หนึ่งปี 358 บทความ: บทเรียนจากการเขียนบล็อกปี 58

20150104_2015Review

 

ผมเปิดบล็อก anontawong.com ใน Tumblr เมื่อเดือนมกราคมปี 2555

และในช่วงสามปีแรก ผมเขียนบล็อกไป 15 ตอน เฉลี่ยปีละ 5 ตอน

เมื่อวันที่ 2 มกราคมปี 2558 หลังจากเที่ยวปีใหม่และกลับถึงกรุงเทพ ผมลองย้ายบล็อกของผมจาก Tumblr มา WordPress และตั้งใจว่าจะเขียนบทความลง anontawong.com ติดต่อกัน 3 วัน

โดยตอนแรกของปี 2015 ชื่อว่า “เกิดใหม่” ซึ่งจะว่าไปก็แอบขี้โกงเพราะเป็นการเอาบทความที่มีอยู่แล้วในหนังสือที่ผมแจกเป็นของชำร่วยในงานแต่งงานมาลง

พอเขียนติดต่อกันได้สามวัน ก็เริ่มขยับเป้าเปลี่ยนเป็น 7 วัน

พอเขียนได้ 7 วันก็ขยับเป้าเป็นหนึ่งเดือน…สองเดือน…และสามเดือน

จนวันที่ 30 มีนาคม ผมก็ประกาศออกสื่อว่าจะเขียนบล็อกทุกวันจากนี้ไป!

โดยแอบฝันหวานว่า วันที่ 2 มกราคมปี 2559 จะได้มาเขียนบทความชื่อ “หนึ่งปี 365 บทความ: บทเรียนจากการเขียนบล็อกทุกวัน” ซึ่งผมคิดว่ามันคงเท่น่าดู

แต่แล้วก็มีเหตุขัดข้องจนทำให้เขียนไม่ครบ ซึ่งก็ไม่เป็นไร ผมยังขอดื่มด่ำกับ 358 บทความในขวบปีแรกของการเขียนบล็อกอย่างจริงจัง และขอสรุปบทเรียนที่ได้รับมา เผื่อมันจะช่วยเป็นแนวทางให้คนอื่นที่คิดอยากจะลองทำดูบ้างนะครับ

เขียนทุกวันง่ายกว่าเขียนแบบกะปริบกะปรอย
เพราะเราไม่ต้องมานั่งตัดสินใจว่า วันนี้จะเขียนบล็อกดีหรือเปล่า คือตัดสินใจไปเลยว่าเราจะเขียนทุกวัน เราก็จะเหลือแค่เรื่องเดียวที่ต้องตัดสินใจคือจะเขียนเรื่องอะไร

และเขียนทุกวันในความหมายของผม ไม่ได้หมายความว่าจะต้อง publish ทุกวันนะครับ เพราะบางคนอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อหนึ่งบทความ ดังนั้นจะให้ “ตีพิมพ์” บล็อกตัวเองทุกวันก็อาจจะเป็นการรบกวนเวลาเกินไป

แต่สิ่งที่ผมสนับสนุนคือเราควรมีเวลาให้กับการเขียนทุกวันครับ เขียนสามวันเสร็จแล้วค่อยตีพิมพ์ดีกว่าสามวันเขียนครั้ง

เพราะการเขียนทุกวันจะทำให้เราติดเป็นนิสัย และอะไรที่เป็นนิสัยเสียแล้วเราจะไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก เหมือนที่เราไม่ต้องพยายามแปรงฟันหรือพยายามเก็บที่นอนครับ

หาวัตถุดิบด้วยการสังเกตสิ่งรอบตัวและ “สิ่งรอบใจ”
มีคนชอบถามผมว่าทำยังไงถึงมีเรื่องมาเขียนได้ทุกวัน

คำตอบคือ มันก็ไม่ได้ง่ายดอกน้อง บางวันต้องคิดแทบตายกว่าจะได้เรื่องมาซักเรื่อง บางทีคิดไม่ออกก็ต้องหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านหลายสิบหน้ากว่าจะเจอบางประโยคที่เราสามารถนำมาเขียนต่อได้

แต่ส่วนใหญ่ บทความที่ผมจะเขียนได้ดี เกิดจากการเก็บตกเรื่องราวที่พบเจอในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่อ่านใน Quora บทสนทนากับพี่ที่ออฟฟิศ หรือเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เราอดตั้งคำถามไม่ได้

พอรู้ตัวว่าต้องเขียนอะไรทุกวัน เราก็จะช่างสังเกตมากขึ้น และยิ่งถ้าเรื่องนั้นม้นกระทบกับใจเราจนวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมจากไปไหน ก็เป็นสัญญาณว่าเราควรจะเขียนถึงเรื่องนี้ครับ

อย่าพยายามเยอะเกินไป
ผมสังเกตหลายครั้งแล้วว่า บทความเชิงความรู้จิปาถะของผมไม่ค่อยมีคนแชร์เท่าไหร่ ทั้งๆ ที่ใช้เวลากับการศึกษาข้อมูลเยอะมาก อย่างบทความเรื่อง บิลเกตส์และเรื่องคริสต์มาส ผมใช้ เวลาบทความละไม่น้อยกว่าสามชั่วโมง แต่คนแชร์แค่สามสิบครั้ง ขณะที่บทความเรื่องทำไมผู้บริหารถึงโต๊ะสะอาดที่ผมใช้เวลาเขียนแค่ห้านาที มีคนแชร์เกือบร้อยครั้ง

ที่เป็นอย่างนี้ ผมสันนิษฐานว่าถ้าเรื่องใดเราต้องหาข้อมูลเยอะ นั่นแสดงว่าเราอาจจะยังรู้เรื่องนั้นไม่ดีพอ จนไม่สามารถหาแง่มุมที่มันเจ๋งกว่าที่เราอ่านเจอในเว็บไซต์ทั่วๆ ไปได้อยู่แล้ว คนอ่านแล้วจึงไม่ค่อยรู้สึกอะไร

เลือกให้ดีระหว่างเขียนลงบล็อกกับเขียนลงเฟซบุ๊ค
ช่วงแรกๆ ผมชั่งใจหนักมากว่าจะเขียนลงบล็อกแล้วแชร์ในเฟซบุ๊คอย่างเดียว หรือจะเขียนซ้ำอีกรอบในรูปแบบเฟซบุ๊คสเตตัสอัพเดตด้วย เพราะในช่วงสองสัปดาห์แรกที่ลองเขียนลงเฟซบุ๊คด้วย จะเห็นเลยว่าคนจะอ่านเยอะกว่า กดไลค์เยอะกว่า ตอนนั้นมักมากอยากได้ไลค์เลยเริ่มโอนเอียงมาทางเขียนลงเฟซบุ๊คตรงๆ

แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจเขียนลงบล็อก และใช้เฟซบุ๊คสำหรับการแชร์ลิงค์บทความนั้นอย่างเดียว เพราะมองแล้วว่าระยะยาวอยากให้คนเข้ามาที่เว็บ anontawong.com มากกว่า แม้ว่าจะได้ไลค์หรือแชร์น้อยกว่าก็เถอะ

และตอนนี้ผมก็ดีใจที่คิดว่าตัดสินใจถูกต้อง

ยอดไลค์ของเพจไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะช่วยให้บทความของเราไปถึงคนหมู่มาก
สมมติว่าเพจเรามีคนไลค์ 1000 คน แต่ก่อนเวลาเราโพสต์อะไรไปจะมีคนเห็นประมาณ 30% หรือ 300 คน

แต่เดี๋ยวนี้ เฟซบุ๊คเขาเปลี่ยน algorithm ที่ทำให้ reach น้อยลงไปอย่างมาก ถ้าเพจเรามีคนไลค์ 1000 คน เวลาเราแชร์หนึ่งครั้งจะมีคนที่กดไลค์เห็นโพสต์ของเราแค่ประมาณ 100 คนเท่านั้น

ดังนั้น ยอดจำนวนไลค์ในเพจจึงสร้างความแตกต่างน้อยมากในแง่ของการเข้าถึงคนอ่าน เพราะทุกๆ 10 ไลค์ที่เราได้มา ก็เหมือนเราได้คนอ่านจริงๆ เพิ่มขึ้นแค่หนึ่งคนเท่านั้น

วิธีที่ดีที่สุดที่จะให้แน่ใจว่าบทความของเราจะไปถึงคนจำนวนมากได้ ก็คือการเขียนบทความที่ดีจริงๆ มีประโยชน์จริงๆ เพื่อให้คน 10% ที่ได้อ่านบทความนี้ของเราช่วยแชร์ต่อ

การ Boost Post มีประโยชน์เมื่อบทความของเราดี
ถ้าบทความที่เราเขียนออกมามีคนแชร์มากกว่าปกติ ผมแนะนำให้ลอง Boost Post ดูนะครับ

การ Boost Post ก็คือการจ่ายเงินเฟซบุ๊คให้ช่วยโปรโมตโพสต์ของเรา โดยค่าบู๊สท์ขั้นต่ำคือ 30 บาท และโดยปกติมันจะให้เราบู๊สท์เป็นเวลาหนึ่งวัน

ส่วนตัว ถ้าบล็อกของผมมีคนแชร์เกิน 100 ครั้งในช่วงครึ่งวันแรก ผมจะใช้เงินประมาณ 100 บาทเพื่อบู๊สท์โพสต์ ซึ่งจะทำให้คนเห็นโพสต์เพิ่มขึ้นสองสามพันคนเป็นอย่างน้อยครับ

คุณเดาไม่ถูกหรอกว่าบทความไหนจะฮิต
เรื่องบางเรื่องผมมั่นใจว่าฮิตแน่ๆ อย่างมหากาพย์เยือนโอลด์แทรฟฟอร์ดที่ผมใช้เวลากับมันไปไม่น้อย หมายมั่นปั้นมือว่าซีรี่ส์นี้ทำบล็อกผมเกิดแน่ๆ

แต่บทความเกี่ยวกับการเยือนโอลด์แทรฟฟอร์ดที่ผมเขียนรวมกันตั้ง 7 ตอนนี้ มียอดแชร์ตกเฉลี่ยตอนละสิบกว่าแชร์เท่านั้น

ขณะที่บทความบางตอนเขียนไปแบบไม่ได้คิดอะไรมาก ใช้เวลาเขียนไม่ถึงครึ่งชั่วโมงอย่าง  10 สิ่งอำนวยความสะดวกของคนไทยที่ฝรั่งไม่มีกลับฮิตติดลมบนจนเพจใหญ่ๆ อย่างทีนิวส์ มาติดต่อขอเอาไปลงเว็บของเขา

บทความเกี่ยวกับเรื่องการทำงานมักได้รับความนิยม
แม้ว่าจะเดาไม่ได้ว่าบทความไหนจะดัง แต่เท่าที่พบ บทความที่เป็นเคล็ดลับการทำงานมักได้รับความนิยมเกินคาดเกือบทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกฎ 10/20/30 ของการทำสไลด์ หรือเหตุผลที่อเมซอนไม่ใช้ Powerpoint ในการประชุม หรือการทำงานให้ดีขึ้นด้วย Kanban Board

อย่าหลงระเริง
ว่าบล็อกของคุณจะป๊อปปูล่าร์แล้ว เพราะเหตุการณ์สามารถพลิกผันกันได้ชั่วข้ามคืน อย่างบทความเรื่อง เหตุผลที่อเมซอนไม่ใช่ Powerpoint ในการประชุมมีคนแชร์เกือบหมื่นครั้ง วันถัดมาบทความเรื่องหนังสือพิมพ์ขายอะไรมีคนแชร์ห้าสิบกว่าครั้งเท่านั้น

บทความที่ทันเหตุการณ์มักได้รับความสนใจ
ส่วนใหญ่ผมจะไม่ค่อยตามข่าว จึงไม่ค่อยได้เขียนบทความที่ทันเหตุการณ์ แต่เท่าที่จำได้ผมเคยเขียนเรื่องที่เป็นประเด็นฮ๊อตอยู่สามครั้งแล้วก็ได้ยอดแชร์เยอะกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นกรณีแตงโม-โตโน่, ระเบิดที่ราชประสงค์, หรือ ทีมบอลไทยได้แชมป์ซีเกมส์

การเติบโตแบบก้าวกระโดดมีอยู่จริง
ตอนต้นปีผมมียอดไลค์อยู่ที่ประมาณ 70 ไลค์ และด้วยกฎ “ดีขึ้นวันละ 1%” ผมหวังว่าภายในปลายปีน่าจะมีซัก 2000 ไลค์

เข้าเดือนสิงหาคมเพจผมมียอดไลค์ประมาณ 1300 ผมก็คิดว่าภายในสิ้นปีคงไม่น่าถึง 2000 ไลค์หรอก

แต่ภายในเดือนสิงหาคมเดือนเดียวก็เติบโตแบบก้าวกระโดด คือเพิ่มจาก 1300 เป็น 3000 เพราะฟลุ๊คที่มีบทความอยู่สองสามบทความที่ได้รับความนิยมแบบคาดไม่ถึง

ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคม ผมมีคนเข้ามาอ่านเต็มที่ไม่เกิน 15,000 คน

แต่เดือนสิงหาคม ตัวเลขกระโดดไปที่ 280,000 คนครับ

รูปข้างล่างนี้คือยอดผู้อ่านบล็อกในแต่ละเดือนครับ

Stats

ถ้าอยากได้ยอดไลค์/แชร์เยอะๆ ให้ quote “ประโยคตีแสกหน้า”
ใน 5 บทความที่มียอดแชร์สูงสุด สามในห้านั้นมีเนื้อหาตั้งต้นเป็น “ประโยคตีแสกหน้า” หมายความว่าได้ยินแล้วมันจี๊ด มันแรง มันสะใจ

ไม่ว่าจะเป็นของคุณโอปอล์:

ไม่มีใครโดนจ้างมาเป็นขี้ข้าใคร ดังนั้นช่วยเคารพทุกคนให้เท่ากันด้วย ถ้าคุณเคารพผู้กำกับยังไง คุณต้องเคารพช่างไฟอย่างนั้น

พี่โน๊ส อุดม:

ประเทศนี้แรงบันดาลใจมันเยอะเกินไปแล้วว่ะ สังคมไทยตอนนี้มันเต็มไปด้วยคำคมกับแรงบันดาลใจ ซึ่งของที่มันเยอะเกินไปมากๆ มันก็เป็นขยะได้ไง

หรือพี่โจน จันได:

โรงเรียนทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส

ซึ่งแม้ผมจะรู้แล้วว่ามันถูกใจคนหมู่มาก ผมก็พยายามระวังไม่หากินกับคำพูดสไตล์นี้บ่อยเกินไปนัก

Online Influencers มีพลังมหาศาล
บทความเรื่องความเคารพเป็นบทความที่มียอดแชร์สูงสุดถึงเจ็ดหมื่นกว่าแชร์ ซึ่งคงจะไม่มีทางได้เยอะเท่านี้ถ้าคุณ Pearypie เมคอัพอาร์ททิสต์ชื่อดังไม่ได้ช่วยแชร์ให้

11850853_1150337668315853_1392794265_n

อย่าทะเลาะกับคนที่มาคอมเม้นท์
แน่นอน เมื่อเราเอาตัวเข้ามาอยู่ในสปอตไลท์ ย่อมมีทั้งคนรักและคนเกลียด คนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถ้าเขามาเห็นแย้งด้วยเหตุด้วยผล เราก็คุยกับเขาดีๆ ได้ แต่ถ้าเขามาแนวเย้วๆ โจมตีตัวบุคคลแทนที่จะโจมตีเนื้อหา ผมก็จะไม่ต่อความยาวสาวความยืดเกินควร (แต่ใจหนึ่งก็ขอบคุณเขานะครับที่อุตส่าห์เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นที่มีต่อบทความของเรา แม้สิ่งที่เขาเขียนมันจะไม่เข้าหู-เข้าตาเราก็ตาม)

มีคนรออ่านงานของคุณมากกว่าที่คุณคิด
ผมแปลกใจหลายครั้งแล้วที่ได้รู้ว่าเพื่อนในเฟซบางคนที่ไม่เคยกดไลค์ แชร์ หรือ คอมเม้นท์บล็อกของผมเลย แต่พอเจอหน้ากันก็จะบอกผมว่า เออ ตามอ่านอยู่นะ เข้าข่ายรักนะ แต่ไม่แสดงออก

ดังนั้น อย่ามัวแต่คิดว่าสิ่งที่เราจะเขียนไม่มีคนอยากอ่าน ตราบใดที่เนื้อหาของบทความเรามีประโยชน์และเข้าถึงได้ง่าย จะมีคนอ่านค่อนข้างแน่นอน

กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ
ซึ่งผมได้จากสองแหล่งคือคนใกล้ตัวและผู้อ่านที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว

กำลังใจจากคนใกล้ตัวอย่างแฟน น้องชาย และพ่อก็คือการตามอ่านบล็อกของผมและช่วยแชร์ตลอด (ส่วนแม่ผมไม่มีเฟซแต่ก็ยังเข้าไปอ่านทางไอแพดอยู่เรื่อยๆ)

ส่วนกำลังใจจากผู้อ่านก็คือการเข้ามาแสดงความเห็น เข้ามาขอบคุณ ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ที่ได้รู้ว่าสิ่งที่เราทำมันมีคุณค่ากับเขา

ดังนั้น อย่าลืมให้คนใกล้ตัวรับรู้สิ่งที่เราทำ (และเขาจะตัดสินใจเองว่าจะอยากซัพพอร์ตเราด้วยวิธีไหน) ส่วนผู้อ่านทั่วไปที่เข้ามาคอมเม้นท์ก็ควรจะขอบคุณเขาให้มากเท่าที่เรามีกำลังจะทำได้ เพราะเขาเหล่านี้คือผู้มีพระคุณครับ

บล็อกของเราอาจเป็นแรงผลักดันให้คนอื่นทำตาม
มีน้องอย่างน้อยสามคนที่บอกว่าบล็อกของผมช่วยจุดประกายให้เขาเขียนบล็อก

kacharuk.com น้องชายผมเอง เขียนเกี่ยวกับ Excel Tips และ Productivity Tools

pattrawoots.wordpress.com บอยที่เป็น CTO ของ Wongnai เขียนบล็อกเล่าเรื่องการก่อเกิดและช่วงเวลาตั้งไข่ของหนึ่งใน startup ที่ร้อนแรงที่สุดเจ้าหนึ่งในเมืองไทย

ginkguitar.wordpress.com กิ่งที่เป็นน้องที่เคยเล่นดนตรีวงเดียวกัน เล่าเรื่องการทิ้งงานประจำที่มั่นคงไปเรียนกีตาร์หนึ่งปีเต็มที่อังกฤษ

จงมีบทความในสต๊อก
เป็นความฉลาดน้อยและชะล่าใจของผมเองที่ปีที่แล้วแทบไม่มีบทความในสต๊อกเลย เพราะช่วงไหนก็ตามที่มีบทความสำรอง ผมก็จะใช้มันอย่างสุรุ่ยสุร่าย แป๊บเดียวก็หมดแถมทำให้เราสนิมขึ้นเพราะไม่ได้เขียนบล็อกหลายวันอีกต่างหาก ผมก็เลยคิดว่างั้นเขียนวันต่อวันนี่แหละ ท้าทายดี

แต่สิ่งที่เกิดก็คือความเครียดที่ทุกค่ำต้องมานั่งคิดว่า วันนี้จะเขียนเรื่องอะไรดี (วะ?) บางวันกว่าจะกลับถึงบ้านก็เหนื่อยแทบแย่ก็ยังนอนไม่ได้เพราะต้องเขียนบทความ ถือเป็นการสร้างสถานการณ์ให้ตัวเองเครียดโดยใช่เหตุแท้ๆ

แถมการไม่มีบทความในสต๊อกทำให้ผมพลาดเป้าที่จะเขียนบทความครบ 365 บทความในหนึ่งปีไปอย่างน่าเสียดาย

2 ม.ค.58-1 ม.ค. 59 ผมเขียนบทความไปทั้งหมด 358 บทความ หายไป 7 บทความ

วันที่ผมไม่ได้เขียนบล็อกมีดังต่อไปนี้

6 พ.ค. พลาดครั้งแรกตอนไปเที่ยวยุโรป ตอนนั้นผมเขียนบทความในสต๊อกไว้แล้ว แต่จะด้วยนับวันผิดหรืออะไรก็ตามแต่ ผมไม่ได้ตีพิมพ์บล็อกของผมในวันที่ 6 พ.ค. (เพิ่งมารู้ตัวเอาตอนเดือนพฤศจิกายนตอนดูข้อมูลย้อนหลัง)

29 พ.ย. – 1 ธ.ค. อีก 3 บทความหายไปช่วงที่ผมย้ายบ้านใหม่ เป็นช่วงที่ห่างหายจากการเขียนบทความยาวนานที่สุดในรอบปี

เดือนธันวาคม หายไปอีกสามครั้ง อันเนื่องมาจากเหนื่อยเกินไป และความรู้สึกที่ว่า ไหนๆ ก็ไม่สามารถทำให้ครบ 365 บทความอยู่แล้ว จะขาดอีกซักตอนก็ไม่ได้ต่างอะไร (ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่น่ารักเอาซะเลย)

นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมตั้งใจว่า ในปี 2559 นี้จะต้องมีบทความในสต๊อกอย่างน้อยซักห้าตอน เพื่อว่าวันที่เขียนไม่ไหวจริงๆ จะได้ใช้เป็นตัวช่วยได้

การเขียนบล็อกยังคงเป็นหนึ่งในวิธีที่ทรงพลังที่สุดในการส่งต่อความคิด

ปีที่ผ่านมาบล็อกของผมมีคนเข้ามาอ่าน 600,000 คน

บทความที่มีคนอ่านเยอะที่สุด คือวิธีการจัดบ้านแบบ KonMari ที่มีคนอ่านไป 170,000 ครั้งและแชร์กว่า 40,000 ครั้ง (เป็นบทความที่ผม “ใช้ใจเขียน” มากที่สุดตอนหนึ่งด้วยเช่นกัน)

แค่คิดภาพว่ามีคนเต็มสนามศุภชลาศัยอ่านบทความอันแสนยาวนี้จนจบแถมยังกดแชร์บทความนี้อีก ผมก็ขนลุกแล้วครับ!

ชีวิตของคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่แค่อยากจะเอาเรื่องที่เป็นประโยชน์มาเล่าสู่กันฟัง การได้รู้ว่าสิ่งที่เราเขียนมันมีประโยชน์กับคนเรือนหมื่นเรือนแสนนี่มันเป็นความภูมิใจและรู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ

—–

เล่ามาซะยืดยาวขนาดนี้ ถ้าคุณยังลังเลว่าจะเริ่มเขียนบล็อกดีรึเปล่า ผมหวังว่าคุณจะเริ่มโอนเอียงบ้างแล้วนะครับ 🙂

ปี 2559 ผมก็คงไม่กล้าตั้งเป้าว่าจะเขียนให้ครบ 365 ตอน แต่ก็จะตั้งใจเขียนทุกวันเหมือนเดิมครับ

ขอบคุณสำหรับการติดตามและกำลังใจครับผม

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

One thought on “หนึ่งปี 358 บทความ: บทเรียนจากการเขียนบล็อกปี 58

  1. Pingback: วันแรกของการเริ่มต้น…Writing Habit | anuengblog

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s