ไม่มีอะไรให้คาใจ ไม่มีใครมองเห็น

“ที่เชียงดาว เวลาเป็นของเรา”

คู่สนทนาบนโต๊ะชากล่าวกับผมและภรรยา

เมื่อสองเดือนที่แล้ว ผมได้ขึ้นไปนอนที่เชียงดาว ใช้เวลาอ้อยอิ่งและสนทนาอยู่สองวันสองคืน

เข็มนาฬิกาเดินไปอย่างเนิ่นช้า ทำอะไรไปหลายอย่างแล้วยังมีเวลาเหลือ

พอกลับมากรุงเทพ เวลาไม่ค่อยเป็นของเราเท่าไหร่ หรือสำหรับบางคน เวลาก็ไม่เคยเป็นของเราเลย เพราะแค่ทำงาน ดูแลบ้าน ดูแลคนในครอบครัวก็หมดวัน

แล้วเราจะจัดสรรเวลาที่จำกัดในแต่ละวัน (และในแต่ละชีวิต) อย่างไรดี?

ผมนึกถึง Rules of thumb สองข้อ ข้อแรกนั้นเคยได้อ่าน ข้อที่สองเคยได้ฟัง

ข้อแรกมาจาก Jeff Bezos

“I wanted to project myself forward to age 80 and say, ‘Okay, now I’m looking back on my life. I want to have minimized the number of regrets I have.’”

ในวันที่เบโซสอายุ 80 ปี มองย้อนกลับมาแล้วเขาอยากจะเหลือเรื่องที่เสียใจให้น้อยที่สุด

และอย่างที่เคยมีคนกล่าว เราจะเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำ มากกว่าสิ่งที่ได้ทำ

สิ่งที่ไม่ได้ทำคือสิ่งที่เราตั้งใจว่าจะทำ แต่เพราะไม่มีเวลา หรือไม่มีความกล้า เราก็เลยผัดผ่อนมันเรื่อยมา จนกระทั่งประตูแห่งโอกาสในการทำสิ่งเหล่านั้นปิดไปอย่างถาวร

ยกตัวอย่างสองเรื่องที่ถ้าผมไม่ได้ทำคงจะคาใจเอามากๆ

เรื่องแรกคือการเอาเพลงที่แต่งไว้ตอนวัยรุ่นมาอัดในสตูดิโอ มีดนตรีเต็มรูปแบบ ซึ่งก็ได้ทำไปในปี 2020 วันก่อนลูกสาวทักขึ้นมาว่ามีกี่วิวแล้ว พอเข้าไปดูคือมีสองพันกว่าวิวเหมือนเดิม แต่ก็ดีใจมากที่วันนั้นทำจนสำเร็จ

เรื่องที่สองคือพาพ่อแม่ไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งก็ได้ทำในปี 2024 ไปเที่ยวเมืองเพิร์ธที่ออสเตรเลีย เช่าบ้านสี่ห้องนอน ไม่ได้ไปเที่ยวไหนมากมาย แต่ก็ได้ใช้เวลาด้วยกันทั้งสามรุ่น (ปู่-ย่า พ่อ-แม่-ลุง และหลานๆ) เป็นเวลาร่วมสิบวัน

ดังนั้น อะไรที่ถ้าเราไม่ได้ทำแล้วจะคาใจในภายหลัง ผมก็ขอเชียร์ให้หยิบขึ้นมาทำ

เขียนมาถึงจุดนี้ก็นึกถึงอีกคำหนึ่งในหนังสือ Chasing Daylight ที่เขียนโดย Eugene O’Kelly อดีต CEO ของ KPMG

O’Kelly ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งสมอง และรู้ตัวว่าจะอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน เขาจึงใช้ 100 วันสุดท้ายของชีวิตเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา

คำแนะนำสามพยางค์จากหนังสือเล่มนี้ที่ผมจำได้ดีคือ “Move it up.”

ถ้ามีอะไรที่อยากทำ จงเลื่อนมันขึ้นมาทำให้เร็วขึ้น เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่าจะเหลือเวลาอีกเท่าไหร่


ถ้าวิธีคิดของ Bezos และ O’Kelly จะช่วยให้เราได้ทำสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง เราก็ต้องหาทางตัดสิ่งที่ไม่สำคัญอย่างแท้จริงออกจากชีวิตด้วยเช่นกัน

เมื่อสองปีที่แล้ว ผมเชิญ Brian Klaas ผู้เขียนหนังสือ Fluke มาพูดที่ออฟฟิศ หนึ่งในคำแนะนำของเขาที่ผมชอบมากคือการเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร

เขาบอกว่า ในเมื่อทางเลือกของสิ่งที่เราจะทำได้นั้นมีเยอะเหลือเกิน วิธีหนึ่งที่จะช่วยได้ คือให้ถามตัวเองว่า

“ถ้าไม่มีใครเห็นเราทำสิ่งนี้ เราจะยังทำมันอยู่มั้ย?”

ถ้าเราซื้อรถหรูคันนี้มาขับ และไม่มีใครเห็นเราขับรถคันนี้เลย เราจะยังซื้อมันอยู่มั้ย?

ถ้าเราวิ่งมาราธอนจบ sub-4 แต่เราไม่สามารถประกาศให้ใครรับรู้ได้เลย เราจะยังทำมันอยู่มั้ย?

ถ้าเราเขียนบทความนี้ แต่โดนปิดกั้นการมองเห็น เราจะยังเขียนมันอยู่มั้ย?

แน่นอนว่าในชีวิตจริง เวลาเราทำอะไรย่อมมีคนมองเห็น มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แต่การตั้งคำถามนี้จะช่วยให้เราแยกแยะได้ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เราทำเพราะว่าอยากทำและเห็นว่ามีประโยชน์ หรือเราทำเพราะว่าแสวงหาการยอมรับ

หากใครตอบว่าทั้งคู่ ก็ต้องดูให้ลึกขึ้นว่าน้ำหนักส่วนไหนมันเยอะกว่ากัน ถ้าน้ำหนักของการแสวงหาการยอมรับมันเยอะกว่า นั่นก็เป็นสัญญาณว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้อยากทำสิ่งนี้เท่าไหร่ และคงไม่เป็นไรถ้าเราเลือกที่จะไม่ทำมัน

ผมเองมีคนชวนไปเล่น Hyrox หลายหนแล้วเหมือนกัน แต่ใจกลับไม่ได้มีความอยากที่จะลงทุนลงแรงฝึกซ้อม ยิ่งพอถามคำถามว่าถ้าวันแข่งไม่มีคนเห็น หรือแข่งแล้วไม่โพสต์ถึงเลย เราจะยังทำมันอยู่มั้ย คำตอบก็ยิ่งชัดเจน


อะไรที่เราควรทำ แล้วยังไม่ได้ทำ ก็ใช้กฎข้อแรกของ Jeff Bezos

อะไรที่กำลังทำอยู่ แต่จริงๆ แล้วไม่ต้องทำก็ได้ ก็ใช้กฎข้อสองของ Brian Klaas

ไม่มีอะไรให้คาใจ ไม่มีใครมองเห็น

แล้วเวลาอาจจะเป็นของเรามากกว่านี้ครับ