นิทานยูโด

20180413_judo

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เด็กชายอายุ 10 ขวบประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนสูญเสียแขนซ้ายไป เมื่อออกจากโรงพยาบาล เขาอยากจะเข้มแข็งกว่านี้ เลยตัดสินใจเรียนยูโด

เด็กชายแขนเดียวไปฝากเนื้อฝากตัวกับเซนเซชาวญี่ปุ่นที่แก่พอจะเป็นปู่เขาได้

เด็กชายสนุกกับการเรียนยูโดมาก แต่เวลาผ่านไปสามเดือนแล้ว อาจารย์ก็ยังให้ฝึกท่ายูโดอยู่เพียงท่าเดียว

“เซ็นเซครับ ผมควรจะเรียนท่าอื่นๆ ด้วยรึเปล่า?”

“นี่คือท่าเดียวที่เธอทำเป็น แต่ก็เป็นท่าเดียวที่เธอจำเป็นต้องรู้” เซ็นเซตอบ

แม้จะไม่ค่อยเข้าใจแต่เด็กน้อยก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกต่อไป

จากนั้นไม่นาน อาจารย์ก็พาเขาไปแข่งทัวร์นาเมนต์

ด้วยความแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เด็กชายเอาชนะคู่ต่อสู้ในสองรอบแรกได้อย่างง่ายดาย

แมทช์ที่สามนั้นยากกว่าเดิม แต่เมื่อถึงจังหวะที่คู่ต่อสู้หมดความอดทนและกระโจนเข้ามา เด็กชายก็ใช้ท่าเดียวที่เขามีอยู่ล้มคู่ต่อสู้เขาได้

เด็กชายเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอย่างงๆ คู่ชิงนั้นเป็นเด็กที่ตัวใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่ามาก แต่แล้วเมื่อถึงจังหวะที่คู่ชิงประมาท เด็กชายก็เข้าประชิดตัวแล้วใช้ท่าเดิมในการเผด็จศึก

“เซ็นเซครับ เป็นไปได้ไงที่ท่าเพียงท่าเดียวทำให้ผมชนะเลิศทัวร์นาเมนต์ได้”

“เหตุผลมีสองข้อ ข้อแรกคือเธอได้ฝึกฝนหนึ่งในท่าที่ยากที่สุดของยูโดจนเชี่ยวชาญ”

เซนเซกล่าวต่อ

“ข้อที่สองก็คือ วิธีเดียวที่คู่ต่อสู้จะป้องกันท่านี้ได้คือการคว้าแขนซ้ายของเธอไว้”

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Harshil Pathak’s answer to What are some good short stories? 

นิทานผู้ชายขนน้ำ

20180406_water

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง มีชายหนุ่ม 2 คนชื่อ “ปาโปล”และ “บรูโน่” ชายหนุ่มทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันและอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งคู่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม และใฝ่ฝันจะมีชีวิตที่พร้อมสมบูรณ์

พวกเขามักคุยกันถึงความฝันของแต่ละคนอยู่เสมอ และทั้งคู่ก็เฝ้ามองหาโอกาสที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่จะช่วยให้ความฝันเป็นจริง

วันหนึ่งโอกาสนั้นก็มาถึง ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านคนหนึ่ง ต้องการนำน้ำจากแหล่งน้ำบนภูเขามาขายให้กับคนในหมู่บ้าน และว่าจ้างให้ทั้งคู่ในการตักน้ำจากแหล่งน้ำหาบลงมาใส่ยัง “แทงก์” เก็บน้ำ โดยค่าจ้างที่พวกเขาจะได้รับขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่เขาขนลงมา

ทุกๆ วันตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทั้งคู่ต้องทำงานอย่างหนัก ในการหาบน้ำไป-กลับเที่ยวแล้วเที่ยวเล่าอยู่อย่างนั้น เพื่อแลกกับค่าจ้างในแต่ละวัน

บรูโน่ซึ่งเป็นคนร่างกายกำยำ รู้สึกพอใจกับงานที่เขาทำ เมื่อเทียบกับค่าจ้างที่ได้รับ จนทำให้เขาแน่ใจว่าความฝันของเขากำลังจะกลายเป็นจริง

บรูโน่คิดว่าเขาสามารถที่จะขนน้ำได้มากขึ้นหากเขาใช้ถังที่ใหญ่ขึ้น แลกกับค่าจ้างที่จะเพิ่มขึ้น เพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อวัว และซื้อบ้านอย่างที่เขาหวังไว้ได้

ตรงกันข้ามกับ ปาโปล ที่ไม่ได้พอใจในงานที่ตัวเองทำ เพราะทุกวันหลังเลิกงาน เขารู้สึกหมดเรี่ยวแรง

ในที่สุด ปาโปล พบหนทางที่ง่ายกว่าที่จะช่วยให้เขาได้เงินมากขึ้น และมีอิสระไม่ต้องเป็นลูกจ้างอีกต่อไป เมื่อเขาคิดถึง การลำเลียงน้ำลงมาจากภูเขาผ่าน “ท่อส่งน้ำ” เขาตื่นเต้นมากกับความคิดนี้และเริ่มวางแผน พร้อมกับไปชวนบรูโน่ให้สร้างท่อส่งน้ำร่วมกับเขาแต่บรูโน่กลับไม่เห็นด้วย

ปาโปลตัดสินใจลงทุนสร้างท่อส่งน้ำด้วยตัวเอง ถึงแม้รู้ดีว่ามันไม่ได้ง่ายเลย และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าท่อส่งน้ำจะเสร็จสมบูรณ์ ทุกๆวันเขาก็ยังคงไปทำงานและยังหาบน้ำเหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อมีเวลาเขาก็จะขุดหิน ขุดดินเพื่อที่จะสร้างท่อส่งน้ำของเขา

ในช่วงแรกแทบจะไม่เห็นอะไรเลยจากผลงานที่เขาทำ บรูโน่และชาวบ้านทั้งหลายพากันเยาะเย้ยปาโปล และล้อปาโปลว่าเป็น “มนุษย์ท่อ”

ระหว่างนั้น บรูโน่มีรายได้เพิ่มเป็นสองเท่า มีชีวิตอย่างที่เขาวาดฝันไว้ แต่เพื่อชดเชยกับการทำงานหนัก บรูโน่ ปลดปล่อยตัวเองโดยการใช้เวลาหลังเลิกงานในร้านขายเหล้า โดยไม่ได้ตระหนักว่า ร่างกายของเขาเริ่มทรุดโทรมจากงานหนัก และการใช้ชีวิตอย่างไม่ระวัง ทำให้เขาเริ่มทำงานได้น้อยลงๆ ซึ่งเป็นผลมาจากร่างกายที่อ่อนล้าและสิ้นแรง

เมื่อก้าวสู่ปีที่สอง ปาโปล สามารถสร้างท่อส่งน้ำสำเร็จ ทำให้เขาได้เงินมากขึ้นจากการขายน้ำให้คนในหมู่บ้าน โดยไม่ต้องเป็นแค่ “ลูกจ้าง” อีกต่อไป และรายได้ของเขาก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายและต่อเนื่อง ตราบเท่าที่น้ำยังคงไหลผ่านท่อส่งน้ำของเขา

—–

ขอบคุณนิทานจาก Manager Online (พ่อรวยสอนลูก) : ตอนที่ 59 : นิทานสอนใจ

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.00-12.50 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้นะครับ!

นิทานสองทาส

20180323_twoslaves

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ พระราชวังแห่งหนึ่ง พระราชาได้เรียกทาสสองคนให้มาเข้าเฝ้า

“เจ้าทั้งสองได้รับใช้ข้าอย่างซื่อสัตย์มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พรุ่งนี้ข้าจะปล่อยให้เจ้าได้เป็นอิสระ”

ทาสทั้งสองดีใจจนแทบกระโดดกอดกัน

“แต่ก่อนที่เจ้าจะไป ข้ามีสิ่งสุดท้ายที่อยากขอจากพวกเจ้า ข้าอยากให้เจ้าทำกระเป๋าให้ข้าคนละใบ จะหน้าตาแบบไหนหรือขนาดใดก็ได้”

เมื่อกลับถึงที่พัก ทาสคนแรกบอกกับตัวเองว่า

“เรารับใช้พระราชามาก็หลายสิบปีแล้ว เหนื่อยมาพอแล้ว พรุ่งนี้เราก็เป็นไทแล้ว วันนี้ขอสบายๆ ซักวันแล้วกัน”

พูดจบทาสก็ทำกระเป๋าผ้าขนาดเท่าฝ่ามือแล้วเข้านอน

ส่วนทาสคนที่สองบอกกับตัวเองว่า

“เรารับใช้พระราชามาก็หลายสิบปีแล้ว เพื่อแสดงความกตัญญูที่ท่านได้ชุบเลี้ยงเรามา เราต้องทำกระเป๋าที่ดีที่สุด สวยที่สุด และใหญ่ที่สุดเพื่อให้สมพระเกียรติพระองค์ท่าน”

ว่าแล้วทาสคนที่สองก็ตั้งหน้าตั้งตาเย็บกระเป๋าจนถึงเช้า

รุ่งขึ้น เมื่อทาสทั้งสองมาเข้าเฝ้าพระราชาเพื่อถวายกระเป๋า พระราชาก็ตรัสว่า

“ตามข้ามา”

พระราชาเดินนำทาสทั้งสองไปยังท้องพระคลังที่เต็มไปด้วยเพชรนิลจินดามากมาย

“เชิญหยิบอะไรก็ได้ในห้องนี้ใส่กระเป๋าที่เจ้าทำมา มันคือของขวัญที่ข้าอยากมอบให้เจ้าในวันแห่งอิสรภาพนี้”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Ian Noble’s answer to What is your favorite fable?

นิทานบ้านอาทร

20180323_artorn

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แจ๊คเป็นหนุ่มวัย 30 ปีที่อาศัยอยู่กับพ่อวัย 70 เพราะว่าแม่ของเขาเสียไปนานแล้ว

เมื่อแจ๊คแต่งงาน ภรรยาก็ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกัน แต่อยู่ไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ ภรรยาก็รู้สึกอึดอัด เลยขอให้แจ๊คพาพ่อไปอยู่บ้านพักคนชราดีกว่า

แจ๊คทนการรบเร้าไม่ไหว จึงบอกพ่อว่าจะพาไปอยู่บ้านใหม่นะ เก็บกระเป๋าเสื้อผ้าให้พ่อเรียบร้อยแล้ว แจ๊คก็ขับรถพาพ่อไป “บ้านอาทร” ที่เป็นของแม่ชีท่านหนึ่ง

แจ๊คพาพ่อไปส่งที่รีเซปชั่น ก่อนจะเดินกลับมาที่รถเพื่อขนกระเป๋าให้พ่อ เมื่อเดินกลับไปที่รีเซปชั่น ก็เห็นพ่อกำลังคุยกับแม่ชีเจ้าของบ้านอาทรอย่างสนิทสนม

เมื่อเจ้าหน้าที่พาพ่อไปเดินชมห้องพัก แจ๊คจึงเริ่มบทสนทนากับแม่ชี

“แม่ชีคุยกับพ่อผมราวกับรู้จักกันมานานเลยครับ”

“ใช่แล้วจ๊ะ เราเป็นเพื่อนกันมา 30 ปีแล้ว ตั้งแต่วันที่เขามาที่นี่เพื่อรับเด็กกำพร้าคนหนึ่งไปอุปการะ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Tanmay Kadam’s answer to What are some good short stories?

นิทานไม่มีใครฟังหนู

20180316_mousetrap

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หนูน้อยตัวหนึ่งมองผ่านรูฝาผนังบ้านเห็นภรรยาของชาวนากำลังตั้งกับดักหนู

เจ้าหนูน้อยกระโจนออกไปกลางลาน พร้อมตะโกนด้วยความตกอกตกใจกลัวภัยอันตรายที่เข้ามาใกล้ตัว

“กับดักหนูอยู่ในบ้าน กับดักหนูอยู่ในบ้าน!!”

แม่ไก่ได้ยินเข้า ก็มองหนูอย่างเย้ยหยันพร้อมยักไหล่อย่างไม่แยแส

“เจ้าหนูน้อย ข้าได้ยินแล้วว่าภัยใกล้ตัวเจ้า แต่นั่นมันเป็นเรื่องของเจ้า ไม่ใช่ธุระของข้า” ว่าแล้วแม่ไก่ก็คุ้ยเขี่ยหาอาหารต่อไป

เจ้าหนูน้อยวิ่งหน้าตั้งไปยังหมูซึ่งกำลังนอนกลิ้งโคลนอย่างเมามัน

“หมู หมู นายรู้หรือเปล่า มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน”

หมูได้ยินพยักหน้ารับ พร้อมบอกว่า

“เจ้าหนูน้อย ข้ารู้สึกสงสารเจ้าจริงๆ แต่ข้าไม่สามารถจะช่วยอะไรเจ้าได้หรอก นอกจากจะสวดมนต์ภาวนาให้เจ้าปลอดภัยเท่านั้น ข้าจะสวดมนต์ภาวนาให้เจ้าทุก ๆ ครั้งก่อนนอนแล้วกัน”

เจ้าหนูวิ่งโร่ไปหาวัวซึ่งกำลังเล็มหญ้าอยู่ข้างบ้าน

“นาย นาย มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน”

วัวหันมายิ้มกับหนูน้อย พร้อมพูดว่า

“จริงเหรอ? น่ากลัวสำหรับเจ้านะ แต่ขอโทษทีเถอะ กับดักเล็กๆ แค่นั้นมันไม่ได้สะเทือนข้าแม้แต่น้อย”

ด้วยความหมดหวัง เจ้าหนูน้อยเดินคอตกกลับไปเผชิญชะตากรรมที่บ้านอย่างโดดเดี่ยว

คืนนั้นหลังมืดสนิท กับดักหนูงับเสียงดังสนั่น ภรรยาชาวนารีบลงมาดูหวังจับหนูได้ แต่ในความมืดเธอมองไม่เห็นว่ากับดักหนูงับติดหางงูเห่าตัวใหญ่อยู่ ภรรยาโดนงูกัดเข้าที่แขน ชาวนาต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล และกลับมารักษาตัวที่บ้าน

ภรรยาบ่นอยากทานซุปไก่ ชาวจึงฆ่าไก่มาต้มซุปให้ภรรยา แต่วันต่อมาอาการป่วยของเธอก็ยังไม่ดีขึ้น

เพื่อนฝูงเกือบทั้งหมู่บ้านมาเยี่ยมเฝ้าไข้กันเนื่องแน่น ชาวนาจึงฆ่าหมูเพื่อทำอาหารเลี้ยงเพื่อนๆ

สามวันผ่านไป ภรรยาอาการทรุดลงและเสียชีวิตในที่สุด

ในงานศพมีแขกมาร่วมแสดงความเสียใจมากมาย ชาวนาจึงเชือดวัวเพื่อทำอาหารเลี้ยงแขก

เจ้าหนูตัวน้อยเฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านรูฝาผนังด้วยใจอันปวดร้าวยิ่งนัก

—–

ขอบคุณนิทานจาก Cryptonian คนบ้าเหรียญดิจิตัล: [นิทานสอนใจ] : กับดักหนู

นิทานลูกไก่มองบน

20180302_chick

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ขณะที่ชาวไร่คนหนึ่งกำลังเดินผ่านบริเวณตีนเขา ก็ได้พบ “ไข่ของนกอินทรี” ฟองหนึ่งตกลงมาจากรังซึ่งอยู่ริมหน้าผา

เมื่อเห็นว่าไข่ฟองนั้นยังไม่แตก เขาจึงเก็บไข่ใบนั้นกลับไปที่ไร่ แล้วนำไปให้แม่ไก่ตัวหนึ่งที่กำลังกกไข่ของมันลองฟักดู

ในไม่ช้า แม่ไก่ก็ฟักลูกนกอินทรีออกมาจากไข่ พร้อมๆ กับลูกไก่ตัวอื่นๆ ของมัน

ลูกนกอินทรีตัวนั้นจึงเติบโตขึ้นมาพร้อมกับพวกลูกไก่ มันเดินตามแม่ไก่ และพยายามส่งเสียงร้องให้เหมือนลูกไก่ แต่มันก็ทำได้ไม่ดีเอาเสียเลย มันเดินช้างุ่มง่าม เพราะตัวของมันอ้วนใหญ่ เสียงของมันก็แหบห้าว ไม่ไพเราะเหมือนพี่น้อง

อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่ลูกนกอินทรีและพี่น้องไก่กำลังคุ้ยเขี่ยหาอาหารอยู่นั้น แม่ไก่ก็ส่งเสียงร้องเตือนให้พวกลูกๆ รีบเข้ามาซุกปีกของมันเพื่อหลบหนีจากภัยร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น

เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า มันจึงเห็นนกตัวใหญ่กำลังบินถลาร่อนอยู่บนเวหาสีครามอย่างไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใด

“แม่จ๋า… นั่นตัวอะไรจ๊ะแม่ ดูช่างสง่างาม และน่าเกรงขามจังเลย”

“ลูกเอ๋ย… นั่นคือ เจ้าแห่งเวหา หรือพญาอินทรีไงล่ะ เจ้าอย่าได้แสดงตัวออกไปท้าทายเด็ดขาด เพราะนอกจากท่านจะสง่างามแล้ว ท่านยังมีกรงเล็บและจะงอยปากอันแหลมคมที่สามารถฉีกเนื้อของเจ้าออกเป็นชิ้นๆ ได้อย่างง่ายดาย”

พอมันเริ่มโตขึ้น เหล่าพี่น้องของมันก็ล้วนแล้วแต่มีความคล่องแคล่วปราดเปรียวยิ่งนัก ผิดกับเจ้านกอินทรี ที่ยังคงแลดูอ้วนและอุ้ยอ้ายเช่นเดิม สร้างความขบขันให้กับบรรดาไก่ทั้งหลาย

มันจึงนึกในใจว่า “ฉันช่างโชคร้ายเสียจริงๆ ทั้งๆ ที่มีร่างกายที่ใหญ่โตกว่าไก่ตัวอื่นๆ ใหญ่จนน่าจะเท่ากับพญาอินทรีอยู่แล้ว แต่ฉันกลับไร้ค่ายิ่งนักเมื่อเปรียบกับเจ้าเวหาผู้ครอบครอบแผ่นฟ้า นี่ถ้าฉันได้เป็นพญาอินทรีจริงๆ ก็คงจะดีไม่น้อย บรรดาไก่ทั้งหลายจะได้ไม่หัวเราะเยาะฉันเหมือนเช่นทุกวันนี้”

ในที่สุด นกอินทรีตัวนั้นก็ใช้ชีวิตต่อไปดั่งเช่นไก่อัปลักษณ์ตัวหนึ่ง เติบโตแบบไก่ แก่ลงแบบไก่ และตายไปแบบไก่

ก่อนสิ้นลม มันได้อธิษฐานว่า “เกิดชาติหน้าอีกครั้ง ขอให้ฉันได้เกิดเป็นนกอินทรีเถิด”

—–

ขอบคุณนิทานจากเพจน้าอ้วนบ้านเกษตรพอเพียง: นิทานก่อนนอน หัวใจนกอินทรี

นิทานดาบที่ดีที่สุดในโลก

20180222_sword

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีช่างตีดาบที่เก่งกาจจนทหารและนักรบจากทั่วทุกสารทิศต่างเดินทางมาเข้าพบเพื่อขอให้ช่างคนนี้ตีดาบให้

วันหนึ่ง หนุ่มน้อยคนหนึ่งได้เดินทางมาเข้าคารวะช่างตีดาบแล้วเอ่ยว่า

“ข้าอยากได้ดาบที่ดีที่สุดในโลกเพื่อจะได้ร่วมออกรบกับพระราชา ท่านสามารถสร้างดาบที่ดีที่สุดในโลกให้ข้าได้หรือไม่?”

“ได้สิ แต่มันต้องใช้เวลาถึง 1 ปีเชียวล่ะ”

“แต่ 1 ปีมันนานเกินไปนะครับ”

“แต่เจ้าก็ต้องรอ ไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่ใช่ดาบที่ดีที่สุดในโลก”

ชายหนุ่มคนนั้นเลยรับปากว่าจะกลับมาอีกครั้งในหนึ่งปีข้างหน้า ก่อนจะจากกัน ช่างตีดาบเอ่ยว่า

“ระหว่างนี้ เจ้าจงไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับปรมาจารย์ด้านการสู้รบและฝึกปรือให้จงหนัก”

1 ปีผ่านไป ชายหนุ่มกลับมาหาช่างตีดาบอีกครั้ง และช่างตีดาบก็ยื่นดาบให้ตามสัญญา

ในสงครามคราวนั้น ชายหนุ่มได้ใช้ดาบเล่มใหม่โค่นล้มศัตรูได้เป็นจำนวนมาก พระราชาพอพระทัยจนแต่งตั้งให้ชายหนุ่มเป็นทหารเอก

ชายหนุ่มรีบรุดกลับมาหาช่างตีดาบ

“ท่านครับ ขอบคุณท่านจริงๆ ที่สร้างดาบเล่มนี้ขึ้นมา มันเป็นดาบที่ดีที่สุดในโลกจริงๆ ด้วย”

“เจ้าไม่ได้ชนะเพราะดาบหรอก เจ้าชนะเพราะวิชาการต่อสู้ของเจ้าต่างหาก เจ้าในตอนนี้ไม่วาจะใช้ดาบเล่มไหนก็ไม่ต่างกัน อันที่จริงดาบที่ข้ามอบให้เจ้านั้นข้าใช้เวลาตีเพียง 2 วันเท่านั้น แต่ข้าต้องการให้เจ้าเรียนวิชาการต่อสู้ให้แตกฉานเสียก่อน ข้าถึงบอกให้เจ้ารอ 1 ปี”

—-

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Akram Khan’s answer to What kind of people will not succeed in life?

 

นิทานฉลามเลิกบุก

20180215_shark

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในการทดลองครั้งหนึ่ง นักวิจัยจับปลาฉลามมาใส่ไว้ในตู้ขนาดใหญ่

พอถึงเวลาที่ฉลามเริ่มหิว นักวิจัยก็ปล่อยปลาตัวเล็กๆ พันธุ์ที่เป็นเหยื่อของฉลาม เข้ามาในตู้ ฉลามที่หิวโซจึงไล่กินเหยื่อจนเกือบหมดตู้

จากนั้น นักวิจัยก็หยอดแทงค์ทรงกระบอกที่ทำจากกระจกใสลงมาครอบตัวฉลาม

พอถึงเวลาให้อาหาร ปลาที่เป็นเหยื่อถูกปล่อยออกมา แต่เมื่อฉลามจะว่ายไปหาเหยื่อเหล่านั้น มันก็ชนกับแท้งค์กระจกเข้าอย่างจัง

ฉลามพยายามจะว่ายออกไปหลายครั้ง แต่ก็ชนกระจกทุกครั้ง หลังจากพยายามอยู่ร่วมชั่วโมง ฉลามก็เลิกพยายามไปเอง

นักวิจัยยังคงทำแบบเดิมซ้ำๆ อยู่หลายวัน และแต่ละวันฉลามก็พยายามน้อยลงเรื่อยๆ

จนถึงวันหนึ่งฉลามก็ไม่คิดแม้กระทั่งจะว่ายไปหาเหยื่อเหล่านั้น นักวิจัยจึงเอาแท้งค์น้ำทรงกระบอกออกไป

และแม้แทงค์น้ำจะไม่อยู่แล้ว แต่ปลาฉลามก็ไม่คิดที่จะกินเหยื่ออีก ปลาตัวเล็กตัวน้อยจึงว่ายอยู่ในตู้เดียวกับปลาฉลามโดยไม่เป็นอันตรายอีกต่อไป

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Maxwell Ampong’s answer to What kind of people will not succeed in life?

นิทานไม่มีเวลาแก่

20180202_notime

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีพระรูปหนึ่ง หลังจากที่ไปศึกษาเล่าเรียนและไปฝึกปฏิบัติธรรมตามสำนักต่างๆ ผ่านไปถึง 20 ปี ก็กลับมาอยู่กับพระอาจารย์ฝ๋อกวงตามเดิม

เมื่อกลับมาถึงก็บอกเล่าทุกข์สุขและสิ่งที่ได้เล่าเรียน เพื่อที่จะให้พระอาจารย์ทดสอบว่าตัวเองปฏิบัติธรรมไปถึงไหนแล้ว พระอาจารย์นั่งฟังอย่างตั้งใจ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเมตตาจิต

แล้วลูกศิษย์ก็ถามพระอาจารย์ว่า

“20 ปีที่ผ่านมานี้ ท่านอาจารย์ทำอะไรไปบ้าง?”

“ทุกวันอาจารย์ก็สอนศิษย์ บรรยายธรรม เขียนคัมภีร์ รู้สึกถึงสิ่งดีงามของทุกวัน ทุกๆ วันก็ทำแต่สิ่งที่เป็นสาระประโยชน์ และมีความสุข”

“พระอาจารย์ทำอย่างนี้เหนื่อยและหนักเกินไปแล้ว ควรจะต้องนึกถึงการพักผ่อนบ้าง ดูแลร่างกายและสุขภาพ มิฉะนั้นท่านจะต้องแก่แน่ๆ”

พระอาจารย์จึงตอบว่า

“ข้าไม่มีเวลาแก่ กลางวันต้องคอยต้อนรับและบรรยายธรรมให้กับผู้มีจิตศรัทธา กลับมาที่ห้องพักยังต้องคอยอ่านข้อความที่ลูกศิษย์เขียนมาถามธรรมะ แล้วยังต้องเขียนคัมภีร์ ทุกวันต้องอยู่กับสิ่งที่ทำที่ไม่รู้จักหมด แล้วไหนจะยังมีเวลาที่รู้สึกว่าแก่? คนบางคนแม้จะยังหนุ่มแน่น แต่กายและจิตที่อ่อนล้าก็รู้สึกว่าตัวเองแก่แล้ว บางคนอายุมากแล้วแต่ในจิตยังกล้าแกร่ง ยังรู้สึกมีกำลังวังชาเต็มเปี่ยม สุขภาพดีเยี่ยม”

—–

ขอบคุณนิทานจาก What Am I.net : นิทานเซ็น

นิทานลูกกตัญญู

20180120_gratefulsun

คุณลุงคนหนึ่งล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล

ผ่านไปหลายวัน อาการมีแต่ทรงกับทรุด เขาเฝ้ารอลูกชายคนเดียวให้มาเยี่ยมเขาบ้าง

คุณลุงอาการทรุดหนักลงเรื่อยๆ เริ่มติดเชื้อทางตาและหูจนมองอะไรก็ไม่ชัด ฟังอะไรก็ไม่ค่อยได้ยิน

ถึงวันที่ลุงอาการเจียนอยู่เจียนไป ชายคนหนึ่งก็มาปรากฎตัวที่ข้างเตียงของคุณลุงและโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหู

“พ่อครับ ผมมาเยี่ยมพ่อแล้ว”

คุณลุงปลื้มใจจนน้ำตาไหลอาบแก้ม คว้ามือลูกชายมาจับไว้แน่น

“พ่อรู้ว่าลูกต้องมา”

ลูกชายนั่งจับมือคุณลุงอยู่หลายชั่วโมงเพื่อฟังเรื่องราวและคำสั่งเสียของลุง

สามทุ่มคืนนั้น คุณลุงก็จากไปอย่างสงบ

พยาบาลเอาเอกสารมาให้ลูกชายเซ็น

“เขาไม่ได้เป็นพ่อของผมหรอกครับ”

พยาบาลแปลกใจ “แล้วคุณมาทำไมล่ะ”

“คุณลุงเขาคิดถึงลูกชายเหลือเกิน ผมทนเห็นคุณลุงจากไปโดยไม่ได้เจอลูกชายไม่ได้จริงๆ ผมเลยตัดสินใจทำตัวเป็นลูกชายของคุณลุงซักวันน่ะครับ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Troy Chen’s answer to  Why do people lie to be nice, when it never helps?