ถ้าชีวิตไม่ได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น ลองพูดความจริงดูมั้ย

“If your life is not what it could be, try telling the truth.

If you cling desperately to an ideology, or wallow in nihilism, try telling the truth.

If you feel weak and rejected, and desperate, and confused, try telling the truth.

In Paradise, everyone speaks the truth. That is what makes it Paradise.”

‐Jordan Peterson

“ถ้าชีวิตไม่ได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น ลองพูดความจริงดูมั้ย

ถ้ากำลังยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์อะไรบางอย่าง หรือปล่อยเนื้อปล่อยตัวเพราะเห็นว่าทุกสิ่งช่างไร้ความหมาย ลองพูดความจริงดูมั้ย

ถ้ารู้สึกอ่อนแอ พ่ายแพ้ ร้อนรน และสับสน ลองพูดความจริงดูมั้ย

บนสรวงสวรรค์นั้นทุกคนพูดความจริง เพราะการพูดความจริงนั่นเองที่ทำให้สถานที่นั้นเป็นสรวงสวรรค์”

– จอห์แดน ปีเตอร์สัน ผู้เขียนหนังสือ 12 Rules for Life

หลังจากอ่านถ้อยคำนี้แล้ว เราอาจจะแย้งว่า ธรรมดาเราก็ไม่ได้พูดโกหกเสียหน่อย

แต่ถ้าลองคิดดีๆ เราอาจจะพบว่ามันมีหนึ่งคนที่เราโกหกเป็นประจำ และคนคนนั้นก็คือตัวเราเอง

โกหกว่าเรามีความสุขดีอยู่แล้ว

โกหกว่าเราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

โกหกว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้น

ยังมีอีกหลายคำที่เราพร่ำบอกตัวเองตลอดมา และเราก็ยังยึดมั่นว่ามันยังเป็นความจริง ทั้งๆ ที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว บริบทเปลี่ยนไปแล้ว และตัวเราเองก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว

ลองสบตากับความจริงอีกครั้ง ถามตัวเองให้ดีว่ายังมีแง่มุมไหนของชีวิตที่เรายังไม่ซื่อตรงกับตัวเองอยู่

หาให้เจอแล้วลงมือทำอะไรบางอย่าง

แล้วจะพบว่าชีวิตนี้ยังไปได้อีกไกลครับ

5 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Personal OKRs

วันนี้ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “Personal OKRs: ชีวิตจะสำเร็จตามเป้าหมาย ถ้าวัดผลได้เป็นระบบ” ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ จบครับ

แม้ผมเองจะใช้ OKR มาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเอามาใช้กับชีวิตส่วนตัวเหมือนกัน เพราะโดยจริตแล้วไม่ใช่คนสนุกกับการตั้งเป้าหมายและติดตามผลขนาดนั้น

แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็ได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

1.ก่อนเขียน OKR ให้เขียน Mission, Vision, Values
เหตุผลที่ทำ OKR ไม่สำเร็จเพราะบางทีมันไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการและตัวตนของเราอย่างแท้จริง ดังนั้นก่อนจะเขียน OKR เราควรจะให้เวลากับการนั่งคิดว่าอะไรเป็น mission vision และ values ของเราบ้าง จากนั้นจึงค่อยตั้ง OKR ที่ไม่ขัดกับสิ่งเหล่านี้

2. ควรมี OKR ระดับ 3 ปี / 1 ปี / 3 เดือน
OKR ขององค์กรนั้นมักจะเป็นระดับ 3 เดือน แต่ OKR ส่วนตัวควรจะมีระดับ 3 ปีด้วย เพราะมันจะทำให้เราวาดภาพอนาคตได้ชัดเจนมากขึ้น และช่วยกำหนดทิศทางว่า OKR ระดับ 1 ปีกับ 3 เดือนนั้นควรจะหน้าตาแบบไหน

3. ตั้ง OKR แล้วจะเครียดน้อยลง
หลายคนคิดว่าการตั้งเป้าหมายและติดตามผลนั้นจะทำให้ชีวิตยากหรือเครียดเกินไปรึเปล่า ผมจึงขอยกคำพูดจากอาจารย์นภดลมาเลยแล้วกันครับ
“ผมว่าการมีเป้าหมายในชีวิตไม่ใช่ความเครียดเลยครับ กลับกัน เป้าหมายเหล่านี้จะมีส่วนช่วยอยากให้เราลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ความเครียดหลายครั้งเกิดจากการไม่รู้เป้าหมายมากกว่า”

4. การทำ OKR ไม่ได้ตามเป้าไม่ได้แปลว่าล้มเหลว
หนึ่งใน OKR ของอาจารย์นภดลคือการได้มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติแบบ top tier ซึ่งแน่นอนว่าอาจารย์ก็โดนปฏิเสธไปไปหลายครั้ง แต่นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว เพราะ OKR ไม่ได้ถูกตั้งให้เราไปให้ถึง แต่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้เราได้ท้าทายตัวเอง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผมพูดเวลาสอนเรื่อง OKR เช่นกันว่าสำหรับผมมันไม่ใช่ Performance Management tool แต่มันเป็น Engagement tool ถ้ามันถูกใช้กับคนที่เหมาะสม

5. การตั้ง OKR นั้นมีความเสี่ยงต่ำ
การลองเขียนหรือนำ OKR ไปใช้นั้นแทบไม่มีความเสี่ยงเลย อย่างมากก็เสียเวลานิดหน่อยตอนเขียน ถ้าทำไม่ได้ก็แค่เลิกทำ และชีวิตเราคงไม่ได้แย่ไปกว่าตอนก่อนทำหรอก ดังนั้นมันคือการลงทุนที่ Low Risk แต่ High Return ซึ่งหาได้ไม่มากนัก

พออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมก็เลยลองตั้ง Personal OKRs ของตัวเองดูเป็นครั้งแรก แล้วเดี๋ยวผมจะลองเอามาเชื่อมกับการสร้าง routine ซึ่งน่าจะทำให้ผมทำสิ่งที่สอดคล้องกับ OKRs ได้โดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเองเกินไปนัก

ไว้จะมารายงานผลเมื่อสบโอกาสนะครับ 🙂


ป.ล.ใครสนใจเรื่องตั้ง OKR ในองค์กร ลองอ่านบทความที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อก Life@LMWN: ตั้งเป้าหมายให้พนักงานด้วยเทคนิค OKR ครับ

อย่าทำราวกับตัวเองเป็นศัตรู

ในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกใบนี้ อาจจะมีเพียงเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ทำร้ายตัวเองโดยเจตนา

สูบบุหรี่และดื่มเหล้าทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

อดหลบอดนอนจนภูมิร่างกายลดและเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็ง

อิจฉาริษยาคนอื่น ไม่ต่างอะไรกับการที่เราดื่มยาพิษแล้วหวังให้อีกคนตาย

ใช้ถ้อยคำรุนแรง อีกฝ่ายได้ยินรึเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เราได้ยินเต็มสองหู

เห็นแก่ตัวบ้าง หยุดทำร้ายตัวเองได้แล้ว

อย่าทำราวกับตัวเองเป็นศัตรูอยู่เลย

3 สิ่งที่คนฉลาดพึงทำ

Epicurus นักปราชญ์ชาวกรีกบอกว่า คนมีปัญญาจะทำ 3 เรื่องนี้สำเร็จ

  1. มีงานเขียนทิ้งไว้ให้โลก
  2. ใช้เงินอย่างระมัดระวังและเตรียมการสำหรับอนาคต
  3. ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติ

ส่วน Aristotle นักปราชญ์ชาวกรีกอีกคนนั้นอธิบายถึงชีวิตของทาสในยุคสมัยนั้นไว้ว่า

  1. งาน
  2. อาหาร
  3. การลงโทษ

ชีวิตของเราใกล้เคียงกับนักปราชญ์หรือทาสมากกว่ากัน และเราอยากจะมุ่งหน้าไปทางไหน ลองไตร่ตรองดูครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสื Stillness is the Key by Ryan Holiday

ร่างกายจะจดคะแนนเอาไว้เสมอ

ในวัยหนุ่มสาว เราอาจจะใช้ร่างกายราวกับมันไม่มีวันบุบสลาย

นั่งติดโต๊ะ อดหลับอดนอน ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ กินของที่ไม่มีประโยชน์ โดยที่เราก็ไม่เห็นว่าจะเป็นอะไร

1 สัปดาห์ไม่เป็นอะไรไร 1 เดือนไม่เป็นอะไรไร 1 ปีก็ไม่เป็นอะไร

มารู้ตัวอีกทีตอนเห็นสมุดผลตรวจสุขภาพ หรือตอนที่ร่างกายส่งสัญญาณประท้วงว่ามันแบกรับพฤติกรรมแบบนี้ไม่ไหวแล้วนะ

เพราะร่างกายนั้นจะจดคะแนนเอาไว้เสมอ เมื่อทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มันก็จะเพิ่มแต้ม เมื่อทำสิ่งที่ทำร้ายมันก็จะตัดแต้ม

งานไม่เวิร์คนั้นยังเปลี่ยนงานได้ แต่ร่างไม่เวิร์คนั้นยังไงก็ต้องทนอยู่กับมัน

ร่างกายจะจดคะแนนเอาไว้เสมอ

ดูแลมันเสียแต่ตอนนี้ จะได้ไม่ล้มละลายทางสุขภาพในภายหลังครับ