นิทานช้างน้อย

20150819_LittleElephant

วันนี้มีนิทานมาเล่าให้ฟังอีกหนึ่งเรื่องนะครับ

เป็นเรื่องของช้างน้อยครับ

ตั้งแต่วัยเด็ก ช้างจะถูกล่ามไว้กับต้นไม้เพื่อให้มันอยู่กับที่ แม้ว่าเจ้าช้างน้อยจะออกแรงดึงเท่าไหร่ ต้นไม้ก็ไม่ขยับเลย

หลังจากพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า วันแล้ววันเล่า ช้างน้อยก็ได้เรียนรู้ว่า ดิ้นรนไปก็เสียแรงเปล่า อยู่เฉยๆ ดีกว่า

ผ่านไปหลายปี ช้างน้อยกลายเป็นช้างหนุ่ม มีกำลังวังชาเพิ่มขึ้นมหาศาล

แต่หากช้างหนุ่มโดนล่ามไว้ แม้กับต้นไม้ที่เล็กกว่า ช้างหนุ่มตัวนั้นก็จะไม่คิดเดินไปไหน ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว หากมันออกแรงสักหน่อย ต้นไม้ต้นนั้นย่อมล้มลงอย่างง่ายดาย

คนเราเองก็เหมือนกัน

ตอนเด็กๆ เราอาจเคยล้มเหลวในเรื่องบางเรื่องหลายครั้ง จนสุดท้ายเราก็ยอมแพ้และฝังใจว่า ชาตินี้คงไม่มีทางทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ เวลาผ่านมาหลายปี เราโตขึ้นมาตั้งไม่รู้เท่าไหร่ แต่เราก็ยังยึดติดอยู่กับความเชื่อเดิมๆ จนเราไม่คิดแม้แต่จะลองพยายาม

ลองสำรวจตัวเองนะครับว่าเรายังมีความเชื่อเหมือนช้างน้อยอยู่รึเปล่า

ป.ล. เรื่องนี้เพื่อนชื่อไก่เล่าให้ฟังตอนไป Bacherlor’s Party ที่หัวหินเมื่อสามปีที่แล้ว

ข้อดีของการรู้ว่าอะไรสำคัญ

20150418_MakesSense

เมื่อคุณรู้ว่าอะไรสำคัญที่สุด ทุกอย่างจะเมคเซ้นส์
เมื่อคุณไม่รู้ว่าอะไรสำคัญที่สุด อะไรๆ คุณก็เอาหมด

– Gary Keller, The ONE Thing

—–

หนังสือเกี่ยวกับ Productivity ที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือหนังสือชื่อว่า The ONE Thing ของ Gary Keller ครับ

ผมเคยเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งในตอน “โดมิโนสู่ดวงจันทร์

ความหมายของ The ONE Thing คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของคุณ

ถ้าคุณรู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณคืออะไร และตั้งใจใช้เวลากับมันทุกวัน สุดท้ายแล้วเราก็จะไปถึงจุดหมายหรือดวงจันทร์ของเราได้

พอเรารู้ว่าอะไรสำคัญที่สุด เราจะใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีหลักการที่ชัดเจน เพราะเราจะให้ความสำคัญกับสิ่งๆ นั้นมากกว่าสิ่งอื่นเสมอ

แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าอะไรสำคัญ ชีวิตของเราก็จะสะเปะสะปะ เจออะไรน่าสนใจเราก็จะ “ลงไปคลุก”  ไม่เลือกหน้า

ยกตัวอย่างตัวเองนะครับ

ตอนนี้ The ONE Thing ของผมคือการเขียนบล็อกทุกวัน

นี่คือสิ่งที่ผมได้สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะต้องทำให้เสร็จเรียบร้อย ไม่ว่าวันนั้นจะยุ่งมากแค่ไหนก็ตาม

พอผมกันเวลาส่วนหนึ่งไว้เขียนบล็อกแล้ว ก็จะสามารถจัดสรรเวลาให้กับเรื่องอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสม – แล้ว everything ก็จะ makes sense อย่างที่คุณแกรี่กล่าว

แต่ก่อนหน้าที่ผมจะเริ่มเขียนบล็อกทุกวัน วันเสาร์อาทิตย์ของผมจะเละๆ หน่อย

ตื่นเก้าโมงกว่าๆ กินข้าวเสร็จก็มานอนเล่นเฟ๊ซบุ๊คหรืออ่านการ์ตูน พอเที่ยงก็ไปหาอะไรกิน อาจจะแวะไปซื้อของที่ MaxValu เจอดีวีดีน่าสนุกก็ซื้อกลับมาดูที่บ้าน

แล้วเวลาก็หมดไปอีกวันหนึ่ง แม้จะได้พักผ่อน แต่ก็จะไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่เพราะลึกๆ แล้วเรารู้ตัวว่าเรายังไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำเลย

อ้อ The ONE Thing ไม่จำเป็นต้องมีอย่างเดียวนะครับ เพราะชีวิตคนเรามีหลายมิติ

อาจจะแบ่งออกเป็น The ONE Thing ด้านสุขภาพ ด้านจิตใจ ด้านหน้าที่การงาน ด้านความสัมพันธ์ ก็จะได้ The ONE Thing สี่อย่างแล้ว ซึ่งก็น่าจะใช้เวลาและต้องลงแรงพอดู แต่ผลลัพธ์ออกมาก็น่าจะคุ้มค่ากว่าการไม่มี The ONE Thing เลย

แล้วคุณล่ะ มี The ONE Thing ของตัวเองรึยัง?

—–
Credits:

Goodreads: Gary Keller quotes

จะเลือกทางไหน

20150417_RightOrKind

If you have the choice to be right or to be kind, always choose kind.

หากมีทางเลือกระหว่างเป็นคนถูกต้องกับเป็นคนใจดี จงเลือกเป็นคนใจดีเสมอ
– Wayne Dyer

ผมชอบประโยคนี้ของคุณลุงเวย์น รูนี่ย์ เอ๊ย เวย์น ดายเออร์มาก

จำได้ว่าได้ยินประโยคนี้ตอนฟัง audiobook ระหว่างขับรถเมื่อหลายปีที่แล้ว และก็ยังจำติดหัวมาจนถึงทุกวันนี้

ผมว่าปัญหาเกินกว่าครึ่งบนโลกใบนี้ เกิดมาจากความคิดว่า “เราถูกต้อง”

ไม่ว่าจะเป็น

  • คู่รักมีปากเสียง
  • เถียงกันใน Facebook
  • บ้านเมืองแตกแยก
  • สงคราม

ก็เพราะวิธีคิดที่ว่า I’m right, you are wrong เกือบทั้งนั้น

ผมเองก็มีอาการนี้เหมือนกัน มักจะกำเริบตอนทะเลาะกับแฟน โดยถ้าผมทำอะไรให้แฟนไม่พอใจ ผมก็จะอ้างว่าเราเจตนาดีนะ ไม่ได้เป็นอย่างที่เธอเข้าใจนะ ฯลฯ แต่ลึกๆ แล้วมันก็คือการสื่อสาร (โดยไม่ต้องพูด) กลายๆ ว่า สิ่งที่ชั้นทำน่ะถูกอยู่แล้ว เธอต่างหากที่เข้าใจผิดไปเอง

ทำไม “ความต้องการที่จะเป็นคนถูก” (the need to be right) ถึงเข้มข้นขนาดนี้?

เข้มข้นขนาดที่ว่า ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งพูด เราก็ไม่คิดจะฟัง หรือถึงฟังก็ไม่ใช่เพื่อที่จะเข้าใจ แต่เพื่อที่จะหา “ช่องโหว่” ที่เราจะอธิบายเหตุผลเพิ่มเติม

เถียงกันจะเป็นจะตาย เพื่อที่จะให้ตัวเองได้เป็นฝ่ายถูก

ถูกแล้วได้อะไร?

ได้ปกป้องอัตตาตัวตนของตัวเอง (Ego) ซึ่งเราก็รู้ดีอยู่แล้วว่ายิ่งอัตตาใหญ่เท่าไหร่ เรายิ่งมีทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

ได้ทำให้อีกคนเสียความรู้สึก หรือร้ายไปกว่านั้นอาจจะสร้างบาดแผลที่ยากที่จะลบเลือน

If you have the choice to be right or to be kind, always choose kind.

จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราเลือกที่จะมีเมตตา

ยอม “ทำลาย” ตัวตนของเราเสียบ้าง เพื่อ “รักษา” สิ่งที่สำคัญกว่าครับ

ดีเกินดีคือไม่ดี

20150416_TooMuchOfAGoodThing - Copy

ฝรั่งมีคำพูดหนึ่งที่ว่า There is no such thing as too much of a good thing: ไม่มีคำว่า “เยอะเกินไป” สำหรับของดีๆ

ผมว่าไม่แน่เสมอไปนะครับ

สมัยที่ผมเรียนอยู่ที่เอเชี่ยนยู ครั้งหนึ่งเคยมีรายการทีวี “ตามหาแก่นธรรม” ที่ดำเนินรายการโดยดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง มาถ่ายทำที่นี่

ผมได้เข้าไปนั่งใน “ห้องส่ง” ซึ่งก็คือลานกว้างใต้ต้นไม้ใหญ่ระหว่างหอพักกับอาคารเรียน

แขกรับเชิญคราวนั้นมีสามท่าน ท่านแรกคือดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา อธิการบดีและผู้ก่อตั้งเอเชี่ยนยู อีกท่านหนึ่งเป็นพระซึ่งผมจำชื่อท่านไม่ได้แล้ว ส่วนอีกท่านหนึ่งเป็นผู้หญิงวัยห้าสิบปลายๆ หรือหกสิบต้นๆ วิธีการพูดการจาแบบชาวบ้านๆ จริงใจไม่อ้อมค้อม

จำได้ว่ารายการวันนั้นสนุกมากครับ

ผมกับเพื่อนชื่อโอส่งคำถามขึ้นไปหาผู้ดำเนินรายการว่า ทำไมฆ่าวัวถึงบาปกว่าฆ่าปลา? เพราะล้มวัวตัวเดียวเลี้ยงคนได้ทั้งหมู่บ้าน ในขณะที่ถ้าเราต้องการอาหารปริมาณเดียวกันจากปลา เราต้องฆ่าปลาตั้งหลายร้อยตัว ตกลงชีวิตสัตว์มีคุณค่าไม่เท่ากันใช่มั้ย?

พระท่านตอบประมาณว่า กรรมจะหนักหรือจะเบา ขึ้นอยู่กับเจตนาด้วย ยิ่งเจตนาจะฆ่าแรงเท่าไหร่ กรรมก็หนักเท่านั้น เทียบให้เห็นภาพง่ายๆ

เช่นการฆ่ายุงกับฆ่าวัว เวลาเราฆ่ายุง เจตนาเราอ่อนมาก บางทีไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แค่รู้สึกคันๆ เราก็เผลอตบซะแล้ว แต่การฆ่าวัวทีนึงเราต้องใช้ความพยายามมหาศาล ดังนั้นกรรมจึงหนักกว่า

ดร.วิปก็เลยถามติดตลกว่า อ้าว แล้วถ้าสมมติใช้ปืนล่ะ? เอาปืนยิงวัวโป้งเดียวก็ตายแล้ว แต่ถ้าเอาปืนยิงยุงนี่ต้องใช้ความพยายามสูงกว่าเยอะเลยนะ

คุณป้าชาวบ้านก็เลยช่วยตอบว่า คนที่เอาปืนยิงวัวเค้าเรียกว่าคนบาป ส่วนคนที่เอาปืนยิงยุงเค้าเรียกว่าคนบ้าค่ะ! (คนเฮ! ดร.วิปหัวเราะชอบใจ)

แต่สาระจริงๆ ที่ผมได้ในวันนั้นและติดตัวมาจนถึงวันนี้คือคำพูดของพระรูปนั้นว่า

“ดีเกินดีคือไม่ดี”

ถามว่าดื่มน้ำดีมั้ย? ดี เพราะเป็นสิ่งจำเป็นกับร่างกาย และหากขาดน้ำเกินสามวันเราก็อยู่ไม่ได้ แต่ถ้าคุณลองดื่มน้ำเข้าไปซัก 5 ลิตร รับรองว่าไม่ดีต่อร่างกายของคุณแน่ๆ

ถ้าไปถามเกษตกรว่าฝนตกดีมั้ย? เขาย่อมตอบว่าดีเพราะช่วยให้พืชผักเขาเติบโต แต่ถ้าฝนตกมากไปจนน้ำท่วม ก็อาจทำให้เกษตกรหมดตัวได้

พักผ่อนดีมั้ย? คนเราควรจะนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง แต่ถ้านอนมากกว่านี้ร่างกายจะเริ่มไม่โอเคแล้ว

ผมว่าถ้าให้พล็อตกราฟโดยให้แกนตั้งเป็นระดับของความสุข และแกนนอนเป็นปริมาณของ “สิ่งดีๆ” เราจะได้เป็นรูประฆังคว่ำ

แม้กระทั่งสิ่งที่เราคิดว่ายิ่งมีเยอะยิ่งดีอย่าง “เงิน” ก็อาจจะเป็นรูประฆังคว่ำได้

Malcolm Gladwell เขียนไว้ในหนังสือ David & Goliath ว่า “ฐานะของพ่อแม่” กับ “ประสิทธิภาพในการเลี้ยงดูลูก” ก็มีความสัมพันธ์กันเป็นรูประฆังคว่ำ (Inverted U-shape)

ถ้าพ่อแม่ยากจน ย่อมมอบสิ่งดีๆ ให้กับลูกได้ไม่เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร ความอบอุ่น หรือการศึกษา

แต่ถ้าพ่อแม่รวยเกินไป ก็จะทำให้เลี้ยงลูกได้ยากขึ้น เพราะลูกจะรู้จักคุณค่าของเงินได้อย่างไร ถ้ายังเห็นพ่อขับแลมโบกินี่และแม่ใช้กระเป๋าแอร์เมส

ดีเกินดีคือไม่ดี…แล้วยังไงถึงจะดี?

Gladwell บอกไว้ว่ามันจะมี Desirable Income หรือรายได้ที่เหมาะสมอยู่ เป็นจุดที่ Optimized ที่สุดที่จะช่วยให้ลูกมีกินมีใช้ไม่ขัดสนแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ฟุ้งเฟ้อจนเสียคน

เพราะฉะนั้น ทุกๆ อย่างมีจุดสมดุลของมันเสมอ

ถ้าเราหาจุดสมดุลหรือ “ทางสายกลาง” เจอ ชีวิตของเราก็จะ Optimized เช่นกันครับ

—–

Credits

Deseret News: What Malcolm Gladwell’s new book has to say about family finance 

หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง

20150415_AnotherDayIsGone

เพลงหมดเวลา – วง Buddhist Holiday

หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง กับสิ่งที่เราคิดฝัน
ไม่มีทางเป็นจริงหากยังมัวแต่รอร้องหา โดยไม่ทำอะไรซักอย่าง

คิดถูก คิดผิด ต้องลองให้รู้ รู้อยู่ว่าใจเรานั้นต้องการอะไร
เริ่มไขว่ เริ่มคว้า หรืออยากแค่เพียงนอนฝันอยู่

หมดเวลาไปอีกครั้งหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนสิ่งที่มีอยู่ในใจนั้นกำลังจะเลือนหาย กับอะไรซักอย่าง

คิดถูก คิดผิด ต้องลองให้รู้ รู้อยู่ว่าใจเรานั้นต้องการอะไร
เริ่มไขว่ เริ่มคว้า หรืออยากแค่เพียงนอนฝันอยู่

—–

ผมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อกที่พูดถึงเพลงของเฉลียงว่า ผมมักจะฟังเพลงผิดเป็นประจำ

วันนี้มีมาอีกเพลงครับ

ไม่เชิงฟังผิด เพียงแต่จำผิดเฉยๆ เอาท่อนสองท่อนมารวมกันเฉยเลย

หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง กับสิ่งที่เราคิดฝัน

+ หมดเวลาไปอีกครั้งหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย

= หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย

เพลงนี้เป็นเพลงของวง Buddhist Holiday เป็นวงอินดี้ที่ไม่ดังนัก แต่เพลงเค้าเพราะหลายเพลงเลยทีเดียว

ฟังเพลงเต็มๆ ได้ที่นี่ครับ

คุณเคยมั้ย ที่บางทีความคิดว่า “อีกไม่นานเราก็จะตาย” โผล่มาเฉยๆ

ช่วงที่ผมไปพักที่ภูเก็ตและใช้เวลาทิ้งๆ ขว้างๆ ความคิดนี้ก็ลอยมา พร้อมกับท่อนเพลงที่ว่า “หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย”

แล้วก็รู้สึกว่ามีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ

ไอ้ความรู้สึกนี้แหละที่ค่อนข้างอันตราย เพราะถ้าในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต เรายังมีเรื่องที่เราเสียดาย หรือยังค้างคาใจอยู่ ก็อาจจะทำให้เราได้ไปเกิดในภพที่ไม่ดีนัก (ตามความเชื่อของชาวพุทธ)

แล้วผมก็พลันนึกถึง website เว็บนึงที่เอาไว้ “คำนวณเวลาตาย” ของเรา ซึ่งเป็นเว็บที่เก่ามาก ตั้งแต่สมัยผมยังไม่รู้จัก Google เลย

ผมลองกูเกิ้ลหาเว็บนี้ดูก็เจอว่าเว็บนี้ยังอยู่ครับ : Death Timer

ลองกรอกข้อมูลของตัวเองลงไป มันบอกว่าผมจะตายในปี 2052 หรืออีกเพียง 37 ปีเท่านั้น

ใครอยากจะลองเว็บนี้ก็ไม่ต้องกลัวนะครับ เขาทำเอาไว้ “ขำๆ” เท่านั้น ผมเชื่อว่าเป้าหมายของเว็บนี้เก็เพื่อช่วยให้เราระลึกว่า วันนี้ควรจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่า

เหมาะมากกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่ยังสนุกกับการใช้ iPad อยู่

เพราะแต่ละวันมีแค่ 24 ชั่วโมง

และเราไม่มีทางรู้เลยว่า เวลาที่หมดในวันนี้จะเป็นการหมดเวลาครั้งสุดท้ายรึยัง