อย่าเป็นพัดลม

20150115_Fan

สมัยหนุ่มๆ ผมเป็นคนอ่อนไหวพอสมควรเลย

ถ้าผมตั้งใจจะทำอะไรดีๆ ลงไป แล้วคนที่เราหวังดีด้วยไม่เห็นค่า ผมจะเฮิร์ทมาก

จำได้ว่าตอนปีหนึ่ง ผมเคยเขียนจดหมายเปิดผนึกหาเพื่อนร่วมรุ่นใน Asian U

ตอนนั้นเรามีกันอยู่แค่ 20 คนเท่านั้น

ผมจำไม่ค่อยได้แล้วว่าผมเขียนเรื่องอะไรไป แต่น่าจะเป็นการขอความร่วมมืออะไรซักอย่าง

แต่ที่ผมจำได้ไม่ลืมเลยคือเพื่อนบางคนเอาจดหมายของผมไปพับเป็นเครื่องบินแล้วปาเล่นกัน

โหย ทั้งเจ็บ ทั้งอาย

กลับมามองตอนนี้ก็เฉยๆ แล้วนะครับ ออกจะตลกตัวเองมากกว่า ว่าตอนนั้นคงทำอะไรเชยๆ ออกไป และเพื่อนๆ ก็คงได้รับสาส์นเรียบร้อยแล้ว เลยเอากระดาษไปใช้ประโยชน์ต่อ

มาเข้าประเด็นกันดีกว่า

คุณเป็นเหมือนผมมั้ย

เวลาเห็นข่าวเศร้าๆ ในทีวี เราก็หดหู่

เวลาใครชม เราก็ลิงโลด

เวลาใครพูดจาไม่เข้าหู เราก็โกรธ

พอมีแรงกระทบจากภายนอกเมื่อไหร่ เราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามมาทันทีเลย

โอเคล่ะ เขาพูดจา “น่า” โมโหก็จริง

แต่เราเอง “ต้อง” โมโหด้วยรึเปล่า

เพราะถ้าเราต้องโมโหทุกครั้งเวลาที่ใครทำไม่ดีกับเรา

เราก็ไม่ต่างอะไรกับพัดลม ที่พอถูก “กดปุ่ม” เมื่อไหร่ ก็ต้องหมุนส่ายเรื่อยไป

เป็นแค่เครื่องจักรที่ทำงานไปตามกลไกและคำสั่งจากภายนอก  ไม่ต้องใช้สติปัญญาใดๆ

———–

ผมขอเสนอทางเลือกใหม่

พอมีใครมาพูดจาไม่เข้าหู

ก่อนที่เราจะตอบโต้อะไรออกไป

บอกตัวเองว่า ขอเวลาหนึ่งชั่วโมง แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาคิดบัญชี

พอผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว คุณอาจจะเริ่มลังเล

และถ้าปล่อยให้ผ่านไปซักสามชั่วโมง คุณก็อาจจะเลิกคิดที่จะกลับไปตอบโต้คนที่ทำให้คุณโกรธ เพราะเริ่มเห็นแล้วว่าเสียเวลาเปล่าๆ

และไม่แน่ ในคืนวันนั้น หากคุณมีเวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ

คุณอาจจะนึกขอบคุณเขาก็ได้

ที่ให้โอกาสคุณได้เห็นความโกรธของตัวเอง

และให้คุณได้เห็นความโกรธนั้นหายไป

บางคนอาจจะเถียงว่า โอ๊ยไม่จริงหรอก เรื่องบางเรื่องเกิดขึ้นมาเป็นปีแล้ว แต่นึกถึงทีไรชั้นก็ยังของขึ้นทุกที

ที่รู้สึกอย่างนั้น อาจเป็นไปได้ว่า ตอนที่เหตุการณ์เกิดขึ้น คุณปล่อยให้ตัวเองมีปฏิกิริยา

ไม่ทางกาย ก็อาจจะเป็นทางคำพูด

ซึ่งก็ย่อมส่งผลให้อีกฝ่ายโต้ตอบกลับมาอีก

โต้กลับไปกลับมา จนทำให้ความโกรธหรือความรู้สึกไม่ดีนั้นแนบแน่นยิ่งขึ้น

หรือแม้กระทั่งคุณไม่ได้ตอบโต้อะไรออกไป

แต่คุณเก็บความขุ่นข้องหมองใจนั้นกลับไปคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ความคิดนั่นแหละที่ทำให้เชื้อความโกรธมันใหญ่ขึ้นและฝังรากลึกขึ้นเรื่อยๆ จนแม้จะผ่านไปนานแล้วเชื้อนั้นก็ยังหลงเหลืออยู่

เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดในการจัดการกับความโกรธ ความน้อยใจ หรือความรู้สึกไม่ดีอะไรก็แล้วแต่ก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว อย่าเพิ่งตอบโต้ หาช่องว่างให้เจอ แล้วให้เวลาตัวเองอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง

ถ้ามันหยุดคิดไม่ได้ ก็ให้หาอะไรทำ

ถ้าอยู่กับตัวเองแล้วฟุ้งซ่านก็หาเพื่อนคุยเรื่องอื่น

เมื่อทำอย่างนี้แล้ว คุณจะพบว่าความรู้สึกที่ไม่ดีนั้น มันมาไว-ไปไว

ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องลงไปคลุกกับมันให้เสียพลังงานฟรีๆ

เข้าใจครับว่าพูดง่าย ทำยาก

แต่ก็คุ้มที่จะลองใช่มั้ย?

หรือจะยอมเป็นพัดลมให้ใครมากดปุ่มได้ตามอำเภอใจ?

———–

โพสต์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเรื่อง The Buddha Said ประพันธ์โดย Osho