นิทานทิ้งหินลงแม่น้ำ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เช้ามืดวันหนึ่ง ระหว่างที่ชาวประมงคนหนึ่งกำลังเดินไปที่แม่น้ำ เขารู้สึกว่าเดินเหยียบอะไรบางอย่าง พอก้มลงดูจึงเห็นว่าเป็นถุงที่ใส่หินไว้นับร้อยก้อน

ระหว่างที่นั่งรอให้ฟ้าสว่างเพื่อจะได้เริ่มงาน ชาวประมงหยิบหินโยนลงไปในแม่น้ำเพื่อแก้เบื่อ ทีละก้อน ทีละก้อน ทีละก้อน

กว่าฟ้าจะรุ่งสาง เขาก็โยนหินไปเกือบหมดถุงแล้ว เหลือเพียงก้อนเดียวในมือ แล้วเขาก็ใจหายแว้บเมื่อเห็นว่าสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นก้อนหินนั้น จริงๆ แล้วมันเป็นอัญมณีต่างหาก ตลอดครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาเขาโยนอัญมณีลงแม่น้ำไปแล้วไม่รู้ตั้งเท่าไหร่!

เขาเจ็บใจและก่นด่าตัวเอง เขาได้สมบัติที่จะทำให้เขามีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข แต่ในความมืดมิดนั้นเขากลับทิ้งมันลงแม่น้ำ

แต่จริงๆ แล้วก็ต้องถือว่าเขายังโชคดี เขายังเหลืออัญมณีอีกหนึ่งเม็ดในมือ ฟ้าสว่างเสียก่อนที่เขาจะโยนมันทิ้ง

คนส่วนใหญ่ไม่ได้โชคดีขนาดนั้น


ขอบคุณนิทานจาก OSHO Stories: Bag full of gems

นิทานนานแค่ไหน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ศิษย์คนหนึ่งไปขอฝากตัวกับพระอาจารย์เซน

“อาจารย์ครับ ถ้าผมตั้งใจฝึกฝน นานแค่ไหนถึงจะบรรลุครับ”

“10 ปี”

“ไม่ครับอาจารย์ ถ้าผมตั้งใจสุดๆ ผมจะใช้เวลาเท่า-“

อาจารย์พูดตัดบท “ขอโทษที ข้าประเมินผิด ต้องใช้เวลา 20 ปี”

“อาจารย์เข้าใจผมหน่อย! ผม-“

“30 ปี” อาจารย์ตอบ

นิทานสิ่งที่ง่ายที่สุด

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่งมีคนเดินไปถามรพินทรนาถ ฐากุร ปราชญ์ของอินเดียผู้ได้รับรางวัลโนเบล

คำถามมีสามข้อ

ข้อที่หนึ่ง ท่านคิดว่าอะไรง่ายที่สุด

ข้อที่สอง อะไรยากที่สุด

และข้อที่สาม อะไรยิ่งใหญ่ที่สุด

รพินทรนาถตอบว่า

ข้อที่หนึ่ง สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการตำหนิผู้อื่น

ข้อที่สอง สิ่งที่ยากที่สุดคือการรู้จักตัวเอง

และข้อสาม สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความรัก


ขอบคุณนิทานจาก พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก: เสวนาเก็บตกสามก๊ก “ใครกันแน่ที่เป็นอัจฉริยบุคคลแห่งสามก๊ก ?”

นิทานลูกสาวของพ่อ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

สุภาพสตรีคนหนึ่งชื่อว่าซินเธีย (Cynthia) เล่าให้ผมฟังถึงตอนที่เธอกับพ่อเคยไปเที่ยวด้วยกันในซานฟรานซิสโก

ซินเธียซึ่งตอนนั้นอายุ 12 เตรียมการเรื่องการ “ออกเดต” กับพ่อมานานหลายเดือนและจัดตารางเอาไว้แบบละเอียดยิบ

ซินเธียจะลงไปรอพ่อที่หลังห้องระหว่างที่พ่อกำลังจะบรรยายเสร็จ และรีบออกไปจากห้องประชุมด้วยกันก่อนที่ใครจะเข้ามาทักทายพ่อของเธอ แล้วพวกเขาจะนั่งรถแทรมไปไชน่าทาวน์ กินอาหารจีนซึ่งเป็นของโปรดของทั้งคู่ ซื้อของฝาก เดินเล่น แล้วหาหนังดูซักเรื่อง พอจบแล้วก็จะนั่งแท๊กซี่กลับโรงแรม กระโดดลงสระน้ำ (พ่อของเธอขึ้นชื่อเรื่องแอบว่ายน้ำหลังสระปิด) พอว่ายเสร็จแล้วก็จะสั่งไอติมฮ็อตฟัดจ์ซันเดย์มาทานในห้องแล้วนั่งดูทีวีด้วยกันจนดึกดื่น พ่อและซินเธียคุยแผนการนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและซินเธียก็ตื่นเต้นกับมันมาก

ในวันจริง ทุกอย่างเริ่มต้นได้สวย ซินเธียลงไปรอพ่อที่ห้องประชุมตอนชั่วโมงสุดท้าย พ่อลงจากเวทีแล้วรีบปรี่มาหาซินเธีย แต่พอตอนที่ทั้งสองกำลังจะออกจากห้องประชุม เพื่อนสมัยมหาลัยของพ่อก็เดินเข้ามาทัก เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่พวกเขาไม่ได้เจอกัน ซินเธียยืนมองพ่อและเพื่อนกอดกันอย่างดีใจ

เพื่อนของพ่อพูดว่า

“ผมดีใจมากเลยนะที่ตอนนี้คุณมาช่วยงานให้บริษัทผมด้วย ผมอยากจะชวนคุณและซินเธียไปกินร้านอาหารทะเลร้านโปรดของผมและภรรยาคืนนี้!”

พ่อของซินเธียตอบว่า

“บ๊อบ ผมดีใจมากเลยที่เราได้เจอกันอีก อาหารทะเลฟังดูน่ากินมากเลย!”

หัวใจของซินเธียหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความฝันของเธอที่จะได้นั่งรถแทรมและกินไอติมฮ็อตฟัดจ์ซันเดย์จางหายไปอย่างรวดเร็ว ซินเธียเกลียดอาหารทะเล และนึกออกเลยว่าการต้องนั่งฟังผู้ใหญ่คุยกันทั้งคืนนั้นจะน่าเบื่อแค่ไหน

แต่แล้วพ่อของเธอก็พูดต่อ

“แต่คืนนี้คงไม่ได้ เพราะซินเธียกับผมมีนัดกันแล้ว จริงมั้ย?” พ่อกะพริบตาข้างหนึ่งให้ซินเธียแล้วรีบคว้าแขนของเธอวิ่งออกจากห้องประชุม และสร้างค่ำคืนในซานฟรานที่ซินเธียไม่มีวันลืม

พ่อของซินเธียคือ Stephen R. Covey ผู้เขียนหนังสือ The Seven Habits of Highly Effective People ซินเธียเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังหลังจากพ่อของเธอเสียไปได้ไม่กี่สัปดาห์ การตัดสินใจคราวนั้นของสตีเฟนทำให้ความสัมพันธ์ทั้งคู่แนบแน่นยาวนาน

“เพราะพ่อทำให้ฉันรู้ว่าฉันเป็นคนสำคัญที่สุด” ซินเธียบอกกับผมอย่างนั้น


ขอบคุณนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงจากหนังสือ Essentialism by Greg McKeown

นิทานรถเข็น

วันนีัวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แถวบ้านฉันมีผู้หญิงร่อนเร่คนหนึ่งที่เดินลากรถเข็นจากซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัวไปด้วยทุกที่ ในนั้นมีเสื้อผ้าและทรัพย์สมบัติที่เธอมีอยู่ทั้งหมด

ฉันหลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าใกล้คนร่อนเร่จรจัดเหล่านี้ แอบดูถูกพวกเขาว่าทำไมไม่ทำงานทำการ จะได้ไม่เป็นภาระของสังคม

แล้ววันหนึ่งสามีของฉันก็ถูกให้ออกจากงาน จากที่เคยมีกินมีใช้อย่างสะดวกสบายเราต้องใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือนเพื่อให้พอผ่อนบ้านหลังใหญ่และรถอีกสองคัน เพื่อนที่เป็นนักวางแผนการเงินบอกว่าเราควรขายบ้านและขายรถทิ้งซักคัน แค่คิดก็ทำให้ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว

ใกล้ถึงวันคริสต์มาสอีฟ ฉันขับรถไปคอมมิวนิตี้มอลล์เพื่อซื้ออุปกรณ์มาตกแต่งรอบๆ บ้านฉลองเทศกาล พอฉันกลับมาที่รถ ปรากฎว่ารถสตาร์ทไม่ติด

“ไม่นะ ทำไมรถต้องมาพังเอาตอนนี้ด้วย จะไปหาเงินจากไหนมาซ่อม!”

ฉันต้องขึ้นรถบัสกลับบ้าน แต่พอไปถึงป้ายก็ดันคลาดสายที่ผ่านหน้าบ้านฉันไปนิดเดียว กว่าคันต่อไปจะมาถึงก็อีก 20 นาที

ระหว่างที่นั่งรออย่างเซ็งๆ ก็มีเงาตะคุ่มมายืนอยู่ตรงหน้า จมูกฉันได้กลิ่นตุๆ

“ตรงนี้นั่งได้มั้ยคะคุณ?”

เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปจึงเห็นว่าเป้นผู้หญิงร่อนเร่ที่เข็นรถเข็นนั่นเอง

ฉันไม่ตอบ ได้แต่ขยับตัวออกไปห่างๆ เธอนั่งลงแล้วบิดขี้เกียจ

“เดินเมื่อยๆ มา ได้นั่งบ้างก็ดีเหมือนกันนะ”

เธอหลับตาพิงพนักแล้วทักขึ้นมาว่า

“แดดอุ่นดีนะ”

ฉันแปลกใจและตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัว “แดดอุ่นเหรอคะ?”

“ก็อากาศแบบนี้ มีแสงแดดอ่อนๆ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ฉันชอบคริสต์มาสนะ แต่ไม่ชอบอากาศหนาวๆ ฟ้าหม่นๆ อย่างนี้เลย….อ๊ะ ว่าแต่คุณโอเครึเปล่า?”

ฉันหลบตาเธอแล้วพยายามนั่งตัวให้ตรงขึ้น “ฉันดูไม่โอเคอย่างนั้นเหรอ?”

“ก็หน้าคุณดูเครียดๆ ตาก็แดงก่ำ คงมีเรื่องไม่สบายใจอยู่แน่ๆ”

ฉันไม่รู้จะตอบเธอยังไง ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมหน้าโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าที่ตามีน้ำเอ่อๆ นี่ฉันตกต่ำขนาดที่คนร่อนเร่ต้องมาเป็นห่วงฉันแล้วเหรอ

“ก็เครียดๆ เรื่องการเงินน่ะค่ะ เราอาจจะเสียบ้านของเราไป”

“จริงๆ มันแย่กว่านี้ได้อีกเยอะนะ”

“คุณหมายความว่าไง?” ฉันถามกลับ มีน้ำโหเล็กน้อย

“ถ้าแย่จริงๆ คุณอาจเสียสามีคุณไปก็ได้”

ฉันอึ้ง งง พูดอะไรไม่ออก หญิงร่อนเร่จึงพูดต่อ

“ฉันกับสามีเคยทำงานเป็นผู้บริหารทั้งคู่ รายได้ต่อปีของเรารวมกันแล้ว $200,000 เราเลยซื้อบ้านหลังใหญ่ในชิคาโก แต่พอย้ายเข้าไปได้ไม่นานสามีของฉันก็โดนให้ออกจากงาน และปีถัดมาฉันก็โดนเลย์ออฟด้วยเหมือนกัน เราต้องย้ายไปอยู่ในอพาร์ทเมนต์เล็กๆ แล้วสามีของฉันก็แอบคบกับเลขาในที่ทำงานใหม่ วันหนึ่งฉันกลับบ้านไป ก็เห็นประตูและหน้าต่างล็อคหมดทุกบาน ตรงหน้าประตูมีเพียงถุงสองใบที่ใส่เสื้อผ้าของฉัน และฉันก็ไม่ได้เข้าไปในอพาร์ทเมนต์อีกเลย

ฉันออกไปอยู่กับเพื่อนที่ทะเลาะและแยกกันอยู่กับแฟน แต่พอแฟนเธอมาขอคืนดีเขาก็ขอให้ฉันย้ายออก ตอนนั้นฉันมีเงินติดตัวแค่ $200 ส่วนเงินเก็บของฉันก็อยู่ในบัญชีร่วมของสามี ฉันไม่กล้าโทรหาพ่อกับแม่เพราะอายเกินจะเล่าให้ฟัง ก็เลยโบกรถและมาตั้งหลักที่เมืองนี้

นี่ก็ผ่านมา 7 ปีแล้ว แต่ตอนนี้ฉันโอเคมากเลยนะ ไม่มีบิลต้องจ่าย ไม่มีความรับผิดชอบใดๆ รู้สึกอิสระเหมือนนกเลยล่ะ แค่ไม่มีปีกเท่านั้นเอง”

รอยยิ้มของเธอบ่งบอกว่าเธอรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ฉันอดละอายใจไม่ได้ที่เคยดูถูกเธอและเห็นแล้วว่าสิ่งที่ฉันประสบอยู่นั้นมันจิ๊บจ๊อยเหลือเกิน

“ทำไมคุณไม่หางานทำล่ะ” ฉันถาม

“คุณคิดว่าเค้าจะรับคนอย่างฉันมั้ย” เธอผายมือให้ฉันดูเสื้อผ้าและความซอมซ่อของเธอ ฉันเลยเปลี่ยนเรื่องคุย

“คุณมาพักที่บ้านฉันได้นะ อย่างน้อยก็จนกว่าฉันจะขายมันทิ้ง” น่าแปลกที่ฉันไม่ได้รู้สึกเครียดกับการขายบ้านอีกแล้ว

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ฉันชอบอยู่แบบนี้มากกว่า แค่ไม่ชอบอากาศหนาวๆ เท่านั้นแหละ”

แล้วเธอก็ลุกขึ้นพร้อมหันไปจับรถเข็นของเธอ

“ไว้เจอกันอีกนะคะคุณ…”

“สมิธค่ะ แอนนา สมิธ แล้วคุณชื่ออะไรคะ?” ฉันถามกลับ

“ไดแอนค่ะ แค่ไดแอนเฉยๆ ไว้เจอกันใหม่นะคะคุณสมิธ”

ฉันมองไดแอนเดินเข็นรถเข็นสวนกับรถบัสของฉันที่กำลังชะลอเข้าป้ายพอดี

ไม่ได้รู้สึกดีอย่างนี้มาหลายวันแล้วสินะ


ดัดแปลงจากเรื่องจริงในหนังสือ Chicken Soup for the Soul: The Power of Positive

นิทานฮอทดอก

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันนี้อากาศเย็นสบาย พวกเราเลยนัดกันไปปิคนิคที่สวนสาธารณะในเมืองพอร์ตแลนด์

เมื่อถึงที่หมาย เราแยกย้ายกันไปซื้อของกินของแต่ละคน ฉันกับเอ็มม่าเดินไปที่บู๊ธฮอทดอกที่คิวไม่ยาวนัก ติดป้ายเบ้อเริ่มว่าชิ้นละ $4

เราสั่งฮอทดอก 2 ชิ้น คนขายเตรียมฮอทดอกอย่างตั้งใจ แต่พอเราจ่ายแบงค์ $10 ไป เขากลับทอนเรามา $6

เมื่อเห็นสีหน้างงๆ คนขายจึงชี้ไปที่ฮอทดอกอันนึงแล้วพูดว่า

“ชิ้นนี้อาจจะไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ ผมแถมฟรีก็แล้วกัน ถือว่าคุณเป็นผู้โชคดีของวันนี้”

เรากล่าวขอบคุณแล้วเดินกลับมานั่งทานอาหารของตัวเองที่จุดนัดพบ

ระหว่างที่นั่งกินไปคุยไป ฉันก็สังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งมองมาที่กลุ่มของเรา เขาใส่เสื้อผ้ามอซอ ผมเผ้ารกรุงรัง ดูแล้วน่าจะไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน

เมื่อต้องไปที่อื่นต่อ ฉันกับเอ็มม่าก็เดินไปที่ถังขยะเพื่อจะทิ้งถุงใส่ฮอทด็อก

“ในถุงนั้นมีอาหารเหลืออยู่มั้ยครับ?” มีเสียงทักขึ้นมาก่อนที่ฉันจะโยนถุงใส่ถังขยะ

พอหันไปจึงพบว่าคือผู้ชายคนนั้นนั่นเอง

“ไม่มีค่ะ เรากินหมดแล้ว” ฉันตอบ

“อ้อ…” เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดูท่าเขาคงหิวน่าดูและคงทนไม่ได้ถ้าเห็นเราทิ้งอาหารเหลือลงถังขยะ

ระหว่างที่ฉันกำลังคิดว่าจะพูดอะไรดี เอ็มม่าก็โพล่งขึ้นว่า

“คุณรอตรงนี้แป๊บนึงนะคะ” แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไป

ฉันมองตามหลังเอ็มม่าที่วิ่งข้ามเนิน อึดใจเดียวเธอก็กลับมาพร้อมกับฮอทดอกชิ้นใหม่

“ฮอทดอกเจ้านี้อร่อยมาก คุณลองทานดูนะคะ” เอ็มม่ากล่าวพร้อมยื่นฮอทดอกให้ชายคนนั้น

ระหว่างที่เราเดินจากมา เอ็มม่าก็หันมากะพริบตาขให้ฉันแล้วกระซิบว่า

“แค่อยากส่งต่อความโชคดีน่ะ” 😉


ดัดแปลงจากหนังสือ Chicken Soup for the Soul

นิทานบุหรี่ในห้องพระ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโลกันนะครับ

มีสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในอเมริกา สมาชิกเป็นฆราวาสทั้งนั้น

กรรมการสถานปฏิบัติธรรมนี้มีความเห็นว่า ควรจัดให้มีการจัดอบรมสันติวิธีแก่สมาชิก เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการคลี่คลายความขัดแย้ง ไม่ว่าในครอบครัว ในที่ทำงาน ในสังคม จึงเชิญวิทยากรคนหนึ่งมาฝึกอบรมสันติวิธีเป็นเวลาสองวัน โดยใช้ห้องสวดมนต์เป็นสถานที่จัดอบรม

วันแรกผ่านไปด้วยดี วันที่สองวิทยากรอยากจะฝึกให้ยากขึ้น จึงสร้างเหตุการณ์สมมุติขึ้นมาว่า มีผู้ก่อการร้ายจับตัวประกันสองคน ให้สมาชิกสองคนรับบทเป็น “ตัวประกัน” คนที่เหลือสวมบทบาทเป็นผู้เจรจาเพื่อให้สองคนนั้นได้รับอิสรภาพ ส่วนวิทยากรรับบทเป็นผู้ก่อการร้าย

เมื่อชี้แจงบทเรียบร้อยแล้ว เขาก็ควักบุหรี่ออกมาสูบ

ผู้เข้าฝึกอบรมคนหนึ่งประท้วงขึ้นมาทันทีว่า “ที่นี่ห้ามสูบบุหรี่ เพราะนี้เป็นห้องสวดมนต์”

ผู้ก่อการร้ายตอบว่า “ผมไม่สนใจหรอก คุณอยากเจรจาเรื่องสูบบุหรี่ หรืออยากให้เพื่อนของคุณได้อิสรภาพ?”

ผู้เข้าอบรมก็บอกว่า “ถ้าคุณสูบบุหรี่ในนี้ เราก็ไม่เจรจากับคุณ”

ผู้ก่อการร้ายจึงพูดว่า “ก็ได้ หยุดสูบก็ได้” ว่าแล้วก็เดินไปที่แท่นบูชา แล้วขยี้ก้นบุหรี่บนตักพระพุทธรูป”

ทุกคนในห้องไม่พอใจมาก มีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “คุณรู้ไหมว่าทำอะไรลงไป นี่พระพุทธรูปนะ”

ผู้ก่อการร้ายตอบว่า “ผมไม่สนใจ นี่ไม่ใช่พระพุทธรูปของผม และนี่ก็ไม่ใช่ห้องสวดมนต์ของผม ตอนนี้ผมหยุดสูบบุหรี่แล้ว พวกคุณอยากเจรจาเรื่องเพื่อนของคุณหรือเปล่า ไม่งั้นผมก็จะออกจากห้องนี้ไป”

ตอนนี้ทุกคนโมโหจนลืมไปว่าตนกำลังสวมบทบาทสมมุติ มีคนหนึ่งบอกเขาว่า “เราเชิญคุณมาที่นี่เพื่อจัดอบรม เรารู้ว่าคุณไม่ใช่ชาวพุทธ แต่นี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเรา คุณควรเคารพสถานที่แห่งนี้ด้วย”

วิทยากรซึ่งยังสวมบทผู้ก่อการร้ายอยู่จึงพูดว่า “คุณอยากรู้ว่าผมเคารพสถานที่นี้แค่ไหนหรือ?” ว่าแล้วเขาก็เดินไปมุมห้องแล้วฉี่ใส่พื้น

เท่านั้นแหละทุกคนอดใจไม่อยู่ ต่างวิ่งไปทำร้ายเขา เตะต่อยสารพัด จนเขาล้มลง แต่ก็หนีออกมาได้ พร้อมกับบอกให้ “ตัวประกัน” เป็นอิสระ แล้วเขาก็ไม่กลับมาอีกเลย

คำถามคือ ทำไมผู้ปฏิบัติธรรมซึ่งตั้งใจฝึกสันติวิธี จึงลงเอยด้วยการเตะต่อยวิทยากร ทั้งที่หลายคนไม่เคยทำร้ายใคร ยุงก็ไม่ตบ บางคนกินมังสวิรัติด้วย

คำตอบก็คือ เพราะคนเหล่านั้นเห็นว่า วิทยากรทำไม่ถูกต้อง แต่เขาลืมไปว่า นี่เป็นการแสดง ไม่ใช่ของจริง และเป็นความตั้งใจของวิทยากรที่อยากให้โจทย์ยากๆ ว่าจะใช้สันติวิธีได้อย่างไรหากถูกยั่วยุหรือเจอเรื่องกระทบใจ แต่ผู้ปฏิบัติธรรมเหล่านั้นกลับลืมตัวเมื่อถูกยั่วยุ หันไปใช้ความรุนแรงกับวิทยากร

ทำไมเขาเหล่านั้นลืมตัว ก็เพราะเขาเห็นความไม่ถูกต้อง และเนื่องจากยึดมั่นในความถูกต้องมาก พอเห็นคนอื่นทำสิ่งไม่ถูกต้อง ก็เลยลืมตัว ลืมไปว่า นี่คือเรื่องสมมุติ เป็นแบบฝึกหัดเพื่อใช้สันติวิธีแก้ปัญหา ผลก็คือ ทุกคนสอบตกหมดเลย


ขอบคุณเนื้อหาจากเพจ ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล

นิทานหมูแฮม

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่งเด็กสาวมองดูแม่กำลังเตรียมหมูแฮมสำหรับทำอาหาร

“แม่คะ ทำไมแม่ต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“เพราะว่าแม่ของแม่ทำอย่างนั้นมาตลอดน่ะสิ”

“แต่ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะคะ?”

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เราไปถามคุณยายกันดูดีกว่า”

ลูกและแม่จึงไปหาคุณยาย

“คุณยายคะ ตอนคุณยายเตรียมอาหาร ทำไมคุณยายต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“เพราะว่าแม่ของยายทำอย่างนั้นน่ะสิ”

“แต่ทำไมต้องหั่นด้วยล่ะคะ”

“ยายก็ไม่รู้เหมือนกัน ลองไปถามยายทวดกันดีกว่า”

ลูก แม่ และยายเลยไปหายายทวด

“ยายทวดคะ ตอนยายทวดเตรียมอาหาร ทำไมยายทวดต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“อ๋อ สมัยนั้นถาดที่ยายทวดมีมันเล็กไปน่ะ”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ Your Money or Your Life by Vicki Robin

นิทาน 6 แต้ม

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีผู้รับเหมาชาวไต้หวันคนหนึ่งที่ทั้งฉลาดและขยัน แต่ไม่รู้เพราะโชคชะตาหรือเพราะอะไร ธุรกิจของเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จเสียที

วันหนึ่ง ระหว่างที่เดินเซ็งๆ อยู่บนฟุตบาท เขาเดินผ่านแผงขายหนังสือพิมพ์เลยซื้อหนังสือพิมพ์มาฉบับหนึ่ง

เมื่อพลิกอ่านดูเร็วๆ เขาก็เจอบทความหนึ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรง เขาตัดสินใจที่จะนำเงินก้อนสุดท้าย 10,000 หยวนมาลงทุนในธุรกิจของเขาอีกครั้ง

เหมือนมีมนต์เสก ทุกอย่างดูราบรื่นไปหมด ลูกค้าไหลมาเทมา ภายในเวลาไม่ถึงสิบปี ธุรกิจของเขาเติบโตมีมูลค่าถึง 100 ล้านหยวน

นักข่าวต่างมาสัมภาษณ์เขาว่าความลับที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จคืออะไร คำตอบของเขามีเพียงสี่พยางค์ “หกแต้มก็พอ”

และอีกไม่กี่ปีต่อมา ธุรกิจของเขาก็มีมูลค่าถึง 10,000 ล้านหยวน

เขาได้มาบรรยายที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นักศึกษาต่างถามคำถามว่าเขาทำยังไงถึงเปลี่ยนเงิน 10,000 หยวนให้กลายเป็น 10,000 ล้านหยวนได้ เขาจึงตอบว่า

“เพราะผมเอาน้อยกว่า 2 แต้มเสมอ”

เมื่อเห็นแววตาที่ยังไม่สิ้นสงสัยของนักศึกษา เขาจึงยอมบอกความลับ

บทความที่เขาได้อ่านในวันนั้น คือบทสัมภาษณ์ของริชาร์ด ลี ลูกชายของ ลี กา ชิง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง

นักข่าวถามริชาร์ด ลี ว่า พ่อของคุณสอนอะไรเกี่ยวกับการหาเงินบ้าง?

ริชาร์ด ลี ตอบว่า พ่อไม่เคยสอนผมเรื่องการหาเงิน พ่อสอนผมแค่เรื่องหลักการของชีวิต ว่าเวลาคุณทำงานร่วมกับใคร ถ้า 8 แต้มคือสิ่งที่คุณควรได้ 7 แต้มก็พอรับไหว ครอบครัวของเราควรจะเอาแค่ 6 แต้ม

“ผมอ่านบทสัมภาษณ์นั้นเป็นร้อยรอบ และผมก็เข้าใจความจริงที่ว่าจุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์คือความเมตตา ดังนั้นจุดสูงสุดของความฉลาดก็คือความเมตตาเช่นกัน ลีกาชิงยอมให้คนอื่นได้มากกว่า 2 แต้ม ดังนั้นทุกคนเลยอยากทำธุรกิจกับลีกาชิงเพราะรู้ว่าตัวเองจะได้เปรียบ”

“ดังนั้น แม้ว่าคุณจะได้แค่ 6 แต้ม แต่คุณจะมีโอกาสเป็นร้อย ถ้าคุณพยายามจะเอา 8 แต้ม โอกาสนับร้อยอาจจะเหลือไม่ถึงสิบก็ได้”

“ความผิดพลาดของผมตอนที่เริ่มต้นทำธุรกิจเพราะว่าผมพยายามมากเกินไปที่จะไม่ยอมเสียเปรียบ ผมคำนวณทุกอย่างว่าดีลนี้ทำอย่างไรถึงจะคุ้มค่าที่สุดและได้ประโยชน์มากกว่าอีกฝ่าย สุดท้ายแล้วผมเลยได้เงินมากขึ้นในวันนี้แต่กลับเสียโอกาสของวันพรุ่งนี้”

เมื่อพูดจบแล้ว เขาก็หยิบหนังสือพิมพ์สีเหลืองซีดออกมาจากกระเป๋า มันคือหนังสือพิมพ์ที่เขาซื้อเอาไว้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วและพกมันติดตัวไม่เคยห่างกาย

ในพื้นที่ว่างตรงขอบกระดาษ มีลายมือขยุกขยิกเขียนเอาไว้ว่า

“7 แต้มพอรับไหว 8 แต้มคือที่เราควรได้ งั้นเราเอาแค่ 6 แต้มก็พอ”


ขอบคุณนิทานจากไลน์ภาษาจีน

นิทานสวดมนต์ภาวนา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ด็อกเตอร์อับราฮัมเป็นหมอที่มีชื่อเสียงด้านการรักษามะเร็งปอดมาก

องค์กรทางการแพทย์แห่งหนึ่งเพิ่งประกาศชื่อคุณหมอให้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ และได้เชิญเขาไปร่วมงานรับรางวัลซึ่งจัดในอีกรัฐหนึ่ง

ระหว่างที่คุณหมอเดินทาง เครื่องบินโดยสารเกิดเหตุขัดข้องและต้องลงจอดก่อนถึงที่หมาย

งานรับรางวัลจะเกิดขึ้นเย็นวันนั้น หากรอเที่ยวบินถัดไปจะไม่ทันการ เขาจึงตัดสินใจเช่ารถเพื่อขับไปที่งาน

ระหว่างทางเกิดฝนตกหนัก สมัยนั้นยังไม่มี Google Maps และโทรศัพท์มือถือ คุณหมอไม่คุ้นเส้นทางจึงหลงขับไปในทางชนบทที่แทบไม่มีบ้านเรือน

หลังจากขับรถฝ่าสายฝนอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็เจอกระต๊อบหลังหนึ่ง คุณหมอจอดรถและเดินไปเคาะประตูบ้าน มีหญิงวัยกลางคนออกมาเปิดประตู

“ผมต้องเดินทางเข้าเมืองแต่ขับรถหลงทาง พอจะให้ผมยืมโทรศัพท์เพื่อโทรหาเพื่อนได้มั้ยครับ”

“บ้านดิฉันไม่มีโทรศัพท์ค่ะ แต่ถ้าไม่รังเกียจ คุณอยากเข้ามาพักที่บ้านและรอให้ฝนซาก่อนมั้ยคะ”

คุณหมอตอบรับน้ำใจของผู้หญิงคนนั้น เมื่อเดินเข้ามาก็เห็นเปลเด็กอยู่ตรงมุมหนึ่งของบ้าน

หญิงเจ้าของบ้านหาชาร้อนกับขนมปังปิ้งมาให้คุณหมอที่กำลังหิวโซทานรองท้อง

“ดิฉันกำลังจะสวดมนต์ภาวนาให้ลูก คุณอยากจะสวดภาวนาพร้อมกับดิฉันมั้ยคะ?”

คุณหมอตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ ประสบการณ์สอนให้เขารู้ว่าสิ่งต่างๆ จะได้มาก็ด้วยการลงมือลงแรงเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการการสวดมนต์

คุณหมอนั่งดูเจ้าของบ้านสวดภาวนาอยู่ข้างเปลเด็กเป็นเวลาเนิ่นนาน เมื่อเธอสวดภาวนาเสร็จแล้ว คุณหมอจึงเริ่มบทสนทนาต่อ

“ระหว่างสวดภาวนาคุณอธิษฐานขออะไรครับ และพระเจ้าได้ตอบรับคำอธิษฐานของคุณรึเปล่า?”

“ลูกของดิฉันป่วยเป็นมะเร็งปอด ญาติๆ บอกให้ดิฉันพาลูกไปหาคุณหมออับราฮัมซึ่งเก่งเรื่องนี้มาก แต่เรายังไม่มีเงินค่าเดินทางและเงินค่ารักษา เลยกำลังรวบรวมเงินอยู่ แม้โอกาสจะมีไม่มากแต่ฉันก็ยังไม่สิ้นศรัทธานะคะ ยังไงฉันก็เชื่อว่าพระเจ้าจะต้องได้ยินคำอธิษฐานของฉันแน่นอน”


ขอบคุณนิทานจากไลน์ภาษาจีน