นิทานคันธนูปริศนา

20200626

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นายพรานผู้หนึ่งถือคันธนูคู่ใจออกไปล่าสัตว์ในป่า เขาล่าแพะได้ตัวหนึ่งจึงยกมันขึ้นพาดบ่าและเดินทางกลับบ้าน

ระหว่างทางเขาได้พบหมูป่าตัวหนึ่ง จึงวางแพะลงและยิงธนูใส่หมูป่า แต่หมูป่ากลับต่อสู้และตรงเข้าขวิดนายพรานจนเขาถึงแก่ความตาย ไม่นานนักเจ้าหมูป่าก็ทนพิษบาดผลไม่ไหวจึงตายลงเช่นกัน

หมาป่าตัวหนึ่งเดินผ่านมาพบคันธนูและศพของแพะ หมูป่า และนายพราน หมาป่าจึงดีใจมาก

“คันธนูนี้ช่างวิเศษจริงๆ ดูสิว่ามันบันดาลอาหารให้ข้ามากมายแค่ไหน”

หมาป่าหยิบลูกศรขึ้นมาลองง้างใส่คันธนูเล่นๆ แต่หมาป่าก็พลาดทำลูกศรวิ่งปักหัวใจจนนอนตายอยู่ตรงนั้น

—–
ขอบคุณนิทาน “หมาป่ากับคันธนู” จากหนังสือ “อีสปเด็กดี 50 เรื่อง” สำนักพิมพ์เอ็มไอเอส ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ผมชอบมาก เพราะทำหนังสือเด็กคุณภาพดีราคาย่อมเยาว์ครับ

ป.ล. คุณคิดว่า “คันธนู” ในที่นี้หมายถึงอะไร? แชร์ความเห็นกันดูครับ

นิทานโหรผู้ช่ำชอง

20200619

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

พระเจ้าหลุยส์ที่ 11 (1423-1483) คือกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสผู้ทรงพระปรีชาสามารถและเป็นผู้ “ชักใย” เหตุการณ์ในบ้านเมืองมากมายจนได้รับฉายาว่า the Spider King

พระเจ้าหลุยส์พระองค์นี้ทรงโปรดปรานวิชาโหราศาสตร์มาก และมีโหรคู่ใจคนหนึ่งที่พระองค์จะทรงปรึกษาอยู่เสมอ

อยู่มาวันหนึ่ง โหรคนนี้ทำนายว่าสตรีคนหนึ่งในราชสำนักจะเสียชีวิตภายใน 8 วัน

เมื่อคำทำนายเป็นจริง พระเจ้าหลุยส์ทรงวิตกกังวลมาก โหรอาจจะบงการฆ่าสตรีผู้นี้เพื่อให้ตรงตามคำทำนาย หรือไม่อย่างนั้นโหรคนนี้ก็แม่นยำเกินไปจนอาจเป็นภัยต่อพระราชบัลลังก์ได้ พระเจ้าหลุยส์จึงตัดสินใจแล้วว่าต้องฆ่าโหรคนนี้เสีย

วันหนึ่งพระเจ้าหลุยส์จึงเรียกโหรให้มาเข้าเฝ้า โดยได้เตี๊ยมกับกลุ่มทหารรักษาพระองค์ว่า เมื่อพระองค์ทรงให้สัญญาณ ก็จงเข้าไปอุ้มโหรแล้วจับโยนออกไปนอกหน้าต่างซึ่งอยู่สูงจากพื้นนับร้อยเมตร

เมื่อโหรมาถึง หลังจากพูดคุยพอเป็นพิธีและเตรียมจะส่งสัญญาณ พระเจ้าหลุยส์ก็ตัดสินใจถามคำถามทิ้งท้าย

“ท่านบอกว่าท่านแตกฉานวิชาโหราศาสตร์ และสามารถทำนายโชคชะตาของผู้อื่นได้ งั้นบอกข้าหน่อยสิว่าโชคชะตาของท่านจะเป็นเช่นไร ท่านจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน”

“ข้าพเจ้าจะอยู่ได้จนถึง 3 วันก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคตพะยะค่ะ”

จากนั้นมา โหราจารย์ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีแถมยังมีหมอมาตรวจสุขภาพเป็นประจำอีกด้วย

—–

ขอบคุณเรื่องจริงจากหนังสือ The 48 Laws of Power by Robert Greene

นิทานลาล่าเสือ

20200611b

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงไก่และลารวมกันไว้หลังบ้าน

วันหนึ่งเสือเดินผ่านมาเห็นลา เกิดอยากจะจับลากินเป็นอาหาร

ขณะที่มันซุ่มดูลาอยู่นั้น เจ้าไก่ก็ส่งเลี้ยงร้องขึ้นมา

เสือไม่เคยได้ยินเสียงไก่ขันมาก่อน มันจึงตกใจและวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อลาเห็นเสือวิ่งหนีก็เกิดความลำพองใจ รีบวิ่งตามเสือไปทันที

ฝ่ายเสือเมื่อวิ่งไปได้สักครู่ก็หันกลับมามอง เห็นว่าเจ้าลาวิ่งตามมาถึงที่ก็ดีใจ กระโจนเข้าขย้ำลาและกินมันอย่างอิ่มหนำสำราญ

นิทานสิงโตลูกผู้ชาย

20200605

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เหตุเกิดในป่า…

สิงโตตัวหนึ่งเห็นหมาบ้าเดินใกล้เข้ามา มันจึงเดินเลี่ยงไปทางอื่น

ลูกสิงโตเห็นจึงพูดกับพ่อว่า

“เจอเสือตัวใหญ่ๆ พ่อยังกล้าสู้กับมัน แต่เจอหมาบ้าตัวเดียวพ่อกลับเดินหลบ น่าขายหน้าจัง”

“ลูกพ่อ การเอาชนะหมาตัวหนึ่งนั้นเป็นเรื่องมีเกียรตินักหรือ”

ลูกสิงโตส่ายหัว

“หากโดนหมาบ้ากัด จะมิยิ่งซวยกว่าหรือ”

ลูกสิงโตพยักหน้า

“จำไว้นะลูก มิใช่ทุกคนที่เราคู่ควรจะต่อกรด้วย”

—-

เหตุเกิดในเมือง

หนุ่มสาวคู่หนึ่งไปกินข้าวในร้านอาหาร

โต๊ะข้างๆ มีชายหนุ่มกำลังเมาได้ที่ จึงผิวปากเกี้ยวหญิงสาวผู้นี้

หญิงสาวบอกแฟนหนุ่มให้ไปจัดการสั่งสอน

“เรากินอิ่มแล้ว กลับบ้านกันเถอะ อย่าไปมีเรื่องกับเค้าเลย” แฟนหนุ่มปราม

“นี่เธอเป็นลูกผู้ชายรึเปล่าเนี่ย” หญิงสาวพูดอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนเดินไปต่อว่าชายขี้เมาผู้นั้น

ชายขี้เมาโมโหจะลงมือกับหญิงสาว แฟนหนุ่มจึงเข้าไปตะลุมบอน ชายขี้เมาคว้ามีดออกมาแทงแฟนหนุ่มของเธอไปสามแผลก่อนจะวิ่งหนีไป แฟนสาวร้องไห้โฮโผเข้ามากอดคนรัก

ชายหนุ่มในร่างที่จมกองเลือดเอ่ยถาม

“ตอนนี้ผมเป็นลูกผู้ชายพอรึยัง?”

—–

ปรับจากนิทานจากเว็บลองลองดู

นิทานพระเจ้ามีจริงรึเปล่า

20200529

วันนีัวันศุกร์ มาฟังนิทานยาวๆ กันสักเรื่องนะครับ

“ผมจะอธิบายให้พวกคุณฟังว่าวิทยาศาสตร์มีปัญหากับศาสนายังไงบ้าง”

อาจารย์วิชาปรัชญาผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องพระเจ้าหยุดพูดครู่หนึ่ง มองนักเรียนคลาสใหม่ของเขาในวันเปิดเทอม แล้วเรียกนักศึกษาคนหนึ่งให้ยืนขึ้น

“คุณนับถือคริสต์ใช่มั้ย”

“ใช่ครับ”

“พระเจ้าเป็นคนดีรึเปล่า?”

“แน่นอนอยู่แล้วสิครับ”

“พระเจ้าทรงพลานุภาพ และทรงทำได้ทุกอย่างใช่มั้ย?”

“ใช่ครับ”

“แล้วคุณเป็นคนดีหรือคนไม่ดีล่ะ?”

“คัมภีร์ไบเบิ้ลบอกว่าผมเป็นคนไม่ดีครับ”

“ใช่ๆ ไบเบิ้ล!” อาจารย์ยิ้ม “สมมติว่ามีคนๆ หนึ่งไม่สบาย และคุณสามารถรักษาเขาให้หายได้ คุณจะรักษาเขามั้ย?”

“ผมจะรักษาเค้าครับ”

“งั้นคุณก็เป็นคนดีสิ”

“ผมคงไม่คิดอย่างนั้นหรอกครับ”

“ทำไมล่ะ คุณบอกว่าจะช่วยเหลือคนป่วย พวกเราเกือบทุกคนก็น่าจะทำแบบนั้นเหมือนกัน แต่พระเจ้าไม่ช่วยนะ”

นักศึกษานิ่งเงียบ อาจารย์เลยพูดต่อ

“ท่านไม่ช่วยจริงมั้ยล่ะ พี่ชายผมตายด้วยโรคมะเร็ง ทั้งๆ ที่เขาสวดมนต์อ้อนวอนต่อพระเยซูให้ช่วยรักษาเขา คุณตอบได้มั้ยว่าพระเยซูเป็นคนดีรึเปล่า?”

นักศึกษายังคงเงียบอยู่

“ตอบไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ” อาจารย์จิบน้ำก่อนถามต่อ

“ลองใหม่นะ คุณคิดว่าพระเจ้าเป็นคนดีรึเปล่า?”

“…เป็นครับ”

“แล้วซาตานเป็นคนดีรึเปล่า?”

“ไม่ครับ”

“แล้วซาตานมาจากไหนล่ะ”

นักศึกษาพูดตะกุกตะกักเล็กน้อย “มาจากพระเจ้าครับ”

“ใช่แล้ว พระเจ้าสร้างซาตาน คุณคิดว่าโลกนี้มีเรื่องเลวๆ มั้ย”

“มีครับ”

“เรื่องเลวร้ายมีอยู่ทุกหนแห่งจริงมั้ย และพระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกอย่างจริงมั้ย”

“ใข่ครับ”

“ถ้าพระเจ้าสร้างทุกอย่าง พระเจ้าก็ต้องสร้างความเลวด้วย แสดงว่าพระเจ้าก็ต้องเป็นคนไม่ดีสิ”

นักศึกษาไม่มีคำตอบ

“ความเจ็บป่วย ความเกลียดชัง ความไร้มนุษยธรรม เรื่องร้ายๆ เหล่านี้ใครเป็นคนสร้าง?”

“ใครเป็นคนสร้าง?”

อาจารย์เริ่มเดินไปพูดไป

“คุณเชื่อเรื่องพระเยซูมั้ย”

“เชื่อครับอาจารย์”

อาจารย์หยุดเดิน

“วิทยาศาสตร์บอกว่าคุณมีสัมผัสทั้งห้าที่ทำให้คุณรับรู้สิ่งรอบตัวคุณได้ คุณเคยเห็นพระเยซูมั้ย”

“ไม่เคยครับ”

“คุณเคยได้ยินเสียงพระเยซูมั้ย”

“ไม่เคยครับ”

“คุณเคยได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสพระเยซูมั้ย?”

“ไม่เคยครับ”

“แล้วคุณก็ยังเชื่อในพระเยซู?”

“ใช่ครับ”

“ตามหลักของวิทยาศาสตร์ที่เชื่อในสิ่งที่จับต้องได้ พระเยซูไม่มีอยู่จริงนะ คุณมีหลักฐานอะไรพิสูจน์มั้ย”

“ผมไม่มีหลักฐานครับ ผมมีเพียงแค่ความเชื่อ”

“ใช่ ความเชื่อ และนั่นแหละคือปัญหา ไม่มีหลักฐานอะไรเลย มีแค่ความเชื่อเท่านั้น”

นักศึกษายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถามอาจารย์บ้าง

“อาจารย์ครับ โลกนี้มีความร้อนมั้ยครับ?”

“มีสิ”

“แล้วโลกนี้มีความเย็นมั้ยครับ?”

“มีแน่นอน”

“ไม่ครับอาจารย์ โลกนี้ไม่มีความเย็น”

อาจารย์หยุดกึก หันมามองหน้านักศึกษาคนนั้น ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

นักศึกษากล่าวต่อ

“เรามีความร้อนเท่าไหร่ก็ได้ จะร้อนกี่พันกี่หมื่นองศาก็ได้ แต่เราไม่สามารถมี ‘ความเย็น’ ได้ เราสามารถลงไปถึง -273 องศาเซลเซียสได้ แต่เราทำให้เย็นกว่านั้นไม่ได้อีกแล้ว ถ้าความเย็นมีอยู่จริง เราต้องลงไปต่ำกว่า -273 องศาได้จริงมั้ยครับ ณ อุณหภูมิศูนย์สัมบูรณ์หรือ absolute zero นั้น คือจุดที่ไม่มีความร้อนเหลืออยู่เลย “ความเย็น” จึงเป็นเพียงคำที่เราใช้อธิบายการขาดหายไปของความร้อนเท่านั้นเอง ความเย็นจึงไม่ใช่สิ่งที่ตรงข้ามกับความร้อน เป็นเพียงการขาดหายไปของมันเฉยๆ

อาจารย์นิ่ง ทั้งห้องนิ่ง

“แล้วความมืดล่ะครับอาจารย์ ความมืดมีอยู่จริงมั้ย”

“มีสิ ไม่งั้นจะมีกลางคืนได้ยังไง”

“ผิดอีกแล้วครับอาจารย์ ความมืดไม่ใช่สิ่งใดเลย มันเป็นแค่ชื่อเรียกการขาดหายไปของแสงสว่างต่างหาก ถ้าความมืดมีอยู่จริง อาจารย์ย่อมทำให้ห้องที่มืดสนิทอยู่แล้วมืดลงกว่านี้ได้อีก จริงมั้ยครับ”

อาจารย์เริ่มยิ้มออก สอนเทอมนี้คงสนุกน่าดู อาจารย์คิดในใจ

“แล้วประเด็นของคุณคือ?”

“ประเด็นของผมก็คือ กระบวนการคิดของอาจารย์นั้นบกพร่อง ดังนั้นข้อสรุปของอาจารย์จึงบกพร่องเช่นกัน”

“บกพร่องเหรอ? บกพร่องยังไง?”

“อาจารย์กำลังมองโลกแบบทวินิยม อาจารย์บอกว่ามี “ชีวิต” และมี “ความตาย” มี “พระเจ้าที่ดี” กับ “พระเจ้าที่ร้าย” อาจารย์มองพระเจ้าเป็นเหมือนสิ่งที่จับต้องและวัดตวงได้ แต่วิธีการมองอย่างนั้นมันไม่ถูก การมองว่าความตายเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับชีวิตนั้นแสดงว่าเราลืมไปว่าความตายนั้นอยู่อย่างโดดๆ ไม่ได้ ความตายไม่ได้เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับชีวิต แต่เป็นเพียงความไร้ซึ่งชีวิตเท่านั้น

“อาจารย์สอนเด็กมั้ยครับว่าลิงเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์”

“ถ้าคุณหมายถึงเรื่องวิวัฒนาการล่ะก็แน่นอน”

“อาจารย์เคยได้เห็นกระบวนการวิวัฒนาการด้วยตาของอาจารย์เองมั้ยครับ”

อาจารย์ส่ายหัว เทอมนี้มันส์จริงๆ

“ในเมื่อไม่เคยมีใครเห็นวิวัฒนาการด้วยตาเปล่า อาจารย์ไม่ได้กำลังสอนเรื่องความเชื่อเหรอครับ นี่อาจารย์เป็นครูหรือเป็นนักเทศน์กันแน่”

เสียงเด็กในห้องฮือฮา นักศึกษาคนเดิมพูดต่อ

“ในห้องนี้มีใครเคยเห็นสมองของอาจารย์บ้าง?”

ทั้งห้องหัวเราะกันคิกคัก

“มีใครเคยได้ยินเสียงสมองของอาจารย์บ้าง เคยสัมผัส ได้กลิ่น หรือลิ้มรสสมองของอาจารย์บ้างมั้ย?…ไม่มีเลยเหรอ…ดังนั้นในทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อในหลักฐานที่จับต้องได้ ผมคงต้องขอสรุปว่าอาจารย์ไม่มีสมองนะครับ และถ้าวิทยาศาสตร์บอกว่าอาจารย์ไม่มีสมอง แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าผมยังควรฟังอาจารย์อยู่รึเปล่า”

อาจารย์นิ่ง สีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ก็คงต้องใช้ความเชื่อล่ะมั้ง”

“ตอนนี้อาจารย์ยอมรับแล้วว่าความเชื่อนั้นมีอยู่จริง แล้วอาจารย์เชื่อว่าความเลวมีอยู่จริงมั้ยครับ”

อาจารย์ชักเริ่มไม่แน่ใจ “มีสิ ไม่งั้นจะมีข่าวอาชญากรรมทุกวันเหรอ”

“ความเลวไม่มีอยู่จริงครับอาจารย์ ความเลวเป็นเพียงความขาดหายไปของพระเจ้าต่างหาก ความเลวก็เหมือนความมืดหรือความเย็น เป็นเพียงคำที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่ออธิบายถึงการขาดหายไปของอะไรบางอย่าง ความเลวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมนุษย์ไม่ได้มีความรักและความเมตตาของพระเจ้าอยู่ในจิตใจเท่านั้นเอง”

นิทานหินน้อยหินใหญ่

20200520

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่งมีคนที่มีปัญหาชีวิตหนักมาขอให้หลวงปู่ชาช่วยแก้ปัญหา

เขาเล่าเรื่องราวชีวิตให้หลวงปู่ฟัง เป็นปัญหาที่ใหญ่โตมโหฬารโยงใยกันวุ่นวายไปหมด

อาจารย์ชานั่งฟังอย่างสงบนิ่ง รอให้เขาระบายความทุกข์จนหมด แล้วท่านก็ชี้นิ้วไปที่ก้อนหินก้อนใหญ่มากก้อนหนึ่ง แล้วถามว่า “โยมผลักหินก้อนนี้ไหวไหม”

โยมผู้มากด้วยปัญหาส่ายหน้าว่า “ไม่ไหวครับ”

“แล้วก้อนนั้นล่ะ ผลักไหวไหม” อาจารย์ชาชี้ไปที่ก้อนหินอีกก้อนหนึ่งที่เล็กกว่าก้อนแรกครึ่งหนึ่ง

“ไหวครับ”

“หินก้อนแรกก็เหมือนกับปัญหาของโยม ผลักก็ไม่ไหว เคลื่อนก็ไม่ได้ ถ้าเราพยายามแข็งขืนที่จะผลักต่อไปก็เหนื่อยเปล่าเพราะมันใหญ่เกินกว่าแรงของเรา

แต่ถ้าปล่อยให้ฝนตก ลมพัด หินก้อนแรกก็จะกร่อนลงจนเหลือเท่ากับหินก้อนที่สอง เมื่อนั้นเราผลักหินก้อนนั้นก็จะเคลื่อนตัวได้”

—–

ขอบคุณนิทานจากเพจเขียนไว้ให้เธอ: ธรรมะเรื่องโควิด

นิทานเกลือกับพริกไทย

20200511b

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หลายปีมาแล้ว มีการประชุมเมนซ่าในซานฟรานซิสโก

(Mensa คือสถาบันที่รวมพลคนอัจฉริยะที่มีไอคิวสูงกว่า 140 จากทั่วโลก)

ก่อนการประชุม สมาชิกของเมนซ่าออกไปทานข้าวเที่ยงด้วยกันที่ร้านอาหารในเมือง

เมื่อถึงโต๊ะ สมาชิกคนหนึ่งก็สังเกตเห็นว่าที่ใส่เกลือกับที่ใส่พริกไทยนั้นสลับกันอยู่

คำถามก็คือจะถ่ายเกลือกลับมาใส่ในขวดเกลือ และถ่ายพริกไทยกลับไปใส่ในขวดพริกไทยได้อย่างไรโดยให้หกน้อยที่สุดและใช้แค่อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารเท่านั้น

สมาชิกในกลุ่มต่างถกเถียงและนำเสนอวิธีการของตน จนสุดท้ายก็ได้ทางออกที่โคตรฉลาดโดยใช้แค่กระดาษเช็ดปาก หลอด และจานเพียงใบเดียว

พวกเขาเรียกบ๋อยมาที่โต๊ะเพื่อจะโชว์เก๋าให้เธอดู

“น้องๆ ที่ใส่เกลือมันใส่พริกไทยอยู่ และที่ใส่พริกไทยมันใส่เกลืออยู่นะ”

“ต้องขออภัยด้วยค่ะคุณลูกค้า” บ๋อยสาวกล่าวขอโทษ แล้วเอื้อมมือไปหยิบขวดทั้งสองมาสลับหัวกัน

นิทานทำความดี

20200508

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่ง ครูผู้หญิงบอกเหล่าเด็กผู้ชายว่า “พวกเธอควรจะทำความดีอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง”

เด็กชายคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า “ช่วยยกตัวอย่างของการทำความดีด้วยครับ พวกผมไม่รู้ว่าความดีคืออะไร”

หล่อนจึงบอกว่า “เมื่อมีหญิงตาบอดต้องการข้ามถนน พวกเธอก็จะช่วยหล่อนข้ามถนน”

นี่คือการทำความดี นี่คือการมีคุณธรรม

สัปดาห์ต่อมาครูคนนั้นก็ถามว่า “มีใครได้ทำตามที่ครูบอกไว้ไหมจ๊ะ”

เด็กสามคนยกมือขึ้น เธอจึงกล่าวว่า “ใช้ไม่ได้เลยนะ ไม่ได้ทำตามที่ครูบอกกันทุกคนหรอกหรือ แต่ก็ยังดีที่มีคนทำความดีตั้งสามคน”

หล่อนถามเด็กคนแรกว่า “เธอทำความดีอะไรมาจ๊ะ”

เขาตอบว่า “เหมือนที่ครูบอกเลยครับ ผมเจอหญิงตาบอดคนหนึ่ง ผมจึงช่วยพาหล่อนข้ามถนนครับ”

ครูจึงกล่าว “ดีมากจ้ะ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองเธอ” แล้วครูก็ถามเด็กคนที่สองว่า “เธอทำความดีอะไรมาจ๊ะ”

เขาตอบว่า “เหมือนกันครับ ผมช่วยหญิงตาบอดข้ามถนนครับ”

ครูเริ่มงงนิดๆ ว่าพวกเขาไปเจอหญิงตาบอดที่ไหนกัน แต่ก็คิดว่าในเมืองใหญ่อาจจะมีหญิงตาบอดหลายคน

แล้วพอครูถามเด็กคนที่สาม เขาก็ตอบว่า “ผมทำเหมือนกับพวกเขาเลยครับ ผมก็ช่วยหญิงตาบอดข้ามถนนครับ”

ครูเอ่ยขึ้นมาว่า “ว่าแต่พวกเธอไปเจอหญิงตาบอดสามคนที่ไหนกันบ้างล่ะ”

พวกเขาจึงบอกว่า “ครูไม่เข้าใจครับ ไม่ได้มีหญิงตาบอดสามคนนะครับ มีหญิงตาบอดแค่คนเดียวต่างหาก และการช่วยเธอข้ามถนนก็ช่างลำบากลำบนจริงๆ เธอทั้งทุบตีพวกเราและส่งเสียงกรีดร้อง เพราะเธอไม่ได้ต้องการข้ามถนน แต่เราตั้งใจที่จะทำความดี มีผู้คนมามุงดูและตะโกนว่าเรา แต่เราบอกพวกเขาว่า ‘อย่ากังวลเลย เรากำลังพาเธอข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง’ แต่เธอไม่เคยต้องการจะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งเลยน่ะสิ”

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ Intimacy: สนิทใจ สุดทางแห่งความหวาดระแวง โดย OSHO แปลโดยภัทริณี เจริญจินดา สำนักพิมพ์ Freemind

นิทานสามีผู้เชื่อฟังภรรยา

20200422

ศุกร์ที่แล้วฟังนิทานภรรยาผู้รักษาคำพูดไปแล้ว  วันนี้มาฟังเรื่องของสามีบ้างนะครับ

สมศรีเป็นคน “เยอะ” มาแต่ไหนแต่ไร สมศักดิ์ หนุ่มใหญ่วิศวกรผู้เป็นสามีก็เอือมระอาแต่ก็ชินซะแล้ว

วันหนึ่งสมศรีมีเหตุให้ต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศสองสัปดาห์ เธอจะโทรมาหาสมศักดิ์ทุกวันเพื่อเล่าเรื่องราวและถามโน่นถามนี่

ช่วงหนึ่งในบทสนทนา

“แล้วน้องแมวของชั้นเป็นยังไงบ้าง?”

“อ้อ มันตายแล้วล่ะ” สมศักดิ์ตอบ

“อะไรนะ!? ไม่ๆๆ!! คุณพูดอย่างนี้ได้ไง ไม่เห็นอกเห็นใจชั้นบ้างเลย”

“…ก็มันตายแล้วจริงๆ นี่ จะให้ทำยังไง”

“แต่คุณก็ค่อยๆ เล่าก็ได้นี่หน่า มาบอกกันอย่างนี้ชั้นรับไม่ทันรู้มั้ย”

“เอ่อ…แล้วจะให้เล่ายังไงเหรอ”

“เมื่อวานนี้คุณก็อาจจะเล่าว่า เจ้านวลมันเดินเล่นอยู่บนหลังคา ส่วนวันนี้คุณก็ค่อยเล่าวันนี้มันพลัดตกลงมาขาหัก พรุ่งนี้คุณค่อยเล่าว่าอาการมันแย่ลง แล้วมะรืนนี้คุณค่อยบอกว่ามันจากไปแล้วอย่างสงบ เล่าแบบนี้ชั้นจะได้มีเวลาทำใจหน่อย”

“โอเค…เข้าใจละ”

“เฮ่อคุณนี่ อยู่ด้วยกันมาตั้งนานยังไม่รู้ใจชั้นอีก ว่าแต่ว่าแม่ชั้นสบายดีมั้ย?”

“แม่คุณเดินเล่นอยู่บนหลังคาน่ะ”

นิทานภรรยาผู้รักษาคำพูด

20200416

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายคนหนึ่งเป็นคนที่ขี้เหนียวมาก เขาทำงานหนักเก็บเงินมาทั้งชีวิตและแทบไม่เคยใช้จ่ายมันไปกับอะไรเลย

วันหนึ่งเขาล้มป่วยลง เมื่อรู้ว่าตัวเองจะอยู่ได้ไม่นาน เขาจึงฝากฝังกับภรรยาไว้ว่า

“ในงานศพ คุณสัญญากับผมนะว่าคุณจะเอาเงินทั้งหมดใส่ไว้ในโลง เพราะผมอยากจะขนมันไปในโลกหน้าด้วย”

ภรรยาจึงตกปากรับคำ

ในงานศพ สามีนอนทอดกายอยู่ในโลง ภรรยาใส่ชุดดำ มีเพื่อนสนิทนั่งกุมมืออยู่ข้างๆ

เมื่อพิธีจบ และสัปเหร่อกำลังจะปิดฝาโลง ภรรยาก็เอ่ยขึ้นว่า “รอเดี๋ยวค่ะ”

เธอเดินมาที่โลง ในมือของเธอถือกล่องเซฟขนาดย่อม เธอบรรจงวางกล่องเซฟลงไป ก่อนที่สัปเหร่อจะปิดฝาโลงและเคลื่อนขบวนศพ

“อย่าบอกนะว่าเธอเอาเงินทั้งหมดไปเก็บไว้ในโลงจริงๆ!!”

” ฉันเป็นภรรยาของเขา ฉันผิดคำพูดไม่ได้หรอก ฉันรับปากเขาไว้แล้ว”

“เธอเก็บเงินทั้งหมดลงในเซฟจริงๆ เหรอเนี่ย?!”

“แน่นอน” ภรรยากล่าว

“ฉันเอาเงินทั้งหมดไปเข้าบัญชี แล้วก็ให้ธนาคารออกเช็คมาให้ เช็คใบนั้นอยู่ในโลงเรียบร้อยแล้ว ถ้าเขาเอาไปขึ้นเงินได้ก็เชิญใช้ได้ตามใจชอบเลย”