มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 7

20150607_Manutd7

16:06 วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2558 คือนาทีที่ผมได้เยือนโรงละครแห่งความฝันอย่างเป็นทางการ!

ก่อนหน้านี้ ผมเคยดูบอลสดๆ มาสามครั้ง

ครั้งแรกเมื่อปี 2001 ที่เมืองซูริค ตอนที่บาร์เซโลน่ามาเตะบอลกระชับมิตรกับทีม Grasshopper ของซูริค ตอนนั้นคนดูน่าจอยู่ในหลักไม่กี่พันคน

ครั้งที่สองเมื่อปี 2005 ไปดูบอลกระชับมิตรฝรั่งเศสเจอทีมยุโรปเล็กๆ ที่ Stade De France คนน่าจะหลายหมื่นอยู่

ครั้งที่สามเมื่อปี 2011 ดูบอลไทยเตะกับออสเตรเลียที่สนามศุภชลาศัย คนดูประมาณเกือบๆ สองหมื่นคน

บรรยากาศและความรู้สึกเทียบไม่ได้เลยกับการมาเยือนสเตเดี้ยมแห่งนี้

IMG_2019

IMG_2022

IMG_2026

IMG_2023

แม้คนที่ไม่ได้เป็นแฟนแมนยู ถ้ามาที่นี่ก็น่าจะรู้สึกเช่นเดียวกัน คนเต็มสนาม เสียงเชียร์ดังกระหึ่ม พลังงานเจ็ดหมื่นกว่าชีวิตจดจ่อไปที่ลูกบอลกลมๆ และคนในสนามอีก 22 คน

เรามาถึงสนามช้าไปประมาณ 5 นาที เขาคิกอ๊อฟไปเรียบร้อยแล้ว เลยอดเห็นภาพตอนนักเตะเดินเข้าสนาม จับมือ และทายหัวก้อยเพื่อเลือกฝั่ง มาทริปคราวนี้พลาดอะไรดีๆ ไปหลายอย่างเพราะการมาสายจริงๆ ครับ

สิ่งแรกที่สังเกตเห็นคือการจัดวางเก้าอี้นั้นแน่นมาก ขนาดผมตัวเล็กๆ เวลาจะเดินเข้าไปตรงที่นั่งยังรู้สึกลำบากยิ่งกว่าตอนเดินเข้าที่นั่งในโรงหนังเสียอีก ไม่อยากนึกเลยว่าฝรั่งตัวใหญ่ๆ เขาจะอึดอัดแค่ไหน

สิ่งที่สองที่สังเกตเห็นก็คือพวกคนดูฝั่ง West Stand (ผมอยู่ฝั่ง North-West คนดูฝั่ง West จึงอยู่ทางด้านขวามือของผม) น่าจะเป็นพวกแฟนแมนยูพันธุ์แท้ที่ซื้อตั๋วแบบ Season Ticket  คนดูกลุ่มนี้ไม่มีใครนั่งเลย ยืนกันตลอดแมทช์ และเป็นกลุ่มคนที่ร้องเพลงเชียร์ตลอดเวลา ช่วยให้บรรยากาศมันสุดยอดมากจนผมต้องหันไปถ่ายวีดีโอพวกเขาหลายครั้ง จะว่าไป ใจในหลายๆ ช่วงของเกม สิ่งเกิดขึ้นในหมู่คนเชียร์นั้นน่าสนใจกว่าเกมในสนามด้วยซ้ำไป ดูตัวอย่างได้ที่นี่ครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ว่าแตกต่างจากการดูบอลในทีวีได้อย่างชัดเจน ก็คือจังหวะของเกมครับ

ในทีวีม้นจะมีภาพตัดต่อไปมา ภาพรีเพลย์ ภาพโคลสอัพ และอะไรต่อมิอะไร มันทำให้เรารู้สึกว่านักเตะพวกนี้อยู่ในระดับ “เหนือมนุษย์” ทั้งความเร็ว การเคลื่อนไหว และพละกำลัง

แต่พอมานั่งดูอยู่ในสนาม “ความโอเว่อร์” ที่ถูกสร้างขึ้นมาในทีวีถูกตัดทิ้งจนเรียบ เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นนักเตะเหล่านี้จับต้องได้  รู้สึกว่าเขาก็เป็นเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่วิ่งแย่งบอลในสนามเหมือนที่เราเคยเตะกันเองนี่แหละ

ในสนามจริง เราสามารถเห็นการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้กว้างขึ้น เห็นว่าคนที่ไม่มีบอลอยู่กับเท้ากำลังวิ่งทำทางกันอย่างไร เราสามารถดูเกมแล้วเดาต่อได้ว่าเขาน่าจะส่งบอลไปทางไหน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากเราดูบอลทางทีวี

ครึ่งแรกทีมแมนยูเลือกอยู่ฝั่ง West  ผมจึงเห็นแผ่นหลังของเดวิด เดเกอาตลอดทั้งเกม

ครึ่งแรกนี้แมนยูเล่นได้ดีกว่าอาร์เซนอลค่อนข้างเยอะ ชิ่งลูกสวยๆ กันหลายครั้ง และสุดท้ายก็ขึ้นนำ 1-0 ด้วยการยิงของ Herrera ในนาทีที่ 30

หมดครึ่งแรก คนส่วนใหญ่เดินออกไปเข้าห้องน้ำ ซื้อเบียร์และซื้อของกินด้านนอก ผมเลยมีเวลาฉายรูปนิดหน่อย

????

ก่อนเกมครึ่งหลังจะเริ่ม ก็มีเหตุการณ์ประทับใจ มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินฝ่ากลุ่มคนเข้ามาที่จุดที่ผมนั่ง แล้วถามว่าผมใช่อานนทวงศ์รึเปล่า แล้วเธอก็แนะนำตัวว่าเธอคือเบธานี

สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านตอนก่อนหน้านี้ เบธานี คือคนที่คอยตอบอีเมล์ของผมเวลาผมส่งเมล์ไปหา Matchday VIP และเขาเป็นคนอาสาไปปรึกษากับหัวหน้าเรื่องขอเปลี่ยนตัวให้ผมเป็นกรณีพิเศษ

เบธานีมาหา บอกว่าเอาของขวัญมาให้ และขอโทษที่ทำให้เรื่องราวขลุกขลักเพราะทีม Sales บอกว่าผมไม่สามารถเปลี่ยนบัตรได้

ผมบอกว่า ไม่มีอะไรต้องขอโทษเลย เป็นเราซะอีกที่ต้องขอบคุณเธอ เพราะถ้าไม่ได้เบธานีช่วย ผมกับแฟนก็จะไม่ได้มานั่งดูบอลอยู่ตรงนี้

ผมเลยขอถ่ายรูปคู่กับเบธานีไปหนึ่งรูป เดี๋ยวคงจะส่งบล็อกนี้ไปให้เธอดูด้วย

????

เกมครึ่งหลังเริ่มขึ้น คราวนี้แมนยูจะบุกมาทางที่ผมนั่งอยู่ ถ้ามียิงประตูคงจะสะใจน่าดู เพราะจะเห็นกันแบบจะๆ และพวกแฟนพันธุ์แท้ใน West Stand ก็คงเตรียมพร้อมที่จะเชียร์กระหึ่มอยู่แล้ว

แต่ปรากฎว่าอาร์เซนอลแก้เกมมาดี บอลจึงอยู่ตรงกลางสนามหรือฝั่งนู้นซะส่วนใหญ่ แมนยูทำเกมขึ้นมาได้น้อยมาก จนแฟนบอลเริ่มส่งเสียงเชียร์ให้เอา Van Persie ลงสนาม

นาทีที่ 61 ก็มีการเปลี่ยนตัวเอา Falcao ออก และให้ Ven Persie ลงมาแทน

ฟัลเกาเป็นนักเตะที่ขยันนะครับ วิ่งตลอดเกม แต่ทำยังไงก็ยิงไม่ได้ซักที นักเตะอเมริกาใต้ที่มาอยู่ที่แมนยูไม่ว่าจะเป็นเวรอน ฟอร์ลัน หรือฟัลเกา ต่อให้เคยเก่งระดับเทพแค่ไหน แต่พอมาอยู่ที่นี่กลับไม่รุ่งเอาเสียเลย

ก่อนออกจากสนามฟัลเกายกมือบ๊ายบายแฟนบอล เสมือนเป็นสัญญาณว่านี่คือการเล่นครั้งสุดท้ายของเขาที่นี่ เพราะแมนยูคงไม่คิดจะเก็บเขาไว้สำหรับฤดูกาลหน้าแล้ว

จากนั้นไม่นาน เดวิด เดเกอา หนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในฤดูกาลนี้ของแมนยู ก็มีอันต้องเปลี่ยนตัวเพราะบาดเจ็บ ตอนที่เดเกอาเดินออกจากสนามนั้นเหล่าแฟนบอลในสนามลุกขึ้นยืนปรบมือและส่งเสียงเชียร์ราวกับว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นเดเกอาเล่นให้แมนยูเช่นกัน (เพราะรีลมาดริดกำลังต้องการซื้อผู้รักษาประตูคนนี้อยู่)

วิกเตอร์ วาลเดส นายประตูที่ย้ายมาจากบาร์ซา ได้ลงสนามเป็นนัดแรก และก็ต้องเสียประตูไปจากลูกยิงธีโอ วอลคอตต์ที่ไปโดนขาของกองหลังแมนยู ในนาทีที่ 82

สุดท้ายเกมนี้จบลงด้วยสกอร์ 1-1

นักเตะของแมนยูรวมตัวกันแล้วเดินไปขอบคุณแฟนบอลรอบๆ สนาม ก่อนที่หลุยส์ ฟาน กัลจะกล่าวขอบคุณแฟนบอลที่คอยติดตามเชียร์ทีมมาโดยตลอด และบอกว่า เจอกันใหม่ฤดูกาลหน้านะ! (พูดสั้นไปมั้ย?)

จากนั้นเหล่าลูกๆ ของนักเตะก็วิ่งเข้ามาในสนาม บางคนถือบอลเข้ามาด้วยแล้วมาตั้งบอลตรงจุดโทษเพื่อที่จะยิงให้เข้าประตู ยิงเข้าทีนึงคนดูก็ช่วยเฮทีนึง เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมาก เสียดายผมไม่ได้เก็บรูปมาให้เพราะกล้องฟ้องว่าแบตจะหมดแล้ว

พวกเรานั่งรออีกซักพักให้คนทยอยออกไปเกือบหมดแล้วจึงค่อยเดินมา คราวนี้ลงบันไดธรรมดา (ตอนขึ้นขึ้นผ่านทางเข้าวีไอพี) เงียบเชียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

????

ลงมาถึงด้านนอกสเตเดี้ยม ก็พบผู้คนมากมายกำลังถ่ายรูปกันอยู่ เราเจอกลุ่มคนไทยอีกคนที่มาดูบอลด้วยเช่นกัน เลยขอให้เขาช่วยถ่ายรูปนี้ให้เรา (ผมบอกให้เขาถ่ายให้ติดป้าย Old Trafford ด้วย แต่ไหงติดแค่นี้ก็ไม่รู้ เป็นความผิดพลาดที่เราไม่ได้เช็ครูปให้เรียบร้อยก่อน)

????

เดินออกจากสนามมาก็จะเจอเจ้าหน้าที่จัดขบวนม้ามายืนกั้นไว้ไม่ให้คนลงไปเดินบนถนน เพื่อให้รถยนต์สามารถสัญจรได้  การเอาม้ามาบควบคุมการจราจรนี่มันช่างเท่จริงๆ

IMG_2045

แม้ม้าจะเท่แต่ก็มีข้อเสีย เพราะแต่ม้าย่อมมาคู่กับขี้ม้า!

IMG_2053

เราเดินกลับไปที่ Lancashire County Cricket Club อีกรอบ คราวนี้ไม่หลงทางเหมือนขามาแล้วเพราะเราเข้าจากด้านหน้า

IMG_2060

อาคารที่เราเข้าไปกินข้าวกันก็คืออาคารชื่อ The Point ที่เห็นอยู่ลิบๆ นั่นแหละครับ

IMG_2062

อาหารหลังแมทช์จะเป็นพวกเครื่องดื่มไวน์และแครกเกอร์กับชีสหน้าตาประมาณนี้ครับ

IMG_2069

IMG_2064

กลับถึงบ้าน หยิบของขวัญที่เบธานีเอามาให้ออกจากถุง ก็ได้เห็นของสิ่งนี้!

IMG_2107

IMG_2115

IMG_2108

IMG_2111

เสียดายที่ผมไม่ได้คลั่งไคล้นักเตะชุดนี้มากเท่าไรนัก ถ้าเป็นสมัยตอนได้สามแชมป์แล้วได้เสื้อที่มีลายเซ็นนักเตะทั้งทีมผมคงจะดิ้นตายไปเลย!

—–

สรุปบทเรียนจากการไปเยือนโอลด์แทรฟฟอร์ดในครั้งนี้

1. การทำในสิ่งทีเ่ราฝันมานานอาจไม่ได้ยากอย่างที่คิด ราคาตั๋วใบละ 18000 บาทอาจจะดูแพงมากก็จริง แต่ถามว่าอยู่ในวิสัยที่เราจะจ่ายได้มั้ย คำตอบก็คือจ่ายได้ เพราะประสบการณ์การไปดูบอลสดๆ ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดมันไม่สามารถหาอะไรมาทดแทนได้ (อย่างที่บอกว่าไปดูบอลไทยหรือบอลที่ฝรั่งเศสก็ไม่ได้ความรู้สึกแบบนี้) เพราะฉะนั้นขอเชียร์ให้กล้าๆ หน่อย เงินหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ประสบการณ์บางอย่างมันสามารถทำได้ในแค่บางช่วงของชีวิตเท่านั้น

2. ถึงความฝันจะไม่มีวันหมดอายุ แต่ถ้าทำตอนที่มันสดใหม่ได้ก็ดี  สิ่งเดียวที่ผมเสียดายเกี่ยวกับการไปดูแมนยูคราวนี้ก็คือผมลงมือทำมันช้าเกินไป เพราะสองปีที่ผ่านมาผมดูแมนยูน้อยมาก ความผูกพันกับทีมปัจจุบันก็น้อยมาก ประสบการณ์ที่ได้มาจึงประมาณแค่ 7/10 ถ้าผมได้มาตอนที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันยังอยู่ ความฟินน่าจะ 10/10 หรือ 11/10 เลยทีเดียว

3. อย่าไปสาย ผมกับแฟนพลาด Stadium Tour ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกไป ส่วนตอนเลี้ยงข้าว VIP ในวันแข่งผมก็มาสายกันชั่วโมงครึ่ง ทำให้เราเก็บรายละเอียดมาได้ไม่เต็มร้อย แนะนำให้เช็คเวลาให้ดีๆ แล้วก็เผื่อเวลาให้มากๆ ไว้นะครับ

จบบริบูรณ์

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

ติดตามผลงานได้ที่ Anontawong’s Musings on Facebook

มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 6

20160607_ManUtd6

และแล้ว วันนี้ที่รอคอยก็มาถึง

เกมมีเตะกันตอนบ่ายสี่โมงเย็น แต่ในตั๋ว Lancashire Package ระบุให้พวกเราไปที่ Lancashire County Cricket Club ตอนบ่ายโมงตรงเพื่อร่วมรับประทานอาหารร่วมกันก่อน

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ผมดันจำเวลาเป็นบ่ายสอง (เพิ่งมารู้ตัวตอนที่นั่งเขียนบล็อกนี่แหละ) และกว่าจะไปถึงจริงๆ ก็บ่ายสองโมงครึ่งแล้ว ทำให้ทุกอย่างเร่งรีบไปหมด ถ้าใครซื้อตั๋วประเภทนี้ จึงควรรีบไปเสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่านะครับ ไม่อย่างนั้นจะเหนื่อยเหมือนพวกผม

เนื่องจากเราจองบ้านใน airbnb ที่ไม่ไกลจากสนามมากนัก  จึงใช้วิธีเดินไป และก็ได้เก็บภาพก่อนถึง Cricket Club มานิดหน่อย เดินผ่านสถานีรถแทรมซึ่งน่าจะเป็นยานพาหนะหลักที่พอคนมาที่สนามนี้ครับ

IMG_1946

IMG_1947

เราหาทางเข้า Lancashire County Cricket Club ไม่เจอ เพราะดันเดินมาจากด้านหลังจึงไม่เห็นป้าย จึงเดินลัดเลาะไปเรื่อย แล้วอีท่าไหนไม่รู้ดันเดินเข้าไปถึงสนามคริกเก็ตของเขาเฉยเลย สนามสวยและใหญ่กว่าที่คิดมากครับ

IMG_1951IMG_1952

จากนั้นผมถึงเดินย้อนเข้าตึกมา ถามทางแล้วจึงรู้ว่าต้องลงไปรับบัตรที่ชั้น 1

วิธีรับบัตรก็ไม่ยากอะไร แค่ยื่นตั๋วที่เราปริ๊นท์จากอีเมล์ และเอาพาสปอร์ตให้เขาดู เขาก็จะยื่นกลอ่งสีดำที่ใส่ตั๋วและรายละเอียดทุกอย่างมาให้เรา พร้อมทั้งมีสายคล้อง VIP ให้เราใส่เพื่อเข้าไปทานข้าวด้วย

IMG_1953

รับเสร็จแล้ว เขาก็บอกให้เราเดินไปตึกข้างๆ ซึ่งคนอื่นๆ กำลังกินข้าวกันอยู่

ตอนแรกนึกว่าแขก VIP จำนวนจะไม่เยอะมากอาจจะซัก 50-100 คน ที่ไหนได้ ผมคิดว่าน่าจะมีคนไม่ต่ำกว่า 500 คนในห้องนี้

และคู่ของเราเหมือนจะเป็นคู่สุดท้ายที่มาถึงโต๊ะอาหาร!

IMG_1958

ที่เก้าอี้ของพวกเรามีถุงใส่ของที่ระลึกสีดำจัดเตรียมไว้ให้แล้ว ในนี้จะมีลูกฟุตบอลที่ระลึกลูกเล็กๆ และนิตยสารของ Man U ที่ทำการพรีวิวคู่แมนยูกับอาร์เซนอลอย่างละเอียดครับ

IMG_1983 IMG_1985 IMG_1974IMG_1977

โต๊ะนึงเขาจะจัดให้นั่งสิบคน คนที่นั่งโต๊ะเดียวกับผมเป็นคนจีนสี่คน (มาจากสิงคโปร์สองคน จากจีนหนึ่ง จากฮ่องกงหนึ่ง) ส่วนอีกสี่คนเหมือนจะมาจากอเมริกาแต่ไม่แน่ใจเพราะไม่ได้คุยด้วย แต่ที่แน่ๆ ทุกคนเขากินของหวานกันเสร็จเกือบหมดแล้ว

รายการอาหารและเครื่องดื่มมีดังนี้ครับ

IMG_1978 IMG_1980IMG_1979

เราเรียกบริกรให้ไปช่วยดูว่ายังมีอาหารเหลืออยู่รึเปล่า ระหว่างนั้นบนเวทีก็มีพิธีกรเชิญอดีตนักเตะแมนยูที่ผมไม่รู้จัก (น่าจะอยู่ในทีมช่วงยุค 1980’s) มีประกาศให้คนที่เกิดวันนี้ขึ้นมารับของรางวัลด้วย ซึ่งก็มีไม่น้อยทีเดียว สงสัยมาฉลองวันเกิดด้วยการดูแมนยูฯ

IMG_1972IMG_1962

หลังจากรออยู่เกือบสิบนาทีจึงได้อาหารเป็นสเต๊กเนื้อแกะ อร่อยมากครับ ไม่มีกลิ่นคาวเลย พวกเราก็กินกันอย่างจ้ำอ้าวเพราะเวลาแข่งบอลใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว

IMG_1969

เสียดายพวกเราไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เลยอดดื่มไวน์และเบียร์สิงห์ที่เขาจัดมาให้ไม่อั้น

IMG_1959

เสร็จจากเนื้อแกะเขาก็เอาราสเบอรี่ชีสเค้กมาเสิร์ฟ ซึ่งรสชาติก็อร่อยดี ตอนนี้คนเริ่มทยอยออกจากห้องแล้ว แต่คนจีน 4 คนที่นั่งโต๊ะเดียวกับเรายังไม่ลุกไปไหน ผมคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาน่าจะนั่งรอเป็นเพื่อน เราจะได้ไม่เขินที่อยู่เป็นคู่เกือบสุดท้าย

IMG_1970

ประมาณบ่ายสามสิบห้า เราจึงเดินออกจาก Cricket Club และมุ่งหน้าสู่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด

ระหว่างทางเดินก็เจอบรรยากาศอย่างที่เห็นครับ

IMG_1993

IMG_1999 IMG_2003 IMG_2006 IMG_2008

ผมแวะถามคนขายผ้าพันคอว่ามีอะไรให้ขายบ้าง แต่ดูๆ แล้วไม่มีลายที่ถูกใจ แถมโลโก้ก็ไม่ใช่โลโก้ปีศาจแดง คงเพราะติดเรื่องลิขสิทธิ์ ก็เลยตัดสินใจไม่ได้ซื้อมาครับ

ทางเข้าสนามของบัตรที่นั่งปกติจะเล็กเอามากๆ ต้องเดินหันข้างเข้าไป

IMG_2011

ส่วนทางเข้าของคนถือบัตร VIP ถึงจะดูใหญ่กว่า แต่คิวก็ยาวเอามากๆ เช่นกัน กว่าเราจะไปถึงคิวก็ 15.50 แล้ว จะทันมั้ยเนี่ย!

IMG_2015

สี่โมงเย็นเราถึงได้ตรวจบัตร แล้วต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกสี่ชั้น (จริงๆ จะขึ้นลิฟต์ก็ได้แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าลิฟต์รอนานมาก)

และนี่คือประตูทางเข้าสนามครับ

????

พรุ่งนี้จะมาต่อกันตอนสุดท้ายนะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

ติดตามผลงานได้ที่ Anontawong’s Musings on Facebook

มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 4

20150605_ManU4

ทัวร์เริ่มไปตั้งแต่ตอน 10:30 แต่เราไปถึงตอน 10.45 มีรปภ.หญิงท่าทางขึงขังยืนตรวจกระเป๋าจนเสร็จสรรพแล้วก็บอกให้เราไปเข้าคิวตรงรีเซ็ปชั่นซึ่งมีคนเยอะพอดู

รอคิวอยู่ประมาณ 5 นาทีเราจึงโชว์ตั๋วให้เขาดู เอ่ยขอโทษเขาที่มาสาย เขาบอกว่าตอนนี้ทัวร์ทุกรอบเต็มหมดแล้ว ไม่สามารถจะให้เราไปร่วมกับทัวร์รอบอื่นได้ จึงต้องให้เราไปสมทบกับทัวร์รอบ 10:30 ตามกำหนดการเดิม  จากนั้นก็หยิบป้ายมาให้เราแขวนคอไว้เพื่อเป็นสัญญลักษณ์ว่าเราจ่ายตังค์ค่าบัตรเรียบร้อย และสามารถเดินเข้าพิพิธภัณฑ์กับบริเวณสเตเดี้ยมได้

เจ้าหน้าที่โทรศัพท์บอกให้คนข้างในออกมารับพวกเรา หลังจากรอจนถึงเกือบ 11  โมงอย่างกระสับกระส่าย เจ้าหน้าที่ผู้หญิงอีกคนท่าทางคล่องแคล่วก็เดินมารับพวกเรา บอกว่า เราคงพลาดครึ่งแรกของการทัวร์ แต่ก็ปลอบใจเราว่าเราไม่ได้พลาดส่วนที่ดีที่สุดไป (You won’t miss the best part) คือห้องแต่งตัว (Dressing Room) กับประตูทางเดินลงสนาม

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พาเราเดินจ้ำไปหากลุ่มทัวร์ที่ออกสตาร์ทไปตั้งแต่ตอนสิบโมงครึ่ง ผมบอกเจ้าหน้าที่ว่าแฟนท้องอยู่อาจจะเดินเร็วมากไม่ได้ เขาก็เข้าใจและพยายามเดินในสปีดที่แฟนพอจะเดินตามทัน

บรรยากาศช่วงนั้นเหมือนเรากำลังอยู่ในหนังฉากที่เรากำลังเดินหนีผู้ร้ายในตึกอันซับซ้อน เข้าประตูนั้น ออกประตูนี้ ขึ้น-ลงบันได  ผ่านจุดที่คนทั่วไปเข้าได้และส่วนที่ให้เจ้าหน้าที่เท่านั้นผ่านได้ โดยเป้าหมายก็เพื่อจะเดินไปให้ถึงกลุ่มทัวร์ให้เร็วที่สุด

หลังจากเดินอยู่เกือบสิบนาที พวกเราก็ตามเขาทันจนได้ ในห้องรรับรอง “แขก VIP” เช่นประธานสโมสร หรือโค้ชจากทีมอื่นๆ ซึ่งเขาจะมากินข้าวและพูดคุยกันก่อน ก่อนที่จะเดินเข้าอัฒจันทร์  กลุ่มทัวร์กลุ่มหนึ่งประมาณ 30 คนเห็นจะได้ คนนำทัวร์เป็นผู้ชายสูงวัยอายุน่าจะเกิน 60 แล้ว (และทัวร์กลุ่มอื่นๆ ก็เหมือนจะมีแต่ผู้ชายสูงวัยเป็นไกด์ทั้งนั้นเลย ผมเดาว่าอาจจะเป็นนโยบายของสโมสรเพื่อให้คนเหล่านี้มีงานทำก็เป็นได้) และทุกกลุ่มทัวร์จะมีรปภ.คอยตามจี้อยู่ข้างหลัง ถ้าเราหยุดถ่ายรูปนานเกินไปเขาก็จะเดินมากดดันเราว่าให้ไปต่อได้แล้วเจ้าพวกลิงน้อย

เมื่อดูห้องรับรองเสร็จแล้วก็เดินเข้าสู่อัฒจันทร์ครับ ที่นั่งที่เห็นเป็นเก้าอี้สีเลือดหมู พื้นเป็นเบาะพับได้ และวิวของสนามก็ดีมากๆ หญ้าเขียวขจีสุดๆ

IMG_1783

IMG_1782

IMG_1784 IMG_1797 IMG_1789

จากนั้นเราก็เป็นช่วงไฮไลท์ของทัวร์ครั้งนี้คือห้องแต่งตัวนักกีฬาครับ

แว่บแรกที่เดินเข้าห้องคือรู้สึกว่า ห้องใหญ่กว่าที่คิด

ความคิดอีกอย่างที่ตามมาคือมันสะอาดและเนี้ยบกว่าที่คิด  ห้องแต่งตัวที่ผมคุ้นเคยมันจะต้องมีกลิ่นอับ กลิ่นโคลน ฯลฯ ที่บ่งบอกถึงสภาพของนักกีฬาที่ผ่านสมรภูมิมาแล้ว แต่นี่เขาดูแลสภาพได้อย่างดีมากเหมือนเป็นห้องใหม่เลย

บริเวณรอบๆ ห้องก็จะมีเสื้อของแต่ละคนแขวนอยู่ ตรงกลางห้องจะมีจอทีวีและมีไวท์บอร์ดเพื่อเอาไว้วางแผนเกมการแข่งขัน

ผู้บรรยายได้เล่าอีกว่า ในคืนก่อนวันแข่งขันนักเตะจะมานอนพักที่โรงแรมเดียวกัน และก่อนเกมประมาณ 3 ชั่วโมงก็จะมากินข้าวร่วมกัน โดยจะเน้นไปที่อาหารคาโบไฮเดรตอย่างสปาเก็ตตี้ เพื่อให้ได้พลังงานสูงสุด เมื่อทานข้าวเสร็จแล้วจึงขึ้นรถบัสของทีมและมาที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด

รูปจากนี้ไปจะมีทั้งจากกล้อง Cannon และกล้องมือถือนะครับ ความคมชัดจึงอาจจะแตกต่างกันเล็กน้อย

IMG_1805

????

IMG_1819

IMG_1821

สองสิ่งที่เราจะเห็นจนชินตาเวลาเดินจากห้องหนึ่งสู่ห้องหนึ่งคือร้านขายเบียร์กับป้ายบอกราคาต่อรองครับ

การดูบอลที่นี่เขาห้ามเอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปในสนาม ต้องกินเฉพาะในบริเวณด้านในตัวอาคารเท่านั้น ที่น่าชื่นใจคือเบียร์สิงห์ของเราเด่นมาก!

IMG_1864 IMG_1865

ส่วนราคาต่อรองก็จะมาในหลายรูปแบบมาก เช่นราคาต่อรองสำหรับ Rooney ยิงเป็นคนแรก หรือราคาต่อรองสำหรับ Valencia ยิงและแมนยู ชนะ 3-0 แต่ที่แน่ๆ ไม่มีราคาต่อรองอันไหนที่ระบุว่าแมนยูจะแพ้นะครับ!

IMG_1800

จากนั้นเราก็มาถึงอีกจุดหนึ่งของไฮไลท์ของทางเดินเข้าสนามบอลของทั้งสองทีม (และเป็นทางเดินกลับเข้ามาจากสนามด้วย) มุมที่เราคุ้นตาคือภาพจากกล้องที่ถ่ายจากปากทางเข้ามา เห็นกัปตันของสองคนยืนกระทบไหล่กันอยู่ อีกมือหนึ่งก็จับมือเด็กตัวเล็กๆ ที่ใส่ชุดทีมตัวจิ๋วเพื่อเดินเข้าสนามบอลด้วยกัน

แต่มุมที่ผมถ่ายคือมุมที่มองจากด้านในออกไป คุณไกด็บอกว่าลองมองบนเพดานด้านบน มันจะเป็น บันไดไฮโดรลิกที่สามารถยกขึ้นได้เวลาเกิดเหตุไฟไหม้ เพื่อให้รถดับเพลิงสามารถวิ่งเข้ามานสนามได้  ส่วนอีกกรณีหนึ่งที่จะยกบันไดขึ้นมาก็คือตอนที่ปีเตอร์เคราช์มาเตะที่นี่! (ใครไม่เก็ทมุขนี้ให้ไปถามเพื่อนที่ดูบอลนะครับ)

????

อ้อ ด้านซ้ายมือจะเห็นกระดานที่มีป้ายเป็นตารางโลโก้สปอนเซอร์ นี่คือจุดที่นักข่าวจะมาสัมภาษณ์นักเตะและผู้จัดการทีมหลังจากจบเกมการแข่งขันครับ

ถ้ามองขึ้นไปเหนือป้ายเล็กน้อยจะเห็นแผ่นกลมๆ สีดำๆ ที่มีรูปคนอยู่ในวงกลมเล็กสีขาวๆ  ผมจำชื่อคนนี้ไม่ได้แล้ว แต่คือคนที่บริจาคเงินให้แมนยูช่วงที่ประสบวิกฤติทางการเงินตั้งแต่สมัยก่อนนู้นครับ (ไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ปี)

ป้ายดำๆ กลมๆ นี้เราจะเห็นได้หลายจุดในสนาม บ่งบอกให้เห็นว่าเขาไม่เคยลืมบุญคุณคนที่เคยช่วยเหลือสโมสรเลย

จากนั้น เขาก็พาเราไปที่ Dugout นั่นก็คือที่นั่งของผู้จัดากรทีมและม้านั่งตัวสำรองนั่นเอง

ตรงนี้เราจะเห็นสนามได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น มีตั้งรั้วกั้นไว้ถึงสองชั้น มีคนถามรปภ.ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าลูกทัวร์ลงไปวิ่งเล่นในสนาม รปภ.ตอบว่า ตำรวจจะมาจับครับ เพราะขนาดตัวเขาเองยังไม่ได้รับอนุญาตให้ลงไปเลย

พื้นที่ม้านั่งสำรองก็จะมีของทีมเหย้าทีมเยือน ถ้ามองจากสนามเข้ามาทีมเยือนจะอยู่ฝั่งซ้าย ทีมเหย้าจะอยู่ฝั่งขวาครับ

????

ม้านั่งสำรองคือจุดสุดท้ายของการทัวร์ครั้งนี้ครับ ก็ถือว่าอิ่มเอมกันไปตามๆ กัน แม้ว่าจะพลาดครึ่งชั่วโมงแรกไปก็เถอะ

จบจากทัวร์ปุ๊ปพอเดินออกมาก็จะเจอ ManU Megastore ปั๊ป ช็อปกันสนุกมือ ผมเองไม่รู้จะซื้ออะไรเลยซื้อหนังสือภาพการ์ตูนประวัติแมนยู กับทำปกหนังสือพิมพ์ไว้เป็นที่ระลึกครับ เพราะสองอย่างนี้น่าจะหาซื้อในเมืองไทยไม่ได้

????

????

????

ออกจากสนามมา ก็จะเจอชายหนุ่มฉกรรจ์มายืนขายผ้าพันคอราคา 10 ปอนด์ครับ มีหลากหลายแบบมาก แต่ผมอดใจไว้ค่อยมาซื้อวันจริงดีกว่า

????

รอบๆ สนามจะมีรูปปั้นของนักเตะในตำนานอย่าง The Trinity – Bobby Charlton, Denis Law และ George Best ครับ

IMG_1872

พรุ่งนี้จะพาไปดูพิพิธภัณฑ์และ Red Café นะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

ติดตามผลงานได้ที่ Anontawong’s Musings on Facebook

มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 2

20150603_Oldtrafford2

<ใครยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 สามารถอ่านได้ที่นี่ครับ>

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม ผมกับแฟนและพี่โม (พี่ที่ออฟฟิศ) มีนัดไปดูคอนเสิร์ต Nuvo Love Story ที่อิมแพ็คอารีนา

แต่ก่อนจะมาถึงวันนี้ แฟนผมมีอาการมึนหัวมาได้ประมาณเกือบๆ สัปดาห์ และประจำเดือนที่ควรจะมาก็ยังไม่มา เราก็เลยเดินไปซื้อเครื่องตรวจวัดการตั้งครรภ์ที่ร้านขายยาแถวบ้าน แล้วมาทำการตรวจดู

ปรากฎว่าเครื่องตรวจวัดโชว์สองขีด แสดงว่าแฟนผมกำลังตั้งครรภ์

ถามว่าดีใจมั้ยที่จะมีลูกก็ต้องดีใจแน่ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ตามมาทันทีคือกังวลว่าการเดินทางจะมีผลกระทบอะไรรึเปล่า

ต้องยอมรับตรงนี้ว่า ผมกับแฟนคิดมาตลอดว่า ถ้าท้องแก่เดินทางแล้วอันตราย ดังนั้นเดินทางตอนท้องอ่อนน่าจะโอเค

แต่ความจริงก็คือช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะการกระทบกระเทือนนิดหน่อยอาจส่งผลให้แท้งได้

เย็นนั้นเราไปดูคอนเสิร์ตนูโวตามแผนเดิม เพียงแต่แฟนต้องนั่งดูเฉยๆ ห้ามกระโดดโลดเต้น

วันเสาร์ถัดมาเราจึงไปพบคุณหมอ และรู้ว่าอายุครรภ์ประมาณ 6 สัปดาห์แล้ว

ดังนั้น แผนการเดิมที่จะเดินทางในวันที่ 1 เมษายน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรเท่าไหร่ เพราะยังอายุครรภ์แค่สองเดือนนิดๆ

เราจึงต้องพับแผนการเดินทางยุโรปไว้ชั่วคราว โดยกะจะรอดูให้แน่ใจก่อนว่า เมื่อครบสามเดือนแล้ว คุณแม่และคุณลูกยังแข็งแรงดี

ระหว่างนั้นผมก็ส่งเมล์หา Match Day VIP ที่ดูแลลูกค้าที่ซื้อตั๋วบอลแมนยู

ก่อนอื่นต้องขอชมก่อนว่า แผนกที่ดูแลลูกค้านี้เฟรนด์ลี่มากๆ ผมถามอะไรก็ตอบภายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ว่าจะปรึกษาเรื่องรถไฟจากแมนเชสเตอร์ไปลอนดอน เรื่องวันและเวลาที่แน่นอนของวันแข่งขัน และเรื่องอื่นๆ จิปาถะ คนที่ตอบเมล์ผมนั้นชื่อเบธานี่ (Bethany) ก็ตอบเมล์ทุกฉบับอย่างเป็นกันเองและใจเย็นมากๆ

คราวนี้พอผมถามเบธานีไปว่า ผมคงไปดูแมทช์นี้ไม่ได้แล้วเพราะภรรยาท้อง และหมอบอกว่าต้องรอให้เกินสามเดือนก่อนถึงจะเดินทางไกลได้ พอจะมีอะไรที่ทางคุณจะช่วยได้บ้างมั้ยในแง่ของตั๋ว เช่นคืนเงิน ขายต่อ หรือเปลี่ยนตั๋วไปเป็นเกมส์อื่นในเดือนพฤษภาคม

เบธานีัจึง cc ทีม Sales ให้เข้ามาตอบ และคำตอบที่ได้คือ

Dear Anontawong

Thank you for your email.

All our packages are non-transferable and non-refundable. This is stated in the terms and conditions before you purchase tickets online.

If you read the terms and conditions you will see the below statement.

“(b) where a Ticket Holder has booked and/or purchased Facilities for a Match after the announcement of the date on which the relevant Match is due to be held and the date on which the Match is to be held is subsequently: (i) rearranged by more than two calendar days (for example, the Match is moved from a Saturday to the following Tuesday);”

As this is part of our terms and conditions I am unable to offer you a refund or transfer at this time as the match has only been moved to the Sunday.

If you require any further information please don’t hesitate to contact me.

Kind regards
Nicola

—-

สรุปก็คือในสัญญาก่อนซื้อตั๋วมันระบุไว้ชัดเจนว่าตั๋วนี้ไม่สามารถคืนเงินหรือเปลี่ยนมือได้ ยกเว้นในกรณีที่วันแข่งขันถูกเลื่อนไปจากวันเดิมเกินสองวัน (ซึ่งในกรณีผมมันเลื่อนแค่วันเดียวจากวันเสาร์มาเป็นวันอาทิตย์) ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถจะคืนเงินให้ได้

ผมก็จ๋อยสิครับ เงิน 36000 บาทหายวับไปกับตา แต่สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำใจ

—–

หลังจากผ่านไปได้ประมาณสามสัปดาห์ การตรวจครรภ์และเห็นว่าเด็กและแม่แข็งแรงดี เราก็เลยหยิบแผนการไปเที่ยวยุโรปขึ้นมาคุยกันอีกครั้ง

ผมขอเปลี่ยนตั๋วเครื่องบินจาก 1-18 เมษายน เป็น 1-16 พฤษภาคม แม้ต้องลางานเยอะขึ้นและได้เที่ยวสั้นลงแต่เราก็ยอม เพราะนี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายในอีกหลายๆ ปีที่จะได้ไปไหนไกลๆ

ทริปคราวนี้เราเลยตัดสินใจจะไม่ไปอังกฤษ เพื่อจะมีเวลาเพียงพอกับการเที่ยวชมเมืองอื่นๆ อย่างไม่ต้องเร่งรีบมากนัก

แต่แล้วก็เหมือนมีอะไรมาดลใจ ทำให้ผมคิดว่า แม้จะไม่ได้ไปดูบอลก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยขอเก็บตั๋วไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดี

ผมจึงเมล์ไปหาเบธานีว่าช่วยส่งตั๋วมาให้หน่อยนะ จะได้เก็บไว้ดูต่างหน้า ส่วนเราก็จองตั๋วไปยุโรปแล้วแต่คราวนี้จะไม่แวะไปอังกฤษเพราะถ้าไม่ได้ดูแมนยูก็ไม่รู้จะไปอังกฤษทำไม

แล้วเบธานีก็ถามกลับมาในสิ่งที่ผมไม่คาดคิด คือเขาถามว่า จองตั๋วเครื่องบินแล้วหรือยัง? เขาอาจจะช่วยเปลี่ยนตั๋วเป็นเกมที่เจอกับ West Bromwich หรือ Arsenal ได้นะ!

ผมก็ตอบว่า อ้าว ก็เห็นทางทีมเซลส์บอกว่าเปลี่ยนตั๋วไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ใน Terms & Conditions ก็บอกว่าไว้อย่างนั้น

เบธานีก็ตอบว่า ถูกต้อง ตามหลักแล้วทำไม่ได้ แต่สำหรับกรณีนี้เขาจะลองปรึกษาหัวหน้าดู

วันถัดมา หัวหน้าของเบธานีก็ตอบเมล์ผมมาว่า เขาช่วยเปลี่ยนตั๋วจาก Man City เป็น Arsenal ให้แล้วนะ คราวนี้ลองดูซิว่าจะปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางของคุณเพื่อให้มาดูแมทช์นี้ได้รึเปล่า นี่จะเป็นแมทช์สุดท้ายของฤดูกาลที่แมนยูจะเตะในบ้าน ดังนั้นบรรยากาศจะเยี่ยมยอดมากแน่ๆ

ผมนี่โคตรดีใจจนตัวลอย

ความฝันที่รอคอยมาเกือบยี่สิบปีของผมใกล้เข้ามาอีกนิดแล้ว

—–

ป.ล. ผมรู้ตัวว่าเขียนมาเกือบสองตอนก็ยังไม่ค่อยได้เห็นอะไรเกี่ยวกับแมนยูเท่าไหร่ แต่ผมอยากจะบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการจองตั๋ว ข้อตกลงในสัญญาก่อนซื้อตั๋ว และน้ำใจที่ผมได้รับ จึงต้องขออภัยหากเรื่องมันอาจยืดยาวไม่ทันใจสำหรับบางท่านนะครับ ตอนหน้าสัญญาว่าจะพาไปถึง Old Trafford แน่นอน!

มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 1

20150602_OldTrafford1

เพื่อนสนิทของผมทุกคนจะรู้ดีว่าทีมโปรดของผมคือแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ผมเป็น “เด็กผี” มาร่วม 20 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอีริค คันโตน่ายังโลดแล่นอยู่ในสนาม แม้ตอนนั้นผมจะเรียนอยู่นิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่บ้ารักบี้และหาฟุตบอลดูได้ยากมาก

เมื่อเราสมัครใจจะเป็นสาวกของทีมใดทีมหนึ่ง ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่หนึ่งในความฝันของเราคือการได้ไปเชยชมทีมที่รักติดขอบสนามซักครั้งในชีวิต

วันนี้ผมจะมาเล่าถึงฝันที่เป็นจริงครับ!

ผมแต่งงานไปเมื่อปลายปีที่แล้ว และตั้งใจจะมีลูกเลย จึงรู้ตัวแล้วว่า ถ้าจะไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ ปีนี้น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะได้ทำ ก่อนที่จะต้องหยุดพักไปอีกหลายปี

เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม ผมเลยลอง google ดูว่า แมนยูฯ มีเตะในบ้านเมื่อไหร่บ้าง ยิ่งถ้าได้ช่วงสงกรานต์ยิ่งดี

และโชคชะตาก็เป็นใจ แมนยูฯ มีแข่งกับแมนซิตี้ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดในวันที่ 11 เมษายน

เกมนี้ถือเป็นเกมระดับ 5 ดาวเลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็น “ดาร์บี้แมทช์” ซึ่งหมายถึงเกมที่ทีมจากเมืองเดียวกันต้องมาเจอกันเอง จึงเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี ไม่มีใครยอมใคร บู๊สะบั้นหั่นแหลก และกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายก็จะเร่าร้อนกว่าเกมทั่วๆ ไป

แค่คิดถึงบรรยากาศก็กระดี๊กระด๊าแล้ว

เมื่อรู้แล้วว่าอยากจะไปดูเกมส์ไหน ก็ google ไปตรงๆ เลยว่า manchester united manchester city match ticket

มีเว็บไซต์หลายๆ เว็บ ขึ้นมาให้เลือก แต่พอคลิ้กเข้าไปดูแล้ว ราคามันแพงเหลือหลาย อย่างต่ำๆ ก็เหยียบหมื่นบาทแล้ว และเท่าที่ดูก็ไม่แน่ใจว่าเป็นตั๋วผีรึเปล่า ซื้อแล้วจะได้ตั๋วจริงๆ รึเปล่า

ผมเลยลองเข้าเว็บ manutd.com แทน และคลิกไปที่ Tickets & Hospitality 

ปรากฎว่าตั๋วของเกมนี้หมดเกลี้ยงแล้วจริงๆ แต่ก็ยังไม่หมดหวังซะทีเดียว เพราะมันมีเซ็คชั่นที่เป็น Matchday VIP Tickets 

ซึ่งพอคลิ้กเข้าไปมันก็มี VIP หลายระดับ

ผมเลือก Lancashire Package เพราะว่ามันเป็นแพ็คเกจเดียวที่ยังพอมีที่นั่งเหลืออยู่

โดยแพ็คเกจนี้ระบุว่าจะมีเลี้ยงข้าวก่อนดูบอล มีของที่ระลึกให้ และพอดูจบก็กลับมาดื่มโน่นดื่มนี่ได้อีกนิดหน่อย

ค่าตั๋วก็ไม่แพงเท่าไหร่ แค่คนละ 299 ปอนด์หรือ 15,000 บาทเท่านั้น โอ้แม่เจ้า!

ผมเองเคยซื้อของราคาเกิน 10,000 บาทแค่สามชิ้น

ส่วนในแง่การซื้อประสบการณ์ ค่าตั๋วแพงสุดที่ผมเคยจ่ายคือประมาณ 5,000 บาทตอนไปดู The House of Dancing Water ที่มาเก๊า (อันนี้ก็ดีมากนะครับ แนะนำๆ)  พอมาเจอตั๋วราคาใบละ 15,000 ได้ดูบอล 90 นาที จึงทำให้คิดหนักอยู่เหมือนกัน

แต่พอถามตัวเองว่า อะไรหายากกว่ากัน

ระหว่างเงิน 30,000 บาท (ค่าตั๋วของผมกับแฟน)

กับการได้ไปอยู่ในบรรยากาศแมนเชสเตอร์ดาร์บี้แมทช์ในวันและเวลาที่ยังไม่มีภาระอะไร

คำตอบก็ชัดเจนในตัวมันเอง จึงคลิ้ก Next!

ถึงจะซื้อตั๋ว VIP แต่ที่นั่งก็ใช่ว่าจะดีมาก เพราะตามแผนผังที่นั่ง เราจะได้ที่นั่งในกลุ่ม NW3433 เป็นที่นั่งฝั่ง North West ระหว่าง Sir Alex Firguson Stand กับ West Stand ห่างจากสนามพอสมควรเลย

แต่ได้แค่นี้ก็เอาแล้ว ดีกว่าผัดวันประกันพรุ่งความฝันของเราไปจนถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

การจองตั๋วก็ไม่ยากอะไรครับ ทำตามสเต็ปไปเรื่อยๆ

จะมีช็อคนิดหน่อยตอนถึงหน้าสุดท้าย เพราะเขาเก็บภาษีอีกร้อยกว่าปอนด์ ตัวเลขบรรทัดสุดท้ายจึงเป็น 717.60 ปอนด์หรือ 35,640 บาท (เรท GBP/THB ณ ตอนนั้น)  แต่มาถึงจุดๆ นี้แล้วก็ต้องกัดฟันคลิ้ก Confirm แล้วล่ะครับ

และนี่คือเมล์ที่เขาส่งมาหลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยครับ

2015-06-02_100622
จะเห็นว่ามันขึ้นว่า (Date & KO TBC) ซึ่งย่อมาจาก Date & Kick Off To Be Concluded

เพราะแม้วันที่จะเป็นวันเสาร์ที่ 11 April แต่ก็มีโอกาสที่จะเลื่อนแมทช์ไปเตะวันอาทิตย์เพื่อการถ่ายทอดสดได้ แถมยังเลื่อนกลับมาเป็นวันเสาร์ได้อีกหากแมนซิตี้เข้ารอบลึกๆ ในฟุตบอลรายการ UEFA Champions League (ขอไม่ลงรายละเอียด)

ระหว่างนี้ ผมก็มีการเมล์ไปคุยกับทีมงาน Matchday VIP เพื่อจะถามเรื่องตั๋วฟุตบอล ซึ่งตามปกติจะส่งมาที่บ้านก่อนวันแข่งประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ผมขอไปรับที่หน้างานแทน เพราะมีโปรแกรมไปเที่ยวยุโรป กลัวว่าตั๋วกับผมจะสวนทางกัน

เมื่อได้ตั๋วบอลแล้ว วันถัดมาก็จองตั๋วเครื่องบินเลย โดยคิดว่าจะออกเดินทางคืนวันพุธที่ 1 เมษาแล้วกลับมาวันเสาร์ที่ 18 จะได้มีเวลาพักหนึ่งวันก่อนกลับไปทำงาน

แผนการก็คือไปเที่ยวที่สวิสเซอร์แลนด์ก่อน แล้วค่อยนั่งรถไฟ/รถบัสไปเที่ยวยุโรปตะวันออกอย่างเวียนนาและปราก จากนั้นก็บินไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์ เสร็จแล้วค่อยลงมาเจอเพื่อนที่ลอนดอน แล้วนั่งรถไฟลงไปเที่ยวที่ปารีส จากนั้นจึงบินจากปารีสกลับเมืองไทย

จองตั๋วเครื่องบินเสร็จสรรพก็เดินหน้าทำวีซ่า Schengen ซึ่งสามารถใช้ได้กับทุกประเทศที่เราจะไปยกเว้นอังกฤษ ส่วนวีซ่าอังกฤษผมก็รอดูสถานการณ์ก่อนว่าสุดท้ายแล้วเกมจะเกิดขึ้นวันไหนกันแน่

ทุกอย่างดูราบรื่นดี

จนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม

วันที่ผมรู้ว่าภรรยาตั้งครรภ์!

โปรดติดตามตอนต่อไป

—–

ผมเขียนบล็อกทุกวัน วันละหนึ่งบล็อก สามารถติดตามกันได้ที่ http://facebook.com/anontawongblog นะครับ