ร่างกายก็เหมือนรถหรู ดูแลมันให้ดีหน่อย

บางคนดูแลรถยนต์ดียิ่งกว่าดูแลตัวเอง

รถของเราเวลาเติมน้ำมันอะไร เรายังต้องใส่ใจที่จะไม่เติมน้ำมันผิดประเภท

แต่ร่างกายของเรา เรากลับเติมอะไรลงไปมั่วซั่ว ทั้งๆ ที่รู้ว่าบางอย่างเติมแล้วรถเร่งไม่ขึ้น บางอย่างเติมแล้วเกิดเขม่า บางอย่างเติมแล้วระบบข้างในพัง

รถหรูเวลาอุปกรณ์เสื่อมเรายังเปลี่ยนอะไหล่ได้ แต่ร่างกายเสื่อมแล้วหาอะไหล่มาเปลี่ยนแทบไม่ได้เพราะมันมีชิ้นเดียวในโลก

ร่างกายก็เหมือนรถหรู จงดูแลมันให้ดี

เพราะถ้ารถพัง เจ้าของยังพอหาซื้อคันใหม่

แต่ถ้าร่างกายพัง อาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนเจ้าของเลยนะครับ

เรามี “กล่องเวลา” วันละ 100 กล่อง

คนเรานอนวันละประมาณ 7 ชั่วโมง เวลาที่ตื่นก็คือ 17 ชั่วโมงหรือประมาณ 1000 นาที

เมื่อเราแบ่ง 1000 นาทีออกเป็นกล่องละ 10 นาที เราจะมีเวลา 100 กล่อง

แต่ละกล่องเราใช้ไปกับอะไรบ้าง นับเป็นเรื่องน่าสนใจ

ถ้านับตั้งแต่ตื่นนอนจนมาถึงตอนนี้ รู้สึกตัวว่าทำกล่องหล่นหายไปแล้วหลายสิบกล่อง ขอให้ระลึกไว้ว่าเราสามารถใช้ 2-3 กล่องถัดไปในการ “เปลี่ยนเกม” ได้เสมอ

หากใช้กล่องส่วนใหญ่ได้ถูกวิธี เราก็จะมีวันที่ดี เมื่อมีวันที่ดี เราก็จะมีสัปดาห์ที่ดี ซึ่งจะนำไปสู่เดือนที่ดี ปีที่ดี ทศวรรษที่ดี และชีวิตที่ดีครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Wait But Why

มีความสุขนั้นไม่ยาก มันจะยากตอนอยากสุขมากกว่าคนอื่น

อยากมีความสุขนั้นไม่ยาก – มีข้าวกิน มีน้ำดื่ม ได้นอนหลับเพียงพอ ได้เคลื่อนไหวร่างกาย มีงานที่ได้ใช้ความสามารถ มีความก้าวหน้าในบางเรื่องบางราว ได้ทำสิ่งที่ชอบ มีเรื่องที่ทำให้เรามีชีวิตชีวา ก็มากเกินพอที่เราจะมีความสุข

มันจะยากตอนอยากสุขมากกว่าคนอื่น – มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบเปรียบเทียบเป็นทุนเดิม พอมาเจอโลกโซเชียลที่มักถ่ายทอดแต่ highlights ของเพื่อนฝูงและคนดัง เราจึงมักเผลอนึกว่าเขามีความสุขมากกว่าที่เขาเป็น

“If one only wished to be happy, this could be easily accomplished; but we wish to be happier than other people, and this is always difficult, for we believe others to be happier than they are.”
-Montesquieu

ฉะนั้นแล้ว เคล็ดลับของความสุขน่าจะมีแค่สองอย่าง คือลดโอกาสที่จะเกิดการเปรียบเทียบ และหันมาใส่ใจแต่สิ่งที่เราควบคุมได้และมีคุณค่ากับเราอย่างแท้จริงครับ

ไม่มี New Year’s Resolutions มีแต่ Theme ประจำปี

เป็นเวลานานหลายปีแล้วที่ผมไม่มี New Year’s Resolutions

เหตุผลหลักคงเป็นเพราะตั้งทีไรแล้วทำไม่ค่อยได้ บางอย่างแม้จะมีความตั้งใจเต็มเปี่ยม มีหลักการในการสร้าง habit ที่ดี แต่ก็มักจะมีปัจจัยที่คุมไม่ได้เข้ามาทำให้ต้องหยุดวิ่งตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

หรือบางครั้ง เมื่อเราเจออะไรใหม่ๆ ได้มุมมองใหม่ๆ เป้าหมายที่เคยวางเอาไว้ก็ไม่ได้มีคุณค่าและความหมายมากเท่าเดิมอีกต่อไป

ดังนั้น แทนที่จะมีเป้าหมาย สิ่งที่ผมทำมาตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมาคือการมีธีมประจำปี

ปี 2021: “Consistency” เพราะอยากทำอะไรให้เสมอต้นเสมอปลายกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือการภาวนา

ปี 2022: “Space” เนื่องจากปี 2021 เป็นปีที่เหนื่อยมากสำหรับชีวิตการทำงาน ตารางเต็มพรืดจนเป็นยาจกทางเวลา ปี 2022 เลยอยากจะมี “ที่ว่าง” ให้มากขึ้น ซึ่งผมเริ่มด้วยการสร้างทีมที่แข็งแรงกว่าเดิม เพื่อจะได้มอบหมายงานให้มาก ทำเองให้น้อยลง และมีการทำ time blocking เพื่อเรียกร้องเอกราชบางส่วนบน calendar ของตัวเองกลับคืนมา

ส่วนธีมปี 2023 สำหรับผมคือ Fix What’s Broken

ที่ผ่านมาผมปล่อยให้ปัญหาบางอย่างมันรบกวนใจและกายอยู่เรื่อยๆ เป็นปัญหาเล็กน้อยที่ไม่ได้ส่งผลเลวร้าย คล้ายกับเม็ดทรายในรองเท้าที่ไม่ได้สร้างอาการบาดเจ็บแต่ก็ทำให้การเดินหรือวิ่งไม่ราบรื่นเท่าที่ควร

ปีนี้เลยตั้งใจว่าอะไรที่มันพังๆ จะไล่แก้และไม่ดูดาย ยกตัวอย่างเช่น

  • โต๊ะทำงานที่รกไปหน่อย (เล่าให้ฟังในบทความเมื่อวานนี้)
  • อาการบาดเจ็บที่หัวเข่าขวาที่เรื้อรังมาเป็นสิบปี (เกิดตอนเตะฟุตบอล) ปรึกษาหมอแล้วบอกว่าน่าจะเป็นที่เอ็นไขว้หน้ายืด รวมถึงมี popliteus และ hamstring ที่อ่อนแอ ต้องทำ strength training ควบคู่ไปกับการรักษาด้วย shock wave
  • แผนการสำหรับการเขียนบล็อกที่ชัดเจนกว่านี้ ที่ผ่านมาเป็นบล็อกเกอร์ที่ใช้ชีวิตแบบวันต่อวันมาก ระดับมานั่งที่โต๊ะแล้วยังไม่รู้เลยว่าจะเขียนเรื่องอะไร
  • เอกสารข้างโต๊ะทำงานที่กองอยู่ รอคอยให้เราสะสาง
  • ไฟในโรงจอดรถที่เสีย ประตูเลื่อนในครัวที่ฝืดๆ
  • เล็บขบที่นิ้วโป้งขวา (แก้แล้วเมื่อวานนี้ด้วยการให้ภรรยาพาไป Nail Spa)
  • กองดองที่เราควรวางแผนว่าจะเอาอย่างไรกับมัน การโละหนังสืออย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ การอ่านหนังสือให้มากขึ้นไม่ใช่คำตอบ การซื้อหนังสือเข้าบ้านน้อยลงก็ไม่ใช่คำตอบ คำตอบน่าจะอยู่ตรงกลางระหว่างสามสิ่งนี้หรืออยู่ตรงการวางใจของเราต่อปัญหา/สถานการณ์ที่คนรักหนังสือทุกคนน่าจะเจอกัน

การมีธีมประจำปีช่วยให้เราใช้ชีวิตแบบมีทิศทางคล้ายกับการมีเป้าหมาย สิ่งที่แตกต่างคือธีมนั้นมีความ flexible กว่า และเรามีแนวโน้มที่จะอยู่กับมันนานได้นานกว่า

Fix What’s Broken คือธีมประจำปี 2023 ของผม

ธีมประจำปี 2023 ของคุณจะเป็นอะไร มาแชร์กันได้นะครับ

Broken Window Theory และเหตุผลที่เราควรมีโต๊ะทำงานที่เรียบร้อย

หนึ่งสิ่งที่ผมได้ทำในช่วงหยุดยาว คือเคลียร์โต๊ะทำงานให้สะอาดเรียบร้อยขึ้น

ก่อนหน้านี้ซัก 2 สัปดาห์ โต๊ะทำงานจองผมดูไม่ค่อยได้เท่าไหร่ มีหนังสือที่อ่านจบครึ่งๆ กลางๆ อยู่ 3-4 เล่ม บิลที่ยังไม่ได้จ่าย บทความที่ปริ๊นท์มาอ่าน อุปกรณ์มายากลที่ลูกเอามาให้ช่วยสอนเล่น ฯลฯ

การมีโต๊ะทำงานที่ยุ่งเหยิง เป็นภาพสะท้อนความยุ่งเหยิงของชีวิตภายนอกและชีวิตภายใน


สมัยมหาวิทยาลัย ผมได้เรียนเรื่อง Broken Window Theory ซึ่งมีต้นทางมาจากอเมริกา

ทฤษฎีนี้บอกว่าถ้าละแวกไหนมีบ้านหรือตึกที่มีกระจกแตก แล้วกระจกนั้นไม่ได้รับการซ่อมแซม อีกไม่นานก็จะมีกระจกแตกเพิ่มอีก

เพราะการที่กระจกบานแรกไม่ได้รับการซ่อมแซมนั้น เป็นการส่งสัญญาณว่าคนในเขตนี้ไม่ได้สนใจหรือใส่ใจความเป็นระเบียบเรียบร้อย พวกวัยคะนองจึงรู้สึกว่าถ้าจะทำกระจกแตกอีกสักบานสองบานก็คงไม่มีใครถือเป็นธุระ

Broken Window Theory มีผลในการวางนโยบายของตำรวจในหลายพื้นที่ของอเมริกาในยุค 90’s โดยพวกเขาเชื่อว่าหากจัดการอาชญากรรมเล็กน้อยให้อยู่หมัด เช่นขึ้นรถไฟแบบไม่ซื้อตั๋ว ไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย ทิ้งขยะในที่สาธารณะ ฯลฯ อาชญากรรมใหญ่ๆ อย่างการปล้นชิงทรัพย์หรือการทำร้ายร่างกายก็จะลดน้อยลงเช่นกัน

ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่เคยบอกว่า “ถ้าเรื่องเล็กๆ ยังทำให้ถูกต้องไม่ได้ จะทำเรื่องใหญ่ๆ ให้ถูกต้องได้ไง”


ใครที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นย่อมจะรู้ดีว่าบ้านเมืองเขาเป็นระเบียบมาก แทบไม่มีการทิ้งขยะบนท้องถนน ห้องน้ำห้องท่าก็มักจะสะอาดเรียบร้อยแม้จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนหนาแน่นก็ตาม

อาจเป็นเพราะประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องนี้ และเราเองไปเที่ยวบ้านเมืองเขาแล้วเห็นเขารักษาความสะอาดเอาไว้ดี เราก็เลยรู้สึกว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามด้วยเช่นกัน

เมื่อญี่ปุ่นไม่มี “broken window” ให้เห็น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงระมัดระวังเป็นพิเศษ


กลับมาที่เรื่องการจัดโต๊ะ

หากเราปล่อยให้โต๊ะไร้ระเบียบ มันก็เหมือนการที่เรามีกระจกแตกไปแล้วหนึ่งบาน พอมีของอะไรมาเพิ่ม เราก็ไม่รู้สึกว่าการทำให้โต๊ะรกขึ้นอีกหน่อยจะเป็นปัญหาอะไร

แน่นอนว่าการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับโต๊ะสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่การมีโต๊ะที่เป็นระเบียบเรียบร้อยก็น่าจะช่วยลด “แรงเสียดทาน” ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพได้ไม่มากก็น้อย

ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนจัดโต๊ะให้เป็นระเบียบกันดู

อย่าปล่อยให้กระจกบานแรกแตก จนเป็นตัวเหนี่ยวนำให้กระจกบานอื่นๆ แตกตามไปด้วยครับ