นิทานตะแกรงสามชั้น

20171117_sieve

มีชายคนหนึ่งกระหืดกระหอบไปหานักปราชญ์ท่านหนึ่งแล้วพูดขึ้นมาว่า “ข้ามีข่าวจะมาบอกกับท่าน”

นักปราชญ์ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า “เรื่องที่ท่านจะเล่าร่อนผ่านตะแกรงสามชั้นแล้วหรือยัง?”

ชายคนนั้นไม่เข้าใจ “ตะแกรงสามชั้น…ตะแกรงสามชั้นไหน?”

“ตะแกรงชั้นแรกคือ ความจริง ข่าวที่ท่านจะเล่าเป็นความจริงหรือเปล่า?”

“ไม่รู้เหมือนกัน ข้าฟังมาจากที่เขาเล่า”

นักปราชญ์พูดต่อว่า “ตอนนี้ท่านลองใช้ตะแกรงชั้นที่สองตรวจสอบดู ข่าวที่ท่านจะบอกข้า แม้จะไม่ใช่ความจริง แต่ก็ควรจะเป็นข่าวที่มีเจตนาดี”

ชายนั้นลังเลสักครู่แล้วพูดว่า “ไม่ ข่าวนี้มีเจตนาตรงข้ามกันเลย”

“ถ้าอย่างนั้นเราจะใช้ตะแกรงชั้นที่สาม ข้าจะถามท่านอีกครั้ง ข่าวที่ทำให้ท่านเร่งรีบอย่างนี้เป็นข่าวสำคัญหรือเปล่า?”

ชายคนนั้นรู้สึกเขินนิดๆ “ก็ไม่ได้สำคัญอะไร”

นักปราชญ์ยิ้มน้อยๆ “เรื่องที่ท่านจะเล่าให้ข้าฟัง อาจไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ได้มีเจตนาที่ดี แล้วก็ไม่สำคัญ งั้นก็อย่าเล่าเลย ข่าวนั้นจะได้ไม่รบกวนจิตใจของท่านและข้า”

นิทานลมกับพระอาทิตย์

20171111_windsun

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เป็นนิทานนิสปที่ผมเคยอ่านตอนเด็กๆ ตอนนั้นก็เฉยๆ แต่พอโตขึ้นมากลับคิดถึงนิทานเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… ณ เทือกเขาแห่งหนึ่งในยุโรป “ลม” ผู้มีนิสัยคุยโวโอ้อวดเอ่ยปากกับ “พระอาทิตย์” ว่า

“ฉันแข็งแรงกว่าเธอ ฉันสามารถพัดต้นไม้ให้ล้ม พัดหลังคาบ้านให้ปลิวว่อน หรือแม้กระทั่งพัดเมฆให้ไปบังแสงของเธอก็ยังได้ ฉันจึงมีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าใครๆ บนโลกนี้”

พระอาทิตย์ยิ้มให้ลม แล้วตอบด้วยเสียงนุ่มนวลว่า “ฉันรู้ว่าเธอทำได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความเธอยิ่งใหญ่กว่าฉัน”

“ไม่จริง ฉันยิ่งใหญ่กว่า” ลมคำราม “มาแข่งกันดีกว่าว่าใครจะแข็งแรงกว่ากัน” ลมท้า

“ก็ได้” พระอาทิตย์ตอบตกลง “เธอเห็นผู้ชายที่เดินอยู่บนถนนนั่นไหม มาแข่งกันไหม ใครทำให้เขาถอดเสื้อคลุมออกได้ก่อนเป็นผู้ชนะ”

“ฮ่ ฮ่า” ลมหัวเราะลั่น “ขนาดต้นไม้ต้นใหญ่ฉันยังโค่นมาแล้ว นับประสาอะไรกับผู้ชายตัวเล็กๆ อย่างนี้”

“เดี๋ยวก็รู้” พระอาทิตย์ตอบ “ฉันให้เธอลองก่อนก็ได้”

ลมจึงสูดหายใจลึกๆ แล้วพ่นลมหายใจออกมาจนแก้มป่อง พายุที่รุนแรงและหนาวเย็นพุ่งไปที่ชายคนนั้น หวังจะพัดให้เสื้อคลุมหลุดจากตัว แต่ยิ่งลมพัดแรงเท่าไร เขาก็ยิ่งเอามือจับเสื้อคลุมไว้ให้แน่นขึ้นเท่านั้น

ลมออกแรงจนหน้าเขียว ในที่สุดก็ยอมแพ้ แล้วหันมาบ่นกับพระอาทิตย์ว่า “ถ้าฉันออกแรงขนาดนี้ยังทำไม่ได้ ก็ไม่มีใครทำได้แล้ว!”

พระอาทิตย์ไม่พูดอะไร เพียงแค่เริ่มฉายลำแสงลงมาสู่ชายคนนั้น ไออุ่นจากพระอาทิตย์ทำให้ความหนาวเย็นก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น นักเดินทางเริ่มรู้สึกได้ถึงอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อเดินถึงริมธาร เขาจึงนั่งลง ถอดเสื้อคลุม วักน้ำขึ้นดื่มดับกระหาย ก่อนจะนั่งตากแดดรับไออุ่นอย่างมีความสุข

เวลาที่เราพยายามจะเปลี่ยนใจใครซักคน ลองถามตัวเองดูนะครับว่า ตอนนี้เราเป็นลมหรือเป็นพระอาทิตย์อยู่

—-

ขอบคุณนิทานจาก เรื่องเล่าก่อนเข้านอน และ Bed Time Short Stories

นิทานเป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว

20171103_everything

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งในป่าใหญ่ มีต้นแอปเปิ้ลที่รักและเอ็นดูเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งมาก

เด็กคนนั้นจะมาเล่นกับเธอทุกวัน เก็บใบไม้ที่ตกอยู่มาทำเป็นมงกุฎและเล่นบทราชาแห่งพงไพร

เขาจะปีนป่ายเธอขึ้นไป โหนตัวเองกับกิ่งของเธอและเด็ดแอปเปิ้ลมากิน แล้วจากนั้นเขาและเธอก็จะเล่นซ่อนแอบกัน

เมื่อเด็กน้อยเล่นจนเหนื่อยอ่อน เขาก็จะล้มตัวลงนอนใต้ร่มเงาของเธอ

เด็กน้อยรักต้นไม้เหลือเกิน

และต้นไม้ก็มีความสุขมาก

แล้ววันเวลาก็ผ่านไป

เด็กผู้ชายก็โตขึ้น

ต้นไม้ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่เพียงลำพัง

แล้ววันหนึ่งเด็กชายก็ปรากฎตัว

ต้นไม้จึงเอ่ย “มาสิเด็กน้อย มาปีนป่ายฉัน โหนกิ่งของฉัน เด็ดแอปเปิ้ลกิน มาเล่นใต้ร่มของฉัน เธอจะได้มีความสุขไงล่ะ”

“ผมโตเกินกว่าจะมาปีนต้นไม้หรือเล่นกับคุณแล้ว” เด็กชายตอบ

“ผมอยากจะซื้อของ อยากออกไปสนุก ผมอยากมีเงินน่ะครับ”

“ขอโทษจริงๆ นะ” ต้นไม้กล่าว “ฉันไม่มีเงิน ฉันมีแค่ใบและลูกแอปเปิ้ล เก็บแอปเปิ้ลของฉันไปขายในเมืองสิ เธอจะได้มีเงิน และเธอก็จะได้มีความสุขไงล่ะ”

เด็กน้อยจึงปีนขึ้นไปเก็บแอปเปิ้ลและเดินจากไป

และต้นไม้ก็แสนสุขใจ

แต่เด็กน้อยก็หายไปนานเหลือเกิน

นานจนต้นไม้เศร้า

แล้ววันหนึ่งเด็กน้อยก็กลับมา

ต้นไม้ดีใจจนกิ่งกระดิก

“มาสิเด็กน้อย มาปีนป่ายฉัน โหนกิ่งของฉัน แล้วเธอจะได้มีความสุข”

“ผมยุ่งเกินกว่าจะมาปีนต้นไม้แล้ว” เด็กชายตอบ

“ผมอยากมีบ้านซักหลัง” เขาพูดต่อ “ผมอยากมีภรรยา อยากมีลูก ผมเลยต้องมีบ้าน คุณมีบ้านให้ผมซักหลังมั้ย?”

“ฉันไม่มีบ้านหรอกนะ” ต้นไม้ตอบ “ป่านี้คือบ้านของฉัน แต่เธอตัดกิ่งของฉันเพื่อเอาไปสร้างบ้านได้นะ เธอจะได้มีความสุขไงล่ะ”

เด็กชายจึงตัดกิ่งของเธอไปจนหมดแล้วเดินจากไป

และต้นไม้ก็แสนสุขใจ

แต่เด็กน้อยหายไปนานเหลือเกิน…

จนวันที่เขากลับมา ต้นไม้ดีใจมาก มากเสียจนเกือบจะพูดอะไรไม่ออก

“มาสิเด็กน้อย มาเล่นกับฉัน” เธอกระซิบ

“ผมแก่และเศร้าเกินไปที่จะเล่นกับคุณแล้ว” เด็กน้อยตอบ

“ผมอยากได้เรือซักลำที่จะพาผมไปให้พ้นจากที่นี่ คุณมีเรือมั้ย?”

“ตัดลำต้นของฉันเพื่อเอาไปทำเป็นเรือสิ” ต้นไม้ตอบ

“เธอจะได้ล่องเรือไปในที่อันแสนไกล แล้วเธอจะได้มีความสุขไงล่ะ”

เด็กน้อยจึงตัดต้นไม้แล้วเดินจากไป

และต้นไม้ก็แสนสุขใจ

…จริงๆ ก็ไม่หรอกนะ

วันเวลาผ่านไปเนิ่นนาน

เด็กน้อยคนนั้นก็กลับมา

“ขอโทษนะเด็กน้อย” ต้นไม้กล่าว “แต่ฉันไม่เหลืออะไรที่จะมอบให้เธอแล้ว ลูกแอปเปิ้ลฉันก็หมดแล้ว”

“ฟันของผมโคลงเคลงจนเคี้ยวแอปเปิ้ลไม่ไหวแล้ว” เด็กน้อยตอบ

“กิ่งก้านของฉันก็ไม่เหลือให้เธอห้อยโหนแล้ว”

“ผมไม่มีแรงพอที่จะห้อยโหนอะไรอีกแล้ว”

“ลำต้นของฉันก็ไม่มีแล้วเหมือนกัน” ต้นไม้กล่าว

“ผมปีนต้นไม้ไม่ได้แล้ว ผมเหนื่อยเกินกว่าจะปีนอะไรแล้ว” เด็กน้อยตอบ

“ฉันเสียใจจริงๆ  ฉันน่าจะให้อะไรเธอได้มากกว่านี้ แต่ตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไรเลย ฉันเป็นเพียงตอไม้แก่ๆ ตอหนึ่งเท่านั้น ขอโทษจริงๆ นะ”

“ตอนนี้ผมไม่ได้ต้องการอะไรอีกแล้ว” เด็กชายบอก

“ขอแค่ที่เงียบๆ ให้ได้นั่งพักก็พอ ตอนนี้ผมล้าเหลือเกิน”

“ถ้าอย่างนั้น” ต้นไม้ตอบพร้อมทั้งพยายามยืดตัวให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ตอไม้นี้ก็เหมาะแก่การนั่งพักมากๆ เลยนะ มาสิเด็กน้อย นั่งลงตรงนี้ แล้วพักให้สบาย”

เด็กน้อยจึงนั่งลง

และต้นไม้ก็แสนสุขใจ

—–

ขอบคุณนิทานจาก Shel Silverstein The Giving Tree

นิทานชายผู้เคลื่อนย้ายภูผา

20171027_mountainman

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

“มานจิ” เป็นชายยากจนคนหนึ่งจากหมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอคยา*

ทุกๆ วันมานจิจะไปทำงานเป็นกรรมกรเหมืองแร่ในหุบเขา และทุกๆ วัน ภรรยาของมานจิจะทำกับข้าว และเดินเลาะภูเขาที่เต็มไปด้วยหินและกรวดเพื่อนำข้าวเที่ยงไปส่งให้มานจิ

สายวันหนึ่ง ขณะที่ภรรยาของมานจิกำลังนำอาหารไปให้สามีดังเช่นทุกวัน ภรรยาของมานจิก็ก้าวพลาดและล้มคะมำตกเขา แม้จะไม่เสียชีวิตทันทีแต่ก็บาดเจ็บสาหัส

หมู่บ้านที่มานจิอยู่ไม่มีสถานพยาบาล หมอที่ใกล้ที่สุดอยู่ในเมืองที่ห่างจากหมู่บ้านไปไม่ไกลนัก แต่เพราะว่ามีภูเขาลูกใหญ่คั่นกลางอยู่ ทางอ้อมภูเขาที่จะพาไปถึงเมืองข้างๆ จึงมีระยะทางถึง 55 กิโลเมตร

โชคร้าย ภรรยาของมานจิไปถึงมือหมอไม่ทัน จึงเสียชีวิตระหว่างทาง

ในค่ำวันนั้นเอง มานจิผู้โศกเศร้าก็หยิบค้อนและสิ่วเดินออกไปที่ภูเขาลูกนั้น

แล้วเขาก็เริ่มตอก และกระเทาะหินก้อนแรกออกจากภูผาที่ตั้งตระหง่าน

มานจิสัญญากับตัวเองและภรรยาว่า เขาจะเอาชนะภูเขาลูกนี้ เพื่อคนอื่นจะได้ไม่ต้องมาเจอกับความสูญเสียอย่างนี้อีก

คนในหมู่บ้านพยายามเตือนมานจิว่าเขากำลังทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อยังเห็นมานจิเอาค้อนและสิ่วมานั่งขุดอยู่ที่ภูเขาลูกเดิมทุกวัน จึงได้ข้อสรุปว่ามานจิคงสติแตกไปแล้ว

แต่มานจิก็ยังไม่หยุดขุด ยังไม่หยุดกระเทาะหินด้วยค้อน สิ่ว และสองมือที่เขามี

จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี

…จากหนึ่งปี เป็น 22 ปี

สุดท้ายมานจิก็ “ตัดภูเขา” ได้จริงๆ

ภูเขาที่มานจิตัดมีความกว้าง 9 เมตร สูง 8 เมตร ลึก 110 เมตร

เส้นทางใหม่นี้ ร่นระยะห่างระหว่างหมู่บ้านกับเมืองจาก 55 กิโลเมตรให้เหลือเพียง 15 กิโลเมตร

พลานุภาพของคนที่มีความเพียรอันบริสุทธิ์นั้นช่างยิ่งใหญ่จริงๆ ครับ

—–

ขอบคุณเรื่องจริงจาก Quora: Lukas Schwekendiek’s answer to What is the most extreme example of human willpower and discipline?

* อำเภอเดียวกับพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

นิทานใบชา

20171020_tealeaves

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีชายหนุ่มที่พบกับความผิดหวังคนหนึ่งมาที่วัด พบกับพระอาจารย์แล้วเล่าระบายทุกข์ให้ฟังว่า

“เฉกเช่นคนอย่างข้าพเจ้าซึ่งผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า มีชีวิตก็เพียงแค่อยู่ไปวันๆ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

พระอาจารย์นั่งนิ่งอย่างสงบและสำรวม ฟังชายหนุ่มคนนั้นรำพึงรำพันและทอดถอนใจ ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่สั่งพระที่เป็นอุปัฏฐากว่า

“ประสกท่านนี้เดินทางมาแต่ไกล ไปหาน้ำอุ่นมาสักกาซิ”

เมื่อพระนั้นยกกาน้ำอุ่นมาให้ พระอาจารย์จึงหยิบใบชามาใส่ไว้ในแก้ว แล้วรินน้ำอุ่นลงในแก้ว พลางยื่นแก้วนั้นให้กับชายหนุ่ม แล้วพูดว่า

“ประสก เชิญดื่มชาก่อน”

ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองแก้วชานั้น เห็นไอความร้อนลอยอ้อยอิ่งออกมาเล็กน้อย มีใบชาลอยขึ้นมาอยู่นิ่งๆ

ชายหนุ่มถามขึ้นอย่างๆไม่เข้าใจว่า “ทำไมวัดนี้ถึงใช้น้ำอุ่นชงชา?”

พระอาจารย์ไม่พูดอะไร เพียงแต่แสดงทีท่าว่า “ดื่มชาก่อนเถอะ”

ชายหนุ่มนั้นจึงจำใจยกชาขึ้นมาจิบไปสองสามครั้ง

พระอาจารย์ถามว่า “ชานี้คงจะหอมซินะ”

ชายหนุ่มนั้นจึงค่อยๆ ยกชาขึ้นมาจิบเพื่อลิ้มรสอย่างช้าๆ พลางส่ายหัวพูดว่า

“นี่เป็นชาอะไรครับ ความหอมสักนิดก็ไม่มี”

พระอาจารย์ยิ้มพลางและพูดว่า

“นี่เป็นใบชาชื่อดังที่ชื่อว่ากวนอิมเหล็ก ทำไมถึงไม่หอมล่ะ”

ชายหนุ่มนั้นเมื่อได้ฟังว่าเป็นใบชารสเลิศที่ชื่อกวนอิมเหล็กก็รีบยกแก้วขึ้นมาแล้วใช้ลมเป่าเศษใบชาที่ลอยอยู่ออก แล้วค่อยๆ จิบเพื่อลิ้มรสชาติใหม่ แล้ววางแก้วลงพลางยืนยันอีกว่า

“ไม่มีกลิ่นชาแม้แต่สักนิดจริงๆ”

พระอาจารย์จึงสั่งพระอีกรูปหนึ่ง ให้เอาน้ำเดือดมาอีกกา

เมื่อกาน้ำร้อนมาแล้ว พระอาจารย์จึงหยิบใบชาใส่ลงในแก้วอีกใบหนึ่ง เติมน้ำร้อนลงไป แล้วยกไปวางไว้ข้างหน้าชายหนุ่ม ชายหนุ่มนั้นก้มหน้ามองไปที่แก้วน้ำใบนั้น ก็เห็นใบชาในแก้วลอยขึ้นลง ไปตามแรงวนของใบชา แล้วสักครู่ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาลอยขึ้นมาแตะจมูก ชายหนุ่มนั้นเผลอยกขึ้นมาสูดกลิ่น

พระอาจารย์พูดขึ้นมาว่า “ช้าก่อน พ่อหนุ่ม”

พลางเติมน้ำร้อนลงในแก้วเพิ่มขึ้นอีก ชายหนุ่มนั้นก้มหน้าลงมองแก้วน้ำ ก็เห็นใบชาเหล่านั้นลอยขึ้นและจมลงหมุนวนคละไปทั่ว พร้อมกับได้กลิ่นหอมอ่อนของใบชาลอยอบอวลขึ้นมานอกแก้วชา พระอาจารย์เติมน้ำร้อนเพิ่มลงในแก้วอีกหลายครั้งจนน้ำเต็มแก้ว พลางถามว่า

“ประสก ทำไมใช้ใบชาชนิดเดียวกัน ทำไมกลิ่นชาถึงแตกต่างกัน?”

“ใบหนึ่งใช้น้ำอุ่นชง อีกใบหนึ่งใช้น้ำเดือดชง เพราะใช้น้ำที่แตกต่างกัน หนุ่มนั้นตอบ

“ใช้น้ำที่ต่างกัน การลอยของใบชาก็แตกต่างกัน ใบชาที่ใช้น้ำอุ่น ใบชาจะ ลอยเอื่อยๆ ไม่มีการลอยแล้วจม แล้วใบชาจะแผ่กระจายความหอมออกมาได้อย่างไร?

แต่ใบชาที่ชงกับน้ำเดือด ผ่านน้ำร้อนครั้งแล้วครั้งเล่า ใบชาจมแล้วก็ลอย ลอยแล้วก็จม ลอยๆ จมๆ ใบชาก็จะแผ่ขจายกลิ่นหอมของฝนที่รับมาจากฤดูใบไม้ผลิ ความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ได้ในฤดูร้อน ความเย็นสงบในหน้าหนาว

คนมากมายในโลกนี้ มีอะไรไม่เหมือนชาเล่า คนที่ไม่เคยผ่านร้อนผ่านหนาว ใช้ชีวิตให้ผ่านไปวันๆ ไปเรื่อยๆ  ก็เหมือนกับใช้น้ำอุ่นชงชา ใบชาลอยไปเสมอกัน ไม่สามารถกลั่นเอาความหอมและปัญญาออกมาได้

และคนที่ต้องพบกับอุปสรรคและทุกข์ลำเค็ญอดมื้อกินมื้อ พบกับความโชคร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เหมือนใบชาที่ชงกับน้ำร้อนครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาผ่านวันเวลาฝ่าลมฝนพายุที่ขึ้นๆ ลงเสมอมา ทำให้ชีวิตของพวกเขาค่อยๆ กลั่นความหมาย สวนกระแสขึ้นมาเหมือนใบชา

—–

ขอบคุณนิทานจาก What Am I.net รวมหลายเรื่องจากเวบไซต์ อกาลิโก

นิทานขโมยโค้ก

20171006_stealcoke

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

ในปี 2549 พนักงานบริษัทโคคา-โคล่า 3 คนนาม Joya Williams, Ibrahim Dimson และ Edmund Duhaney พยายามจะขายสูตรลับของโค้กให้กับบริษัทเป๊ปซี่ในราคา 1.5 ล้านดอลลาร์

แทนที่เป๊ปซี่จะแอบซื้อสูตรนี้ไว้ เป๊ปซี่กลับแจ้ง FBI และบริษัทโคคาโคล่า จนพนักงานทั้งสามถูกจับกุมในข้อหาลักขโมยและขายความลับทางการค้า

Dave DeCecco โฆษกของเป๊บซี่ได้ออกมาแถลงว่า

“เราเพียงทำในสิ่งที่องค์กรที่มีจิตสำนึกควรทำ แม้การแข่งขันจะดุเดือดแค่ไหนแต่เราก็ต้องแข่งกันแบบแฟร์ๆ ด้วย”

—–

ขอบคุณเรื่องจริงจาก Quora: Ryan Yau’s answer to What are some examples of integrity

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

นิทานพระเงียบ

20170929_silentmonks

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระใหม่ 4 รูปตกลงกันว่าจะนั่งสมาธิโดยไม่พูดคุยกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์

คืนวันแรก เทียนเล่มเดียวถูกลมพัดจนดับไป

พระรูปแรกเอ่ย “แย่แล้ว เทียนดับ!”

พระรูปที่สองเอ่ย “ไหนว่าจะไม่คุยกันไง?”

พระรูปที่สามเอ่ย “ทำไมคุณสองคนต้องทำลายความเงียบด้วยเนี่ย?”

พระรูปที่สี่เอ่ย “ไม่ไหวๆ ผมเป็นคนเดียวเลยนะที่ไม่ได้พูด”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Zen Stories: Sounds of Silence

นิทานพารา

20170914_para

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เช้าวันหนึ่ง

ประชาตื่นมา โทร.ไปลางาน กินพาราสองเม็ด แล้วนอนต่อ

วิมลตื่นมา กินพาราอีกสองเม็ด แล้วเดินเข้าครัว

ทั้งสองมีไข้ หนึ่งในนั้นเป็นแม่คน

[จบบริบูรณ์]

นิทานแมวศักดิ์สิทธิ์

20170914_holycat

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เรื่องราวเริ่มต้นในค่ำคืนหนึ่ง ณ วัดประจำเมืองในนครเอโดะ

ขณะที่เจ้าอาวาสและลูกศิษย์กำลังทำวัตรเย็น ปรากฎว่าแมวที่วัดเลี้ยงเอาไว้เดินเข้ามาป้วนเปี้ยนเพ่นพ่านรบกวนการสวดมนต์ภาวนาของพระหลายรูป

วันถัดมา เจ้าอาวาสจึงสั่งให้ลูกศิษย์นำแมวตัวนั้นไปผูกไว้กับเสาตรงระเบียงทุกครั้งที่มีการทำวัตรเย็น

หลายปีผ่านไป เมื่อเจ้าอาวาสมรณภาพ แมวตัวนั้นก็ยังถูกผูกไว้ที่เสาต้นเดิมเวลามีการทำวัตรเย็น

10 ปีผ่านไป แมวตัวนั้นก็ได้ตายลง ลูกศิษย์จึงหาแมวตัวใหม่มาผูกไว้ที่เสาต้นนั้น

100 ปีผ่านไป วัดแห่งนี้กลายเป็นวัดที่มีชื่อเสียงเรื่อง “แมวประจำพิธี” ที่จะถูกผูกไว้ที่เสาต้นนั้นทุกครั้งที่ทำวัตรเย็น ชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศต่างแห่แหนมากราบไหว้และขอพรจากแมวตัวนี้โดยเชื่อว่าจะได้รับโชคลาภและสิริมงคลกลับบ้านไปทุกคน

—-

ขอบคุณนิทานจาก Katinka Hesselink.Net: Ritual Cat

นิทานต้นไม้ของฮ่องเต้

20170908_emperor_seeds

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีองค์ฮ่องเต้ที่กำลังชราภาพและไร้รัชทายาท ท่านจึงมีดำริเฟ้นหาเด็กซักคนเพื่อจะนำมาฟูมฟักและฝึกฝนเพื่อขึ้นครองแผ่นดินในกาลถัดไป

ฮ่องเต้จึงได้ออกประกาศให้ทุกครัวเรือนส่งเด็กที่มีศักยภาพที่สุดในบ้านมารวมตัวกันที่พระราชวัง

ในวันนั้น มีเด็กนับพันคนมาเข้าเฝ้าพร้อมกับพ่อแม่ผู้ปกครองที่มารอชมพระบารมี

ฮ่องเต้ปรากฎตัวขึ้นบนบัลลังก์และประกาศก้องว่า

“เราจะมอบเมล็ดพันธุ์ให้เจ้าคนละ 1 เมล็ด เจ้าจงนำมันไปปลูกและดูแลมันให้ดี 8 เดือนนับจากนี้ ใครปลูกต้นไม้ของเราได้งดงามที่สุดจะได้เป็นองค์รัชทายาท”

ด้วยความตื่นเต้น เด็กๆ ต่างเข้าแถวเพื่อรับพระราชทานเมล็ดพันธุ์ที่มีขนาดและสีสันแตกต่างกันไป เด็กคนสุดท้ายในแถวเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ นามไจ่ไจ๋ เมื่อรับเมล็ดจากพระหัตถ์ของฮ่องเต้แล้ว ไจ่ไจ๋ก็กำเมล็ดไว้แน่นและวิ่งกลับบ้านเพื่อนำมันไปปลูกในกระถางทันที

หลายเดือนผ่านไป เด็กๆ ต่างรดน้ำพรวนดินและดูแลเมล็ดพันธุ์จากฮ่องเต้อย่างทะนุถนอม จากเมล็ดกลายเป็นต้นอ่อน และต้นอ่อนก็เริ่มแตกกิ่งก้านและออกใบ ต้นไม้บางต้นโตเร็วจนสูงกว่าเด็กที่เป็นคนปลูกมันเสียอีก

มีเพียงไจ่ไจ๋เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรเมล็ดพันธุ์ก็ไม่แม้แต่จะแตกหน่อ ลองเปลี่ยนดินก็แล้ว ใส่ปุ๋ยครบทุกชนิดก็แล้ว แม้กระทั่งเอาน้ำนมรดไจ่ไจ๋ก็ทำมาแล้วแต่ก็ยังไม่เป็นผลอยู่ดี

เมื่อครบ 8 เดือน ไจ่ไจ๋เป็นเด็กเพียงคนเดียวที่กลับไปที่วังด้วยกระถางอันว่างเปล่า

ฮ่องเต้เดินตรวจต้นไม้ทีละต้นจนเดินมาถึงกระถางของไจ่ไจ๋ที่มีเพียงดิน เด็กน้อยก้มหน้าและพูดเบาๆ ว่า “ผมปลูกต้นไม้ของท่านไม่ขึ้นครับ” ฮ่องเต้ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแค่ยิ้มน้อยๆ แล้วเดินตรวจไม้ต้นอื่นๆ ต่อไป

เมื่อตรวจครบทุกต้นแล้ว ฮ่องเต้ก็ประกาศด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า

“เรามีเรื่องจะสารภาพ เมล็ดที่เรามอบให้พวกเจ้านั้นล้วนแต่โดนเผาและนำไปตกแต่งให้ดูเหมือนเป็นเมล็ดพันธุ์ปกติ ความจริงแล้วไม่ควรมีเมล็ดไหนที่จะเติบโตเป็นต้นไม้ได้เลย”

ในขณะที่เด็กทุกคนกำลังหน้าเหวอ ฮ่องเต้ก็หันไปส่งยิ้มให้ไจ่ไจ๋

“เพราะเจ้าเป็นคนเดียวที่ทำตามคำสั่งของข้าโดยสัตย์ซื่อ และไม่ได้ไปหาเมล็ดพันธุ์อื่นมาปลูกแทน เจ้าจึงเหมาะสมที่สุดที่จะได้สืบทอดราชบัลลังก์”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Natalie Subramanian’s answer to What are some examples of integrity? 

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ  bit.ly/tgimannounce