นิทานรถเก่า

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ลูกสาวเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีเกียรตินิยม

“เพื่อฉลองลูกเรียนจบ พ่อจะยกรถของพ่อให้คันนึง แต่ก่อนอื่นพ่ออยากให้ลูกเอารถคันนี้ไปตีราคาที่เต็นท์รถมือสองให้พ่อหน่อย”

ลูกสาวเลยขับรถไปที่เต็นท์รถแล้วกลับมาบอกพ่อ

“เค้าบอกว่ารับซื้อแค่ 50,000 ค่ะ เพราะมันเก่ามากแล้ว”

“งั้นลูกลองเอาไปโรงจำนำดูบ้างซิ”

ลูกไปโรงรับจำนำแล้วกลับมารายงาน

“เค้าให้แค่ 5,000 เองค่ะพ่อ”

“ถ้างั้นลูกลองเอารถไปที่ชมรมคนรักรถซิ”

ลูกไปถึงแล้วก็กลับมารายงาน

“เค้าบอกว่าคันนี้ราคา 500,000 ค่ะ เพราะเป็นรถนิสสัน Skyline R34 เป็น collector’s item ที่หายาก คนเล่นรถชอบสะสมกัน”

“ที่ที่ใช่จะรู้คุณค่าของลูก ถ้าลูกเจอที่ทำงานที่เขาไม่เห็นคุณค่าของลูกก็อย่าไปโกรธเขา เราก็แค่ไม่เหมาะกัน ลูกจงหาที่ทำงานที่เขาเห็นและให้คุณค่ากับลูกนะ”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Amin Sah’s answer to What interesting thing did you read today?

นิทานก้อนหินในกระเป๋า

เย็นวันหนึ่ง ในขณะที่พวกเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์กำลังเตรียมตั้งกระโจมทำการพักผ่อนนอนหลับนั้นเอง พวกเขาก็เห็นลำแสงเปล่งรัศมีเจิดจ้าขึ้น

ประสาทที่หกบอกพวกเขาว่า เทพเจ้ากำลังจะปรากฏ ณ บัดนี้แล้ว พวกเขารีบคุกเข่าลงกับพื้นอย่างนอบน้อม และแล้ว เทพเจ้าก็ปรากฏกายขึ้นจริงๆ

เทพเจ้าพูดกับเหล่าสาวกผู้ซื่อสัตย์ว่า

“พรุ่งนี้ เวลาเดินทาง เจอก้อนหินที่ไหนก็ให้เก็บใส่กระเป๋ามากๆ ตกกลางคืน พวกเจ้าจะมีความสุขสุดๆ แต่ขณะเดียวกัน พวกเจ้าจะมีความทุกข์ด้วย”

พูดจบ เทพเจ้าก็หายไป เหล่าสาวกต่างผิดหวังไปตามๆกัน พวกเขาคิดว่าเทพเจ้าจะนำโชคก้อนใหญ่มาให้พวกเขาเสียอีก ที่ไหนได้ เทพเจ้ากลับสั่งให้พวกเขาทำงานบ้าๆ บอๆ ชิ้นหนึ่ง

เช้าวันรุ่งขึ้น แม้พวกเขาจะไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งเทพเจ้า พวกเขาหลับหูหลับตาเก็บก้อนหินก้อนเล็กๆ ใส่กระเป๋าไปตามเรื่อง แล้ววันนั้นก็ผ่านไปอย่างเซ็งๆ

ตกเย็น ได้เวลาที่พวกเขาจะต้องกางเต็นต์นอนพักกันแล้ว สาวกบางคนล้วงก้อนหินในกระเป๋าออกมาดูโดยมิได้ตั้งใจ ปรากฏว่าหินในกระเป๋ากลายเป็นทองคำ

พวกเขาดีใจมาก แต่ขณะเดียวกัน พวกเขาก็รู้สึกเสียใจเป็นที่สุดที่มิได้เก็บก้อนหินใส่กระเป๋าให้มากกว่านี้


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน

ป.ล. หนึ่งในวิธีการตีความ: เทพเจ้า = หัวหน้า, คนร่อนเร่ = ลูกน้อง

นิทานหนูตกถังข้าวสาร

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หนูตัวหนึ่งตกลงไปในถังข้าวสารใบใหญ่

มันมีความสุขมากเพราะไม่ต้องไปวิ่งหาอาหารที่ไหนอีกแล้ว

หนูค่อยๆ กินข้าวสารไปทุกวัน มารู้ตัวอีกทีตอนยืนอยู่ที่ก้นถังข้าวสาร ว่าถังใบนี้ใหญ่เกินกว่าที่มันจะปีนออกไปได้

ทางเดียวที่มันจะรอดชีวิตคือรอคนมาเติมข้าวสารลงในถัง ไม่ว่าจะเป็นข้าวชนิดไหนมันก็ต้องกินอย่างไม่มีทางเลือก

ชีวิตมนุษย์เงินเดือนบางคนก็อาจเป็นเช่นนั้น


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Bhaskar Dutta’s answer to What are the biggest lessons you have learned in the corporate world?

นิทานเตือนภัย

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นกนางแอ่นตัวหนึ่งอาศัยอยู่กับฝูงนกอื่นๆ ที่หมู่บ้านริมทุ่ง

วันหนึ่งนกนางแอ่นเห็นชาวไร่กำลังหว่านเมล็ดป่าน ก็รีบบินกลับมาเตือนเพื่อนนกทั้งหลาย เพราะเมล็ดป่านเหล่านี้จะเติบโตเป็นต้นป่านให้ชาวไร่นำมาถักเป็นตาข่ายและบ่วงดักนก

“พวกเจ้ารีบไปจิกกินเมล็ดป่านให้หมดเถอะ ก่อนที่มันจะงอกเป็นต้นอ่อน”

แต่พวกนกกลับไม่สนคำเตือนของนกนางแอ่น

จนกระทั้งเมล็ดป่านงอก นกนางแอ่นก็เตือนขึ้นอีกว่า

“พวกเจ้ารีบจิกกินต้นอ่อน ตอนนี้ก็ยังไม่สายจนเกินไปนะ”

พวกนกทำท่ารำคาญตวาดกลับไปว่า

“นี่ เจ้านกนางแอ่น ถ้ากลัวมากก็ไปหากินที่อื่นเสียสิ”

นกนางแอ่นจึงบินจากไป

เมื่อต้นป่านโตเต็มที่ ชาวไร่ก็นำมาทำเป็นตาข่ายดักนก

และเหล่านกก็ถูกจับไปจนไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว


ขอบคุณนิทานจาก NITAN STORY: นกนางแอ่นเดือนภัย

นิทานซินเดอเรลล่าใจเด็ด

20200827

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มหาตมะคานธีขึ้นรถไฟ แล้วรองเท้าข้างหนึ่งหลุดจากเท้า

จังหวะนั้นรถไฟเคลื่อนขบวนออกจากสถานี จะลงไปเก็บก็ไม่ทัน คนอื่นยืนมองด้วยความเสียดาย

แต่คานธีกลับถอดรองเท้าอีกข้างหนึ่ง แล้วขว้างออกไปสุดแรง ให้รองเท้าข้างนั้นตกใกล้รองเท้าอีกข้างหนึ่งที่หลุดไปให้มากที่สุด

มีคนถามว่าทำไมคานธีถึงทำเช่นนั้น

“คนที่เก็บรองเท้าจะได้รองเท้าครบคู่ เอาไปใช้ประโยชน์ได้”

—–

ขอบคุณเรื่องจริงจากหนังสือ “กรอบที่ไม่มีเส้น” ของหนุ่มเมืองจันท์ ตีพิมพ์เมื่อปี 2013 และขอบคุณบล็อก tzitblog: คิดแบบ คานธี

นิทานคนฝังทอง

20200821

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายผู้ตระหนี่ถี่เหนียวคนหนึ่งแอบเอาทองทั้งหมดของเขาไปฝังไว้ในสวนโดยไม่ให้ใครรู้

ทุกๆ วันเขาจะไปที่หลุมแห่งนั้น ขุดทองขึ้นมาเชยชมตรวจสอบว่าสมบัติของเขายังอยู่ครบถ้วน

จนมาวันหนึ่ง โจรมาเห็นเขากำลังกลบทองลงหลุม จึงซุ่มรอจนเขากลับไปแล้วและขุดทุกอย่างขึ้นมาแล้วหนีไป

เมื่อชายผู้ฝังทองกลับมาที่หลุมในวันต่อมาและพบว่าไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย เขาก็ร้องห่มร้องไห้แทบสิ้นสติ นั่งคุกเข่าทึ้งผมตัวเองอยู่อย่างนั้น

เพื่อนบ้านเดินผ่านมาเห็น จึงเอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“ทองของผม! ทองของผม! มีคนขโมยทองของผมไปหมดเลย!”

“ทองของคุณเหรอ? แล้วเอามาฝังไว้ในหลุมนี้ทำไม? ทำไมไม่เก็บไว้ที่บ้านจะได้เอาไปซื้อของได้สะดวก?”

“ซื้อของงั้นเหรอ?! จะบ้าหรือเปล่า ผมไม่มีทางแตะต้องทองเหล่านั้นเด็ดขาด ไม่เคยจะคิดเอามันไปใช้เลยด้วยซ้ำ”

เพื่อนบ้านจึงหยิบหินก้อนใหญ่โยนลงไปในหลุม

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ฝังหินก้อนนี้แทนก็ได้ มีค่าเท่ากันนั่นแหละ”

—–

ขอบคุณนิทานอีสป: The Miser

นิทานเหยี่ยวเอ๋ยเหยี่ยวน้อย

20200813

เหยี่ยวเอ๋ยเหยี่ยวน้อย

ความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา

หากพบงูอยู่ที่กลางท้องนา

เจ้าจงอย่าสู้กับมันบนพื้นดิน

เจ้าพึงจับงูบินขึ้นที่สูง

เปลี่ยนสมรภูมิจากปฐพีเป็นผืนฟ้า

แล้วจงปล่อยงูให้ตกลงมา

เมื่อลอยล่องอยู่กลางนภา

อนิจจางูเห่าคืองูง่อย

—–

The Eagle does not fight the snake on the ground.

It picks it up into the sky and changes the battle ground.

And then it releases the snake into the sky.

The snake has no stamina, no power and no balance in the air.

It is useless, weak and vulnerable.

Unlike on the ground, where it is powerful, wise, and deadly.

—–

แปลจากเรื่องเล่าใน Quora: Clara Leo’s answer to What can we learn from Eagle? 

นิทานคำพูดของนายท้าย

20200803b

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เหตุเกิดในประเทศจีนเมื่อ 300 ปีที่แล้ว

“อาเหลียง” เป็นข้าราชการที่มีภารกิจต้องเดินทางไปยังเมืองเจิ้งโจวด้วยเรือโดยสาร เขามีสัมภาระและเอกสารมากมาย มีเด็กรับใช้คอยติดตาม

กว่าเรือจะจอดเทียบท่าพระอาทิตย์ก็คล้อยลงต่ำ เขายังต้องเดินเท้าอีกกว่า 10 ลี้ถึงจะถึงทางเข้าเมือง อาเหลียงจึงเอ่ยถามนายท้ายเรือว่า

“พวกข้าจะไปทันก่อนประตูเมืองปิดหรือไม่?”

นายท้ายเรือเหลือบมองไปที่สัมภาระแล้วตอบว่า

“ถ้าไม่รีบก็น่าจะทันอยู่นะ”

อาเหลียงงงเล็กน้อยกับคำตอบแต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ รีบลงจากเรือแล้วออกเดินทันที

ฟ้ายิ่งมืดลงเท่าใด อาเหลียงยิ่งร้อนรนขึ้นเท่านั้น เขาและเด็กรับใช้จึงเปลี่ยนจากเดินมาเป็นวิ่งเหยาะๆ และจากวิ่งเหยาะๆ มาเป็นวิ่งด้วยความเร็ว

ปรากฎว่าเด็กรับใช้สะดุดล้ม สัมภาระเทกระจาด เอกสารนับร้อยแผ่นปลิวว่อน ต้องเสียเวลาอยู่นานกว่าจะเก็บเอกสารหมด

เมื่ออาเหลียงเดินทางถึงเจิ้งโจว ประตูเมืองก็ปิดเสียแล้ว อาเหลียงจึงรำพันขึ้นมา

“นายท้ายหมายความว่าอย่างนี้นี่เอง”


ดัดแปลงจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ จากหนังสือ The 48 Laws of Power by Robert Greene

นิทานโจรกระจอก

20200729c

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กลางดึก ท่านสืออูได้ยินเสียงก๊อกแก๊กดังอยู่ในห้อง จึงร้องถามขึ้นมา

“สว่างแล้วรึ”

“ยัง เพิ่งจะเที่ยงคืน”

“เจ้าเป็นใครกันแน่”

“หัวขโมย”

“อ้อ…ขโมยดอกหรือ เจ้าขโมยมากี่ครั้งแล้ว”

“นับครั้งไม่ถ้วน”

“ทุกครั้งที่ขโมย มีความสุขได้นานเท่าไหร่”

“แล้วแต่มูลค่าของของที่ขโมยมาได้”

“ครั้งที่มีความสุขที่สุด สุขได้นานแค่ไหน”

“ก็ไม่กี่วัน หลังจากนั้นก็ไม่มีความสุขอีกแล้ว”

“ที่แท้ก็โจรกระจอก ทำไมไม่ขโมยเยอะๆ ครั้งใหญ่ๆ สักครั้งล่ะ”

“ที่แท้ก็พวกเดียวกันดอกหรือ เจ้าขโมยมากี่ครั้งแล้ว”

“ครั้งเดียว”

“แค่ครั้งเดียวดอกหรือ”

“ใช่ แค่ครั้งเดียว แต่มีความสุขเสพไม่สิ้นทั้งชีวิต”

“เจ้าขโมยอะไรมา สอนข้าได้ไหม”

“ไอ้นี่ไง เจ้ารู้จักไหม” ท่านสืออูชี้ไปที่หัวของตนเอง

—–

ขอบคุณนิทานจากเพจ นิทานเซน

นิทานแต่งงาน

20200724

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เด็กหนุ่มคนหนึ่งตกหลุมรักอย่างหัวปักหัวปำ เลยไปเล่าให้พ่อฟังว่าเขาอยากแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้

พ่อตบหน้าลูกอย่างแรง

“พ่อตบผมทำไมครับ”

“ขอโทษพ่อก่อน”

“ขอโทษเรื่องอะ-”

พ่อตบหน้าลูกอีกครั้ง แรงพอๆ กับครั้งแรก

ลูกชายน้ำตารื้น พ่อไม่เคยลงไม้ลงมือกับเขามาก่อนเลย

“ขอโทษพ่อเดี๋ยวนี้”

“แต่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมทำอะไรผิ-”

พ่อตบหน้าลูกเป็นครั้งที่สาม

“ขอโทษเดี๋ยวนี้”

“โอเคครับพ่อ…ผมขอโทษครับ”

พ่อดูผ่อนคลายลง เดินเข้าไปโอบไหล่ลูกชาย

“พ่อขอโทษที่ตบลูกนะ แค่อยากให้ลูกรู้ว่าชีวิตคู่มันก็จะฟีลประมาณนี้แหละ บางทีเราก็ต้องลืมเรื่องเหตุผลและเรื่องศักดิ์ศรี แล้วก็แค่เอ่ยปากขอโทษ แม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูก แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจ แม้จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราผิดตรงไหน”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora:
Geoffrey Verity Schofield’s answer to What’s the most disturbing truth about marriage?