าแชร์ ซึ่งคงจะไม่มีทางได้เยอะเท่านี้ถ้าคุณ Pearypie เมคอัพอาร์ททิสต์ชื่อดังไม่ได้ช่วยแชร์ให้

11850853_1150337668315853_1392794265_n

อย่าทะเลาะกับคนที่มาคอมเม้นท์
แน่นอน เมื่อเราเอาตัวเข้ามาอยู่ในสปอตไลท์ ย่อมมีทั้งคนรักและคนเกลียด คนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถ้าเขามาเห็นแย้งด้วยเหตุด้วยผล เราก็คุยกับเขาดีๆ ได้ แต่ถ้าเขามาแนวเย้วๆ โจมตีตัวบุคคลแทนที่จะโจมตีเนื้อหา ผมก็จะไม่ต่อความยาวสาวความยืดเกินควร (แต่ใจหนึ่งก็ขอบคุณเขานะครับที่อุตส่าห์เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นที่มีต่อบทความของเรา แม้สิ่งที่เขาเขียนมันจะไม่เข้าหู-เข้าตาเราก็ตาม)

มีคนรออ่านงานของคุณมากกว่าที่คุณคิด
ผมแปลกใจหลายครั้งแล้วที่ได้รู้ว่าเพื่อนในเฟซบางคนที่ไม่เคยกดไลค์ แชร์ หรือ คอมเม้นท์บล็อกของผมเลย แต่พอเจอหน้ากันก็จะบอกผมว่า เออ ตามอ่านอยู่นะ เข้าข่ายรักนะ แต่ไม่แสดงออก

ดังนั้น อย่ามัวแต่คิดว่าสิ่งที่เราจะเขียนไม่มีคนอยากอ่าน ตราบใดที่เนื้อหาของบทความเรามีประโยชน์และเข้าถึงได้ง่าย จะมีคนอ่านแน่นอน

กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ
ซึ่งผมได้จากสองแหล่งคือคนใกล้ตัวและผู้อ่านที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว

กำลังใจจากคนใกล้ตัวอย่างแฟน น้องชาย และพ่อก็คือการตามอ่านบล็อกของผมและช่วยแชร์ตลอด (ส่วนแม่ผมไม่มีเฟซแต่ก็ยังเข้าไปอ่านทางไอแพดอยู่เรื่อยๆ)

ส่วนกำลังใจจากผู้อ่านก็คือการเข้ามาแสดงความเห็น เข้ามาขอบคุณ ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ที่ได้รู้ว่าสิ่งที่เราทำมันมีคุณค่ากับเขา

ดังนั้น อย่าลืมให้คนใกล้ตัวรับรู้สิ่งที่เราทำ (และเขาจะตัดสินใจเองว่าจะอยากซัพพอร์ตเราด้วยวิธีไหน) ส่วนผู้อ่านทั่วไปที่เข้ามาคอมเม้นท์ก็ควรจะขอบคุณเขาให้มากเท่าที่เรามีกำลังจะทำได้ เพราะเขาเหล่านี้คือผู้มีพระคุณครับ

บล็อกของเราอาจเป็นแรงผลักดันให้คนอื่นทำตาม
มีน้องอย่างน้อยสามคนที่บอกว่าบล็อกของผมช่วยจุดประกายให้เขาเขียนบล็อก

kacharuk.com น้องชายผมเอง เขียนเกี่ยวกับ Excel Tips และ Productivity Tools

pattrawoots.wordpress.com บอยที่เป็น CTO ของ Wongnai เขียนบล็อกเล่าเรื่องการก่อเกิดและช่วงเวลาตั้งไข่ของหนึ่งใน startup ที่ร้อนแรงที่สุดเจ้าหนึ่งในเมืองไทย

ginkguitar.wordpress.com กิ่งที่เป็นน้องที่เคยเล่นดนตรีวงเดียวกัน เล่าเรื่องการทิ้งงานประจำที่มั่นคงไปเรียนกีตาร์หนึ่งปีเต็มที่อังกฤษ

จงมีบทความในสต๊อก
เป็นความฉลาดน้อยและชะล่าใจของผมเองที่ปีที่แล้วแทบไม่มีบทความในสต๊อกเลย เพราะช่วงไหนก็ตามที่มีบทความสำรอง ผมก็จะใช้มันอย่างสุรุ่ยสุร่าย แป๊บเดียวก็หมดแถมทำให้เราสนิมขึ้นเพราะไม่ได้เขียนบล็อกหลายวันอีกต่างหาก ผมก็เลยคิดว่างั้นเขียนวันต่อวันนี่แหละ ท้าทายดี

แต่สิ่งที่เกิดก็คือความเครียดที่ทุกค่ำต้องมานั่งคิดว่า วันนี้จะเขียนเรื่องอะไรดี (วะ?) บางวันกว่าจะกลับถึงบ้านก็เหนื่อยแทบแย่ก็ยังนอนไม่ได้เพราะต้องเขียนบทความ ถือเป็นการสร้างสถานการณ์ให้ตัวเองเครียดโดยใช่เหตุแท้ๆ

แถมการไม่มีบทความในสต๊อกทำให้ผมพลาดเป้าที่จะเขียนบทความครบ 365 บทความในหนึ่งปีไปอย่างน่าเสียดาย

2 ม.ค.58-1 ม.ค. 59 ผมเขียนบทความไปทั้งหมด 358 บทความ หายไป 7 บทความ

วันที่ผมไม่ได้เขียนบล็อกมีดังต่อไปนี้

6 พ.ค. พลาดครั้งแรกตอนไปเที่ยวยุโรป ตอนนั้นผมเขียนบทความในสต๊อกไว้แล้ว แต่จะด้วยนับวันผิดหรืออะไรก็ตามแต่ ผมไม่ได้ตีพิมพ์บล็อกของผมในวันที่ 6 พ.ค. (เพิ่งมารู้ตัวเอาตอนเดือนพฤศจิกายนตอนดูข้อมูลย้อนหลัง)

29 พ.ย. – 1 ธ.ค. อีก 3 บทความหายไปช่วงที่ผมย้ายบ้านใหม่ เป็นช่วงที่ห่างหายจากการเขียนบทความยาวนานที่สุดในรอบปี

เดือนธันวาคม หายไปอีก 3 ครั้ง อันเนื่องมาจากเหนื่อยเกินไป และความรู้สึกที่ว่า ไหนๆ ก็ไม่สามารถทำให้ครบ 365 บทความอยู่แล้ว จะขาดอีกซักตอนก็ไม่ได้ต่างอะไร ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่น่ารักเอาซะเลย

นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมตั้งใจว่า ในปี 2559 นี้จะต้องมีบทความในสต๊อกอย่างน้อยซักห้าตอน เพื่อว่าวันที่เขียนไม่ไหวจริงๆ จะได้ใช้เป็นตัวช่วยได้

การเขียนบล็อกยังคงเป็นหนึ่งในวิธีที่ทรงพลังที่สุดในการส่งต่อความคิด

ปีที่ผ่านมาบล็อกของผมมีคนเข้ามาอ่าน 600,000 คน

บทความที่มีคนอ่านเยอะที่สุด คือวิธีการจัดบ้านแบบ KonMari ที่มีคนอ่านไป 170,000 ครั้งและแชร์กว่า 40,000 ครั้ง (เป็นบทความที่ผม “ใช้ใจเขียน” มากที่สุดตอนหนึ่งด้วยเช่นกัน)

แค่คิดภาพว่ามีคนเต็มสนามศุภชลาศัยอ่านบทความอันแสนยาวนี้จนจบแถมยังกดแชร์บทความนี้อีก ผมก็ขนลุกแล้วครับ!

ชีวิตของคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่แค่อยากจะเอาเรื่องที่เป็นประโยชน์มาเล่าสู่กันฟัง การได้รู้ว่าสิ่งที่เราเขียนมันมีประโยชน์กับคนเรือนหมื่นเรือนแสนนี่มันเป็นความภูมิใจและรู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ

—–

เล่ามาซะยืดยาวขนาดนี้ ถ้าคุณยังลังเลว่าจะเริ่มเขียนบล็อกดีรึเปล่า ผมหวังว่าคุณจะเริ่มโอนเอียงบ้างแล้วนะครับ 🙂

ปี 2559 ผมก็คงไม่กล้าตั้งเป้าว่าจะเขียนให้ครบ 365 ตอน แต่ก็จะตั้งใจเขียนทุกวันเหมือนเดิมครับ

ขอบคุณสำหรับการติดตามและกำลังใจครับผม

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

มรดก

20151217_WorkLivesOn

“พรุ่งนี้คุณก็ตายแล้ว แต่งานคุณยังอยู่ แก่นแท้ต้องอยู่ที่เนื้องาน ความสำเร็จเป็นหลักคิดของดารา ไม่ใช่ศิลปิน พอดาราคนหนึ่งตายลงก็มีคนอื่นมาแทน ผมไม่สามารถมีชีวิตแบบนั้นได้”

พิเชษฐ กลั่นชื่น นักเต้นไทยผู้ร่ายรำในความมืด
a day 184 December 2015

วันนี้เพิ่งซื้อ a day เล่มใหม่มาครับ

พลิกไปเจอสัมภาษณ์ของคุณพิเชษฐ เจอคำพูดให้ชวนคิดเยอะเลย

ผมเคยฟังคุณพิเชษฐพูดใน TedX Bangkok และติดใจในลีลาของเขา แม้จะจำชื่อไม่ได้แต่สไตล์การเล่าเลื่องและความเป็นขบถที่อยู่ในตัวของเขานี่ผมจำได้แม่นเลย

ประโยคเด็ดในคำตอบของเขามีหลายประโยค แต่ที่ผมหยิบยกขึ้นมาคือประโยคนี้

“พรุ่งนี้คุณก็ตายแล้ว แต่งานคุณยังอยู่”

ประโยคนี้คนอื่นผ่านมาเห็นอาจจะเข้าใจผิด นึกว่าหมายความว่า แม้ว่าเราจะทำงานจนตายไปแล้ว งานก็ยังไม่หมด!

แต่ความหมายของคุณพิเชษฐคือผลงานที่เราได้สร้างเอาไว้ จะมีอายุขัยยืนยาวกว่าชีวิตของเรา

—–

Stephen R. Covey ผู้เขียนหนังสือ The 7 Habits of Highly Effective People เคยกล่าวไว้ว่า คนเรามีความต้องการขั้นพื้นฐานหรือ Needs อยู่สี่อย่างก็คือ

To Live
To Love
To Learn
To Leave a Legacy

To Live คือความต้องการทางกายภาพ (Physical) อย่างการกิน ดื่ม ใช้

To Love คือความต้องการทางสังคม (Social) คือการมีครอบครัว มีเพื่อน มีคู่ครอง

To Learn คือความต้องการทางสติปัญญา (Mental) คือการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยอาจจะผ่านการอ่านหนังสือ หรือท่องโลกกว้าง

To Leave a Legacy คือความต้องการทางจิตวิญญาณ (Spiritual) ว่าเรามาทำอะไรที่นี่ และจะทิ้งอะไรไว้ให้กับคนรุ่นหลัง

ในโลกวัตถุนิยม เราอาจจะมุ่งเน้นความต้องการเชิง Physical มากไปนิด เพราะเราทำงานงกๆๆ พอได้เงินมาแล้วเราก็นำไป “เสพสุข”

ยิ่งเสพก็ยิ่งเบาโหวง เพราะความต้องการด้านอื่นๆ ของเราไม่ได้รับการเติมเต็ม

“พรุ่งนี้คุณก็ตายแล้ว แต่งานคุณยังอยู่”

ณ เวลานี้ ผมอุ่นใจ

เพราะอย่างน้อย ถ้า “พรุ่งนี้” ผมไม่อยู่แล้ว บทความต่างๆ ใน anontawong.com ก็จะเป็นมรดกของผม รวมถึงกิจกรรมและ know-how ต่างๆ ที่ผมได้ทำไว้ที่บริษัทด้วย

แล้วคุณล่ะ วันนี้คุณได้สร้างผลงานอะไรที่พอจะเป็นมรดกให้กับคนที่มาทีหลังบ้างรึยัง?

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก a day 184 December 2015

ขอบคุณภาพจาก Youtube: ถอดความเทพพนม | พิเชษฐ กลั่นชื่น | TEDxBangkok