Forget about making a million dollars

.20150114_MillionPeople

คริสเตียโน โรนัลโด นักฟุตบอลที่เพิ่งคว้ารางวัล FIFA Ballon D’Or (เป็นภาษาฝรั่งเศษอ่านว่า บัลลงดอร์ แปลว่าลูกบอลทองคำ) ไปเมื่อสัปดาห์นี้ มีเงินเดือนเท่าไหร่ทราบมั้ยครับ?

17 ล้านยูโรต่อปี หรือ 657 ล้านบาทเท่านั้นเอง (นี่ยังไม่รวมค่าสปอนเซอร์พวกยาสระผมขจัดรังแคเลยนะ!)

หมายความว่าแต่ละสัปดาห์ โรนัลโดจะมีเงินไหลเข้าบัญชี 12 ล้านบาท จากการเตะไอ้ลูกกลมๆ นี่

โรนัลโดเตะบอลแค่ 90 นาที ได้เงินมากกว่าที่บางคนหาได้ทั้งชีวิต

อาจจะมีใครแอบตำหนิโลกทุนนิยมที่สร้างความแตกต่างทางรายได้อันมหาศาลขนาดนี้นะครับ

แต่ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่บอกว่า ผลตอบแทนของเรา ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เราสร้างคุณค่าให้ (the return is proportional to the number of people you impact)

กลับมามองที่งานของเรา เราอาจจะสร้างประโยชน์ให้กับคนในทีม และให้กับผลประกอบการของบริษัท ซึ่งตัวเลขของคนที่เรามี impact ด้วยก็น่าจะไม่เกิน 100 คน

ขณะที่ นักฟุตบอลอย่างโรนัลโด ที่เล่นให้ยอดทีมอย่างเรียล มาดรีด และมีแฟนบอลตามดูอยู่ทั่วโลกนั้น ย่อมสร้างผลกระทบกับคนนับล้านๆ คนทุกสัปดาห์ (ไม่รวมที่เขาไปเป็นพรีเซนเตอร์ยาสระผมขจัดรังแคนะ!)

ผมลองพิมพ์คำว่า Ronaldo ลงไปใน Youtube.com วีดีโอที่โชว์ขึ้นมาก็คือ Cristiano Ronaldo ● Amazing Skills Show ● 2013-2014 ||HD|| ซึ่งมีคนดูไปแล้ว 17 ล้านครั้ง!

ขณะที่บล็อกของผมแต่ละตอน มีคนอ่านแค่ 20 ครั้ง!

เพราะโรนัลโดมี impact กับคนในวงกว้าง ผลตอบแทนจึงมหาศาลตามมา

มันก็เลยสอดคล้องกับคำพูดหนึ่งที่ผมอ่านเจอในอินเตอร์เน็ตว่า

“อย่าไปสนใจเรื่องหาเงินหนึ่งล้านเหรียญ เอาเวลาไปทุ่มเทกับการช่วยเหลือคนหนึ่งล้านคนดีกว่านะไอ้น้อง”

ซึ่งผมว่ามันก็จริง

ถ้าเรามัวแต่คิดเรื่องหาเงิน ชีวิตอาจจะมีแต่เรื่องตัวเลขและกำไร และคงจะโดดเดี่ยวพิลึก

แต่ถ้าเราใส่ใจกับเรื่องสร้างประโยชน์ให้คนอื่นๆ ชีวิตเราจะมีความหมายและทางที่เราเดินน่าจะเต็มไปด้วยมิตรภาพ

ส่วนเรื่องเงินจะตามมาเอง จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

บล็อกของผมอาจจะมีคนอ่านไม่ถึงหนึ่งล้านคน

แต่ถ้าซักหนึ่งหมื่นคนก็น่าจะพอเป็นไปได้

ถึงวันนั้นแล้วผมจะมารายงานผลนะครับว่า ผมมีรายได้เป็นกี่เสี้ยวของโรนัลโด

ตารางนี้อาจเปลี่ยนชีวิตคุณ

4Qudrants_cover

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักหนังสือ The Seven Habits of Highly Effective People

แต่ไม่แน่ใจว่าเคยอ่านกันมากน้อยแค่ไหน

หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือเรื่อง 4 Quadrants ครับ

ลองหยิบกระดาษขึ้นมา วาดรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสเกือบเต็มพื้นที่กระดาษ แบ่งสี่เหลี่ยมนั้นออกเป็นตารางสี่ช่อง แล้วเขียนคำว่า Important / Not Important  และ Urgent / Not Urgent กำกับ  เสร็จแล้วให้ตั้งชื่อแต่ละช่องว่า Q1, Q2, Q3, Q4

ก็จะได้ตารางประมาณนี้ครับ

Quadrants_Blank

สตีเฟ่น โควี่ย์ (Stephen R. Covey) ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้กล่าวไว้ว่า กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตคนเราแบ่งออกได้สี่แบบ

Q1 คือกิจกรรมที่สำคัญและเร่งด่วน (Urgent  and Important) เช่น ป่วยหนัก จ่ายบัตรเครดิต หรือเตรียมเอกสารสำหรับประชุมด่วนกับประธานบริษัท

Q2 คือกิจกรรมที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน (Important but Not Urgent) เช่น ออกกำลังกาย ออมเงิน พัฒนาคนในทีม

Q3 คือกิจกรรมที่ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (Urgent but Not Important) เช่น ดูหนังที่กำลังจะออกโรง มิดไนท์เซลส์ แฟนโทร.มา

Q4 คือกิจกรรมที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน (Not Urgent and Not Important) เช่น เล่นเฟซบุ๊ค ตอบไลน์ เมาธ์มอย

พอใส่เป็นตาราง ก็จะได้ประมาณนี้ครับ (ขออนุญาตเป็นภาษาอังกฤษนะครับ)

Quadrants_FilledIn

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่รู้สึกว่าใช้ชีวิตภายใต้ความกดดันตลอดเวลา มีงานที่ต้องส่งวันนี้ 5 ชิ้น และงานที่ควรจะส่งตั้งแต่เมื่อวานอีก 5 ชิ้น กลับบ้านสามสี่ทุ่มทุกวัน แสดงว่าคุณกำลังถูกขังอยู่ใน Q1 นะครับ คือทุกอย่างสำคัญ ทุกอย่างเร่งรีบไปหมด

ถ้าคุณรู้สึกว่าทำไมขยันแทบแย่ แต่การงานไม่ก้าวหน้าไปไหนซักที ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าคุณใช้เวลากับงานประเภท Q3 มากเกินไป คือทำงานที่เร่งด่วน แต่จริงๆ แล้วมันไม่ค่อยสำคัญหรอก  เช่นเข้าประชุมที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ ทำ report ที่ไม่มีคนอ่าน หรืออะไรทำนองนั้น งานเหล่านี้มีเงื่อนไขทางเวลา ว่าควรจะเสร็จเดี๋ยวนั้นเดี๋ยวนี้ แต่ไม่มีคุณค่าต่อองค์กรเท่าไหร่

และถ้าคุณรู้สึกว่า หมดไปหนึ่งวันแล้วงานยังไปไม่ถึงไหนเลย อาจเป็นไปได้ว่าคุณใช้เวลากับกิจกรรม Q4 มากเกินไปนะครับ (วันนี้คุณเล่นเฟซบุ๊คที่ออฟฟิศไปกี่นาที/ชั่วโมง?)

ก่อนจะอ่านต่อไป ขอทบทวนอีกครั้งนะครับว่า Q1, Q2, Q3, Q4 หมายความว่าอะไร จะได้อ่านได้ลื่นไหล ไม่ต้องวนกลับมาอ่านใหม่

  • Q1 คือสำคัญและเร่งด่วน
  • Q2 คือสำคัญและไม่เร่งด่วน
  • Q3 คือไม่สำคัญแต่เร่งด่วน
  • Q4 คือไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน

กิจกรรมเดียวกัน คนหนึ่งอาจจะมองว่าอยู่ Q2 ขณะที่อีกคนอาจจะมองว่าอยู่ Q4 ก็ได้ เช่น การหยุดยาว บางคนมองว่าไม่ได้สำคัญมากนัก (Q4) ขณะที่บางคนวางแผนล่วงหน้าเป็นปีๆ เลยว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง (Q2)

หรือผู้หญิงอาจจะมองว่าการไปช็อปปิ้งช่วงแกรนด์เซลส์เป็น Q1 ขณะที่ผู้ชายมองว่าเป็น Q4

ไม่มีอะไรผิด อะไรถูกครับ แล้วแต่ว่าเราจะให้ค่ากับอะไร

พร้อมแล้วนะครับ ผมจะได้คุยต่อถึงประโยคที่ผมถือว่าสำคัญที่สุดในหนังสือ Seven Habits ที่ขายไปแล้วกว่า 25 ล้านเล่มครับ

ประโยคที่ว่านี้คือ

ถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต จงให้เวลากับกิจกรรม Q2 ให้มากที่สุด

เหตุผลที่เราควรจะโฟกัสกับกิจกรรม Q2 หรือสิ่งที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วนนั้นมีอยู่ 4 ข้อด้วยกันครับ

  1. Q2 ช่วยป้องกันให้ไม่เกิด Q1 โดยส่วนใหญ่แล้ว Q1 จะเกิดขึ้นเพราะเราละเลย Q2  เช่นถ้าเราออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ (เป็น Q2 หมดเลย)  โอกาสที่จะป่วยหนักนั้นจะน้อยมาก   หรือบางอย่างมันเคยเป็น Q2 มาก่อน แต่ก็กลายเป็น Q1 เช่นถ้าเราได้บิลบัตรเครดิตแล้วไปจ่ายเสียแต่เนิ่นๆ ก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเรารอจนถึงวันที่มันที่ต้องจ่ายแล้ว มันจะกลายเป็น Q1 ทันที
  1. กิจกรรม Q2 ให้ผลตอบแทนดีที่สุด (Highest return on investment) ถ้าเจ้านายสั่งให้คุณทำรายงานที่สำคัญมากๆ โดยให้เวลาคุณหนึ่งเดือน แต่คุณทำเสร็จภายในสองสัปดาห์ คุณจะโดดเด่นขึ้นมาทันที แต่ถ้าคุณชะล่าใจรอจนสัปดาห์สุดท้าย คุณก็ต้องมานั่งปั่นงาน ถ้าเสร็จทันเวลาก็เสมอตัว แต่ถ้าเสร็จช้าก็จะโดนเจ้านายเขม่น นั่นคืองาน Q1 นั้น อย่างมากก็ได้แค่เสมอตัวครับ  แต่ถ้าคุณเอาเวลาไปทำเรื่อง Q2 เช่นเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ และฝึกด้วยการพูดตามหนังฝรั่งบ่อยๆ  ภาษาอังกฤษที่ดีขึ้นของคุณจะช่วยเปิดโอกาสให้คุณอีกมากมายในอนาคตนะครับ    ส่วน Q3 และ Q4 นั้น ผลตอบแทนน้อยมากหรือไม่มีเลย เพราะว่ามันไม่สำคัญ
  1. กิจกรรม Q2 นั้นให้อิสรภาพกับคุณ หมายความว่า คุณมีสิทธิ์ที่จะกำหนดได้ว่าจะทำ Q2 เมื่อไหร่ ในขณะที่ Q1 นั้นไม่ให้สิทธิ์คุณเลือกเลย เพราะคุณโดนบังคับกลายๆ อยู่แล้วว่ามันต้องทำให้เสร็จ หากคุณมีกิจกรรม Q2 เยอะๆ  Q1 น้อยๆ ก็ย่อมจะไม่เครียดเพราะว่าเราจะรู้สึกว่าเราคอนโทรลชีวิตได้ครับ
  1. กิจกรรม Q2 นั้นจะทำให้ Q3 และ Q4 ลดลง เพราะหนึ่งวันมีแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าเราใช้เวลาไปกับ Q1 และ Q2 (ซึ่งสำคัญทั้งคู่) ให้มาก เราก็จะมีเวลาให้ Q3 กับ Q4 น้อยลงไปโดยปริยาย อย่างเช่นตอนนี้ ผมเอาเวลามาลงกับการเขียนบล็อกชิ้นนี้ ทำให้ผมมีเวลาเล่นเฟซบุ๊คน้อยลง ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะผมก็อยากจะจำกัดเวลาเล่นเฟซบุ๊คอยู่แล้ว

ผมขอยกตัวอย่างกิจกรรม Q2 ในที่ทำงานนะครับ

  • นัดคุยกับหัวหน้าเพื่อให้ฟีดแบ็คเกี่ยวกับงานของเรา (เช่นหัวหน้าให้งานเยอะเกินไป หรือให้งานที่ไม่ตรงกับจริตและทักษะ)
  • จัดเวลาสัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมงเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในด้านที่เราสนใจ
  • เก็บโต๊ะให้เรียบร้อย
  • ทำความสะอาดเมล์บ๊อกซ์ (ไม่ให้เหลือเมล์ที่ยังไม่ได้อ่าน)
  • วางแผนว่าสัปดาห์นี้ควรจะทำงานอะไรให้เสร็จบ้าง
  • คิดโปรเจ็คที่จะมีผลบวกกับทีมในระยะยาว

ส่วนกิจกรรม Q2 ที่ไม่เกี่ยวกับงานก็เช่น

  • เลิกเล่นมือถือหลังสี่ทุ่ม
  • ฝึกสวดมนต์/ นั่งสมาธิ
  • ชวนแฟน / เพื่อน ไปเที่ยวญี่ปุ่น
  • ขอโทษแม่ที่วันก่อนพูดจาไม่ดีกับท่าน
  • โทร.หาเพื่อนเก่า
  • ทำความรู้จักกับคนที่เราชื่นชม
  • ทำอะไรซักอย่างกับความฝันที่เราผัดวันประกันพรุ่งมานาน

พอจะมีไอเดียแล้วใช่มั้ยครับ?

การที่เราต้องโฟกัสที่ Q2 นั้นเพราะว่าถ้าเราไม่ให้ความสนใจกับมัน  Q2 จะโดน Q1 กับ Q4 กลืนกินครับ

ระหว่างวันเราต้องวิ่งวุ่นกับ Q1 พอหมดวัน เลยรู้สึกว่าต้องให้รางวัลกับตัวเองด้วยการทำกิจกรรม Q4 รู้ตัวอีกทีก็ดึกแล้ว เราจึงไม่ได้ทำ Q2 เลย ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันมีความหมายกับชีวิตเราแค่ไหน แต่เราไม่มีเวลาและไม่มีพลังเหลือแล้ว

เริ่มเสียตั้งแต่วันนี้นะครับ ลองหยิบกระดาษหรือเปิด Notes ในมือถือขึ้นมา แล้วลองเขียนดูซิว่า อะไรคือ Q2 ของคุณบ้าง (ส่วนใหญ่แล้วมันคือสิ่งที่คุณ “ว่าจะทำ” มาตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำซะทีนั่นแหละ)

เมื่อคิดได้แล้ว ก็เริ่มได้เลยครับ หรือถ้าตอนนี้ดึกแล้ว ก็เริ่มทำพรุ่งนี้เช้าเป็นสิ่งแรกเลยก็ได้ เพราะเป็นตอนที่เรามีเวลาและมีพลังใจเหลือเฟือ

ให้เวลากับ Q2 แค่วันละ 5 นาทีก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยครับ – One year from now, you will wish you had started today.

เมื่อเราทำ Q2 ติดจนเป็นนิสัย เราก็จะมีชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่แน่นะครับ วันหนึ่งตาราง 4 Quadrants ของเราอาจจะหน้าตาเป็นอย่างนี้ก็ได้

Quadrants_Q2Focus

นั่นคือ คุณจะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสิ่งมีความหมายกับคุณจริงๆ โดยไม่มีใครมาบังคับและไม่มีเงื่อนไขด้านเวลา

ถ้าทำได้คงเจ๋งไปเลยเนอะ!

ถึงคราวเป็นผู้ใหญ่บ้างแล้ว

20150112_NewGen

บางทีเราก็ยังไม่อยากโตเป็นผู้ใหญ่

เวลามีเรื่องสำคัญๆ ระดับประเทศอย่างการออกมาชุมนุมทางการเมืองหรือการปฏิรูปประเทศไทยนั้น เราจึงยกให้เป็น “เรื่องของผู้ใหญ่” ทั้งสิ้น

ส่วน “เด็กๆ” อย่างพวกเรา อาจจะมองว่าไม่มีสิทธิ์ทำอะไร หรืออาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องของเรา

อย่างมากก็แค่คอยตามข่าวและวิจารณ์ใน Facebook กันให้เมามัน

แล้วก็เข้านอน

แล้วก็ตื่นขึ้นมาเพื่อจะพบว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม

———-

จะว่าไปแล้ว คุณลุงคุณป้าที่อยู่ในสนช.และสปช. ตอนนี้ก็มีส่วนในการ “ขับเคลื่อนประเทศ” มาตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 แล้ว

ตั้งแต่พวกเขายังอายุแค่ 20 ปีต้นๆ

น้อยกว่าผมหนึ่งรอบ และน้อยกว่าใครอีกหลายๆ คนที่กำลังอ่านโพสต์นี้

40 ปีผ่านไป คนกลุ่มเดิมในวัยแซยิดก็ยังขับเคลื่อนประเทศกันอยู่

ผมว่าเขาก็คงเหนื่อยเต็มทีแล้วล่ะ แต่มองไปข้างหลังแล้วยังไม่ค่อยเห็นใคร เลยยังต้องเดินกันต่อไปกับคนหน้าเดิมๆ

จะว่าไปแล้ว “เด็กๆ” รุ่นพวกผมนี่ก็อายุเข้าวัยกลางคนแล้วนะครับ เริ่มถูกเรียกว่า “น้า” กันแล้ว

เป็นกลุ่มคนที่มีประสบการณ์และความรู้มากพอสมควร พอจะมีทรัพย์อยู่บ้าง แถมยังมีกำลังวังชาที่จะทำอะไรได้อีกหลายอย่าง

โอเคล่ะ เมื่อบริบททางสังคมเปลี่ยน ค่านิยมก็ย่อมเปลี่ยน ถ้าต้องเลือกระหว่างการขับเคลื่อนประเทศ กับการสร้างฐานะตัวเองให้มั่นคง คนรุ่นผมส่วนใหญ่ก็คงเลือกอย่างหลัง

แต่ผมก็ยังคิดว่าคงจะดี ถ้ารุ่น “เด็กๆ” อย่างพวกเรา จะเข้าไปมีส่วนร่วมบ้าง

เพราะผมเชื่อว่าผลลัพธ์มันน่าจะออกมาดีกว่าปล่อยให้คุณลุงคุณป้าในสนช.และสปช.ทำกันอยู่กลุ่มเดียวนะครับ

เขาปฏิรูปประเทศเสร็จ อีกไม่กี่ปีเขาก็ไม่อยู่แล้ว

คนที่อยู่คือพวกเรา และลูกๆ ของเรา

คนทำไม่ได้อยู่ คนอยู่ไม่ได้ทำ – จะดีเหรอ?

———-

ถามว่า แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง?

ผมเองก็ยังไม่มีคำตอบเหมือนกันครับ

แต่เราอาจจะเริ่มต้นได้ด้วยการเปลี่ยนมุมมอง

เริ่มจากการคิดว่า “เราก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้วนะ”

เริ่มจากการโยนความคิดที่ว่า “ธุระไม่ใช่” ทิ้งไป

และเริ่มด้วยการมองหาโอกาสที่เราจะสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม ตามสติปัญญาและกำลังที่เรามี

ผมเชื่อว่าคนรุ่นใหม่มีศักยภาพมากกว่าการบ่นบน Facebook นะครับ

และผมก็เชื่อว่าถ้ารวมตัวกันดีๆ เราอาจจะมีพลังเพียงพอที่จะช่วยชี้นำทิศทางของสังคม อย่างน้อยก็ในด้านใดด้านหนึ่ง

มาเป็น “ผู้ใหญ่” กันเถอะครับ!

Come with Me

20150111_BuddhaSaid

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับธรรมะของพระพุทธเจ้าคือความโปร่งใสและความทนทานต่อการตั้งคำถาม

ถ้าคุณอยากจะศึกษาศาสนาพุทธ คุณสามารถเริ่มต้นจากการไม่เชื่ออะไรเลยก็ได้

ไม่ต้องเชื่อว่ามีนรก หรือมีสวรรค์

ไม่ต้องเชื่อเรื่องเวรเรื่องกรรม

และไม่จำเป็นต้องเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีตัวตนอยู่จริง

ขอแค่มีใจที่เปิดกว้างมากพอ

และลองมาเดินบนเส้นทางสายนี้ดู

เมื่อได้ลองเดินแล้ว ก็เพียงใช้ common sense พิจารณา

ว่ามีความสุขมากขึ้นมั้ย ทุกข์น้อยลงรึเปล่า

ถ้าเห็นประโยชน์ก็เดินต่อ ถ้าเหนื่อยก็หยุดพัก

หรือถ้าไม่ชอบ ไม่ถูกจริต จะไม่เดินต่อ ก็ไม่ได้เป็นบาปอะไร

ไม่มีพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนจะมาลงโทษคุณ

และถึงคุณจะมาเดินบนเส้นทางสายนี้

คุณก็ยังสามารถที่จะเลือกนับถือศาสนาอะไรก็ได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงห้ามอะไรทั้งนั้น

สิ่งที่ท่านประสงค์คือให้คนมีความสุขมากขึ้น ไม่ใช่ให้มี “ชาวพุทธ” มากขึ้น

เพราะธรรมะไม่ใช่ MLM ครับ

———–

ในฐานะของคนที่เคยได้ลองเดินมาบ้างแล้ว

ถึงจะยังเดินไม่ค่อยคล่อง หกขมำบ้าง หลุดลงข้างทางบ้าง

แต่ผมก็พบว่ามันเป็นการเดินทางที่รื่นรมย์และสนุกดีทีเดียว

สนใจจะ Come with me บ้างมั้ย?

Sharing from Quora: ขยันอย่างเดียวไม่พอ

เคยมั้ยที่รู้สึกว่าเราทำอะไรไปเยอะมาก แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามันช่างจิ๊บจ๊อย

เป็นไปได้มั้ยว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เราลงมือทำลงไป มันขัดกันเอง

ดังนั้น เราจึงควรจะถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า กิจกรรมที่เราทำแต่ละวันนั้นมัน “ชี้” ไปในทิศทางเดียวกันรึเปล่า

(ใครที่เคยเรียนเรื่อง Vector จะ get ภาพทั้งสองนี้ได้อย่างรวดเร็ว)

Hard work without discipline is like random vectors that cancel each other and result in a zero.

​​
Discipline only arranges these “hard work” vectors in desired direction and ultimately leads you to success.

​Source: Quora:  What is something you learned to be true after it was too late?