นิทานแกงจืดหม้อดิน

20181205c

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชาวนาวัยชราคนหนึ่งกำลังเดินไปตามถนนในเมืองชนบท บนบ่ามีไม้พาดอยู่ ที่ปลายไม้มีหม้อดินใส่แกงจืดผูกห้อยเอาไว้

ขณะที่เดินไปเขาก็เกิดสะดุดก้อนหินและหม้อดินก็หล่นลงกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ชาวนาคนนั้นก็เดินต่อไปโดยไม่แสดงอาการสะทกสะท้านซักนิด

เด็กหนุ่มที่เห็นเหตุการณ์จึงรีบวิ่งไปหาชาวนา

“ลุงครับ ลุงรู้ตัวหรือเปล่าว่าหม้อดินหล่น”

“รู้สิ ได้ยินเสียงมันหล่นอยู่”

“อ้าว แล้วทำไมลุงไม่เห็นทำอะไรเลย”

“ก็หม้อดินมันแตกแล้ว แกงจืดก็ไม่เหลือ จะให้ลุงทำอะไรได้อีกล่ะ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก GPlusQuotes

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

นิทานเศษกระดาษ

20181130_paper

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายชราคนหนึ่งปล่อยข่าวว่าเพื่อนบ้านเป็นขโมย จนทำให้ชายหนุ่มถูกจับ

หลายวันต่อมา เมื่อได้พิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ ชายหนุ่มจึงได้รับการปล่อยตัวและตัดสินใจฟ้องร้องชายชราที่กล่าวหาเขาผิดๆ

ในศาล ชายชราขอความเห็นใจผู้พิพากษา

“มันเป็นแค่ความเห็น ผมไม่ได้ไปทำร้ายใคร”

ผู้พิพากษาจึงสั่งชายชรา

“เขียนคำพูดทั้งหมดที่เจ้าพูดเกี่ยวกับเขาลงในกระดาษ ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ โปรยออกจากหน้าต่างรถระหว่างทางกลับบ้าน แล้วกลับมาฟังคำตัดสินพรุ่งนี้”

วันรุ่งขึ้น ผู้พิพากษากล่าวกับชายชราว่า

“เจ้าจงไปเก็บเศษกระดาษที่โปรยไว้เมื่อวานกลับมาก่อน แล้วจึงค่อยฟังคำตัดสิน”

“ศาลที่เคารพ ผมจะทำได้อย่างไร ป่านนี้ลมคงพัดเศษกระดาษกระจายไปทั่ว ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันปลิวไปไหนบ้าง” ชายชราประท้วง

ผู้พิพากษาจึงตอบว่า

“ในทำนองเดียวกัน คำพูดหรือความเห็นธรรมดา สามารถทำลายชื่อเสียงของคนคนหนึ่งถึงขั้นที่คนคนนั้นไม่สามารถกู้คืนได้ ถ้าพูดดีเกี่ยวกับคนอื่นไม่ได้ ก็จงอย่าพูดอะไรเลย”

ผู้พิพากษาหยุดชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่อ

“การซุบซิบเลวร้ายกว่าการขโมย เพราะมันขโมยศักดิ์ศรี ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของคนอื่นซึ่งเขาไม่อาจกู้กลับคืนมาได้ เมื่อเท้าเจ้าก้าวพลาด ยังกลับมาทรงตัวได้ใหม่ แต่เมื่อลิ้นเจ้าพลาด พูดจาพล่อยๆ ออกไป เจ้าไม่มีวันเอาคำพูดของเจ้าคืนมาได้เลย”

—–

ขอบคุณนิทานที่แม่ส่งมาให้ทางไลน์

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

นิทานสงครามไข่ไก่

20181123_eggwar

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

อาแปะคนหนึ่งขายไข่ไก่ฟองละ 2 บาทมาเนิ่นนาน มีลูกค้าประจำมากมายเพราะละแวกนั้นมีแกขายอยู่คนเดียว

อาหมวยเห็นว่าอาแปะขายดี จึงตั้งแผงขายไข่ไก่ฝั่งตรงข้ามอาแปะ ตั้งราคาขายฟองละ 1 บาทเพื่อตัดราคา

ลูกค้าแผงอาแปะหลั่งไหลมาซื้อไข่ไก่แผงอาหมวยล้นหลาม อาแปะเริ่มรู้สึกว่า หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปต้องแย่แน่ๆ จึงลดราคาเหลือ 1 บาทเท่าอาหมวย

ลูกค้าแผงอาหมวยเริ่มหันมาซื้อกับอาแปะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะถึงแม้ราคาจะเท่ากัน แต่ลูกค้าเชื่อถือคุณภาพไข่ไก่ของอาแปะมากกว่า

อาหมวยเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจลดราคาไข่ไก่ จาก 1 บาทเหลือ 25 สตางค์ ยอมเข้าเนื้อหน่อย แต่เพื่อกำจัดคู่แข่งก็ถือว่าคุ้ม

ลูกค้าจากแผงอาแปะและหลายๆ ที่แห่มาซื้อไข่ไก่อาหมวยกันหนาตา อาหมวยรู้สึกกระหยิ่มในใจยิ่งนัก ดูซิว่าอาแปะจะกล้าลดราคาลงมาสู้อีกไหม

เวลาผ่านไปเป็นเดือน อาแปะก็ยังคงขายไข่ไก่ฟองละ 1 บาท มีลูกค้ามาซื้อบ้างประปราย

ฝั่งแผงอาหมวยแม้จะมีลูกค้ามากมายแต่ก็เริ่มรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว ฟองละ 25 สตางค์ยิ่งขายยิ่งขาดทุน แต่อาหมวยก็ประหลาดใจยิ่งนักว่าทำไมอาแปะยังอยู่ได้

วันหนึ่งอาหมวยทนไม่ไหวจึงเดินข้ามฝั่งไปถามอาแปะ

อาหมวย: อาแปะ ขายฟองละ 1 บาท ลูกค้าก็แค่นี้ ลื้ออยู่ได้ยังไง

อาแปะ: อั๊วอยู่ได้สิ ก็อั๊วซื้อไข่ลื้อมาขายไง

—–

ขอบคุณนิทานจาก GPlus Quotes

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

นิทานมีเทียนไหมครับ

20181115_candle

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงสาวคนหนึ่งย้ายบ้านมาใหม่ พบว่าข้างบ้านเป็นครอบครัวยากจน มีแม่หม้ายและลูกอีกสองคน

คืนนั้นไฟฟ้าเกิดดับ เหลือแต่แสงจันทร์ส่องสลัวๆ

สักพัก หญิงสาวได้ยินเสียงเคาะที่ประตู เมื่อเปิดออกจึงพบว่าเป็นเด็กข้างบ้าน

เด็กน้อยสบตาเธอด้วยความประหม่า

“คุณน้าครับ มีเทียนไหมครับ?”

หญิงสาวคิดในใจ ครอบครัวนี้คงจนน่าดู แต่ถ้าฉันให้เทียนไป คราวหน้าก็คงจะมาขออีก จึงตอบไปห้วนๆ ว่า

“ไม่มี!”

ขณะที่เธอกำลังจะปิดประตู เด็กน้อยก็ยิ้มให้เธออย่างไร้เดียงสา

“นึกแล้วว่าไม่มี”

พูดจบก็ควักเทียน 2 เล่มจากกระเป๋ากางเกงยื่นให้

“แม่ผมเป็นห่วงว่าคุณน้าอยู่คนเดียว ตอนไฟดับอาจไม่มีเทียนใช้ เลยให้ผมเอาเทียนมาให้คุณน้าครับ”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บนิทานน้ำใจไมตรี

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

นิทานซื้อกล้วย

20181109_bananas

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

“แม่ค้า กล้วยหวีเท่าไหร่?”

“30 บาท”

“แพงไป 20 บาทได้ไหม”

“กาแฟแก้วที่คุณถืออยู่ราคาเท่าไหร่?”

“150 บาท”

“แล้วคุณต่อราคาเขาไหม”

“จะบ้าเหรอ นี่มันกาแฟมียี่ห้อ เขาไม่ต่อกันหรอก”

“กับคนรวยๆ คุณไม่ต่อเขาสักบาทเดียว แต่พอกับคนจนอย่างฉันคุณกลับต่อราคาเหลือ 20 บาทเนี่ยนะ?”


ขอบคุณนิทานจาก Gplusquotes

อ่านบทความใหม่ของ Anontawong’s Musings ได้ก่อนใครที่
LINE: bit.ly/tgimline
Facebook: bit.ly/tgimfb
Twitter: bit.ly/tgimtwt
Web: anontawong.com

เพิ่มเพื่อน

นิทานมะม่วงกายสิทธิ์

20181101_mangos

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

“พ่อครับ ข้างบ้านเขามาสอยมะม่วงเราครับ” เด็กชายฟ้องพ่ออย่างตื่นเต้น

พ่อหัวเราะแล้วถาม “แล้วเราเหลืออีกหลายลูกมั้ย?”

“ผมเห็นยังมีอีกหลายลูกเลยครับ”

“งั้นไปสอยมะม่วงมาให้พ่อซักเจ็ดลูกสิ”

เด็กชายเข้าใจว่า พ่อคงกลัวเพื่อนบ้านจะมาขโมยอีก จึงรีบไปสอยมะม่วงมาให้พ่อ ด้วยหวังว่าจะได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย

แต่พ่อกลับนำมะม่วงนั้นใส่ตะกร้า และจูงมือลูกชายไปกดกริ่งรั้วเพื่อนบ้านที่ลูกชายบอกว่าสอยมะม่วงไป

เมื่อข้างบ้านเปิดประตูรั้วออกมา ผู้เป็นพ่อยื่นมะม่วงทั้งตะกร้าให้

“ผมเอามะม่วงมาฝากครับ อยู่บ้านข้างๆ นี่เอง มีอะไรก็บอกกันนะครับ จะได้ช่วยเหลือกัน”

ชายคนนั้นหน้าเสีย บอกให้พ่อรอสักครู่ พร้อมทั้งกลับมาด้วยตะกร้าใบเดิม แต่เปลี่ยนเป็นไข่ไก่เต็มตะกร้า

“ผมเลี้ยงไก่ไข่ไว้หลายตัว ขอให้ไข่เป็นของตอบแทนน้ำใจนะครับ”

พ่อกล่าวขอบคุณ แล้วจูงมือเด็กชายกลับบ้าน

“ทำไมพ่อถึงเอามะม่วงไปให้เขา แทนที่จะไปทวงมะม่วงของเราคืนมาล่ะครับ?”

“ถ้าพ่อไปทวงมะม่วง เราอาจจะได้มะม่วงคืน แต่เราจะเสียเพื่อนบ้านไป แต่นี่พ่อเอามะม่วงไปให้เขาเจ็ดลูก รวมที่เขาสอยไปหนึ่งลูกเป็นแปดลูก แต่เราได้ทั้งไข่ตะกร้าใหญ่ แถมยังได้เพื่อนบ้านที่ดีเพิ่ม ลูกว่าแบบใหนดีกว่ากันล่ะ?”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Prakal’s Blog

นิทานดินสอกับยางลบ

20181023_pencil

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีดินสอที่เขียนอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่แท่งหนึ่ง

มียางลบที่ลบอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่ก้อนหนึ่ง

ดินสอเป็นเพื่อนกับยางลบ ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกัน ทำอะไรด้วยกันตลอดเวลา

หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน มันจึงเขียนทุกที่ทุกอย่างเสมอตลอดเวลาที่อยู่กับยางลบ

หน้าที่ของยางลบก็คือลบ มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขียน

เวลาผ่านไปนานหลายสิบปี ทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิมเรื่อยมา จนกระทั่งดินสอเอ่ยกับยางลบว่า

“เรากับเธอคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว”

“ทำไมล่ะ?” ยางลบถาม

“ก็เราเขียน เธอลบ แล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย”

“เราก็ทำตามหน้าที่ของเรา เราไม่ผิดซักหน่อย”

เมื่อไม่ลงรอย ทั้งคู่จึงแยกทางกัน

พอแยกทางกับยางลบแล้ว ดินสอก็ดีใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามอำเภอใจ แต่พอเวลาผ่านไปมันก็เริ่มเขียนผิด ข้อความสวยๆ ที่มันเคยเขียนได้ก็กลายเป็นสกปรก มีแต่รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด ดินสอจึงคิดถึงยางลบจับใจ

ฝ่ายยางลบพอแยกทางกับดินสอ มันก็ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องเปื้อนอีกต่อไป แต่พอเวลาผ่านไปมันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าเพราะไม่มีอะไรให้ลบ ยางลบจึงคิดถึงดินสอจับใจ

ทั้งคู่จึงกลับมาคืนดีกัน คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลงแต่เขียนแต่สิ่งดีดี ส่วนยางลบก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขียนผิดเท่านั้น

ขอบคุณนิทานจาก GPlus Quotes

นิทานจิ้งจอกกับกระต่าย

20181019_fox

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ขณะที่ศิษย์และอาจารย์เดินทางไปที่แห่งหนึ่ง เห็นสุนัขจิ้งจอกกำลังไล่ล่ากระต่ายอยู่ พระอาจารย์พูดขึ้นว่า

“ในอดีตพูดต่อๆกันมาว่า กระต่ายส่วนใหญ่ที่มีสติดีมักจะหนีสุนัขจิ้งจอกได้พ้น ตัวนี้ก็ย่อมจะหนีพ้น”

“เป็นไปไม่ได้ สุนัขจิ้งจอกวิ่งเร็วกว่ากระต่าย” ลูกศิษย์ตอบ

“เดี๋ยวกระต่ายก็จะหลบหนีพ้นได้เอง” พระอาจารย์ยังยืนกราน

“ทำไมท่านอาจารย์ถึงยืนยันแน่นอนอย่างนี้”

“เพราะว่าสุนัขจิ้งจอกกำลังไล่ล่าอาหารมื้อเย็น แต่กระต่ายกำลังวิ่งหนีเอาชีวิต”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

นิทานถ้วยเก่า

20181012_oldbowl

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

บ้านหลังหนึ่งมีสามี ภรรยา ลูกชาย และอาม่าแก่ๆ คนหนึ่ง

อาม่ามีอาการมือสั่นตลอดเวลา ทำให้ถือของลำบาก โดยเฉพาะเวลาทานข้าวร่วมกับครอบครัว อาม่ามักจะทำข้าวหกลงบนโต๊ะและทำถ้วยตกแตกหลายครั้งหลายหน

ลูกสะใภ้อาม่ารู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้มาก จึงไปรบเร้ากับสามี สามีจึงยอมแก้ไขตามคำแนะนำของภรรยา นั่นคือ เมื่อถึงเวลาทานข้าว เขาก็จะจัดโต๊ะให้แม่นั่งแยกต่างหาก โดยใช้ถ้วยข้าวราคาถูกๆ บิ่นๆ เวลาถ้วยแตกจะได้ไม่เสียดาย

เมื่อถึงเวลาทานข้าว อาม่าเศร้าใจมาก รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ถูกทอดทิ้ง

หลายวันผ่านไป อาม่ายังคงเศร้าสร้อย หลานชายตัวน้อยของอาม่าซึ่งเฝ้าจับตาทุกอย่างมาโดยตลอดก็เข้าไปปลอบใจและบอกคุณย่าว่า

“เย็นนี้ขอให้คุณย่าแกล้งทำชามข้าวของคุณย่าตก เอาให้มันแตกเลยนะครับ”

อาม่าได้ฟังก็แสนแปลกใจ แต่หลานชายตัวน้อยก็ยังคงยืนกราน

เมื่อได้เวลาอาหารเย็น หญิงชราจึงตัดสินใจลองทำตามที่หลานพูด

นางยกถ้วยข้าวใบเก่าที่เต็มไปด้วยรอยบิ่นขึ้นมา แล้วแกล้งปล่อยลงบนพื้นแรงๆ ถ้วยข้าวแตกกระจายไม่มีชิ้นดี ลูกสะใภ้เห็นดังนั้น ก็ลุกขึ้นเตรียมจะด่าว่าอาม่าทันที

แต่แล้วลูกชายตัวน้อยของเธอกลับรีบชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า

“ว้า..ทำไมคุณย่าทำถ้วยเก่าแตกหมดเลยล่ะครับ แล้วนี่ผมจะเอาถ้วยเก่าที่ไหนมาให้คุณแม่ผมใช้ตอนคุณแม่แก่เท่าคุณย่าล่ะครับ?”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บฟิสิกส์ราชมงคล

นิทานตะปู

20181005_nail

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดี พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง และบอกเขาว่า

“ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใครก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านแล้วกัน”

วันแรก เด็กน้อยตอกตะปูเข้าไปที่รั้วถึง 37 ตัว

วันที่ 2 และ 3 แต่ละวันที่ผ่านไปจำนวนตะปูก็ค่อยๆ ลดลง เพราะเด็กน้อยรู้สึกว่า การควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้นเขาจึงเดินไปหาพ่อเขาเพื่อบอกว่า เขาไม่จำเป็นต้องตอกตะปูแล้ว เพราะเขาสามารถควบคุมตัวเองได้มากขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว

พ่อยิ้มแล้วบอกกับลูกชายว่า

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์ให้พ่อดูซิ ทุกๆ ครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านครั้งล่ะ 1 ตัวนะ”

วันแล้ววันเล่า เด็กชายก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีล่ะตัวๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก เด็กชายดีใจมาก รีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า

“ผมทำได้แล้วครับ ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ”

พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกไปที่รั้วนั้น แล้วบอกว่า

“ลูกทำได้ดีมาก ทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ ลูกเห็นมั้ยว่า รั้วมันไม่เหมือนเดิม มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำอะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการเอามีดไปกรีด หรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำพูดว่า “ขอโทษ” สักกี่หนก็ไม่อาจลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้นได้”

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ เข็มทิศชีวิต โดย ฐิตินาถ ณ พัทลุง