Sapiens ตอนที่ 17 – จานอลูมิเนียมของนโปเลียน

20170417_sapiens17

เมื่อ 500 ปีที่แล้วเกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ ทำให้มนุษย์เชื่อว่าความรู้ใหม่ๆ จะสามารถนำไปสร้างเทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้ การปฏิวัติครั้งนี้มาพร้อมกับการล่าอาณานิคมและระบอบทุนนิยมที่ขับเคลื่อนให้โลกพัฒนาในเชิงวัตถุอย่างก้าวกระโดด

มาตอนนี้เราจะพูดถึงอีกการปฏิวัติหนึ่ง นั่นคือ Industrial Revolution หรือการปฏิวัติอุตสาหรรมที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว


แล้วแต่พระอาทิตย์
มนุษย์นั้นรู้จักการใช้พลังงานจากหลากหลายแหล่งมานานมากแล้ว เช่นเผาไม้เพื่อเอาความร้อนมาต้มน้ำ หรือใช้พลังลมในการแล่นเรือ

แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ไม่เคยทำเป็นคือการแปรรูปพลังงาน มนุษย์ไม่รู้วิธีการเปลี่ยนพลังงานความร้อนไปทำให้อย่างอื่นเคลื่อนไหวได้ และไม่รู้ว่าจะนำพลังงานที่ได้จากลมมาเปลี่ยนเป็นความร้อนได้อย่างไร

วิธีแปรรูปพลังงานอย่างเดียวที่มนุษย์รู้จักคือการเปลี่ยนอาหารที่กินเข้าไปให้กลายเป็นกำลังของกล้ามเนื้อ โดยพลังงานที่อยู่ในอาหารก็คือพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่พืชสังเคราะห์มาเก็บไว้ก่อนที่มนุษย์หรือสัตว์อื่นๆ จะนำไปทาน

ดังนั้นในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์จึงถูกกำกับด้วยวงจรสองอย่าง ได้แก่วงจรการออกดอกออกผลของพืชและวงจรการหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโลก

ในฤดูหนาวที่แดดไม่ค่อยมี พืชพันธุ์ไม่ออกดอกออกผล ชาวนาก็เก็บเกี่ยวได้เพียงเล็กน้อย ส่วยและภาษีจึงต่ำ ทหารไม่มีเสบียง และพระราชาแคว้นต่างๆ จึงเก็บตัวอยู่แต่ในวัง

ในฤดูที่พระอาทิตย์ร้อนแรง ผลหมากรากไม้เต็มทุ่งให้ชาวนาได้เก็บเกี่ยว รัฐเก็บส่วยได้มาก ทหารมีกำลังวังชาและเริ่มลับดาบ พระราชาจึงนัดประชุมกับเหล่าอำมาตย์เพื่อวางแผนเปิดศึกกับต่างเมือง


ความลับที่อยู่ในครัว

จริงๆ แล้วควรจะมีแม่บ้านซักคนคิดออกนานแล้วว่าพลังงานความร้อนสามารถนำมาเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ที่ทำให้สิ่งของเคลื่อนไหวได้ เพราะมนุษย์เราต้มน้ำมาหลายปีดีดัก และเวลาน้ำเดือดเราก็จะได้ยินเสียงฝากากระทบกับหม้อ แต่กลับไม่มีใครเอะใจคิดจะนำมันไปประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่น

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 18 ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว เมืองจึงมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รัฐจำเป็นต้องถางป่าเพื่อสร้างแหล่งที่อยู่อาศัย เมื่อป่าหายไปอังกฤษจึงเหลือไม้ให้ใช้เป็นฟืนน้อยลงทุกที อังกฤษจึงเริ่มหันมาเผาถ่านหิน (coal) แทน

แต่เหมืองถ่านหินส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นหนองน้ำ ถ่านหินชั้นลึกๆ จึงเข้าถึงได้ยากเพราะมีน้ำท่วมปิดอยู่ และปัญหานี้เองที่กระตุ้นให้คนคิดค้น “เครื่องจักรไอน้ำ” (steam engine) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพระเอกของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

เครื่องจักรไอน้ำมีวิธีการทำงานง่ายๆ คือคุณเผาเชื้อเพลิงอะไรบางอย่าง และนำความร้อนที่ได้นั้นมาต้มน้ำ เมื่อน้ำเดือดก็จะเกิดไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมาจนไปดันลูกสูบให้ขยับ

นี่คือครั้งแรกที่มนุษย์สามารถแปรรูป “ความร้อน” ให้กลายเป็น “การเคลื่อนไหว” ได้

เครื่องจักรไอน้ำถูกใช้เพื่อนำมาวิดน้ำออกจากเหมืองถ่านหินอยู่นับสิบปี ก่อนที่คนอังกฤษจะลองเอามันไปปรับใช้กับเครื่องทอผ้า จนทำให้อังกฤษก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสิ่งทอของโลก

ในปี 1825 วิศวกรชาวอังกฤษลองใช้เครื่องจักรไอน้ำขับเคลื่อนรถไฟที่ขนถ่านหินเต็มขบวน และทำให้มันวิ่งไปตามรางเหล็กได้ถึง 20 กิโลเมตร อีกเพียง 5 ปีต่อมารถไฟเชิงพาณิชย์ขบวนแรกของโลกก็เปิดให้บริการระหว่างเมืองแมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูล ในชั่วเวลาเพียงสองทศวรรษอังกฤษก็มีทางรถไฟยาวนับหมื่นกิโลเมตร

จากนั้นมามนุษย์ก็หลงใหลการการแปรรูปพลังงานด้วยวิธีอื่นๆ

ก่อนปี 1900 น้ำมันถูกใช้เพียงเอาไว้เคลือบหลังคาหรือเป็นสารหล่อลื่นในเพลาล้อ แต่เมื่อมนุษย์คิดค้นเครื่องยนต์สันดาปภายในได้ (internal combustion engine) น้ำมันก็กลายมาเป็นขุมทรัพย์ที่ทุกประเทศต่างอยากมีไว้ในครอบครองขนาดที่ยอมทำสงครามเข่นฆ่ากัน

พลังงานไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ของพลังงานน้องใหม่มาแรง เมื่อ 200 ปีที่แล้วไฟฟ้าถูกใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์และเอาไว้เล่นมายากลบ้านๆ เท่านั้น แต่แล้วนักวิทยาศาสตร์ก็ได้พัฒนามันจนไฟฟ้ากลายมาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตจนกลายเป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้ไปแล้ว


มหาสมุทรแห่งพลังงาน
มีคนเคยทำนายไว้นานแล้วว่า หากมนุษย์ใช้พลังงานอย่างสุรุ่ยสุร่าย พลังงานจะหมดโลก แต่ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา เมื่อใดก็ตามที่แหล่งพลังงานหนึ่งทำท่าจะขาดแคลน มนุษย์ก็จะค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้เรามีพลังงานใช้มากกว่าเดิมเสียอีก

เราจึงได้เรียนรู้ว่าพลังงานนั้นมีมากมายไม่จำกัด สิ่งที่จำกัดคือความรู้ของเราในการนำพลังงานนั้นมาใช้ต่างหาก

พลังงานที่อยู่ในเชื้อเพลิงปิโตรเลียมนั้นถือว่าจิ๊บจ๊อยมากเมื่อเทียบกับพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่โลกได้รับมาฟรีๆ ปีละ 3,776,800 exajoules

1 joule คือพลังงานที่เราใช้ในการยกแอปเปิ้ลให้สูงขึ้น 1 เมตร

1 exajoules = 1 ตามด้วยศูนย์ 18 ตัว

ในพลังงานเกือบสี่ล้านเอ๊กซาจูลส์ที่มาจากแสงอาทิตย์นี้ ต้นไม้ทั่วโลกจะสังเคราะห์แสงและดูดซับพลังงานไว้ได้ประมาณ 3,000 exajoules

และพลังงานที่คนทั้งโลกใช้ต่อปีคือ 500 exajoules หรือเท่ากับพลังงานที่แสงอาทิตย์ส่งมายังโลกภายในเวลา 90 นาทีเท่านั้น

เรายังถูกรายล้อมด้วยพลังงานอื่นๆ อีก เช่นพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานแรงโน้มถ่วง (ที่เห็นได้ชัดๆ คือน้ำขึ้นน้ำลงอันเกิดจากแรงโน้มถ่วงที่ดวงจันทร์มีต่อโลก)

มนุษย์เราจึงถูกรายล้อมด้วยมหาสมุทรแห่งพลังงาน เหลือเพียงแต่ว่าเราจะค้นพบวิธีดึงพลังงานเหล่านั้นมาใช้ได้รึเปล่า


จานอลูมิเนียมของนโปเลียน 
ประโยชน์อีกข้อที่มนุษย์ได้จากการแปรรูปพลังงาน คือมันได้ช่วยให้เราคิดค้นสสารใหม่ๆ เช่นพลาสติก หรือค้นพบธาตุใหม่ๆ อย่างซิลิคอนหรืออลูมิเนียม

อลูมิเนียมถูกค้นพบในช่วงปี 1820 แต่การสกัดอลูมิเนียมออกมาในสมัยนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เป็นเวลาหลายทศวรรษที่อลูมิเนียมมีราคาแพงยิ่งกว่าทอง ช่วงปี 1860 จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 (คนละองค์กับองค์ที่ดังที่สุด) จะจัดเตรียมจานชามอลูมิเนียมให้เฉพาะแขกซุเปอร์วีไอพีเท่านั้น ส่วนแขกที่สำคัญรองลงมาจะได้กินจากจานทองคำเท่านั้น!

ถ้าคุณลองหยิบกระปุกครีมกันแดดหรือครีมทามือขึ้นมาดูฉลาก คุณจะเห็นว่าส่วนผสมมีแต่ชื่อประหลาดๆ ทั้งนั้น เกือบทั้งหมดของส่วนผสมเหล่านี้เพิ่งถูกคิดค้นในช่วง 200 ปีที่ผ่านมานี้เอง


ปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่สอง
เวลาได้ยินคำว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม เรามักจะนึกถึงภาพโรงงานที่มีแต่ปล่องควันดำเต็มไปหมด แต่ผู้เขียนบอกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น โดยเนื้อแท้แล้วคือการปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่ 2 นั่นเอง

เมื่อมนุษย์คิดค้นเครื่องจักรไอน้ำได้ ผลิตภาพ (productivity) ของมนุษย์ก็พุ่งทะยาน งานที่เคยต้องใช้แรงงานคนก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร ปุ๋ยเคมีถูกคิดค้นเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ตู้เย็นและยานพาหนะทำให้สามารถเก็บอาหารได้ยาวนานและส่งอาหารออกไปยังประเทศต่างๆ ได้ทั่วโลก

ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่แนวคิดมนุษย์นิยมเริ่มเฟื่องฟู (humanist religions – แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม และการยกให้ประโยชน์ของมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญกว่าสิ่งใด) สัตว์ที่อยู่ในฟาร์มจึงถูกลดค่าจากสิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจและเจ็บปวดได้ให้กลายเป็นเพียง “ผลิตภัณฑ์”

ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมฟาร์มไข่ ลูกไก่ที่เพิ่งฟักออกมาจะถูกส่งไปตามสายพาน ลูกไก่ตัวเมียจะถูกคัดเก็บไว้ ลูกไก่ตัวผู้หรือลูกไก่ที่ไม่สมประกอบจะถูกคัดออกส่งไปห้องรมแก๊ส เสร็จแล้วจึงถูกส่งลงเครื่องบด ในแต่ละปีลูกไก่ตัวผู้นับร้อยล้านตัวจะถูกฆ่าในรูปแบบนี้

ในตอนที่แล้วเราพูดถึงการค้าทาสแอฟริกันที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะว่าคนยุโรปเหยียดคนผิวสี มันเป็นเพียงกลไกของตลาด

อุตสาหกรรมอาหารก็เช่นกัน สัตว์ในฟาร์มจำนวนมากโดนสังหารไม่ใช่เพราะว่ามนุษย์เกลียดชังสัตว์เหล่านี้ มันเป็นเพียงผลลัพธ์ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและทุนนิยมเท่านั้นเอง

คนดำและลูกไก่ไม่ได้ถูกทารุณเพราะความชิงชังแต่เพราะความชินชา



ยุคแห่งการช็อปปิ้ง

สองร้อยปีที่ผ่านมา ผลผลิตของมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่หากจะให้สภาวะนี้คงอยู่ได้ การซื้อและการบริโภคก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

และนี่คือที่มาของลัทธิบริโภคนิยมเหรือ Consumerism นั่นเอง

นี่เป็นเรื่องที่ขัดกับหลักการสมัยก่อนที่พร่ำสอนให้คนรู้จักมัธยัสถ์และอดออม ยิ่งถ้าเราเป็นชนชั้นล่างด้วยแล้ว การบริโภคอะไรตามใจกิเลสถือเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายนั้นเป็นเรื่องของชนชั้นสูงเท่านั้น

แต่เมื่อยุคบริโภคนิยมเฟื่องฟู ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ทุกคนถูกแนะนำว่าเราจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อเราจับจ่ายใช้สอย ชีวิตคุณจะดีขึ้นถ้าคุณซื้อผลิตภัณฑ์ตัวนี้ คุณจะฟินสุดๆ ถ้าคุณได้กินอาหารจานนี้

ทุกอย่างจึงกลับด้านจากสมัยก่อน ในอเมริกาคนจนกลายเป็นคนที่มีปัญหาโรคอ้วนมากกว่าคนรวยเพราะได้กินแต่อาหารขยะราคาถูก พอเป็นโรคอ้วนแล้วก็ต้องไปซื้ออาหารหรือยาลดความอ้วนอีก (นายทุนได้เงินสองเด้งเลย) เม็ดเงินที่คนอเมริกันใช้ไปกับการซื้อผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนนั้นมีขนาดใหญ่พอที่จะซื้ออาหารแจกคนอดอยากได้ทั่วโลกเลยทีเดียว

ส่วนคนที่รวยจริงๆ แทนที่จะใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายเหมือนสมัยก่อน กลับเอาเงินที่มีอยู่ไปลงทุนเพื่อให้งอกเงยตามตำราของทุนนิยม

ทุนนิยมและบริโภคนิยมนั้นจึงเป็นเหมือนหัวและก้อยของเหรียญเดียวกันที่มีบทบัญญัติเพียงสองประการ

บัญญัติของคนรวยก็คือ “ลงทุน!”

ส่วนบัญญัติของคนจนก็คือ “ซื้อ!”

ถ้ามองทุนนิยมและลัทธิบริโภคนิยมเป็นศาสนา ก็ถือได้ว่ามันประสบความสำเร็จมากยิ่งกว่าศาสนาหลักๆ ของโลกเสียอีก

ศาสนาแต่ก่อนเก่าสอนว่าสวรรค์นั้นรออยู่ แต่เราต้องมีความเมตตา มีความอดทน มีความเสียสละ และระงับกิเลสให้ได้ แต่นี่เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง ชาวพุทธส่วนใหญ่จึงไม่ได้เจริญรอยตามพระพุทธเจ้า และชาวคริสต์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามพระเยซู

ทุนนิยมและบริโภคนิยมจึงนับเป็นศาสนาแรกที่ผู้คนทำตามความคาดหวังของระบอบอย่างเคร่งครัด โลกนี้จะเป็นดั่งสรวงสวรรค์หากคนรวยยังไม่คิดจะหยุดรวยและคนส่วนใหญ่ยังใช้เงินซื้อความสุขอยู่ร่ำไป


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า
Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก
Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม

ข้ออ้างที่เราใช้บ่อยเกินไป

20170414_excuse

“Two wrongs don’t make a right, but they make a good excuse.”
-Thomas Szasz

ผมเชื่อว่าความต้องการขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ คือความต้องการที่จะเห็นความยุติธรรม

เราจึงมัก “ของขึ้น” เวลาเห็นอะไรไม่ถูกต้อง

ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันรุมประชาทัณฑ์ผู้ต้องหาฆ่าข่มขืน และชาวเน็ตจึงแสดงความสะใจเมื่อเด็กวัยรุ่นเกเร ถูกลุงวิศวะยิงดับ

ความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญนะครับ แต่ก่อนที่เราจะทำอะไรเพื่อแสดงออกว่าเรารักความยุติธรรม ก็ต้องถามตัวเองให้ดี ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างการแสดงออก กับความเป็นมนุษย์ในตัวเรา

มนุษย์แปลว่าผู้มีจิตใจสูง ดังนั้นผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเท่าไหร่ที่จะปล่อยให้การกระทำไม่ดีของคนอื่นมาดึงจิตใจและการกระทำของเราให้ต่ำลงไปด้วย

และหากเรารู้สึกว่า “ถึงเราจะต่ำแต่ก็ยังดีกว่าเขา” ผมว่าเรากำลังโดนกิเลสในใจเราหลอกเข้าเต็มเปาแล้ว

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมองว่าการลงประชาทัณฑ์กับการสะใจในความตายของผู้อื่นเป็นเรื่องผิด แต่การทำผิดเพราะว่าคนอื่นทำผิดนั้นยังมาในรูปแบบอื่นที่แยบยลกว่ามาก

เช่นการมาสายหรืออู้งาน เพราะเห็นว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นมาสายกว่าเราอีก

หรือยัดเงินตำรวจเวลาทำผิดกฎจราจร เพราะขี้เกียจเสียเวลา และใครๆ ก็ทำกัน

หรือหลบหลีกไม่ยอมเสียภาษี โดยอ้างว่านักการเมืองชอบโกงกินภาษีประชาชน

“Two wrongs don’t make a right, but they make a good excuse.”

การอ้างความผิดของคนอื่น ไม่ได้ทำให้การทำผิดของเราถูกต้องขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

กรรมของเขาก็เป็นกรรมของเขา กรรมของเราก็ยังเป็นกรรมของเรา

ยิ่งใช้ข้ออ้างนี้บ่อยเท่าไหร่ ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเดือดร้อนมากขึ้นในภายภาคหน้าครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

นิทานถ้วยชาของอาจารย์

20170323_china

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ อารามเซนแห่งหนึ่ง ยังมีเณรน้อยที่ฉลาดปราดเปรื่องผู้หนึ่ง พำนักอยู่กับอาจารย์เซน

วันหนึ่งเณรน้อยพลาดพลั้งทำถ้วยชาล้ำค่าที่อาจารย์ของตนรักถนอมยิ่งตกแตกด้วยความไม่ตั้งใจ ในใจเกิดเป็นรสชาติสุดบรรยาย แต่ยังไม่ทันคิดอ่านอันใด พลันได้ยินเสียงฝีเท้าของอาจารย์เดินเข้าห้องมา จึงได้แต่นำเศษถ้วยชาแตกบิ่นแอบไว้ด้านหลังของตน

เมื่ออาจารย์เซนมาถึง เณรน้อยจึงรีบชิงเอ่ยปากถามว่า “ท่านอาจารย์ ทำไมคนเราต้องตายด้วยครับ?”

อาจารย์เซนตอบศิษย์อย่างไม่ทราบเรื่องราวว่า “เป็นเรื่องธรรมชาติ สรรพสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีเกิดและมีดับด้วยกันทั้งนั้น”

ยามนั้น เณรน้อยจึงค่อยได้ที ยื่นมือที่ถือถ้วยชาใบโปรดของอาจารย์ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นเศษถ้วยแตกบิ่นออกมาให้อาจารย์ชมดู พลางกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น วันนี้ ถ้วยชาของท่านใบนี้ ก็ถึงอายุขัยของมันแล้วครับ!”


ขอบคุณนิทานจาก ASTV Manager นิทานเซน : สรรพสิ่งล้วนเกิดดับ

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ถ้าคุณฉลาดที่สุดในห้อง

20170413_smartest

งั้นคุณก็อยู่ผิดห้องแล้วล่ะ

“If you are the smartest person in the room, then you are in the wrong room.”
-Unknown

—–

ข้อดีอย่างหนึ่งของการทำงานบริษัท (ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยนึกถึง) คือโอกาสได้ทำงานกับคนเก่งๆ

ยิ่งช่วงที่จบมาใหม่ๆ มีแค่ใบปริญญาและความรู้จากห้องเรียน ก็ยิ่งเป็นเรื่องดีที่เราจะได้ทำงานกับคนที่มีประสบการณ์มากกว่า เพราะเขาสามารถสอนเราได้มากมาย ทั้งสอนแบบตรงๆ และสอนแบบครูพักลักจำ

ที่สำคัญ สิ่งที่เขาสอนไม่ใช่เฉพาะเรื่องงาน แต่ยังรวมไปถึงการวางตัว การใช้คำพูด และการดูอารมณ์ของคนอื่นก่อนที่จะทำอะไรลงไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่อให้เรียนถึงปริญญาเอกก็ไม่มีทางเข้าใจถ้าไม่ได้มาอยู่ในสถานการณ์จริง

การทำงานบริษัทจึงเหมือนการเรียนที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี เป็นโอกาสให้เราได้เติบโตในฐานะมืออาชีพและในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

แต่เมื่อเราเติบโตมาได้ถึงจุดหนึ่ง ถ้าเริ่มรู้สึกว่างานไม่ท้าทายอีกต่อไปแล้ว ก็ควรคิดให้ดีๆ ว่าจะเอายังไงต่อ

อาจจะไปปรึกษาเจ้านายเพื่อของานที่ท้าทายกว่านี้ หรืออาจจะขอย้ายแผนกเพื่อไปลองอะไรที่ไม่เคยลอง

เพราะในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน วิธีการใช้ชีวิตที่เสี่ยงที่สุด คือการอยู่แต่ใน comfort zone ของตัวเอง

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

หัวหน้าและความเข้าใจลูกน้อง 4 ระดับ

20170411_sympathy

เมื่อวานนี้ที่ Wongnai เพิ่งทำ Wongnai Manager Onboarding Program (WMOP) ให้กับหัวหน้าทีมราว 20 กว่าคนเสร็จ

ยอดที่เป็น CEO เป็นคนสอน WMOP เกือบทั้งหมด โดยมีผมและน้องอีกคนช่วยสอนอีกนิดหน่อย เนื้อหาส่วนใหญ่เราเอามาจากที่ Google ใช้สอนพนักงานของเขา

มีหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจและอยากนำมาเล่าไว้ตรงนี้นั่นคือเรื่อง Emotional Intelligence หรือความฉลาดทางอารมณ์ และหนึ่งในตัวชี้วัดว่าเรามีความฉลาดทางอารมณ์หรือไม่ก็คือความเข้าอกเข้าใจคนอื่น

กูเกิ้ลบอกว่าการเข้าใจคนอื่นนั้นมี 3 ระดับ คือ Sympathy, Empathy, และ Compassion

ยอดถามผมในห้องว่าสามคำนี้แปลว่าอะไรบ้าง ผมบอกไปว่า Compassion คือความเมตตา, Empathy คือความเข้าอกเข้าใจ ส่วน Sympathy ไม่รู้จะแปลยังไงเพราะความหมายมันก็ใกล้เคียงกับ Empathy พอสมควร

ยอดเลยเปิดสไลด์อธิบายสามคำนี้ตามนิยามที่ใช้กันที่กูเกิ้ล

Sympathy คือความสามารถในการรับรู้ถึงความรู้สึกของคนอื่นและรู้ว่าเราสามารถช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นได้

“Sympathy is the awareness of another’s feelings and experiences and understanding that one might help by easing those feelings.”

Empathy นั้นคือความสามารถในการเอาความรู้สึกของคนอื่นมาอยู่ในใจเราราวกับว่าเราเป็นคนที่กำลังประสบสภาวะนี้ด้วยตัวเอง

“Empathy takes the feelings and experiences of others and internalizes them, a vicarious experience of another’s emotions and situation.”

ส่วน Compassion นั้นคือการไปไกลกว่าความเห็นอกเห็นใจ เป็นความปรารถนาที่จะทำอะไรซักอย่างเพื่อให้คนๆ นั้นทุกข์ใจน้อยลง

“Compassion takes it a step further so that empathy then leads to a desire to take action to help alleviate the suffering of another person.”

พอเห็นอย่างผมนี้ก็เลยรู้แล้วว่า Compassion ไม่น่าจะแปลว่าความเมตตา แต่เป็นความกรุณาต่างหาก (เมตตา = อยากให้คนอื่นมีความสุข, กรุณา = อยากให้คนอื่นพ้นทุกข์)

ส่วน Empathy ก็คือความสามารถในการเอาใจเขามาใส่ใจเรา และ Sympathy คือความไวต่อความรู้สึกคนอื่น

ผมจึงคิดว่าเราอาจแบ่งความเห็นอกเห็นใจได้เป็น 4 ระดับ

ระดับที่ 1 คือไม่มี Sympathy เลย คือไม่สามารถ detect ได้ว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร ซึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นคนไม่ดี แต่อาจเป็นเพราะธรรมชาติเขาเป็นคนอย่างนี้ และเมื่อไม่มี Sympathy ก็เลิกหวังว่าจะมี Empathy หรือ Compassion ไปได้เลยเพราะว่าเขาไม่ได้เห็นปัญหาตั้งแต่แรก

ระดับที่ 2 คือมี Sympathy อย่างเดียว คือรู้แหละว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร จึงอาจเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสมกับสถานการณ์และอารมณ์ของคนที่เขากำลังคุยด้วย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าต้องทำอะไรไปมากกว่านี้

ระดับที่ 3 คือมีทั้ง Sympathy และ Empathy คือรับรู้ว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร และรู้สึกอินไปกับลูกน้องด้วย หัวหน้าที่เห็นอกเห็นใจเช่นนี้อาจป๊อปปูล่าร์เป็นพิเศษเพราะทุกคนก็อยากมีคนเข้าใจ อยากมีคนกอดคอร้องไห้ไปด้วยกัน (เพื่อนเจ็บฉันก็เจ็บเหมือนกัน)  แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่เจ้านายผู้แสนดีจะกลายเป็น emotional sponge หรือ “ฟองน้ำรองรับอารมณ์” ลบๆ ของลูกน้องที่นำมาโยนไว้ให้ ซึ่งถ้ามากไปก็อาจจะทำให้เครียดหรือ burnout ได้ และที่สำคัญแม้ว่าจะได้ระบาย แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอยู่ดี

ระดับที่ 4 คือมีทั้ง Sympathy, Empathy และ Take Compassionate Action คือทั้งจับความรู้สึกได้ รับรู้ด้วยว่านายเจ็บยังไง แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเราจะช่วยนายเอง หัวหน้าประเภทนี้แม้จะเข้าอกเข้าใจ แต่ก็สามารถถอยตัวเองออกมาจนเห็นภาพใหญ่และแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา ซึ่งนี่ต่างหากคือสิ่งที่ลูกน้องและองค์กรต้องการจริงๆ

อ้อ ตอนที่ยอดพูดเสร็จมีน้องอีกคนเสนอว่า บางทีเราสามารถข้ามสเต็ป Empathy ไปได้เลย คือรู้นะว่านายคิดอะไรอยู่ ถึงเราไม่อินไปกับนายแต่เราก็ช่วยนายได้เช่นกัน

ลองสำรวจดูนะครับว่าหัวหน้าเรามีความเข้าใจลูกน้องระดับไหน

และที่สำคัญกว่าคือสำรวจตัวเองว่าเราอยู่ระดับไหน

อนาคตจะได้มีโอกาสเป็นหัวหน้าที่ดีได้ครับ


ติดตามเพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/