นิทานผีเสื้อ Metaverse

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ครั้งหนึ่งจวงจื่อฝันไปว่าตนเป็นผีเสื้อ

ขยับกระพือปีกบินไปรอบ ๆ อย่างสุขสำราญใจ

เริงเล่นไปตามใจปรารถนา มันหารู้ไม่ว่ามันคือจวงจื่อ

พลันเมื่อตื่นขึ้นและพบว่าตัวเองเป็นจวงจื่ออย่างแน่แท้

แต่เขากลับไม่แน่ใจว่าเป็นจวงจื่อที่ฝันไปว่าตัวเองเป็นผีเสื้อ

หรือว่าเป็นผีเสื้อที่ฝันเป็นจวงจื่อกันแน่


2300 ปีหลังจากจวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อ สำนักข่าว BBC รายงานว่า อีลอน มัสก์ ผู้บริหารคนดังของบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำอย่างเทสลาและสเปซเอ็กซ์ ตกเป็นข่าวอื้อฉาวอีกครั้งหลังสูบกัญชากลางรายการสัมภาษณ์สดที่ออกอากาศทางอินเทอร์เน็ต โดยขณะนั้นเขาพูดถึงความเป็นไปได้ที่มนุษย์อาจกำลังอยู่ในโลกจำลองสถานการณ์ (Simulation) เหมือนเป็นตัวละครในเกมคอมพิวเตอร์ของอารยธรรมที่มีความเจริญสูงกว่า

มัสก์กล่าวในรายการพ็อดคาสต์ “ประสบการณ์แบบโจ โรแกน” (The Joe Rogan Experience) ว่าจักรวาลนั้นมีอายุเก่าแก่ถึงเกือบ 1.4 หมื่นล้านปี ซึ่งในช่วงเวลาที่ยาวนานนั้นมีความเป็นไปได้ทางสถิติว่า น่าจะมีอารยธรรมใดอารยธรรมหนึ่งในจักรวาลที่พัฒนาจนมีความเจริญสูง ถึงขั้นสร้างโลกที่เป็นสถานการณ์จำลองหรือซิมิวเลชันที่ดูสมจริงและน่าเชื่อถืออย่างยิ่งได้

“ถ้ามีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ เกมคอมพิวเตอร์ก็จะไม่ต่างจากสภาพความเป็นจริง จนเราไม่สามารถแยกแยะสองสิ่งนี้ออกจากกันได้ หากอารยธรรมของผู้สร้างซิมิวเลชันนี้ยังคงอยู่ ก็เป็นไปได้ว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่เป็นเพียงสถานการณ์จำลองเท่านั้น” มัสก์กล่าว


3 ปีหลังจากอีลอน มัสก์ พี้กัญชาออกสื่อ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็ไปออกพ็อดคาสต์ของ The Verge พร้อมประกาศว่าจะเปลี่ยน Facebook ให้กลายเป็น “Metaverse Company”

Metaverse คือโลกและสภาพแวดล้อมเสมือน ที่ให้ผู้คนเข้ามาใช้ชีวิต รวมถึงร่วมเล่นเกม ทำงาน และสื่อสารกัน โดยมีคอนเซ็ปต์เหมือนกับภาพยนตร์เรื่อง Ready Player One

มาร์กกล่าวว่า Metaverse เป็นโลกของอินเทอร์เน็ตที่สร้างและรวมความเป็นตัวตนของคน ๆ นั้น ซึ่งเราจะอยู่ในโลกนั้น ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

หน้าจอสมาร์ตโฟนไม่ใช่วิธีที่ดีในการทำให้ผู้คนปฏิสัมพันธ์กัน มีหลายประสบการณ์ เช่นการเต้น หรือการออกกำลังกาย ที่เราไม่สามารถทำได้บนแอปหรือเว็บ 2 มิติได้

แต่สำหรับโลกอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ อย่าง Metaverse จะสามารถสร้างประสบการณ์แห่งโลกความเป็นจริงได้ เช่นทำให้เราไปนั่งประชุม หรือพูดคุยกับเพื่อนที่โซฟาต่อหน้ากันได้โดยตรง ผ่านการสร้างภาพโฮโลแกรม ซึ่งจะให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังอยู่ในห้องเดียวกัน แม้ตัวจริงจะอยู่ห่างกันหลายร้อยไมล์

หรือการเข้าชมคอนเสิร์ตในรูปแบบ 3 มิติ เพื่อกระโดดโลดเต้น

หรือตอนเราเข้าไปนั่งดื่มกาแฟในร้าน Starbucks เราก็สามารถเรียกใช้งาน Workstation ผ่านแว่น VR หรือ AR ขึ้นมาได้ทันที เพียงใช้แค่ปลายนิ้ว และโบกมือไปมาบนอากาศ ภาพหน้าจอทุกอย่างก็จะปรากฎขึ้นผ่านตาของเรา

ซึ่งน่าตื่นเต้นว่า โลก Metaverse ในอนาคต ที่จะสร้างโลกขึ้นมากี่ใบก็ได้ จะช่วยสร้างงาน และสร้างรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ ๆ ขึ้นมาได้มากขนาดไหน


ขอบคุณนิทานจาก

Mgronline: จวงจื่อฝันเป็นผีเสื้อ

BBC: อีลอน มัสก์ เผยขณะพี้กัญชาออกไลฟ์สด “เราอาจจะอยู่ในโลกจำลองสถานการณ์”

MarketThink: มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ต้องการให้ Facebook กลายเป็น “Metaverse Company” ภายใน 5 ปี

นิทานขอทาน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เศรษฐีคนหนึ่งกำลังเตรียมตัวใส่บาตร ขอทานผอมโซคนหนึ่งรี่เข้ามาขอข้าวกินสักจาน

“ได้ๆ แต่รอฉันทำบุญก่อน แล้วจะทำทานให้เจ้า”

ขอทานจึงยืนรออยู่ตรงนั้น ครู่ใหญ่พระบิณฑบาตก็มาถึง เศรษฐีใส่บาตรเสร็จขอทานจึงขยับตัวจะตามเศรษฐีเข้าในบ้าน เศรษฐีรีบบอกว่า

“เดี๋ยวนะ เจ้ารออีกแป๊บเดียวให้ฉันกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลก่อน”

ขอทานจึงรออยู่ที่เดิม เศรษฐีตรงไปที่ศาลพระภูมิเริ่มอธิษฐานจิตขอโน่นขอนี่ ขอให้ร่ำรวย ขอให้มีเงินปลีกเงินปึก ขอให้มีตึกมีปราสาทใหญ่โตเท่านั้นเท่านี้ มีช้างม้าวัวควายไร่นาสาโท ตายไปให้ไปเกิดบนสวรรค์มีเทพบุตรนางฟ้าห้าร้อยหกร้อยเป็นบริวาร

เวลาผ่านไปนานแสนนาน เศรษฐีอธิษฐานไม่จบสักที ได้แต่ขอให้รวยๆๆ อยู่นั่นเอง

ขอทานจึงลุกขึ้น เศรษฐีเห็นเข้าจึงหยุดอธิษฐานหันมากล่าวกับขอทานว่า

“เดี๋ยวซิ จวนจบแล้ว เดี๋ยวข้าจะให้ทาน เจ้าจะรีบไปไหนเล่า”

ขอทานหันหลังกลับมาตอบว่า

“ข้าคงไม่ต้องรับทานจากท่านแล้ว ท่านจนกว่าข้าซะอีก เห็นท่านต้องการโน่นต้องการนี่มากมายจาระไนไม่หมด ส่วนข้าต้องการแค่ข้าวจานเดียว ไปขอที่ไหนก็ได้”


ขอบคุณนิทานจากเพจเซน: ใครคือขอทาน

นิทานอวยพร

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีมหาเศรษฐีผู้หนึ่งนิมนต์พระอาจารย์เซนเซียนหยามาที่บ้าน ทั้งยังขอให้เขียนคำอวยพรเพื่อเป็นสิริมงคลส่งให้คนในวงศ์ตระกูลร่ำรวยเงินทอง เจริญรุ่งเรืองจากรุ่นสู่รุ่น ไม่มีวันอับจน

อาจารย์เซนเซียนหยารับปาก พลางกางแผ่นกระดาษออก จรดพู่กันเขียนลงไปเพียง 3 คำว่า “บิดาตาย บุตรตาย หลานตาย”

เมื่อมหาเศรษฐีอ่านข้อความทั้งหมด ก็บันดาลโทสะเป็นอันมาก กล่าวตำหนิอาจารย์เซนว่า “ข้าเพียงให้ท่านมาเขียนคำอวยพรเพื่อให้เป็นสิริมงคลกับครอบครัวของข้า เหตุใดท่านจึงต้องล้อเล่นรุนแรงเช่นนี้ด้วย?”

“มิได้ล้อเล่น” อาจารย์เซียนหยากล่าวชี้แจง พลางอธิบายว่า “ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพบเจอ สมมติว่าลูกชายของท่านสิ้นชีวิตก่อนหน้าท่าน ท่านย่อมต้องทุกข์ทรมานยิ่งนัก และถ้าหากหลานชายของท่านเสียชีวิตก่อนบิดาของเขา ทั้งท่านและบุตรชายของท่านย่อมต้องยิ่งทุกข์ทรมานมากขึ้นอีกเท่าทวี แต่หากว่าครอบครัวของท่านล้วนสิ้นอายุขัยไปตามธรรมชาติ จากรุ่นสู่รุ่นตามลำดับตามที่ข้าได้เขียนเอาไว้ ในความคิดของข้าจึงค่อยถือเป็นความสุขความเจริญ เป็นสิริมงคลต่อครอบครัว”


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน: คำอวยพรที่ดีที่สุด

นิทานปากกาอวกาศ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานจากพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์กันนะครับ

องค์การนาซ่ามีภารกิจในการส่งยานอวกาศและมนุษย์อวกาศออกไปในท้องฟ้าอันมืดมิดอยู่ทั้งปีทั้งชาติ ก็เลยต้องคอยพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ให้มนุษย์อวกาศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีบนยานอวกาศด้วย

ดังนั้นเครื่องมือทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือออกกำลังกาย จาน ช้อน แก้วน้ำ โถส้วม จึงต้องถูกออกแบบให้สามารถใช้ในอวกาศได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นั่นไร้แรงดึงดูด

ทีนี้ก็มาถึงปากกา

คนเราลองให้ไปอยู่ที่ไหนมันก็ต้องเขียนต้องจดกันบ้าง ทั้งปากกาหมึกแห้ง ปากกาหมึกซึมที่เคยเอาขึ้นไปใช้ในสภาพไร้แรงดึงดูด เวลาเขียนทีหมึกกระจายลอยละล่อง
ไปทั่วยาน ไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง ก็เลยมีการคิดค้นปากกาหรือเครื่องมือชิ้นนี้ขึ้น

ลงหนังสือพิมพ์ป่าวประกาศให้นักประดิษฐ์ทั้งหลายช่วยกันคิดด้วย

ก็มีการเสนอสิ่งประดิษฐ์นี้ขึ้นมากันใหญ่ บางคนเสนอให้ใช้หมึกที่มีสารผสมของเหล็กเพื่อเขียนบนกระดาษผสมแม่เหล็ก บางคนเสนอการใช้ปากกาที่ต้องมีแบตเตอรี่และเขียนด้วยเลเซอร์บนกระดาษที่คล้ายๆ แผ่นฟิล์มรับแสง

เสนอกันไปต่างๆ นานา องค์กรนาซ่าเองก็ต้องคอยพิจารณาหลายๆ ทางเลือก
เพราะบางชิ้นแก้ปัญหาเรื่องสภาวะไร้แรงดึงดูดได้ แต่น้ำหนักมากเกินไปที่จะเป็นเครื่องเขียน บางชิ้นแก้ปัญหาทุกอย่างได้หมด และน้ำหนักเบาก็พอแล้ว แต่ราคาหนักเกินไปเสียอีก

แก้กันอยู่หลายเดือน วันดีคืนดีก็มีโทรศัพท์จากแม่บ้านคนหนึ่งโทร.เข้ามาที่นาซ่า

“ทำไมไม่ลองดินสอดูบ้างล่ะคะ”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ คุยกับประภาส ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 สำนักพิมพ์แม่ขมองอิ่ม

นิทานขอโทษประตู

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายฉกรรจ์คนหนึ่งหวังจะมาฝากเนื้อฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์เซนที่สำนักแห่งหนึ่ง

เมื่อก้าวพ้นธรณีประตู เขาปิดประตูเสียงดังปัง! แถมยังสลัดรองเท้าระเกะระกะก่อนเดินเข้ามาในตัวสำนักและก้มลงกราบพระอาจารย์

“ข้ารับการคารวะของเจ้าไม่ได้ เจ้าต้องกลับไปที่ประตูและขอให้ประตูยกโทษให้เจ้าก่อน รองเท้าก็ด้วย”

“ท่านพูดเรื่องอะไรกัน!?” ชายฉกรรจ์โวยวาย “คนอยู่ในนี้ตั้งเยอะแยะ ท่านจะทำให้ข้าเป็นตัวตลกอย่างนั้นหรือ”

“ถ้าเจ้าไม่ขอโทษประตู เจ้าก็จงกลับไปเสียเดี๋ยวนี้ ตอนที่เจ้าดูถูกประตูและดูถูกรองเท้าเจ้าไม่รู้สึกว่ามันน่าอับอายบ้างหรือ ทำไมเพิ่งจะมารู้สึกอายตอนที่ข้าบอกให้เจ้าขอโทษ”

ชายคนนั้นเดินกลับที่ประตูอย่างลังเล รู้สึกว่าทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่เขา

“เจ้าประตู ข้าขอโทษ ข้าทำไปโดยไม่ทันยั้งคิด โปรดยกโทษให้ข้าด้วยเถิด” ก่อนจะหันไปพูดกับรองเท้าในแบบเดียวกัน

เมื่อเขาเดินกลับเข้ามา แววตาเขาเปลี่ยนไป อาจารย์เซนดึงร่างเขามากอดไว้

“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ก่อนจะเอ่ยปากผมรู้สึกว่ามันไร้สาระชะมัด แต่พอขอโทษเสร็จผมกลับรู้สึกดีขึ้น เพราะรู้สึกได้ว่าทั้งประตูและรองเท้าได้ยกโทษให้ผมแล้ว”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ The Buddha Said by OSHO

นิทานคาหนังคาเขา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คุณนายจอห์นสันระแคะระคายว่าสามีตัวเองอาจจะแอบเป็นกิ๊กกับคนใช้

เมื่อต้องไปเฝ้าไข้คุณแม่ที่โรงพยาบาลหลายวัน คุณนายจอห์นสันจึงสั่งให้ลูกชายวัย 5 ขวบจับตามองคุณพ่อ

เมื่อกลับถึงบ้าน คุณนายจึงถามลูกชายว่าเจออะไรบ้าง

“ผมเห็นคุณพ่อเดินเข้าไปในห้องน้าเคลลี่ครับ”

“แล้วยังไงต่อ”

“แล้วเขาทั้งสองก็ถอดเสื้อผ้า แล้ว”

“หยุดก่อน” คุณนายตัดบท “รอให้พ่อกลับมาบ้านก่อน”

ค่ำนั้นเมื่อคุณพ่อกลับถึงบ้าน ก็เห็นคุณนายที่กำลังโกรธจัด คนใช้ที่วิตกกังวล และลูกชายที่หน้าตางุนงง

“ไหนบอกอีกทีซิว่าตอนแม่ไม่อยู่บ้านหนูเห็นอะไรบ้าง”

“ก็เห็นคุณพ่อเข้าไปห้องน้าเคลลี่”

“แล้วยังไงต่อ”

“แล้วคุณพ่อกับน้าเคลลี่ก็ถอดเสื้อผ้า”

“แล้วยังไงอีก”

“ก็ทำเหมือนกับที่ลุงเบ็นนี่ทำกับแม่ตอนพ่อไปชิคาโกอ่ะครับ”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ The Buddha Said by OSHO

นิทานตะแกรงสามชั้น

วันนี้วันศุกร์มาฟังนิทานที่เป็นตำนานของชาวกรีกกันนะครับ

มีเพื่อนวิ่งมาหาโสเครตีสด้วยอาการคันปาก

“คุณได้ยินเรื่องเพื่อนของคุณรึยัง?”

“ก่อนที่คุณจะเล่า ผมอยากจะทดสอบด้วยตะแกรงสามชั้นก่อน” โสเครตีสกล่าว

“ตะแกรงสามชั้นงั้นเหรอ?”

“ใช่ ตะแกรงชั้นแรกคือความจริง คุณได้พิสูจน์รึยังว่าเรื่องที่คุณได้ยินมาเป็นเรื่องจริง?”

“ยังเลย ผมแค่ได้ยินเค้าเล่าต่อๆ กันมา”

“โอเค งั้นคุณยังไม่รู้ว่าจริงรึเปล่านะ คราวนี้ตะแกรงชั้นที่สองคือความเมตตา สิ่งที่คุณจะเล่าเกี่ยวกับเพื่อนผมนั้นเป็นเรื่องดีรึเปล่า?”

“ไม่เลย ตรงกันข้ามเลยล่ะ”

“ก็คือคุณอยากจะเล่าเรื่องแย่ๆ ของเพื่อนผมโดยที่ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงรึเปล่าสินะ ยังมีตะแกรงชั้นสุดท้ายคือความมีประโยชน์ เรื่องที่คุณจะเล่ามันมีประโยชน์อะไรกับผมมั้ย?”

“ก็ไม่เชิง…”

“สรุปก็คือ สิ่งที่คุณจะเล่านั้นอาจไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องดี และไม่มีประโยชน์ แล้วคุณจะยังอยากเล่าให้ผมฟังอีกไหม”

นิทานกวาดใบไม้

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีเณรน้อยรูปหนึ่ง ทุกๆ เช้าเขามีหน้าที่กวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้นมาตกลงตามลานวัดให้สะอาดเอื่ยม

แต่การตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืดเพื่อกวาดลานวัดนั้นเป็นความลำบากประการหนึ่ง

โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้าฤดูหนาว เพราะนอกจากอากาศจะเยือกเย็นแล้ว เพียงแค่มีลมพัดมาเบาๆ ใบไม้ก็พากันหล่นพรูลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน

ดังนั้น ในทุกๆ วันเณรน้อยต้องใช้เวลาอย่างมากในการกวาดใบไม้ทำความสะอาดลานวัด ซึ่งภาระหน้าที่นี้ทำให้เณรน้อยปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างยิ่ง จึงพยายามขบคิดหาวิธีการเพื่อมาลดภาระอันหนักหน่วงนี้

ต่อมามีพระรูปหนึ่งล่วงรู้ถึงปัญหาหนักอกของเณรน้อย จึงได้เสนอแนะว่า

“พรุ่งนี้ก่อนที่เจ้าจะลงมือกวาดใบไม้ ลองเขย่าต้นไม้แรงๆ ให้ใบไม้ร่วงลงมาให้หมดก่อนสิ แล้วค่อยกวาดคราวเดียว เพียงเท่านี้เจ้าก็ไม่ต้องกวาดลานวัดซ้ำไปซ้ำมาอีกต่อไป”

เช้าวันต่อมา ก่อนที่จะลงมือกวาดลานวัด เณรน้อยก็รวบรวมกำลังเขย่าต้นไม้อย่างรุนแรง เพื่อให้ใบไม้ที่กำลังจะร่วงนั้นร่วงหล่นลงมาให้หมดเสียก่อน จากนั้นจึงลงมือกวาดลานวัด และเข้าใจว่าวันพรุ่งนี้ใบไม้ก็จะไม่ร่วงหล่นมาให้กวาดอีก ทำให้วันนั้นทั้งวันเณรน้อยรู้สึกสบายใจเป็นอันมาก

เช้าวันต่อมา เณรน้อยตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น ทว่าเมื่อมาถึงลานวัดกลับต้องนิ่งงันเพราะลานวัดเต็มไปด้วยใบไม้ไม่แตกต่างไปจากวันอื่นๆ แต่อย่างใด

ยามนั้นพระเซนที่ทราบเรื่องราวได้เดินมากล่าวกับเณรน้อยที่กำลังยืนหมดอาลัยตายอยากว่า

“ไม่ว่าวันนี้เจ้าจะพยายามเขย่าต้นไม้เท่าไร วันพรุ่งนี้ใบไม้ก็ยังคงร่วงหล่นเช่นเดิม”


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน: เณรกวาดใบไม้

นิทานปลูกผัก

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ อารามเซน ยังมีลานดินโล่งที่ถูกทิ้งแห้งแล้งผืนหนึ่ง เณรน้อยเห็นดังนั้นจึงเอ่ยกับอาจารย์เซนว่า

“ท่านอาจารย์ ศิษย์คิดว่าเราควรหาเมล็ดพืชมาหว่านลงบนดินผืนนี้สักหน่อยดีไหมครับ ปล่อยไว้แห้งแล้งเช่นนี้เห็นแล้วช่างไม่สบายตาเอาเสียเลย”

อาจารย์เซนตอบว่า “เมื่อไหร่เมื่อนั้น สุดแล้วแต่”

เมื่อถึงกลางฤดูใบไม้ร่วง เณรน้อยนำเมล็ดพืชไปหว่านลงบนดินผืนนั้น แต่กลับมีลมพัดมาหอบใหญ่ ยิ่งหว่านไปเท่าไหร่ เมล็ดพืชก็ถูกลมพัดปลิวไปกับสายลม เณรเห็นดังนั้นก็ตกใจมาก ตะโกนบอกอาจารย์ว่า

“แย่แล้วท่านอาจารย์ เมล็ดพืชโดนลมพัดไปแล้ว”

อาจารย์เซนกลับไม่ตื่นตกใจ เพียงกล่าวว่า

“ที่ลมพัดไปเป็นเพียงเมล็ดฝ่อ แม้จะหว่านลงในดินก็ไม่งอกเงย ปล่อยให้พวกมันสุดแล้วแต่ลมพาไปเถิด”

เมื่อทำการหว่านเมล็ดพืชเรียบร้อย กลับมีนกกระจิบฝูงใหญ่แห่กันมากินเมล็ดพืช พอเณรน้อยเห็นดังนั้นก็กล่าวด้วยความกังวลว่า

“แย่แล้วท่านอาจารย์ นกกระจิบคงจะกินเมล็ดผักที่หว่านไว้จนหมดเป็นแน่”

อาจารย์เซนจึงกล่าวกับเณรน้อยว่า

“จงอย่ากังวล เมล็ดผักมากมาย นกกินไม่หมด จะกินเท่าไหร่ก็สุดแล้วแต่พวกมันเถิด”

พอตกกลางคืน ฝนตกลงมาห่าใหญ่ ทำเอาเณรน้อยนอนไม่หลับ เนื่องจากเป็นห่วงว่าเมล็ดพืชจะลอยหายไปกับสายน้ำ พอเช้าขึ้นมาจึงรีบไปที่ลานดิน ปรากฏว่าเมล็ดผักอันตรธานไปดังคาด เณรน้อยทุกข์ใจยิ่งนัก จึงรีบวิ่งไปบอกอาจารย์เซนให้มาดู

เมื่ออาจารย์เซนทราบเรื่องก็กล่าวว่า

“เณรไม่ต้องทุกข์ใจไป เมล็ดพืชบางส่วนเพียงจมลงไปในดิน ส่วนเมล็ดพืชที่ลอยไปกับสายน้ำ เมื่อมันหยุดลงที่ไหน มันก็จะเจริญงอกงามขึ้น ณ ที่นั้นเอง สุดแท้แต่วาสนาเถิด”

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ยอดสีเขียวอ่อนของต้นพืชก็ปรากฏขึ้นมาเป็นหย่อมๆ บนลานโล่ง ที่แท้เมล็ดพืชที่ไม่ไหลไปกับสายน้ำได้งอกขึ้นมาแล้ว เมื่อเณรน้อยเห็นดังนั้นก็ดีใจเป็นอันมาก รีบไปรายงานอาจารย์เซนทันทีว่า

“พืชที่ศิษย์ปลูกงอกงามขึ้นมาแล้ว ช่างดีจังเลยครับท่านอาจารย์”

อาจารย์เซนพยักหน้าพลางกล่าวแค่เพียงว่า “ดีแล้ว ชอบแล้ว”


ขอบคุณนิทานจากเพจ นิทานเซน: สุดแล้วแต่

นิทานความตายใต้ต้นไม้

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เพื่อนรักสามคนกำลังนั่งก๊งเหล้าในบาร์แห่งหนึ่ง

พวกเขาได้ยินเสียงประหลาด จึงหันไปถามเจ้าของบาร์ว่าเกิดอะไรขึ้น

“เสียงขบวนแห่ศพครับ เขาเป็นเพื่อนบ้านผมเอง”

“ใครฆ่าเขาล่ะ” หนึ่งในสามคนถาม

“ความตายครับ”

“ไอ้เจ้าความตายนี่มันกล้าดียังไง ไล่ฆ่าคนอื่นไปทั่ว พวกเราไปจัดการมันกันดีกว่า”

ว่าแล้วชายทั้งสามก็ออกไปตามหาความตาย

พวกเขาพบชายชราคนหนึ่งหน้าตาเศร้าสร้อย

“ปู่เป็นอะไร?”

“ข้าแก่มากแล้ว เจ็บไข้ไม่เว้นแต่ละวัน ตอนนี้ได้แต่รอความตายมาเอาตัวข้าไป”

“ไอ้เจ้าความตายนี่มันอยู่ที่ไหนเหรอปู่ พวกผมกำลังตามหามันอยู่พอดี”

“เจ้าเห็นเนินเขาลูกนั้นมั้ย? บนยอดเขาจะมีต้นไม้สูงใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ความตายอยู่ใต้ต้นไม้นั่นแหละ”

ชายทั้งสามจึงเดินขึ้นไปบนเนินเขา และเจอต้นไม้ที่ชายชราพูดถึง

ที่โคนต้นไม้มีหีบวางอยู่ เมื่อเปิดหีบขึ้นมาชายทั้งสามก็ตกตะลึงที่ได้เห็นทองคำถึงแปดแท่งด้วยกัน

ชายคนแรกที่เจ้าเล่ห์ที่สุดกล่าวขึ้นว่า

“ถ้าเราขนทองกลับบ้านไปตอนนี้ รับรองว่าโดนจับข้อหาขโมยของแน่ เราควรรอให้ถึงตอนกลางดึกก่อนแล้วจึงค่อยขนทองลงไป ระหว่างนี้ใครสักคนในกลุ่มเราต้องลงไปซื้อของกินและไวน์มาตุนเอาไว้ ส่วนอีกสองคนก็อยู่เฝ้าสมบัติที่นี่”

ทั้งสามจับไม้สั้นไม้ยาว ชายคนที่สามได้ไม้สั้นไป จึงรับหน้าที่ลงไปซื้อของในเมือง

เมื่อเหลือกันอยู่สองคน ชายเจ้าเล่ห์ก็กล่าวกับชายคนที่สอง

“ทองมีแปดแท่ง ทำไมเราไม่แบ่งกันเองสองคน เดี๋ยวพอมันกลับมา เจ้าก็เข้าไปจับตัวมันเอาไว้ ส่วนข้าจะเอามีดแทงมันเอง”

“ได้! ข้าเอาด้วย!”

ส่วนชายคนที่สาม ระหว่างเดินลงมาซื้อของ ก็คิดอยู่ในใจ

“ถ้าไม่มีมันสองคน ทองทั้งหมดก็จะเป็นของข้าเพียงคนเดียว”

เมื่อได้ขนมปังและไวน์สามขวดแล้ว เขาจึงไปซื้อยาพิษมาเทใส่ไวน์สองขวดที่จะเอาให้เพื่อนกิน

เมื่อกลับขึ้นมาบนเนินเขา ชายคนที่สามก็โดนเพื่อนสองคนฆ่า

เมื่อแผนการสำเร็จ ทั้งสองจึงฉลองด้วยการกินขนมปังและดื่มไวน์ ก่อนจะเอามือกุมท้อง ตาถลน และลงไปกองอยู่กับพื้น

เพื่อนรักทั้งสามคนนอนสิ้นใจอยู่ตรงนั้น

ชายชราพูดถูก ความตายอยู่ใต้ต้นไม้จริงๆ


ดัดแปลงจาก The Pardoner’s Tale