นิทานลาแบกเทวรูป

20191206

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ช่างแกะสลักได้นำเทวรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งทำเสร็จมาบรรทุกไว้บนหลังลาเพื่อทำการขนย้ายไปไว้ที่วิหารในหมู่บ้าน

ตลอดทางที่ลาเดินไปยังหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านตามรายทางต่างก็พากันออกมากราบไหว้บูชาเทวรูปศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วยความศรัทธา

เมื่อลาเห็นเช่นนั้นก็คิดไปว่าชาวบ้านนั้นต่างยกย่องนับถือในความงามและความสง่าของตน ลาจึงเชิดหน้าขึ้นสูงและก้าวเดินไปด้วยท่วงท่าอันหยิ่งทะนง

เมื่อช่างแกะสลักเห็นดังนั้นจึงลงแส้ไปที่ก้นของลาอย่างแรง

“เจ้าไม่รู้หรือว่าชาวบ้านเหล่านั้นเขาทำความเคารพบูชาเทวรูปศักดิ์สิทธิ์กัน ไม่ใช่ยกย่องสรรเสริญลาโง่อย่างเจ้า”


ขอบคุณนิทานจากเว็บเมืองไทย ลาแบกเทวรูป

นิทานสิงโตหิว

20191129

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

สิงโตตัวหนึ่งตื่นขึ้นมาด้วยความหิวโหย มันจึงเริ่มออกหาอาหาร

สิงโตเห็นกระต่ายวิ่งผ่านมา มันจึงไล่กวดและตะครุบกระต่ายได้อย่างรวดเร็ว

ในขณะที่มันกำลังจะกินกระต่าย สิงโตก็เหลือบไปเห็นกวางอีกตัวอยู่ลิบๆ สิงโตคิดว่าถ้าได้กินกวางคงอิ่มกว่าแน่ มันจึงทิ้งกระต่ายและวิ่งไล่กวดกวางแทน

แต่กวางวิ่งเร็วและอึดกว่าที่คาด สิงโตวิ่งอยู่ได้ไม่นานก็หมดแรง จึงบอกตัวเองว่ากลับไปกินกระต่ายดีกว่า

มันรีบกลับไปยังจุดที่มันจับกระต่ายได้ แต่อนิจจากระต่ายป่าได้หายไปแล้ว

นิทานแกะเพื่อนเยอะ

20191122

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แกะตัวหนึ่งกำลังเล็มหญ้าอยู่บนเนินเขา

ทันใดนั้นเอง หมาป่าก็โผล่ออกมาแล้วพุ่งเข้าหาแกะอย่างรวดเร็ว

แกะพยายามสู้กับหมาป่า แต่ก็ร้องเสียงหลง “ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!”

วัวได้ยินเสียงแกะ พอมองเห็นหมาป่า วัวก็วิ่งหนี

ม้าได้ยินเสียงแกะ พอเห็นหมาป่า ม้าก็วิ่งหนี

หมูได้ยินเสียงแกะ พอเห็นหมาป่า หมูก็วิ่งหนี

กระต่ายได้ยินเสียงแกะ พอเห็นหมาป่า กระต่ายก็วิ่งหนี

หมาได้ยินเสียงแกะ พอเห็นหมาป่า หมาก็รีบวิ่งขึ้นไปบนเขา กระโดดขย้ำหมาป่าเข้าที่ลำคอจนหมาป่าวิ่งหนีไป

เมื่อแกะกลับถึงบ้าน เพื่อนๆ ก็มารุมล้อม

วัว: “ทำไมแกไม่บอกข้า ข้าจะขวิดมันให้ไส้ทะลักเลย”

ม้า: “ทำไมแกไม่บอกข้า ข้าจะเตะมันให้หน้าหงายเลย”

หมู: “ทำไมแกไม่บอกข้า ข้าจะชนมันให้ตกเขาไปเลย”

กระต่าย: “ทำไมแกไม่บอกข้า ข้าจะวิ่งส่งข่าวไปทั่วทั้งป่านี้เลย”

ในขณะที่เพื่อนๆ ส่งเสียงจอแจ หมาไม่เอ่ยวาจาแม้ซักคำ

—–

แปลและดัดแปลงมาจากนิทานภาษาจีนจากไลน์

นิทานดอกทานตะวันกับพระจันทร์บนฟ้า

20191106
วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กลางทุ่งกว้างสีเขียว มีดอกไม้หนึ่งดอกชูช่อหยัดต้นอวดดอกสวยท้าตะวันอยู่

ดอกไม้ดอกนี้คือ “ดอกทานตะวัน”

ทุกๆ เช้า ดอกทานตะวันจะรีบตื่นมาคอยพระอาทิตย์ เธอจะยิ้มร่า บานดอกอวดกลีบสวยเต็มที่ เมื่อยามที่อาทิตย์แผดแสงมาให้ไออุ่นเธอมากที่สุด โดยเฉพาะในตอนเที่ยง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เธอนั้นได้หลงรักพระอาทิตย์เข้าแล้ว

แต่พอช่วงเวลาค่ำคืนที่ดวงอาทิตย์ร่ำลาท้องฟ้าไปแล้ว แม่ดอกทานตะวันน้อยก็จะเหี่ยวเฉาเศร้าใจลงทันที เธอเอาแต่มองฟ้าอย่างร้าวใจ และมองดวงจันทร์ด้วยใจริษยา

ทุกๆ ครั้งที่มองดวงจันทร์สีนวล เธอจะรู้สึกว่าดวงอาทิตย์ที่เธอเฝ้าฝันนั้น มีผู้เดียวเท่านั้นที่คู่ควร และใครผู้นั้นก็คือดวงจันทร์สีนวล ที่เธอกำลังอย่างน้อยเนื้อต่ำใจและริษยานั่นเอง

“ใยดวงตาเจ้าจึงปริ่มด้วยน้ำตาอย่างนั้นเล่า” วันหนึ่งพื้นดินเอ่ยปากไถ่ถามดอกทานตะวันที่เขาอุ้มชูดูแล

“ท่านไม่เข้าใจหรอกพื้นดิน ฉันกำลังมีความรัก พร้อมๆ กับที่ฉันกำลังรู้สึกว่าผู้ที่ฉันรักนั้นเกินไขว่คว้า หนำซ้ำ ฉันรู้ดีว่าเขาผู้นั้นมีผู้ที่คู่ควรอยู่แล้ว” ดอกทานตะวันเหลือบมองดวงจันทร์อย่างเศร้าสร้อย

“บางที… ความรัก ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เจ้าเห็น หรือรู้สึกเองหรอกนะ แม่ดอกทานตะวันน้อย” พื้นดินมองไปบนฟ้าบ้าง

“เพราะเป็นคนนอก ข้าจึงอาจเห็นอะไรชัดเจนกว่าเจ้า อย่าได้รู้สึกอิจฉาดวงจันทร์เลย เธอเป็นเพียงผู้ที่ถูกมองว่าเหมาะสมคู่ควรกับพระอาทิตย์เท่านั้น แต่เจ้าอย่าลืม แม้เธองามเด่นบนฟ้าเช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ แต่เธอและดวงอาทิตย์มีเวลาให้กันเพียงน้อยนิด ต่างมีหน้าที่ ไม่เคยมีเวลาให้กัน

ดวงจันทร์ที่น่าสงสาร แม้งามเด่นยามราตรี แต่ความงามก็ทำให้เธอไม่มีเพื่อน ดาวดวงน้อยที่รายรอบเหล่านั้นก็ไม่มีใครหาญกล้ามาเป็นเพื่อนเธอ

และแม้แต่ตัวเจ้าเอง แม่ดอกทานตะวัน เจ้าก็เป็นเพียงดอกไม้ดอกน้อยที่บอบบาง เจ้ารู้บ้างหรือไม่ว่าดวงอาทิตย์สวยงาม และอบอุ่นที่เจ้าเฝ้าฝันนั้น เพียงเพราะมีระยะห่างที่แสนไกล เพราะเมื่ออยู่ใกล้ ความอุ่นก็จะร้อนมาก และแผดเผาเจ้าได้”

ดอกทานตะวันก้มหน้ามองผืนดิน

“ข้าขอโทษผืนดิน ที่กล่าวหาว่าท่านไม่รู้จักความรัก แท้จริงอาจเป็นข้ามากกว่าที่ไม่เข้าใจ”

“ไม่หรอกดอกทานตะวันน้อย ข้าเองก็ไม่ได้เข้าใจความรักมากมายขนาดนั้น อย่างที่ข้าบอกเจ้า เพราะข้ามองในฐานะคนนอก ข้าจึงมองได้กว้างกว่า

แต่หากเป็นเรื่องหัวใจของข้าเอง ข้าก็ไม่อาจเข้าใจอะไรเลย ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมจึงยังรัก ยังหวังดี กับผู้ที่ไม่เคยแลมองข้า

คนที่ข้ารักเฝ้ามองแต่ข้างบน ไม่เคยก้มมามองข้า ผู้ที่เฝ้าดูแลและเคียงข้างเสมอ

ข้าไม่อาจเข้าใจเลย ว่าทำไมข้าไม่อาจเลิกรักเจ้าได้เลย แม่ดอกทานตะวัน” ผืนดินกระซิบแผ่วเบากับสายลม


ขอบคุณนิทานจาก KMay สุเมษา จำรูญศิริ เว็บ GotoKnow 

นิทานแหวนวิเศษ

20191101

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กษัตริย์ของอาณาจักรฮิบรูพระนามว่าโซโลมอนได้มีพระราชโองการขึ้นฉบับหนึ่ง

พระบรมราชโองการนั้นสั่งให้เหล่าอำมาตย์ที่ปรึกษาของพระองค์สร้างแหวนวิเศษ และให้แหวนวิเศษนั้นมีคำจารึก ซึ่งจะเป็นคาถาหรือบทสวดใดๆ ก็ได้ลงบนแหวน

โดยไม่ว่าพระองค์จะอยู่ในอารมณ์ใดก็ตาม หากพระองค์ทอดพระเนตรไปที่แหวน แหวนนี้จะต้องเปลี่ยนอารมณ์ของพระองค์ได้ หากพระองค์ทรงกริ้วอยู่ แหวนนี้จะต้องทำให้พระองค์หายกริ้วได้ หากตอนที่พระองค์ทรงพระเกษมสำราญ แหวนวงนี้ก็ต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ออกมาให้ทรงหายสำราญได้

เมื่อฟังโองการจบ เหล่าอำมาตย์ต่างคิดหนักว่าจะไปสร้างแหวนวิเศษขนาดนั้นได้อย่างไร

ช่างและกวีทั่วทั้งเยรูซาเลมถูกตามตัวมารับงานขึ้นเรือนแหวน นักบวชตามวิหารต่างๆ ถูกตามมาสร้างบทสวดมนต์ แต่แล้วก็เป็นอย่างที่เหล่าอำมาตย์คาดการณ์ ไม่มีใครสามารถสร้างแหวนที่ทรงพลานุภาพขนาดนั้นได้

วันกำหนดที่จะถวายแหวนแด่พระองค์ใกล้เข้ามาทุกที ความกังวลนั้นเข้ามาปกคลุมจิตใจของทุกคน แต่ที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นปราชญ์เฒ่าผู้เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาของกษัตริย์โซโลมอน เพราะหากทำไม่สำเร็จ พระราชอาญาก็คงต้องตกกับตัวเอง

หลังจากทนทุกข์อยู่นาน ปราชญ์เฒ่าก็คิดได้ว่าจะกังวลไปทำไม ในเมื่อความมั่นคงในชีวิตมนุษย์ไม่เคยมีจริง เราไม่ควรจะดีใจกับเคราะห์ดี หรือหดหู่กับเคราะห์ร้ายให้มากจนเกินไป

และในวินาทีนั้นเองท้องฟ้าก็ดูเหมือนจะเปิดออกให้ได้เห็นแสงสว่าง

ในวันที่ถวายแหวนวิเศษแด่กษัตริย์โซโลมอน ทันทีที่พระองค์หยิบแหวนขึ้นมาทอดพระเนตรคำจารึก พระองค์ถึงกับนิ่งไปพักใหญ่ แล้วจึงทรงแย้มพระโอษฐ์ออกมาอย่างพอพระทัย

ในแหวนวิเศษนั้นมีคำจารึกไว้ว่า “This too shall pass.”

“แล้วสิ่งนี้ก็จะผ่านพ้นไปเช่นกัน”

—–

ดัดแปลงจากนิทานแหวนของกษัตริย์โซโลมอน ฟอรั่ม Munkong Gadget

นิทานตัดไม้

20191025

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายหนุ่มคนหนึ่งได้งานในโรงงานแปรรูปไม้

เถ้าแก่ให้ขวานคมกริบแก่เขา 1 ด้าม และบอกถึงปริมาณงานตัดไม้ที่ต้องการ ชายหนุ่มตั้งใจว่าจะทำงานให้ดีที่สุด

ในวันแรก เขาโค่นต้นไม้ได้ถึง 18 ต้น

เถ้าแก่พอใจมาก “ไม่เลวนะ ทำให้ได้อย่างนี้ต่อไปนะ”

ได้ฟังอย่างนี้แล้วชายหนุ่มยิ่งมีกำลังใจเต็มเปี่ยม วันที่ 2 เขาขยันมากขึ้น แต่กลับโค่นไม้ได้เพียง 15 ต้น

วันที่ 3 เขาพยายามออกแรงทำงานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่เขากลับโค่นไม้ได้เพียง 10 ต้นเท่านั้น

ชายหนุ่มรู้สึกละอายใจ จึงเข้าไปขอโทษกับเถ้าแก่

“ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นครับเถ้าแก่ ทั้งๆ ที่ผมขยันกว่าเดิม แต่ผมกลับตัดไม้ได้น้อยลง”

“เธอลับขวานครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?” เถ้าแก่ถาม

“ลับขวานเหรอครับ? ผมยุ่งกับการตัดไม้ทั้งวัน จะเอาเวลาที่ไหนไปลับขวานล่ะครับ”

—–

ดัดแปลงจากนิทานคนงานโค่นต้นไม้ เว็บ chinese2u

นิทานหนีเสือ

20191018

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในขณะที่ชายสองคนเดินป่า ก็มองเห็นเสือตัวหนึ่งอยู่ลิบๆ กำลังพุ่งตรงมาทางนี้

ชายคนแรกวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ชายคนที่สองกลับหยิบรองเท้าวิ่งในกระเป๋าขึ้นมาใส่

เพื่อนอดสงสัยไม่ได้ หันไปตะโกน

“มึงบ้ารึเปล่า? คิดว่าเปลี่ยนรองเท้าแล้วจะวิ่งเร็วกว่าเสือรึไง?”

“กูไม่ต้องวิ่งเร็วกว่าเสือหรอก แค่เร็วกว่ามึงก็พอแล้ว”

—–

ขอบคุณนิทานจาก reddit

นิทานผลัดใบ

20191011

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ ป่าแห่งหนึ่ง มีต้นมะกอกและต้นมะเดื่อยืนอยู่ใกล้ๆ กัน

เมื่อถึงฤดูหนาวต้นมะเดื่อก็ได้ผลัดใบออกจนเหลือแต่กิ่งก้านที่ไร้ใบ ต้นมะกอกเห็นดังนั้นจึงหัวเราะเยาะ

“เจ้าต้นมะเดื่อที่น่าเวทนา เจ้าคงต้องทนอยู่ในสภาพที่น่าเกลียดแบบนี้ไปอีกนานจนกว่าฤดูหนาวนี้จะผ่านพ้นไป ผิดกับข้าที่ยังคงมีใบเขียวชอุ่ม”

หลายวันต่อมาหิมะได้ตกลงมาอย่างหนักและจับตัวอยู่ตามใบและกิ่งก้านของต้นมะกอกจนเต็มไปหมด

ในไม่ช้าต้นมะกอกก็แบกรับน้ำหนักของหิมะไว้ไม่ไหว กิ่งก้านของมันหักลงระเนระนาด

ต้นมะเดื่อจึงกล่าวกับต้นมะกอกว่า

“แม้ข้าจะผลัดใบจนเหลือแต่กิ่งก้าน แต่นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ข้าผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้โดยไม่ได้รับอันตรายใดๆ”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเมืองไทย ต้นมะกอกและต้นมะเดื่อ

นิทานตรอกหกฟุต

20190926_sixfeet

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

เหตุเกิดในสมัยราชวงศ์ชิง (สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางถึงรัตนโกสินทร์) ที่บ้านเกิดของรัฐมนตรีจางถิงอี้ แห่งเมืองถงเฉิน มณฑลอานฮุย

ในระหว่างที่มีการซ่อมแซมกำแพงบ้าน เกิดมีกรณีพิพาทเรื่องที่ดินทับซ้อนกับบ้านข้างเคียง ตกลงกันไม่ได้ว่าที่ดินที่โต้เถียงกันเป็นของบ้านใครกันแน่

แม่ของท่านรัฐมนตรีจึงได้เขียนจดหมายถึงลูกที่รับราชการอยู่ที่ปักกิ่ง อยากให้ลูกสั่งการให้ข้าราชการท้องถิ่นออกมาจัดการเรื่องนี้

หลังได้รับจดหมายจากแม่แล้ว ท่านรัฐมนตรีจึงได้ตอบจดหมายถึงแม่ ความว่า

“จดหมายมาไกลเพียงเพราะเรื่องกำแพง
อย่าใจแข็งถอยสักสามฟุตจะเป็นไร
กำแพงเมืองจีนทุกวันนี้ยังยิ่งใหญ่
แต่ไฉนจึงไร้เงาจิ๋นซีฮ่องเต้”

หลังจากแม่ได้อ่านจดหมายที่ลูกส่งมา จึงตัดสินใจย้ายแนวกำแพงถอยห่างเข้ามาสามฟุต

เมื่อคู่กรณีเห็นว่าเหตุกลับกลายเป็นเช่นนี้ เกิดความละอายใจขึ้นมา จึงถอยแนวกำแพงรั้วของบ้านตนร่นเข้าไปสามฟุตเช่นกัน

ระหว่างบ้านทั้งสองจึงกลายเป็นตรอกกว้างหกฟุตที่ผู้คนใช้สัญจรได้

เหตุการณ์ดังกล่าวได้ล่วงรู้ถึงจักรพรรดิคังซีในเวลาต่อมา พระองค์ทรงประทับใจในความเอื้ออาทร และการรู้จักมีความอลุ่มอล่วยต่อกัน เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีของประชาชนทั่วไป จึงทรงรับสั่งให้สร้างหลักจารึกคำว่า “เอื้ออาทร” ไปติดอยู่ที่บริเวณปากตรอก จนกลายเป็นที่มาของ “ตรอกหกฟุต” อันโด่งดัง และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อยู่จนทุกวันนี้

—–

ขอบคุณนิทานจาก นิทานน้ำใจไมตรี 101 ตรอกหกฟุต 

ขอบคุณภาพจาก AIAT

นิทานตากฝน

20190920_rain

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

บางครั้งบางคราว ก็มีฝนหลงฤดูตกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ในขณะที่คนส่วนใหญ่วิ่งแตกตื่นหลบฝนอยู่นั้น กลับมีชายหนุ่มนามว่า “อาเต้า” เดินทอดน่องฝ่าสายฝนไปเรื่อยๆ

อาเวิ่น ซึ่งเป็นสหายของอาเต้าวิ่งฝ่าฝนผ่านมาพอดี พอเห็นเพื่อนจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“อาเต้า ทำไมเจ้าไม่รีบวิ่งเสียเล่า ฝนตกหนัก ฟ้าลมคะนองปานนี้”

“ฝนตกหนักเช่นนี้ ไม่ว่าจะวิ่งหรือเดินช้าๆ ก็ย่อมจะเปียกเหมือนกันหมด แล้วข้าจะวิ่งไปใย หากข้าวิ่งแล้วเกิดลื่นล้มแข้งขาเคล็ดขึ้นมา ไม่ยิ่งแย่ไปกันใหญ่รึ?”

—–

ดัดแปลงจากนิทานเดินเร็ว เดินช้า เว็บนิทานจีน เพื่อนักธุรกิจ สอนให้คิดแบบปรัชญา