เมื่อไหร่จะเหนื่อยน้อยลง

20150119_WiboonNotRich

ไม่ใช่เรื่องผิดที่คนเราจะมีความทะเยอทะยาน

ยิ่งถ้าเรามีคนที่ต้องรับผิดชอบและดูแลด้วยแล้ว การมีฐานะทางการเงินที่ดีจะช่วยป้องกันและแก้ปัญหาได้หลายอย่างเลย

แต่ถ้าเราเอาความรวยเป็นจุดหมาย ชีวิตอาจจะเป็นทุกข์มาก เหมือนอย่างที่ผู้ใหญ่วิบูลย์เคยประสบมาแล้ว

ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เป็นปราชญ์ชาวบ้านผู้บุกเบิกแนวคิด “นวเกษตร” ซึ่งเป็นวิถีแห่งการดำรงชีวิตของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกับป่า และสามารถหาอยู่หากินอย่างมีความสุข

แต่กว่าจะมาพบแนวทางนี้ ท่านเคยเป็นคนอยากรวยมากๆ มาก่อน

แต่ยิ่งขยันก็ยิ่งเป็นหนี้ ที่ดินที่เคยมี 200 ไร่ ต้องขายใช้หนี้จนเหลือแค่ 10 ไร่

สุดท้าย ผู้ใหญ่วิบูลย์กลับมาทบทวนตัวเอง และดำเนินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงจนกลับมายืนหยัดได้อย่างสง่างาม

ผมเองก็อยากทำได้อย่างผู้ใหญ่วิบูลย์นะ แต่เมื่อสำรวจสถานการณ์ในชีวิตและจิตใจของตัวเองแล้ว ก็รู้ตัวว่ายังไม่พร้อมที่จะออกไปทำแบบนั้นได้

ผมกับภรรยาเองกำลังจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่จากการซื้อบ้านเดี่ยว

พูดตามตรงก็หวั่นใจอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะไม่รู้ว่าว้นข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

และเรากำลังทำอะไรที่เกินตัวและไม่พอเพียงอยู่หรือเปล่า

แต่ก็อีกนั่นแหละ

ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง

ตราบใดที่เรายังใช้ชีวิตอย่างมีสติ ทำงานอย่างเต็มความสามารถ และไม่ปล่อยให้ความโลภครอบงำจนลืมหูลืมตา

ผมเชื่อว่าเราจะผ่านมันไปได้โดยไม่สะบักสะบอมเกินไปนัก

วันนี้ผมยอมเหนื่อย ไม่ใช่เพราะอยากรวย หรืออยากจะมีบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมือง

แต่เพราะรู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ของเราที่จะทำเต็มกำลังเพื่อคนที่เรารัก

ทั้งคนปัจจุบัน และคนที่กำลังจะมาถึงในอนาคต (ผมหมายถึงลูกนะครับ ไม่ใช่กิ๊ก!)

อีกสิบปีต่อจากนี้ ก็ไม่รู้ว่าความคิดของผมจะเปลี่ยนไปอีกรึเปล่า

ถึงตอนนั้นอาจจะกำเริบเสิบสาน อยากเป็นเศรษฐี 100 ล้านขึ้นมาก็ได้

ซึ่งก็คงต้องเหนื่อยหนักอีกน่าดู และตัวผมในตอนนี้ก็ยังมองไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องมีเงินเยอะขนาดนั้น

เลยขอเขียนโพสต์นี้ไว้ เพื่อเตือนใจตัวเองตอนอายุ 45 ปี

ว่าก่อนที่เอ็งจะออกไปตามหาเงินร้อยล้าน จงตอบคำถามสองข้อนี้ให้ได้เสียก่อนว่า

จะมีเงินร้อยล้านไปเพื่ออะไร?

และจะมีเงินขนาดนั้นไปเพื่อใคร?

มีข้าวกิน

20150118_PenEk

เป็นเอก รัตนเรือง เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ผมชอบมากที่สุด

ผมดูหนังของเขาเกือบทุกเรื่อง ทั้ง “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” “เรื่องตลก 69” “มนต์รักทรานซิสเตอร์” “เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล” “พลอย” “ฝนตกขึ้นฟ้า” และ “ประชาธิปไทย” (เรื่องสุดท้ายมีพูดถึงพ่อผมด้วย!)

พลาดแค่เรื่อง คำพิพากษาของมหาสมุทร และ นางไม้ เพราะไม่มีคนไปดูด้วย

หนังของเป็นเอก หาคนไปดูด้วยยากจริงๆ ครับ

เพราะเดาไม่ถูกว่าเขาจะมาไม้ไหน

และไม่มีทางรู้ว่าเราจะชอบเรื่องถัดไปที่เขาทำรึเปล่า

หนังบางเรื่องดูจบแล้ว ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่า ตกลงเค้าต้องการจะบอกอะไรเรา(วะ)

แต่ที่น่าประหลาดใจ คือหลายฉากในหนังมันยังติดอยู่ในหัวผมมาถึงทุกวันนี้

ถ้าผ่านไปพบเจอหนังเป็นเอกที่ร้านไหน ลองซื้อมาดูซักเรื่องก็ได้นะครับ

ถ้าจะเอาหนังที่ดูง่ายที่สุดก็น่าจะเป็น มนต์รักทรานซิสเตอร์

และที่สำคัญ ช่วยซื้อมาฝากผมด้วยแผ่นนึง

เพราะ DVD หนังของเป็นเอก หายากมาาาากกก

———

สิ่งที่ผมชอบยิ่งกว่าหนังของเป็นเอกคือบทสัมภาษณ์ของเขา

เป็นคนที่มีทั้งความนุ่มนวลและความเถื่อนดิบอยู่ในตัว

แถมคำพูดบางประโยคของเขาคมยิ่งกว่านิ้วกลมหรือคัตโตะซะอีก

ผมชอบบทสัมภาษณ์ของเป็นเอกมากขนาดที่ว่า ถ้าผมเจอแมกกาซีนเล่มไหนมีบทสัมภาษณ์ของเป็นเอก ผมจะซื้อทันที

แล้วมาวันนึงเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วก็มีหนังสือเรื่อง “อย่างน้อยที่สุด” เล่มนี้ออกมา

เป็นบทสัมภาษณ์ที่เรียบเรียงและรวบรวมโดยคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักสัมภาษณ์ระดับพระกาฬ

ถ้าเจอหนังสือเล่มนี้ แนะนำให้ซื้อมาอ่านนะครับ จะได้ทั้งความบันเทิงและแง่คิดมากมายเลยทีเดียว

ถ้ายังไม่เชื่อผมก็ลอง google “เป็นเอก อย่างน้อยที่สุด” ก็ได้ครับ มีคนดึงบทสัมภาษณ์บางส่วนมาให้อ่านเรียกน้ำย่อยไว้ให้แล้ว

ในยุคสมัยที่แผงหนังสือเต็มไปด้วยหนังสือสอนให้รวย

ผมเชื่อว่าคำพูดของเป็นเอกจะเป็นเสื้อชูชีพให้คุณได้ใส่เมื่อต้องล่องอยู่ในกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากนี้ครับ

PenEkBook

ป.ล. ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับซีเอ็ดนะครับ เพียงแค่อยากจะโชว์หน้าตาของปกหนังสือ และเมื่อเอารูปมาจากซีเอ็ดผมก็ควรจะให้เครดิตเขาด้วยซะเลย

Sharing from Quora: บางทีเราก็ทำให้ชีวิตยากเกินไปรึเปล่า

จากคำถามใน Quora นะครับ How can I make a habit of waking up early in the morning?

จะทำยังไงถึงจะนอนตื่นเช้าได้ทุกวัน

หนึ่งในคำตอบที่ได้คะแนนโหวตสูงสุดคือนาฬิการุ่นนี้ครับ

Alarm clock connected to your bank account and to a charity you hate. Every time you press a snooze button money gets deducted from your account. Buy this one. SnuzNLuz | Incredible Things

เป็นนาฬิกาที่เราสามารถใส่ข้อมูลบัตรเครดิตและมูลนิธิที่เราไม่ชอบลงไปได้ ถ้าเรากดปุ่ม Snooze button (เพื่อจะนอนต่ออีกหน่อย) เงินของเราก็จะถูกหักเข้าบัญชีของมูลนิธินั้นๆ ครับ

ผมอ่านครั้งแรกก็อดที่จะ Upvote (คล้าย Like ใน Facebook) ไม่ได้ เพราะวิธีการมันช่าง Genius จริงๆ

แต่พอผ่านไปซักพักก็เริ่มคิดได้ว่า นี่เรากำลังทำเรื่องให้ยากกว่าที่มันควรจะเป็นรึเปล่า?

เพราะถ้าคุณอยากตื่นเช้า คุณก็แค่เข้านอนให้เร็วขึ้นมันก็จบแล้วรึเปล่า?

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้สมองเยอะ

บางทีก็เยอะเกินไป

อาจเป็นเพราะเรา “เพลิดเพลิน” กับการคิดอะไรใหม่ๆ คิดอะไรที่มัน “ฉลาดๆ”

และผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก็เป็นหนึ่งในหลักฐานของการแก้ปัญหาของมนุษย์ที่ยากเกินความจำเป็น

อยากนอนตื่นเช้า ก็แค่เข้านอนให้เร็วขึ้น

มันก็แค่นั้นเอง

ที่มา: Quora: http://qr.ae/3XKW1

Pic & Pause: Photo taken after a 23-hour long heart transplant surgery

ZbigniewRelica_1987_HeartTransplantation

นี่คือหนึ่งในภาพถ่ายที่มีชื่อเสียงที่สุดของนิตยสาร National Geographic

ถ่ายโดย James Stanfield ในปี 1987 (พ.ศ.2530)

เป็นภาพถ่ายหลังการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายหัวใจที่ใช้เวลายาวนานถึง 23 ชั่วโมง

ด้านซ้ายคือศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดที่กำลังจ้องไปที่อะไรซักอย่าง ผมเดาว่าเป็นจอมอนิเตอร์ที่บ่งบอกความเป็นไปของคนไข้

ตรงกลางคือคนไข้ที่มีสายระโยงระยางเต็มไปหมด คนไข้น่าจะเป็นผู้ชายสูงอายุ เพราะผมสีขาวและหัวเถิกๆ

และด้านขวามือสุด ด้านหลังของห้อง มีผู้ช่วยที่นอนสลบอยู่

ผมดูภาพนี้แล้วได้อารมณ์หลายอย่าง

ทั้งความรู้สึก “นิ่ง” หลังพายุเพิ่งผ่านพ้นไป แต่ก็ยังไม่สงบซะทีเดียว

ความรู้สึก “ทึ่ง” ในตัวศัลยแพทย์ผู้นี้ที่อดหลับอดนอนทำงานติดต่อกัน 23 ชั่วโมง

และความรู้สึก “อยากรู้” ว่าศัลยแพทย์ผู้นี้เป็นใคร และคนไข้รอดมั้ย

นายแพทย์ผู้นี้ชื่อ Zbigniew Religa ครับ อ่านว่า ซบิ๊กเนี้ยฟ ราลิก้า เป็นศัลยแพทย์คนแรกในโปแลนด์ที่ผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายหัวใจได้สำเร็จ

นอกจากจะเป็นหมอที่เก่งมากแล้ว เขายังได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วย (Minister of Health)

คุณหมอราลิก้า เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2009 ครับ

ส่วนคนไข้ของเขานั้นยังมีชีวิตอยู่จนถึงบัดนี้

ข้าน้อยขอคารวะ

ZbigniewRelica_Patient
ภาพถ่ายจาก
http://news.distractify.com/people/complex-humans/

ข้อมูลจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Zbigniew_Religa

อย่าเป็นพัดลม

20150115_Fan

สมัยหนุ่มๆ ผมเป็นคนอ่อนไหวพอสมควรเลย

ถ้าผมตั้งใจจะทำอะไรดีๆ ลงไป แล้วคนที่เราหวังดีด้วยไม่เห็นค่า ผมจะเฮิร์ทมาก

จำได้ว่าตอนปีหนึ่ง ผมเคยเขียนจดหมายเปิดผนึกหาเพื่อนร่วมรุ่นใน Asian U

ตอนนั้นเรามีกันอยู่แค่ 20 คนเท่านั้น

ผมจำไม่ค่อยได้แล้วว่าผมเขียนเรื่องอะไรไป แต่น่าจะเป็นการขอความร่วมมืออะไรซักอย่าง

แต่ที่ผมจำได้ไม่ลืมเลยคือเพื่อนบางคนเอาจดหมายของผมไปพับเป็นเครื่องบินแล้วปาเล่นกัน

โหย ทั้งเจ็บ ทั้งอาย

กลับมามองตอนนี้ก็เฉยๆ แล้วนะครับ ออกจะตลกตัวเองมากกว่า ว่าตอนนั้นคงทำอะไรเชยๆ ออกไป และเพื่อนๆ ก็คงได้รับสาส์นเรียบร้อยแล้ว เลยเอากระดาษไปใช้ประโยชน์ต่อ

มาเข้าประเด็นกันดีกว่า

คุณเป็นเหมือนผมมั้ย

เวลาเห็นข่าวเศร้าๆ ในทีวี เราก็หดหู่

เวลาใครชม เราก็ลิงโลด

เวลาใครพูดจาไม่เข้าหู เราก็โกรธ

พอมีแรงกระทบจากภายนอกเมื่อไหร่ เราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามมาทันทีเลย

โอเคล่ะ เขาพูดจา “น่า” โมโหก็จริง

แต่เราเอง “ต้อง” โมโหด้วยรึเปล่า

เพราะถ้าเราต้องโมโหทุกครั้งเวลาที่ใครทำไม่ดีกับเรา

เราก็ไม่ต่างอะไรกับพัดลม ที่พอถูก “กดปุ่ม” เมื่อไหร่ ก็ต้องหมุนส่ายเรื่อยไป

เป็นแค่เครื่องจักรที่ทำงานไปตามกลไกและคำสั่งจากภายนอก  ไม่ต้องใช้สติปัญญาใดๆ

———–

ผมขอเสนอทางเลือกใหม่

พอมีใครมาพูดจาไม่เข้าหู

ก่อนที่เราจะตอบโต้อะไรออกไป

บอกตัวเองว่า ขอเวลาหนึ่งชั่วโมง แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาคิดบัญชี

พอผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว คุณอาจจะเริ่มลังเล

และถ้าปล่อยให้ผ่านไปซักสามชั่วโมง คุณก็อาจจะเลิกคิดที่จะกลับไปตอบโต้คนที่ทำให้คุณโกรธ เพราะเริ่มเห็นแล้วว่าเสียเวลาเปล่าๆ

และไม่แน่ ในคืนวันนั้น หากคุณมีเวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ

คุณอาจจะนึกขอบคุณเขาก็ได้

ที่ให้โอกาสคุณได้เห็นความโกรธของตัวเอง

และให้คุณได้เห็นความโกรธนั้นหายไป

บางคนอาจจะเถียงว่า โอ๊ยไม่จริงหรอก เรื่องบางเรื่องเกิดขึ้นมาเป็นปีแล้ว แต่นึกถึงทีไรชั้นก็ยังของขึ้นทุกที

ที่รู้สึกอย่างนั้น อาจเป็นไปได้ว่า ตอนที่เหตุการณ์เกิดขึ้น คุณปล่อยให้ตัวเองมีปฏิกิริยา

ไม่ทางกาย ก็อาจจะเป็นทางคำพูด

ซึ่งก็ย่อมส่งผลให้อีกฝ่ายโต้ตอบกลับมาอีก

โต้กลับไปกลับมา จนทำให้ความโกรธหรือความรู้สึกไม่ดีนั้นแนบแน่นยิ่งขึ้น

หรือแม้กระทั่งคุณไม่ได้ตอบโต้อะไรออกไป

แต่คุณเก็บความขุ่นข้องหมองใจนั้นกลับไปคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ความคิดนั่นแหละที่ทำให้เชื้อความโกรธมันใหญ่ขึ้นและฝังรากลึกขึ้นเรื่อยๆ จนแม้จะผ่านไปนานแล้วเชื้อนั้นก็ยังหลงเหลืออยู่

เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดในการจัดการกับความโกรธ ความน้อยใจ หรือความรู้สึกไม่ดีอะไรก็แล้วแต่ก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว อย่าเพิ่งตอบโต้ หาช่องว่างให้เจอ แล้วให้เวลาตัวเองอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง

ถ้ามันหยุดคิดไม่ได้ ก็ให้หาอะไรทำ

ถ้าอยู่กับตัวเองแล้วฟุ้งซ่านก็หาเพื่อนคุยเรื่องอื่น

เมื่อทำอย่างนี้แล้ว คุณจะพบว่าความรู้สึกที่ไม่ดีนั้น มันมาไว-ไปไว

ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องลงไปคลุกกับมันให้เสียพลังงานฟรีๆ

เข้าใจครับว่าพูดง่าย ทำยาก

แต่ก็คุ้มที่จะลองใช่มั้ย?

หรือจะยอมเป็นพัดลมให้ใครมากดปุ่มได้ตามอำเภอใจ?

———–

โพสต์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเรื่อง The Buddha Said ประพันธ์โดย Osho