Hitler2

As much as we’d like to think he was a monster, he was actually a human too.

We all are.

Image Source: reddit http://goo.gl/bfCc3F

Pic & Pause: Adolf Hitler with Helga Goebbels

คำแนะนำจากรุ่นเล็กถึงรุ่นใหญ่ที่ใช้ iPad

iPad

1995 แม่พูดกับเราว่า “เลิกเล่นเกมส์ได้แล้ว! กับข้าวเย็นหมดแล้วเนี่ย!”
2015 เราพูดกับแม่ว่า “เลิกเล่น iPad ได้แล้วครับแม่ ข้าวเย็นหมดแล้ว!”

iPad นี่ถือเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกจริงๆ

โดยเฉพาะโลกของผู้ใหญ่ที่เกิดก่อนปีพ.ศ.2500

30 ปีที่ผ่านมาเรามี “ของเล่น” มากมาย

ไม่ว่าจะเป็น วีดีโอ เกมแฟมิลี่ เกมบอย แพ็คลิงค์ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แล็ปท็อป โทรศัพท์มือถือ หรือแม้กระทั่งสมาร์ทโฟน

ต่อให้วัยรุ่นอย่างเราจะเสพติดสิ่งเหล่านี้แค่ไหน พ่อแม่ของเราก็ยังคงใช้เวลาว่างไปกับการจิบกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ดี

เพิ่งจะมาช่วง 3 ปีหลังนี่แหละ ที่พฤติกรรมคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เราเปลี่ยนไป

เอาแค่จากประสบการณ์ตรง ผมว่าคนวัย 50-70 นี่ใช้ iPad ดุกว่าคนรุ่นผมซะอีก

อาจจะเพราะการมาถึงของ Facebook และ LINE รวมถึงเวลาว่างที่มีเยอะด้วย ทำให้คนวัยเกษียณติดอุปกรณ์ชิ้นนี้กันอย่างงอมแงม

กระนั้นก็ตาม ผมถือว่า users กลุ่มนี้ “ชั่วโมงบิน” ยังต่ำมากเมื่อเทียบกับคนรุ่นผมที่ใช้คอมพิวเตอร์และท่องอินเตอร์เน็ตมากว่ายี่สิบปีแล้ว

ในฐานะ “คนเคยอาบน้ำร้อนมาก่อน” จึงอยากจะขอถือวิสาสะเสนอคำแนะนำถึงผู้ใหญ่ที่เพิ่งเริ่มใช้ iPad ได้ไม่นานครับ

1. ข้อมูลต่างๆ ที่ส่งต่อในไลน์ ควรจะตั้งธงไว้ก่อนว่ามันอาจจะไม่จริง
แม้ว่าในเนื้อหาจะบอกว่า มาจาก NASA หรือ WHO มันก็อาจจะไม่จริงนะครับ เพราะใครๆ ก็อ้างได้ทั้งนั้นว่ามาจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ บทความนั้นจะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อมีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนหรือมีลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่เป็นต้นทางของข้อความนั้น

ซึ่งก็หมายความด้วยว่า ก่อนจะส่งอะไรต่อ รบกวนคิดก่อนส่ง หรือลองกูเกิ้ลดูสักทีก็ได้

เพราะแม้ว่าคุณจะส่งมันต่อไปด้วยความหวังดีเพียงใด แต่ถ้ามันเป็นข้อมูลปลอม ก็ย่อมส่งผลเสียมากกว่าผลดีครับ

2.ถึงข้อมูลจะจริง มันก็อาจจะ “หมดอายุ” ไปแล้ว
ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องมูลนิธิช่วยคนตาบอดที่รับปฏิทินเก่าไปทำกระดาษอักษรเบรล ซึ่งเห็นแชร์กันเยอะมากในช่วง 2-3 วันมานี้ สิ่งแรกที่ควรจะทำก่อนที่คุณจะแชร์ต่อคือโทร.ไปถามมูลนิธิก่อนว่าเขายังรับอยู่รึเปล่าครับ ถ้าไม่มีข้อมูลก็วานให้ลูกหลานช่วยเช็คให้ก็ได้ครับ

ส่วนคนที่คิดอยากจะแชร์เรื่องปฏิทินบริจาคให้มูลนิธิคนตาบอด มูลนิธิปิดรับแล้วนะครับ ถ้ายังมัวแต่ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ  ความหวังดีของเราจะทำให้มูลนิธิเขาเดือดร้อนนะครับ: http://www.blind.or.th/news/detail/874

EDIT (9 Jan 2015): ขอแก้ไขข้อมูลนะครับ มูลนิธิช่วยคนตาบอดรับบริจาคถึงสิ้นเดือนมกราคม 2558 นี้ครับ (ทางเว็บไซต์มูลนิธิน่าจะมีการเปลี่ยนหัวเรื่องครับ แต่เนื้อหาน่าจะเหมือนเดิม ผมอ่านไม่เคลียร์เอง ต้องขออภัยด้วยครับ)

3. วีดีโอที่ส่งกันมานั้น พวกผมแทบไม่เคยกดเข้าไปดูหรอกนะครับ
ไม่ว่าจะเป็นลิงค์ Youtube หรือไฟล์วีดีโอ เพราะค่าดาต้า 3G มันแพงครับ แล้วการดูวีดีโอมันต้องใช้ดาต้าเยอะกว่าข้อความหรือรูปภาพเอาการอยู่ ดังนั้นถ้าพวกเราคิดจะดูก็ต้องรอตอนกลับไปต่อ Wifi (วายฟาย) ที่บ้านแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงๆ เวลาถึงบ้านมันก็มีอย่างอื่นให้ดูแทนแล้วล่ะ

ข้อเสียอีกอย่างของวีดีโอคือมันต้องใช้เวลาดูค่อนข้างนาน ดังนั้นเวลาเห็นใครส่งลิงค์ Youtube มาสี่ห้าอัน แล้วเขียนคำโปรยประมาณว่า “สนุกมาก ต้องดู!” พวกผมจะไม่สนใจไยดีมันเลย

4. อย่าทำตัวเป็น Spammer
สิ่งที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราไม่มีโอกาสได้สัมผัสคือยุค 1997-2003 ที่พวกเราเคยส่ง Forward Mail กันเป็นประจำ

เวลามีเรื่องราวดีๆ หรือภาพสวยๆ เราก็จะส่งต่อให้กลุ่มเพื่อนของเรา พออ่านเสร็จแล้วก็ต้องมานั่งลบเมล์เพราะ Mailbox เค้ามีพื้นที่ให้แค่ 25 Mb เท่านั้น น้อยกว่าสมัยนี้หลายร้อยเท่า

บางทีพอได้รับ Forward Mail บ่อยๆ เข้า เราจะเรียกคนที่ส่งเมล์พวกนี้โดยไม่ได้ถามความสมัครใจของเราก่อนว่าเป็นพวก Spammer ครับ

Spammer แปลว่า ผู้ส่งขยะทางอีเมล์ ซึ่งพวกเราจะมีความรู้สึกไม่ดีกับคนประเภทนี้อยู่ประมาณนึงเลย

เพราะฉะนั้นถ้าคุณชอบส่งรูปทุ่งหญ้า รูปดอกไม้ รูปเด็ก มิหนำซ้ำยังกระหน่ำส่งเป็นสิบๆ รูป เข้ากรุ๊ปในไลน์ อาจจะต้องระวังนิดนึงนะครับว่าบางคนอาจจะมองว่าคุณเป็น Spammer และแอบรำคาญคุณอยู่ก็ได้

5.ระวังจะกลายเป็นคนใจร้อนโดยไม่รู้ตัว
การใช้เวลากับเทคโนโลยีมากๆ อาจจะทำให้คุณกลายเป็นคนใจร้อนและหงุดหงิดง่ายขึ้นนะครับ คนรุ่นผมก็เป็นเหมือนกัน แต่มันจะ “เจ็บ” กว่า หากผู้ใหญ่ที่ควรจะใจเย็นกลับทำตัวเป็นวัยรุ่นใจร้อนไปซะนี่

ผู้ใหญ่เคยห่วงพวกเราว่าถ้าเล่นเกมส์เยอะๆ จะกลายเป็นเด็กสมาธิสั้น

ตอนนี้ผมก็อดกังวลไม่ได้ว่าจะมีใครกลายเป็น “ผู้ใหญ่สมาธิสั้น” บ้างรึเปล่า

——

ผมคิดว่าตอนนี้ผู้ใหญ่กำลังตื่นเต้นกับความสามารถที่จะรับรู้และส่งต่อข่าวสารอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน และขอเดาว่าหากให้เวลาพวกเขาอีกซัก 5 ปี ก็จะเริ่มรู้ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรควร อะไรไม่ควร เหมือนอย่างที่คนรุ่นผมได้ผ่านมาแล้ว

เอาจริงๆ ผมก็ไม่อยากเห็นผู้ใหญ่ใช้ iPad มากเกินไปนะครับ เพราะการดูวีดีโอซึ้งๆ หรือส่งต่อข่าวลือ มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่วัย 60-70 ควรจะให้ความสำคัญมากนัก

โดยเฉพาะเมื่อคำนึงด้วยว่าเวลาของคนเรามีจำกัด

ถ้าแบตเตอรี่ชีวิตของผมมีเหลืออยู่ไม่กี่พันชั่วโมง ผมคงจะใช้เวลากับ “โลกในจอ” ให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะมีเวลาสะสางธุระ ทั้งกับ “โลกภายนอก” และ “โลกภายใน” ให้เรียบร้อย ก่อนที่แบตเตอรี่ของผมจะหมด

แบตเตอรี่ไอแพดหมดแล้วยังชาร์จใหม่ได้ แต่แบตเตอรี่ของมนุษย์อย่างเราหมดแล้วหมดเลยนะครับ

ย้อนแย้งในตัวตน

20150107_Discipline

เป้าหมายระยะยาวกับความต้องการระยะสั้นมักเป็นสิ่งที่ขัดกันเสมอ

เป้าหมายระยะยาวมักเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดในชีวิต เช่น

  1. มีครอบครัวที่อบอุ่น
  2. มีฐานะการเงินมั่นคง
  3. ได้ทำงานที่ตัวเองรัก
  4. สุขภาพแข็งแรง
  5. มีความสงบสุขภายในจิตใจ

ความต้องการระยะสั้นมักเกิดจากกิเลสภายในใจ

  1. อยากทำงานให้เสร็จแม้ต้องอยู่ดึกและไม่ได้เจอหน้าลูก
  2. อยากซื้อมือถือเครื่องใหม่เพราะผ่อน 0% 10 เดือน แน่ะ
  3. อยากลองลงมือทำสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ตอนนี้อยากเล่น Facebook มากกว่า
  4. อยากกินอาหารขยะยามดึก
  5. อยากอ่านดราม่าในพันทิพย์

เมื่อ “เหตุ” กับ “ผล” ไม่ตรงกัน มันก็เลยยังวนเวียนอยู่อย่างนี้

จริงๆ แล้วมีคนบอกว่า เราไม่ควรสนใจคำว่า Discipline หรือ วินัย มากนัก เพราะมันทำยาก

แต่สิ่งที่เราทำได้คือ สร้างความเคยชินที่จะทำสิ่งที่จะส่งผลในทางบวก

ไว้วันหลังผมจะมาเขียนถึงเรื่องนี้นะครับ

9 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังถูกลูกน้องนินทา

20150601_BossGossip

ลูกน้องกับการนินทาเจ้านายเป็นของคู่กัน

ลูกน้องที่ดีไม่ควรนินทาเจ้านาย

แต่ถ้าคุณเป็นเจ้านายที่ดี ลูกน้องส่วนใหญ่ก็คงไม่เอาไปนินทา จริงมั้ยครับ?

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมีลูกน้อง และกังวลว่าลูกน้องอาจจะกำลังนินทาคุณอยู่ ผมมีตัวชี้วัดง่ายๆ ว่าคุณกำลังถูกพูดถึงที่โต๊ะทานข้าวหรือกรุ๊ปลับในไลน์รึเปล่านะครับ

ลองดูนะครับว่า 9 อาการข้างล่างนี้ มีส่วนคล้ายคลึงกับสิ่งที่คุณทำอยู่ทุกวันรึเปล่า

1. คุณสั่งงานไม่เป็นเวล่ำเวลา
ถ้าคุณเป็นหัวหน้าประเภท “ยุ่งสุดๆ” คุณอาจจะกลายเป็นคอขวดสำหรับงานหลายๆ ชิ้น งานที่คุณควรจะสั่งตั้งแต่ต้นสัปดาห์ คุณเพิ่งจะมาสั่งลูกน้องตอนหกโมงของเย็นวันศุกร์ แถมคุณยังบอกว่าต้องเสร็จก่อน 10 โมงเช้าวันจันทร์อีกด้วย ลูกน้องเลยต้องอยู่ดึกหรือไม่ก็ต้องเข้ามาทำงานวันเสาร์-อาทิตย์เพื่อปั่นงานให้ทัน

2. คุณใช้เวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ในมุมมองของผม หน้าที่หลักของหัวหน้ามีอยู่สี่อย่าง คือตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทีม สื่อสารให้ลูกน้องรับรู้ถึงเป้าหมาย มอบหมายงานให้เหมาะสมกับความสามารถและความถนัด และคอยช่วยเหลือเวลาลูกน้องมีปัญหา

แต่หัวหน้าบางคนเอาเวลาไปตรวจงานและแก้งานลูกน้อง (ทั้งๆ ที่อาจจะมอบหมายให้ลูกน้องที่ประสบการณ์สูงอีกคนช่วยทำแทนก็ได้) เข้าประชุมที่ไม่จำเป็นต้องเข้า หรือทำเรื่องอื่นๆ ให้ตัวเองยุ่งเข้าไว้ เพราะว่ามันง่ายกว่าการมานั่งขบคิดเรื่องการพัฒนาทีมให้ดีกว่าที่เป็นอยู่

3. คุณไม่เข้าใจเนื้องานที่ลูกน้องคุณทำ

ผมรู้จัก support manager คนหนึ่งที่ดูแล product ที่สำคัญขององค์กร แต่เขาไม่เคยลง product นั้นไว้ในเครื่องเลย

ถ้าคุณนั่งอยู่บนหอคอยงาช้างและสั่งงานลูกน้องโดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าลูกน้องต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ก็มีความเสี่ยงสูงมากที่คุณจะสั่งงานโดยที่ไม่รู้ว่างานที่คุณสั่งมันยากง่ายหรือใช้เวลามากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่งผลให้ลูกน้องบางคนได้งานเยอะเกินไป ขณะที่บางคนก็สบายเกินไป จนอาจบานปลายไปจนลูกน้องคิดว่าคุณลำเอียง เลือกที่รักมักที่ชังได้เลยทีเดียว

4. คุณสั่งงานไม่เคลียร์
เพราะว่าคุณรีบตลอดเวลา คุณจึงไม่ได้คิดให้ละเอียดรอบคอบก่อนจะก่อนสั่งงานลูกน้อง ผลที่ตามมาคือลูกน้องต้องเสียเวลาเดาใจเจ้านายว่าต้องการอะไรกันแน่ จะเอาข้อมูลจากที่ไหน รูปแบบควรจะเป็นอย่างไร

พอลูกน้องเอางานมาส่งก็ไม่ตรงใจ ไล่ให้กลับไปแก้ใหม่เกิน พอลูกน้องแก้เสร็จก็ให้แก้ใหม่อีกหลายรอบ

ถ้างานบางงานต้องแก้เกินสามรอบ ผมถือว่าใช้ไม่ได้ทั้งเจ้านายและลูกน้อง แต่เจ้านายผิดมากกว่า

ผมเห็นบางบริษัทอาการหนักมากขนาดที่ว่าลูกน้องไม่ยอมส่งงานก่อน รอให้ถึงเดดไลน์จริงๆ แล้วค่อยส่ง จะได้ไม่ต้องแก้เยอะ

5. คุณเหวี่ยงใส่ลูกน้อง

พองานไม่ได้ดั่งใจหรือเลยเส้นตายแล้วลูกน้องก็ยังไม่ส่งงาน คุณก็วีนใส่ลูกน้อง อาจถึงขั้นขึ้นเสียงหรือใช้คำพูดคำจาให้เจ็บช้ำน้ำใจกันเลยทีเดียว

และผลลัพธ์จะแย่ขึ้นอีกเป็นเท่าตัวถ้าคุณตำหนิลูกน้องต่อหน้าคนอื่น เขาจะจำฝังใจเพราะคุณได้ทำให้ลูกน้องเสียหน้าอย่างจัง

6. คุณพูดคำว่า “ขอโทษ” ไม่เป็น

ด้วยความที่เราเป็นหัวหน้า การพูดคำว่า “ขอโทษ” จึงเหมือนเป็นการเสียฟอร์มอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นแม้คุณจะรู้สึกว่าได้ทำผิดกับลูกน้อง คุณก็จะทำเป็นลืมๆ ไปซะ โดยหวังว่าลูกน้องจะ “ลืมๆ ไปซะ” เหมือนกัน

หนักกว่านั้น คุณอาจจะคิดว่าตำแหน่งหัวหน้าของคุณได้มอบอภิสิทธิ์ที่จะทำอะไรกับลูกน้องก็ได้

ระลึกไว้เสมอนะครับว่าการที่คุณไม่ยอมขอโทษนั้นเป็นเพราะว่า “อัตตา” มันหลอกล่อคุณอยู่

และคนที่แข็งแกร่งกว่าคือคนที่พร้อมจะเอ่ยคำว่า “ขอโทษ” ก่อน

7.คุณ “ฟัง” แต่ “ไม่ได้ยิน”

ถ้าคุณเคยให้ลูกน้องเก็บฟีดแบ็คจากในทีมมาว่าต้องการเห็นอะไรดีขึ้นบ้าง แต่พออ่านฟีดแบ็คแล้วคุณรู้สึกเหมือนถูกตำหนิ และอธิบายเหตุผลเพื่อปกป้องตัวเอง สุดท้ายฟีดแบ็คที่ได้มาก็ถูกดองไว้อย่างนั้น

หรือถ้าลูกน้องเอาไอเดียอะไมานำเสนอ แล้วคุณตอบไปว่า “อืม…พี่คิดว่าไม่เวิร์คนะ” หรือ “อ้อ เรื่องนี้พี่รู้แล้ว”

สารที่คุณกำลังส่งออกไปแม้จะไม่ได้เอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูดก็คือ “ผม/ชั้น คือเจ้านายที่เก่งที่สุดในปฐพี คำแนะนำอะไรพวกนี้ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกนะ”

ดังนั้นจงอย่าประหลาดใจนะครับที่ระยะหลังๆ จะไม่ค่อยมีลูกน้องคนไหนเข้ามาคุยด้วย

8. คุณไม่ปกป้องลูกน้องเวลางานมีปัญหาและไม่ให้เครดิตลูกน้องเวลางานออกมาดี

เวลาที่ลูกน้องกำลังโดนรุมสกรัมจากฝ่ายอื่นๆ แล้วคุณลอยตัวหนีปัญหา

หรือเวลาที่ CEO เอ่ยปากชมว่า Presentation ของคุณดีเยี่ยม แต่คุณไม่บอก CEO ซักนิดว่าใครเป็นคนทำสไลด์ชุดนี้

เท่านี้คุณเองก็น่าจะคิดได้ว่าลูกน้องจะมองคุณเป็นคนประเภทไหน

9. คุณไม่ให้ความเคารพลูกน้องในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน

ฟังดูแรง แต่ผมคิดว่านี่เป็นมูลเหตุของทั้งแปดอาการที่ได้กล่าวมาแล้ว

เจ้านายไม่ใช่เจ้าชีวิตนะครับ

เจ้านายก็เป็นพนักงานบริษัทคนหนึ่ง กินเงินเดือนเหมือนๆ กัน ผิดพลาดได้เหมือนกัน และถูกไล่ออกได้เหมือนกัน

หัวหน้าเก่าของผมคนหนึ่งชื่อซุปปี้เคยพูดกับผมว่า ถึงเขาจะเป็นผู้จัดการแต่เขาก็ไม่ได้มองว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าลูกน้อง มองแค่ว่าหน้าที่ของเขาแตกต่างออกไปเท่านั้นเอง

ลูกน้องมีหน้าที่ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง

ส่วนเจ้านายอย่างเขามีหน้าที่รับใช้ลูกน้อง เพื่อให้ลูกน้องทำงานอย่างมีความสุขและได้เติบโตในองค์กร

———–

ถือว่าเป็นโพสต์ที่ยาวเอาการ ถ้าหัวหน้าของผม (ทั้งในปัจจุบันและในอดีต) มาอ่านโพสต์นี้เข้า ขอให้เข้าใจนะครับว่าผมไม่ได้พูดถึงหัวหน้า ผมโชคดีมากที่ตลอดการทำงาน 12 ปีที่ผ่านมา ผมเจอเจ้านายที่ดีถึงดีมากมาโดยตลอด

ส่วน 9 ข้อที่ผมเขียนข้างต้นอย่างมีอารมณ์ร่วมนั้น มาจากการฟังเอาจากเพื่อนๆ ล้วนๆ!

อ่านโพสต์นี้แล้วชอบข้อไหนก็บอกกัน หรือขาดข้อไหนก็เม้นท์มา

และถ้าช่วยกันแชร์ต่อ บทความนี้มันอาจจะไปผ่านตาหัวหน้าคนที่คุณแอบนึกถึงบ้าง

ไม่แน่นะ เค้าอ่านเสร็จแล้วอาจจะอยากปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรไปในทางที่ดี

เพราะเอาเข้าจริงทุกคนก็อยากจะเป็นที่รักทั้งนั้นแหละ ว่ามั้ยครับ?

วันละ 1%

20150105_Power

วันนี้คือวันจันทร์ที่ 5 มกราคม

เป็นวันทำงานวันแรกของปี 2558

อีก 360 วันก็จะสิ้นปี

ถ้าเราเลือกทำอะไรซักอย่างให้ดีขึ้นวันละ 1% ทุกวัน

พอถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2558 เราจะเก่งเรื่องนั้นขึ้นถึง 36 เท่า หรือ 3600%

(1.01 คูณกัน 360 ครั้ง จะได้ค่าประมาณ 36)

ปีนี้ผมตั้งใจจะเขียนบทความวันละ 1 บทความ

บางวันอาจจะเขียนได้ดี บางวันก็อาจจะไม่

แต่โดยเฉลี่ยผมหวังว่าผมจะเขียนได้เก่งขึ้นวันละ 1%

สุดท้ายแล้วอาจจะไม่ได้เก่งขึ้น 36 เท่า

แต่ก็น่าสนใจไม่น้อยว่าอีก 360 วันทักษะการเขียนของผมจะเป็นยังไง

และบล็อกนี้ของผมจะเติบโตไปในทางไหน

(ตอนนี้มีคน Like FB Fanpage 72 คน

และมีคน Subscribe Blog แค่คนเดียวคือผมเอง)

——————

ในขณะเดียวกัน

ก็ต้องระวังเรื่องบางเรื่องไม่ให้แย่ลงด้วย

เช่นการทำงาน

ถ้าขี้เกียจมากขึ้นวันละ 1% หรือทำงานได้แค่ 99% ของเมื่อวาน

99% คูณกัน 360 ครั้งจะเหลือแค่ 0.03 หรือแย่ลง 33 เท่า

เรื่องสุขภาพก็เช่นกัน

ถ้าวันนี้ไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยให้ร่างกายแย่ลงวันละ 1%

สิ้นปีอาจจะดูไม่ค่อยได้เท่าไหร่

——————

วันละ 1% เท่านั้น

แต่ผลทบต้นมันมหาศาลเหมือนกันเนอะ

——————

โพสต์นี้ได้แรงบันดาลใจจาก JamesAltucher.com & Quora.com