20 เรื่องที่อยากกลับไปบอกตัวเองตอนอายุ 20

  1. เล็กเชอร์โน๊ตวิชาฟิสิกส์ที่จดเอาไว้ อีกไม่กี่ปีเราจะอ่านไม่รู้เรื่องแม้แต่นิดเดียว
  2. ความก้าวหน้าในเรื่องงานนั้นเกิดจากการขยันและตั้งใจก็จริง แต่หลายครั้งการอยู่ถูกที่-ถูกเวลาก็สำคัญไม่แพ้กัน
  3. อยากได้งานตำแหน่งไหน ให้ลองอาสาไปช่วยเขาในด้านนั้นๆ ก่อน พอถึงเวลามีตำแหน่งว่างเราจะพร้อมกว่าคนอื่น
  4. เวลาทำงานอย่านั่งทับขาตัวเอง จงใช้เมาส์และจอมอนิเตอร์
  5. LTF คือการลงทุนที่คุ้มค่า ยิ่งช้าจะยิ่งมีข้อแม้มากขึ้นเรื่อยๆ
  6. Provident Fund ก็เช่นกัน เพราะเงินที่เราจะเก็บได้เป็นกอบเป็นกำคือเงินที่เรามองไม่เห็น
  7. รายได้กับความสุขไม่ได้แปรผกผันเป็นเส้นตรง ทุกอย่างตกอยู่ภายใต้ law of diminishing returns
  8. ระวังเรื่อง lifestyle creep ถ้าเรามีรายได้มากขึ้น แต่ดันใช้ของแพงขึ้น กินของแพงขึ้นจนเป็นนิสัย เราจะไม่เหลือเงินเก็บ
  9. แบ่งเงินส่วนหนึ่งให้พ่อแม่ใช้ทุกเดือน ถึงไม่ได้มากมายแต่มันหล่อเลี้ยงเขาได้
  10. อยากสนใจการเมืองไม่ว่ากัน แต่เผื่อใจไว้ด้วยว่าแม้เราจะ active แค่ไหน สุดท้ายเราก็เป็นได้แค่คนดูข้างสนามอยู่ดี
  11. ไปเที่ยวให้เยอะๆ ในอนาคตมันจะมีเหตุการณ์ให้เราไปเที่ยวไหนไม่ได้ถึง 2 ปี นายคงไม่เชื่อเราหรอก แต่มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ
  12. ของใช้ของเราในวันนี้ อีก 20 ปีจะไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว ยกเว้นกีตาร์
  13. ฝึกให้เป็นคนติดหนังสือ เพราะมันจะช่วยลดอาการติดมือถือในอนาคตได้
  14. เวลาถ่ายรูปไม่ต้องเน้นรูปวิว ให้เน้นรูปคน นั่นคือสิ่งเดียวที่เราอยากกลับมาดู
  15. รูปที่มีความหมายต่อใจ อย่าแค่ไรท์ลง CD เพราะเดี๋ยวจะหาเครื่องอ่านไม่ได้ ส่งเข้าเมลตัวเองดีที่สุด
  16. อ้อ แล้วไม่ต้องไปสนใจจำนวนเพื่อนใน Hi5 หรอกนะ
  17. ถ้ามีคนที่เราชื่นชมและไว้ใจมาชวนทำสตาร์ตอัพก็ไม่ต้องลังเล
  18. ผู้หญิงเขาไม่ได้ชอบ bad boy เขาแค่ชอบคนที่ไม่แหยและทำให้เขาหัวเราะได้
  19. ไม่ต้องไปเครียดมากเรื่องเก็บเงินค่าสินสอดทองหมั้น ถ้าเจอคนที่คู่กันเดี๋ยวมันจะหาทางได้เอง
  20. หลายเรื่องที่เราฟูมฟายจะเป็นจะตาย พอเวลาผ่านไปเราจะมองกลับมาแล้วพูดว่า “ไม่เห็นมีอะไรเลย”

บทเรียนจากต้นไผ่

ถ้าเราเอาเมล็ดไผ่สายพันธุ์จีนมาปลูก คอยรดน้ำพรวนดินและดูแลมันอย่างดีเป็นเวลา 1 ปี เราจะไม่เห็นไผ่แม้แต่หน่อเดียวผุดขึ้นมาจากดิน

กว่าหน่อแรกจะผุดขึ้นมา เราต้องรอถึง 5 ปีเลยทีเดียว

แต่พอหน่อแรกโผล่พ้นดินแล้ว ภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์ ต้นไผ่จะมีความสูงถึง 25 เมตร และในบางช่วงมันสามารถโตได้ถึง 1 เมตรภายในวันเดียว

แล้ว 5 ปีแรกเมล็ดไผ่มัวทำอะไรอยู่?

คำตอบก็คือมันกำลังแตกราก เมล็ดไผ่ใช้เวลาถึงห้าปีในการวางรากฐานสำหรับการเติบโตแบบก้าวกระโดด ถ้ารากไม่แข็งแรงพอ มันย่อมไม่มีทางรองรับการเติบโตได้อย่างแน่นอน

บางคนมองว่าไผ่ต้นนั้นโตขึ้น 25 เมตรในเวลา 6 สัปดาห์

แต่จริงๆ แล้วมันโตขึ้น 25 เมตรในเวลา 5 ปีกับอีก 6 สัปดาห์ต่างหาก

จงเรียนรู้จากต้นไผ่ จงมีความกล้าและศรัทธาในตนเองครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Rahul Dravid: The Chinese Bamboo on Youtube

20 เรื่องที่อยากบอกหลังเขียนบล็อกครบ 2,000 ตอน

20200822

หลังจากตั้งใจเขียนบล็อกวันละตอนมาได้ห้าปีกว่า เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2563 บล็อก Anontawong’s Musings มีบทความครบ 2,000 บทความแล้ว

ผมเคยเขียนบทความ “สิ่งที่อยากบอกหลังเขียนบล็อกครบ 1,000 ตอน” เอาไว้ มารอบนี้เลยอยากจะฉลองเล็กๆ ด้วยการพูดถึงอีก 20 เรื่องที่จะไม่ซ้ำกับตอนแรกนะครับ

1. Keystone Habit

ในหนังสือ The Power of Habit ผู้เขียนบอกว่า Keystone Habit คืออุปนิสัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตเข้าที่เข้าทางและทำให้อุปนิสัยที่ดีอื่นๆ ตามมาด้วย เช่นคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะเป็นคนที่เข้านอนเร็ว ทานอาหารที่มีประโยชน์ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับผม การเขียนบล็อกก็ keystone habit เช่นกัน เพราะมันบังคับให้ผมต้องตื่นเช้า เพื่อจะได้เขียนบล็อกได้โดยไม่กระทบเวลางานและเวลาอยู่กับครอบครัว ทำให้ผมอ่านหนังสือ ทำให้ผมสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น การเขียนบล็อกทุกเช้าจึงกลายเป็น ritual ที่ผมคุ้นเคยและติดใจไปเรียบร้อย

2. อ่านหนังสือให้ใส่ B

เมื่อรู้ตัวว่าต้องเขียนทุกวัน สิ่งหนึ่งที่จำเป็นไม่น้อยกว่าการอ่านหนังสือคือการทำให้เนื้อหาที่อ่านเจอนั้นกลับมาตามหาได้ง่าย

เวลาอ่านหนังสือผมจะมีวิธีการไฮไลท์อยู่หลายแบบ อ่านได้ในบทความ วิธีไฮไลท์หนังสือทั้งเล่มด้วยดินสอแท่งเดียว

สิ่งหนึ่งที่เพิ่มมาจากบทความนี้ ก็คือการใส่ตัวอักษร “A” หรือ “B” กำกับเอาไว้ด้วย

A คือ Action
B คือ Blog

แล้วผมก็จะใช้หน้าแรกของหนังสือซึ่งมักจะมีพื้นที่ว่างทำเป็น Index เอาไว้ เช่น

B 123, 145, 201

แสดงว่าเนื้อหาในหน้า 123, 145, และ 201 นั้นสามารถเอาไปเขียนเป็นบล็อกได้ วันไหนคิดอะไรไม่ออก ก็หยิบหนังสือที่เคยอ่านขึ้นมา เปิดไปหน้า index ที่เราทำเอาไว้ แล้วก็พลิกดูหน้าเหล่านั้น ก็มักจะได้หัวข้อที่เหมาะสมสำหรับการเขียนบล็อกครับ

3. บทความดีๆ จะมาเป็นระลอก

การเขียนบล็อกก็เหมือนการเล่นกระดานโต้คลื่น บางทีทะเลก็ไร้คลื่นหรือมีแต่คลื่นลูกเล็กๆ บทความที่เขียนก็จะไม่ได้หวือหวาทั้งในแง่เนื้อหาหรือเสียงตอบรับ แต่บางคราวก็จะมีคลื่นลูกใหญ่ๆ มาติดกัน บทความที่เขียนในช่วง 4-5 วันนั้นก็จะได้รับการตอบรับดีเป็นพิเศษ เป็นช่วง “มือขึ้น” ของบล็อกเกอร์ก็ว่าได้ จากนั้นก็จะกลับมาเจอวันที่ตันๆ เขียนอะไรไม่ค่อยออกอีกครั้ง เป็นวัฏจักรที่เราต้องทำความรู้จักและยอมรับ

4. การสะกดคำให้ถูกสำคัญมาก

คุณวิศรุต สินพงศพร เจ้าของเพจวิเคราะห์บอลจริงจังเคยมาพูด Wongnai WeShare ว่าคนอ่านเวลาจะแชร์บทความอะไรเขาก็อยากจะดูดี ถ้าบทความนั้นเขียนแล้วสะกดผิดเยอะคนอ่านก็จะไม่ค่อยอยากแชร์เพราะมันดูไม่ดี

ผมเองก็ต้องยอมรับว่ายังไม่ค่อยเป๊ะนัก แต่ก็ระวังมากขึ้นเยอะหลังจากได้ฟังคุณวิศรุตในวันนั้น

5. ถ้าคิดไม่ออกให้ออกไปวิ่ง

การวิ่งก็คือการทำสมาธิอย่างหนึ่ง เป็นเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองคล้ายๆ กับตอนอาบน้ำแต่กินระยะเวลายาวนานกว่า วิ่งไปก็รู้ตัวไป สักพักก็จะใจลอยคิดนู่นคิดนี่จนไปเจอหัวข้อที่น่าสนใจและกลายเป็นบทความดีๆ ในเวลาต่อมา

สำคัญคือต้องวิ่งที่ความเร็วและระยะทางที่กำลังพอดี ถ้าวิ่งเร็วเกินไปจะเหนื่อยจนคิดไม่ออก ถ้าวิ่งไกลเกินไปกว่าจะวิ่งเสร็จก็จะลืมไปแล้วว่าคิดอะไรได้ระหว่างที่วิ่ง

6. ขอแค่หนึ่งตอนล่วงหน้า

ผมเคยตั้งเป้าหมายว่าต้องมีบทความในสต๊อคไว้ซัก 15 ตอน แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังทำไม่ได้ เคยได้มากที่สุดก็แค่ 7 ตอนเท่านั้น แต่ผมได้เรียนรู้แล้วว่า ขอแค่มีหนึ่งตอนล่วงหน้าก็เพียงพอแล้ว เพราะมันจะทำให้เราไม่เครียด และทำให้เรามีเวลาเพียงพอที่จะเขียนบทความของวันมะรืนนี้ได้โดยไม่ต้องคาดคั้นตัวเองเกินไป

7. วาง KPI ลง

เขียนมาเกือบ 6 ปี ยอดคนตามยังไม่ถึงสามหมื่นคน แต่การโตช้าๆ ก็มีข้อดีตรงที่คนที่ไลค์เพจเรานั้นค่อนข้างเป็นกลุ่ม niche ที่ติดตามกันอย่างเหนียวแน่น ไม่ค่อยมีนักเลงคีย์บอร์ด เป็นความผูกพันที่สบายใจและไม่กดดัน

8. วิธีรับมือกับคนที่มาคอมเมนท์แรงๆ

คนที่ทำเพจย่อมต้องเจอคนที่มาเขียนข้อความในเชิงไม่เห็นด้วย บางทีก็ตำหนิติเตียน บางทีก็กวนประสาท แน่นอนว่าเราอ่านแล้วก็อยากจะชี้แจงหรือตอบโต้ แต่พอตระหนักว่าพรุ่งนี้เราก็จะเขียนตอนใหม่แล้ว ผมเลยคิดได้ว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปปกป้องตนเอง เขาผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เรานี่แหละที่ต้องอยู่ตรงนี้และผลิตงานต่อไปเรื่อยๆ

9. Writer

คือชื่อเครื่องมือที่ผมใช้เขียนบทความทั้ง 2,000 ตอน และใช้จดโน๊ตอื่นๆ อีกมากมาย ข้อดีคือมันหน้าตาโบราณ พื้นสีดำ อักษรสีเขียว ไม่มีอย่างอื่นที่เป็น distraction และผูกกับ Gmail ของเราดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวหาย ใครสนใจลองเข้าไปดูได้ที่ writer.bighugelabs.com

10. สรุปหนังสือแบบยาวๆ แล้วเราจะได้ประโยชน์ที่สุด

ผมสรุปหนังสือแบบแยกเป็นหลายตอนมาแล้ว 3 เล่มด้วยกัน

Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (20 ตอน)

Brave New Work by Aaron Dignan (15 ตอน)

The Black Swan by Nassim Nicolas Taleb (10 ตอน)

ส่วนอีกเล่มนึงสรุปเป็นแค่ตอนเดียวแต่ก็ยาวมากก็คือ วิธีการจัดบ้านแบบ KonMari จากหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up by Kondo Marie

เหตุผลที่เลือกสรุปหนังสือเหล่านี้เพราะผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนควรศึกษา อยากให้ได้อ่านกันเยอะๆ แต่คนที่จะได้ประโยชน์จากการสรุปหนังสือมากที่สุดก็คือตัวผมเอง เพราะทำให้ตัวเองเข้าใจเนื้อหาลึกซึ้งไปอีกขั้นนึงจนนำไปเปลี่ยนแปลงการทำงานและการใช้ชีวิตได้จริงๆ

11. เพจที่ไม่แชร์เรื่องของคนอื่น

ถ้าได้ติดตามเพจ Anontawong’s Musings กันมาสักพัก จะสังเกตว่าผมแทบไม่เคยแชร์โพสต์จากเพจอื่นเลยยกเว้นว่ามันจะมีความเชื่อมโยงกันโดยตรง เช่นเพจคิดด้วยภาพที่เอา Sapiens ไปแปลงเป็นการ์ตูนย่อยง่าย

เหตุผลที่ไม่ได้แชร์โพสต์คนอื่นมีอยู่ 2 ข้อ
– อยากให้ผู้อ่านมีประสบการณ์ที่คงเส้นคงวา คือรู้ว่าถ้าเข้ามาเพจนี้ก็จะได้อ่านแต่คอนเทนท์ของเพจนี้แน่ๆ
– ถ้าแชร์ของคนอื่น เราอาจจะย่อหย่อนเรื่องการเขียนบทความของตัวเอง

Content ดีๆ จากเพจอื่นผมจึงเก็บไว้แชร์แต่ใน profile ส่วนตัว

12. พอดคาสท์

มีหลายคนเชียร์ให้ผมทำพอดคาสท์ แต่ผมเป็นคนที่พูดไม่เก่งและไม่รู้ด้วยว่าจะพูดอะไร สิ่งเหล่านี้มันฝึกฝนได้ก็จริง แต่ผมยังรู้สึกว่าการเขียนมันได้รับการกลั่นกรองที่ดีกว่า กลับไป edit ได้ และที่สำคัญมัน search ได้ด้วย (พอดคาสท์ของไทยยังไม่มีบริการ transcript ให้เสิร์ชได้เหมือนพอดคาสท์เมืองนอก)

ด้วยงานที่ทำอยู่ ด้วยครอบครัวที่มี ผมยังไม่อยากใช้เวลากับ “งานราษฎร์” ไปมากกว่านี้ เพราะมันย่อมจะไปเบียดเบียนเวลาส่วนอื่นอย่างช่วยไม่ได้

13. Lindy Effect

ผมอ่านเจอคอนเซ็ปต์นี้ในหนังสือ The Black Swan ซึ่งกล่าวว่าอะไรที่อยู่มานานก็มีโอกาสจะอยู่ต่อไปอีกนานเพราะมันผ่านการพิสูจน์จากกาลเวลามาแล้ว ในขณะที่ของใหม่ๆ ที่หวือหวานั้นมีสิทธิ์มาเร็วไปเร็ว

บล็อกนั้นเกิดขึ้นมาก่อนจะมี social media ก่อนจะมี FB Live ก่อนจะมี TikTok ดังนั้นผมก็เลยมีความเชื่อว่า Blog เป็นสื่อที่ผ่านการทดสอบมาเป็นอย่างดีแล้ว และคงจะอยู่ต่อไปได้อีกยาวนาน นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ Anontawong’s Musings ไม่เคยทำ Facebook Live หรือ Podcast เลย

14. Blockdit

Blockdit เป็นแอปหน้าตาคล้ายๆ เฟซบุ๊ค แต่สร้างโดยทีมงานชาวไทยอย่างลงทุนแมน ผมเข้าใจว่าจุดมุ่งหมายของเขาคือการสร้างแพลตฟอร์มสำหรับคอนเทนท์ที่มีคุณภาพและสร้างสรรค์ ผมได้ลองปล่อยบทความลง Blockdit มาเกือบสองปีแล้ว ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ดี บางตอนเขียนแล้วได้เงินด้วย จะมาเล่าให้ฟังโดยละเอียดในโอกาสต่อไป แต่ตอนนี้ขอเชียร์ให้โหลดมาเล่นดูครับ

15. LINE Official Account

หลายคนอาจไม่รู้ว่าบล็อกนี้มี LINE Official Account ด้วย ถ้าเข้า LINE แล้วเสิร์ชหา @anontawongsmusings ก็จะเจอ แต่ก่อนผมปล่อยบทความทางช่องทางนี้ มีคนตามอยู่หกร้อยกว่าคน แต่พอเขาปรับจาก LINE@ เป็น LINE OA  เปลี่ยนโมเดลการเก็บเงินใหม่ ก็รู้สึกว่าค่าใช้จ่ายสูงเกินไป คือเดือนละ 1,500 บาท ซึ่งพอรวม Agency Fee และ VAT แล้วค่าใช้จ่ายจะตกปีละสองหมื่นกว่าบาท เลยหยุดไว้ก่อน แต่ก็ยังโพสต์ลง Timeline ทุกวันนะครับ เพียงแต่ต้องเสียเวลากดเข้าไปดูในหน้า Posts/Home เท่านั้นเอง

16. All Magazine

All Magazine คือนิตยสารแจกฟรีที่เต็มไปด้วยนักเขียนชั้นครูอย่างคุณวินทร์ เลียววาริณและอาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ หาได้ตาม 7-Eleven ทั่วกรุงเทพและในบางจังหวัด

ต้องขอบคุณทีมงานออลแม็กกาซีน ที่ให้ผมเขียนคอลัมน์ “มุมละไม” มาเกือบ 30 ตอนแล้ว คอลัมน์นี้จะฉายด้านสว่างของมนุษย์ ลองอ่านตัวอย่างได้ในตอน พ่อผู้ให้ชีวิตใหม่ ซึ่งเล่าเรื่องราวของโบรกเกอร์จากเมืองผู้ดีที่กลายมาเป็นผู้ช่วยให้เด็กชาวยิวเกือบ 700 ชีวิตรอดพ้นจากนาซีและเก็บงำเรื่องนี้เป็นความลับถึง 50 ปี

17. นิทานวันศุกร์

ผมกำลังมีความคิดว่าจะคัดสรรนิทานวันศุกร์มาทำเป็นเล่ม มีภาพประกอบสวยๆ อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ไม่แน่ใจว่าจะวางแผงหรือขายตรงดีเพราะคงจะไม่ได้ mass มาก (เกรงใจสำนักพิมพ์) ใครอยากอ่านหรือมีข้อเสนอแนะอย่างไรมาบอกกันได้นะครับ

18. เขียนหนังสือ

หนึ่งในความท้าทายต่อจากนี้คือการเขียนหนังสือเป็นเล่มๆ เพราะที่ผ่านมาหนังสือทั้งสองเล่มของผมล้วนเกิดจากการรวบรวมบทความในบล็อกมาจัดหมวดหมู่เท่านั้นเอง แต่การเขียนหนังสือจากศูนย์เลยนั้นเป็นเรื่องยากมาก ผมเคยพยายามลองทำมาแล้วแต่ยังไม่สำเร็จและมีเหตุให้ต้องพักไปเสียก่อน

19. เขียนบล็อกภาษาอังกฤษ

เป็นอีกหนึ่งโปรเจคที่ทำไปแล้วนิดหน่อย และคิดว่าน่าจะได้กลับมาทำอีกในเร็วๆ นี้ เนื้อหาอาจจะไม่ได้แปลจากภาษาไทยตรงๆ แต่ก็คงจะไม่ทิ้งกันนัก ถือเป็นการฝึกปรือภาษาอังกฤษ และหวังว่าจะได้นำเสนอเรื่องของการรู้เนื้อรู้ตัวให้กับฝรั่งที่อาจจะเก่งเรื่องคิดแต่ไม่เก่งเรื่องการเห็นความคิด

20. ขอบคุณกัลยาณมิตร

แม้จะเคยเขียนขอบคุณไปแล้วตอนครบ 1,000 ตอนแต่ก็อยากจะเขียนถึงอีกครั้ง เพราะกัลยาณมิตรนั้นสำคัญจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวที่เข้าใจและช่วยแชร์ คนทำสื่อต่างๆ ที่ผ่านมาเห็นบทความแล้วนำไปขยายผลต่อ รวมถึงคนอ่านผู้น่ารักที่คอยส่งกำลังใจมาให้อยู่เสมอ ถ้าไม่มีกัลยาณมิตรเหล่านี้ผมคงหยุดเขียนไปนานแล้ว

ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ สัญญาว่าจะเขียนต่อไปเรื่อยๆ ครบ 3,000 ตอนเมื่อไหร่จะมาอัพเดตให้ฟังอีกครั้งนะครับ 🙂

—–

อ่านบทความทั้ง 2,000 ตอนได้ที่ anontawong.com/archive

สิ่งที่คิดได้และได้คิดในวันที่ชีวิตขึ้นเลขสี่

20200712

ผมเพิ่งจะอายุ 40 ปีไปหมาดๆ จึงอยากจดบันทึกความคิดบางอย่าง ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ เผื่อจะกลับมาอ่านได้ในวันข้างหน้า และเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อบางคนครับ

งาน

รู้สึกว่าการทำงานให้ดีมันมีเคล็ดลับอยู่ไม่กี่อย่าง

หนึ่งคือเราต้องมีความกล้า กล้าที่จะเริ่มลงมือทำ กล้าที่จะถาม กล้าที่จะยอมรับว่าเราไม่รู้ กล้าที่จะยอมรับผิด กล้าที่จะตักเตือนลูกน้อง กล้าที่จะเสนอความคิดเห็นที่ต่างจากหัวหน้าหรือคนอื่นๆ ในห้อง

สองคือเราต้องสื่อสารให้มากๆ สื่อสารว่าเรากำลังทำอะไร เพราะอะไร จะเสร็จเมื่อไหร่ สื่อสารกับทั้งข้างบน ข้างข้าง และข้างล่าง เค้าจะได้ไม่ต้องมาคอยเดาใจเรา และเราจะได้ลดโอกาสหัวเสียที่เขาทำงานไม่ได้ดั่งใจ เพราะส่วนใหญ่ปัญหามันเกิดจากการสื่อสารระหว่างทางไม่ดีเท่านั้นเอง

สามคือลด distractions ให้ได้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นเราจะทำงานใหญ่ไม่ได้เลย

เงิน

การมีเงินอาจไม่สามารถซื้อความสุขได้เสมอไป แต่การไม่มีเงินนั้นซื้อความทุกข์ได้แน่นอน

ดังนั้นการมีเงินเป็นเรื่องดี ยิ่งถ้าเรามีเงินเยอะและความต้องการของเราน้อย เราจะสามารถเอาเงินไปทำประโยชน์ได้อีกมากเพราะเราไม่เห็นความจำเป็นต้องสะสม ใครขอความช่วยเหลืออะไรเราก็ให้ได้โดยไม่รู้สึกเสียดายและไม่เบียดเบียนตัวเราเองด้วย

โยงไปที่เรื่องการซื้อของ ราคาของของที่เราซื้อมันไม่ใช่แค่ราคาที่อยู่บนป้ายเท่านั้น แต่มันยังมีราคาของ “ที่ว่าง” ในบ้านของเราด้วย ยิ่งเราซื้อของเข้าบ้าน ที่ว่างในบ้านยิ่งน้อยลง และเมื่อไม่มีที่ว่าง ของหลายอย่างก็จะถูกกองรวมกันไว้ไม่ต่างอะไรกับกองขยะ

สร้างความสัมพันธ์กับเงินให้ถูกต้องแล้วเงินจะเป็นข้ารับใช้ที่ดี ถ้าความสัมพันธ์กลับหัวกลับหางเมื่อไหร่ เราจะเอาสิ่งที่มีค่าที่สุดไปแลกกับสิ่งที่มีคุณค่าน้อยกว่า นั่นคือการเอา “เวลาในชีวิตของเรา” ไปแลกกับเงิน ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นแค่สิ่งสมมติ เป็นแค่เรื่องราวที่เราเอาไว้เล่าให้ตัวเองและคนอื่นๆ ฟังว่าเรามีตัวเลขในบัญชีเท่านั้นเท่านี้ แต่จริงๆ มันแทบไม่ได้มีผลอะไรต่อคุณภาพชีวิตเราโดยรวมเลย

ลูกๆ

พอครอบครัวมีฐานะ ลูกได้เรียนโรงเรียนเอกชน สิ่งที่เป็นห่วงที่สุดตอนนี้คือกลัวลูกจะไม่รู้จักความลำบาก ตอนนี้เขาอยากซื้ออะไรเราก็ซื้อให้ได้ ร้อนก็เปิดแอร์ได้ อยากทำอะไรก็มีพี่เลี้ยงช่วยทำให้ ในฐานะพ่อแม่เราต้องคอยหักห้ามใจตัวเองไม่ตามใจลูกจนเกินไป และต้องหากิจกรรมที่ทำให้เขาได้สร้างความคุ้นเคยกับความยากลำบากเสียบ้าง

ส่วนเรื่องการเลือกโรงเรียนให้ลูกตอนนี้ก็เน้นใกล้บ้านไว้ก่อน พอถึงวัยประถมปลายหรือมัธยมค่อยดูกันอีกที แต่หวังว่าเมื่อถึงตอนนั้นผมกับแฟนจะมีเวลามากพอที่จะสอนการบ้านและนั่งคุยกับลูก ซึ่งสำคัญกว่าการเลือกโรงเรียนเสียอีก

คู่ครอง

ความหนุ่มสาวอยู่กับเราได้ไม่นาน ต่อให้ภรรยาสวยแค่ไหน สุดท้ายก็จะเคยชินหรือโรยราอยู่ดี

ดังนั้นคู่ครองที่ดีคือคนที่เราสามารถคุยได้โดยไม่เบื่อ คุยได้ทุกเรื่อง แต่ก็ปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างมีพื้นที่ส่วนตัวด้วยเช่นกัน เราควรมีแนวทางคล้ายๆ กัน เช่นการหาเงินและการจ่ายเงิน การทำงาน การเลี้ยงลูก เรื่องพวกนี้ถ้าเห็นไม่ตรงกันจะสร้างความกังวลได้ไม่น้อย

พ่อแม่

หากมีพ่อแม่ที่ยังแข็งแรงดีอยู่ถือเป็นพรอันประเสริฐ

พ่อกับแม่ผมยัง active ยังมีงานให้ทำ ยังมีกิจกรรมให้ไปร่วมอยู่เรื่อยๆ ก็เลยไม่แก่

การที่ผมกับน้องชายตัดสินใจซื้อบ้านให้พ่อกับแม่มาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเป็นการตัดสินใจที่ดี เพราะพ่อแม่ได้แวะเวียนมาเจอหน้าหลานๆ แทบทุกวัน แต่พวกเขาก็ยังมีพื้นที่ส่วนตัวที่บ้านของตัวเองได้ ซึ่งพื้นที่ส่วนตัวที่ว่านี้มันหายไปตั้งแต่ตอนผมเกิด และเพิ่งได้กลับมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง

ครอบครัว

การมีคนในครอบครัวอยู่ใกล้ๆ กันนั้นสร้างความอุ่นใจที่มีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้

น้องชายกับน้องสะใภ้ก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ลูกๆ ของพวกเราอยู่โรงเรียนเดียวกันก็เลยผลัดกันรับส่งกันได้ พี่ชายของภรรยาผมก็ขึ้นมาพักกับเราที่กรุงเทพอยู่เรื่อยๆ เป็นอีกคนที่ให้คำปรึกษาได้เสมอ

การอ่านหนังสือ

ปีนี้ทดลองเปลี่ยนยุทธศาสตร์การอ่านหนังสือเล็กน้อย คืออ่านหนังสือจากคนๆ เดียวกัน 3 เล่มติดกัน โดยหวังว่าจะได้ “อ่านระหว่างหนังสือ” ซึ่งเป็นขั้นกว่าของการ “อ่านระหว่างบรรทัด” จะได้เข้าใจความมุ่งหมายของนักเขียนคนนั้น

ตอนต้นปีผมอ่านหนังสือชุดมูซาชิของอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย

ช่วงปิดโควิดผมอ่าน Fooled by Randomness, The Black Swan และ Antifragile ของ Nassim Nicholas Taleb

ตอนนี้กำลังอ่านงานของ Robert Greene – 48 Laws of Power, Mastery, และ The Laws of Human Nature

ช่วงที่อ่านหนังสือของคนไหน ผมก็จะอ่านและฟังคำสัมภาษณ์ของคนๆ นั้นด้วย เพื่อให้เข้าใจตัวตนของเขาในบริบทอื่นๆ มากขึ้น

ขับรถเดี๋ยวนี้สิ่งที่ฟังเยอะที่สุดคือ Youtube Premium ค่าสมัครรายปีนั้นถูกมากเมื่อเทียบกับ content มากมายมหาศาลที่มีที่เราสามารถโหลดมาฟัง offline ได้เลยแถมยังเปิดไปหน้าจออื่นโดยที่วีดีโอไม่หยุดเล่นอีกด้วย

เคยพยายามฟังหนังสือเสียงของ Storytel ซึ่งย่อมเยาว์กว่า Audible แต่รู้สึกว่ามันไม่เข้าหัว ไม่สามารถรักษาสมาธิได้ตลอดรอดฝั่งได้

เคยลองใช้ book summary services อย่าง Blinkist, Headway และ 12min แต่ก็ค้นพบว่าไม่อาจทดแทนหนังสือจริงได้ ตอนนี้เลยเลิกใช้ไปแล้ว

อีกสองไอเดียเกี่ยวกับการอ่านหนังสือผมได้มาจาก Nassim Taleb

ไอเดียแรกคือให้จดเอาไว้ว่าวันนี้อ่านหนังสือไปได้กี่นาที สัปดาห์นึงอยากอ่านหนังสือให้ได้สัก 5 ชั่วโมง (Taleb อ่านหนังสือสัปดาห์ละ 20-30 ชั่วโมงมาหลายสิบปีแล้ว)

ส่วนไอเดียที่สอง คืออ่านเฉพาะหนังสือเก่าเกิน 10 ปีเท่านั้น เพราะหนังสือใหม่ๆ มีความเสี่ยงที่มันจะไม่ได้ดีขนาดนั้น แต่หนังสือเล่มไหนที่อยู่มาเป็นสิบหรือเป็นร้อยปีแล้วยังมีคนอ่านอยู่ แสดงว่าคุณค่าของมันได้รับการรับรองจากวันเวลาแล้ว

การนอนหลับ

การนอนหลับให้เพียงพอคือ productivity hack ที่หลายคนละเลย เมื่อเรานอนเพียงพอ เราจะรู้สึกว่าอะไรก็สู้ไหว เมื่อเรานอนไม่พอ เจออะไรหน่อยเดียวก็ท้อแล้ว

แนะนำให้อ่านหนังสือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ที่มีแปลเป็นไทยแล้วโดยสำนักพิมพ์ Bookscape อ่านแล้วจะไม่อยากอดนอนอีกเลย

การกินอาหาร

อาหารคือสิ่งที่จะกลายมาเป็นเลือดเนื้อของเรา เราจึงควรทานของที่มีประโยชน์ และไม่ควรทานเยอะเกินไป พออายุมากขึ้น เราไม่ได้ต้องการปริมาณอาหารเท่ากับตอนเป็นวัยรุ่นแล้ว ดังนั้นต้องยกเลิกความเคยชินข้อนี้ ทานให้เกือบอิ่ม พอผ่านไปซัก 10 นาทีมันจะอิ่มพอดี

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นมิติที่สำคัญน้อยที่สุดต่อสุขภาพเมื่อเทียบกับการนอนหลับและการกินอาหาร

ช่วงนี้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งเป็นหลัก สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

วันอังคารวิ่งระยะทาง D ที่เพซ P

วันพฤหัสบดีวิ่งระยะทาง D/2 ที่เพซ P-30

วันเสาร์วิ่งระยะทาง 2D ที่เพซ P+30

ยกตัวอย่างเช่น

วันอังคารวิ่ง 8 กิโล เพซ 6
วันพฤหัสบดีวิ่ง 4 กิโล เพซ 5’30
วันเสาร์วิ่ง 16 กิโล เพซ 6’30

วันอื่นๆ ก็ให้ร่างกายได้พัก เก่งขึ้นช้าหน่อยดีกว่าหักโหมจนเจ็บยาว

ตัวผมเองอยากรักษาวินัยให้สามารถจบมาราธอนได้ปีละครั้ง และถ้าโชคดีไม่บาดเจ็บและไม่เบื่อไปเสียก่อน ก็หวังว่าจะจบมาราธอนแบบ sub-4 ได้สักครั้งก่อนอายุ 45

การจดบันทึก

การจดไดอารี่ทำให้เรามีเวลาอยู่กับตัวเอง และได้จดสิ่งที่เราจะลืมในอีกไม่ช้า เพราะความจำเราแย่มาก มื้อเที่ยงเมื่อวันจันทร์ที่แล้วกินอะไรยังจำไม่ได้เลย ดังนั้นเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วหลายเดือนหรือหลายปีเราจะลืมมันไป 90% แต่ถ้าจดเอาไว้ แม้จะไม่ต้องยาวมาก แต่ก็จะช่วยให้เราเห็นว่าช่วงเวลานั้นเรากำลังคิดอะไรและทำอะไรอยู่

ผมเขียนไดอารี่ลงโปรแกรม notepad พยายามทำเป็นสิ่งแรกตอนเปิดคอมขึ้นมา โดยจะใส่ไว้ด้วยว่าเขียนจากที่ไหน ใช้เวลาเขียน 1-3 นาทีเท่านั้นเอง

การเขียนบล็อก

เป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุด ตอนนี้ก็ลุ้นอยู่ว่าตัวเองจะเขียนเรื่องที่ลึกซึ้งมากขึ้นให้สมกับอายุอานามรึเปล่า อยากให้บล็อกนี้มีความคิดที่เติบโตทันผู้อ่านด้วย ส่วนเรื่องตัวเลขคนไลค์เพจนั้นเลิกให้ความสำคัญไปนานแล้ว เรื่องการบู๊สต์โพสต์ก็เลิกทำไปนานแล้วเหมือนกัน เพราะรู้แล้วว่าไม่ได้เปิดเพจมาเพื่อบรรลุหรือพิชิตตัวเลขใดๆ ก็แค่อยากเขียนให้คนที่เลือกจะติดตามเราเท่านั้นเอง

การอ่านข่าว

ผมแทบไม่อ่านข่าวเลย ยิ่งได้อ่านหนังสือของ Nassim Taleb ก็ยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าการรู้ข่าวสารมากไปจะทำให้เราหลงทางเสียเปล่าๆ เพราะหนังสือพิมพ์ต้องพยายามสร้าง “story” เพื่อมาเติมเนื้อหาให้เต็มหน้ากระดาษ ส่วนสื่อออนไลน์ก็จำเป็นต้องสร้าง traffic

ข่าวส่วนใหญ่จึงเป็น noise ถ้าเราเสพข่าวเยอะ signal to noise ratio ของเราจะต่ำมาก แถมเราจะคิดว่าเราเข้าใจอะไรได้ดีทั้งๆ ที่จริงๆ เราอาจไม่ได้เข้าใจมันหรอก หรือถ้าเข้าใจจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญอะไร มีอย่างอื่นที่น่าอ่านมากกว่านี้เยอะ เช่นหนังสือที่เก่ากว่า 10 ปีและการอ่านใจตนเอง

การศึกษาตนเอง

คุณพศิน อินทรวงค์กล่าวไว้ว่าคนเราเติบโตได้สามมิติ คือทางกาย ทางความคิด และทางจิตวิญญาณ คนส่วนใหญ่ละเลยการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณทั้งๆ ที่มันเป็นทางตรงที่สุดในการเข้าถึงความสุขที่ทุกๆ คนก็ใฝ่หากัน

ตั้งแต่มีลูก ผมพร่องเรื่องการเจริญสติไปไม่น้อย แต่เมื่ออายุครบ 40 ขวบปี ก็ตั้งปณิธานไว้ว่าจะกลับมาจริงจังกับเรื่องนี้อีกครั้ง กลับมาเท่าทันความคิดตนเอง มีสติอยู่กับลมหายใจ กับการเคลื่อนไหวร่างกาย

40 คือการเริ่มต้นสู่วัยชรา ดังนั้นการอยู่กับตัวเอง การเห็นความคิดของตัวเอง การมีเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น เป็นทักษะที่จะจำเป็นอย่างยิ่งในอนาคตอันไม่ไกล ในวันที่เราถอดหัวโขน ในวันที่เราเป็น nobody ในวันที่เราเจ็บป่วย การเข้าใจตัวเองและเข้าใจธรรมชาติของชีวิตจะเป็นเกราะคุ้มครองให้เราผ่านมันไปได้

ความมุ่งหวังต่อจากนี้

หวังว่าจะทำงานได้เต็มที่โดยไม่ต้องพยายาม อยากให้การทำงานด้วยฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาเป็นธรรมชาติของตัวเอง

หวังว่าจะมีวิชาตัวเบา มีศักยภาพสูงแต่ภาระน้อย เหมือนหงอคงกับคุริลินที่ถอดกระดองเต่าออกไปแล้ว

หวังว่าจะมีส่วนร่วมในการสร้างองค์กรที่เราอยู่ให้เป็นองค์กรที่ครบเครื่องทั้งในแง่ผลประกอบการและความสุขของคนทำงาน

หวังว่าจะผลิตงานใหม่ๆ ที่สร้างประโยชน์และสร้างความสุขให้กับคนที่เสพ

หวังว่าจะมีเงินพอที่จะดูแลคนที่เรารักและทำสิ่งที่เรารัก

หวังว่าจะมีเวลาพอที่จะนั่งคุยกับลูก นั่งคุยกับภรรยา นั่งคุยกับพ่อแม่ นั่งคุยกับปราชญ์

หวังว่าจะมีสติพอที่จะคอยเตือนตัวเองให้ไม่ลืมว่าเรามาทำอะไรที่นี่

—–

บทความอื่นๆ ที่เขียนตอนวันเกิด

ครึ่งทาง https://anontawong.com/2015/07/10/half-way/

50 บทเรียน https://anontawong.com/2017/07/10/50-lessons/

ประสบการณ์แย่ๆ คือหินลับมีด

20191022b

ประสบการณ์แย่ๆ คือหินลับมีด

สำหรับคนที่ฝึกมาดีแล้ว จะไม่วิ่งหาความสุข และไม่วิ่งหนีความทุกข์

เมื่อมีความสุขผ่านเข้ามาในชีวิต ก็รู้ตัวว่ามีความสุข ไม่หลงใหลได้ปลื้มไปกับมัน เพราะรู้ว่ามันก็แค่ของชั่วคราว ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

เมื่อมีความทุกข์ผ่านเข้ามาในชีวิต ก็สามารถทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ทน แถมยังเอาความทุกข์นั้นมาเป็นหินลับมีดให้จิตใจแข็งแกร่งและแหลมคมยิ่งขึ้น

เป้าหมายในชีวิตคนเราจึงไม่ใช่การพาตัวเองไปอยู่ในสถานะหรือสถานการณ์ที่มีแต่ความสุขความสบาย

เป้าหมายคือการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของชีวิต จนความสุขหรือความทุกข์ก็ทำอะไรเราไม่ได้อีกต่อไปครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Didriks on Flickr