นิทานเซียนหยาหย่าศึก

20180622

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่ง ท่านเซียนหยาออกบิณฑบาต พบสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังทะเลาะกัน ชาวบ้านมามุงดูมากมาย บางคนจะพยายามห้ามศึกแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะทั้งคู่เดือดดาลเต็มที่

“แกเป็นผัวประสาอะไร ไมให้ตังค์ค่าแต่งตัวฉันยังไม่ว่า แม้แต่เงินค่าเล่าเรียนลูก ก็ยังไม่ให้อีก แกนี่มันไม่เอาไหนจริงๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีอะไรที่เหมือนผู้ชายเลย”

“นังแพศยา ด่าอีกสิ พ่อจะตบเสียให้กลิ้ง”

ท่านเซียนหยาแหวฝูงชนเข้ามา ร้องตะโกนว่า

“พี่ป้าน้าอาทั้งหลาย มาดูคนกัดกันเร็วเข้า ดูชนไก่ ชนวัว ต้องเสียสตางค์ซื้อตั๋ว แต่นี่คนกัดกัน ไม่ต้องซื้อตั๋ว นานทีปีหนถึงจะได้เจอของดีๆ แบบนี้”

สองผัวเมียไม่สนใจคำร้องตะโกนของท่านเซียนหยา ยังคงทะเลาะกันต่อไป

สามีตวาดว่า “แกลองด่าข้าอีกสิว่าไม่ใช่ลูกผู้ชาย ข้าจะฆ่าแกเสียทันที”

ภรรยาไม่ยี่หระ “แกมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย…เอาสิ ฆ่าเลย…ฆ่าเลย!”

ท่านเซียนหยาตะโกนว่า

“ฉากบู๊นองเลือดกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว กำลังจะฆ่ากันแล้ว หาดูที่ไหนไม่ได้นะทุกท่าน รีบเข้ามาดูเร็วเข้า”

ชาวบ้านที่เดินผ่านมา เห็นท่านเซียนหยาส่งเสียงเชียร์แบบนี้ ก็ทนไม่ได้

“พระสงฆ์ ผัวเมียเขาทะเลาะกันท่านไม่ห้ามแถมยังยุส่งอีก เป็นพระจริงพระปลอมกันนี่ ราดน้ำมันบนกองเพลิงแบบนี้มีประโยชน์อะไร”

“มีสิ ประโยชน์เยอะแยะ พวกเขาบอกว่าจะฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง พอมีคนตาย พระก็มีงานทำ ได้เงินทำบุญสวดมนต์งานศพ อาตมาก็มีเงินใช้ ไม่ดีได้อย่างไร”

ชาวบ้านได้ยินเช่นนั้นก็สิ้นศรัทธา โห่ร้องตะโกนด่าพระเสียงดังลั่น

เสียงเอะอะโวยวายของชาวบ้าน ทำให้สองสามีภรรยาต้องหันกลับไปดูพระโดยมิได้นัดหมาย

ท่านเซียนหยาเห็นว่าเบี่ยงเบนความสนใจของสองสามีภรรยาได้แล้ว จึงพูดยิ้มๆ ว่า

“ไม่อยากให้คนฆ่ากันตาย ก็ฟังอาตมาเทศน์สักหน่อย”

สองสามีภรรยาและชาวบ้านเงียบตั้งใจฟัง

“หิมะจับตัวหนาแค่ไหน แต่เมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงเข้าไป หิมะนั้นก็ละลาย

อาหารเย็นชืดแค่ไหน แต่เมื่อใส่ฟืนไฟอุ่นสักหน่อยก็ร้อนได้

ผัวเมียกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน ต้องเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ที่ให้ความอบอุ่นแก่อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องทำตัวเป็นฟืนไฟ ทำความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งให้สุกงอม

คนที่จะครองคู่เป็นผัวเมียกันนั้น มันต้องเคยทำบุญร่วมกันมาก่อน อาตมาหวังว่าพวกเจ้าผัวเมียจะรู้จักเคารพซึ่งกันและกัน รักใคร่ปรองดองกัน”

สองสามีภรรยาจึงรู้ตัวว่าปล่อยให้โมหะจริตเข้าครอบงำจนเสียผู้เสียคนไปแล้ว จึงต่างขอขมาซึ่งกันและกัน แล้วจูงมือกันกลับบ้าน

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ สว่างอย่างเซ็น โดยสุภาณี ปิยพสุนทรา

นิทานแฮมสี่รุ่น

20180613_ham

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่ง ขณะที่เด็กสาวกำลังมองผู้เป็นแม่ตระเตรียมเนื้อแฮมไว้อบ เธอถามขึ้นว่า

“แม่คะ ทำไมต้องตัดส่วนหัวท้ายของแฮมออกด้วยคะ”

“ก็เพราะคุณยายทำแบบนี้มาตลอดยังไงล่ะลูก” แม่เอ่ยขึ้น

“แต่ทำไมต้องทำล่ะคะ”

“ไม่รู้สิ ลองไปถามคุณยายกันนะ”

ทั้งคู่จึงไปหาคุณยายเพื่อถามเรื่องนี้

“ยายคะ เวลายายเตรียมแฮมสำหรับอบ ยายตัดหัวท้ายออกตลอดเลย ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยคะ”

“คุณทวดก็ทำแบบนั้นมาตลอดจ้ะ” คุณยายตอบ

“แต่ทำไมล่ะคะ”

“ไม่รู้สิ ไปถามคุณทวดกัน”

ทั้งสามจึงไปที่บ้านคุณทวดเพื่อถามเรื่องนี้

“คุณทวดคะ เวลาที่เตรียมแฮมสำหรับอบ ทวดตัดหัวตัดท้ายออกตลอด ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยคะ”

“ก็เพราะว่า” ยายทวดเอ่ย “แต่ก่อนกระทะมันเล็กไปน่ะ”

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ “เงินหรือชีวิต”, แปลโดย ฐนฐ จินดานนท์, สำนักพิมพ์ openbooks (Your Money or Your Life by Vicki Robin & Joe Dominguez with Monique Tilford)

นิทานแมงป่อง

20180606_scorpion

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ สระน้ำเล็กๆ มีแมงป่องตัวหนึ่งยืนอยู่ริมสระน้ำ มันอยากจะข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งแต่ว่ายน้ำไม่เป็น เมื่อมันเห็นกบว่ายมาใกล้ๆ มันจึงถามกบว่า

“เธอช่วยพาฉันข้ามสระน้ำนี้หน่อยได้ไหม”

“ฉันก็อยากช่วยเธอหรอกนะ แต่ฉันกลัวตายเพราะโดนเธอต่อย” กบปฏิเสธ

“ฉันไม่ทำอย่างนั้นหรอกน่า ถ้าฉันต่อยเธอ ฉันก็จมน้ำตายด้วยจริงมั้ย” แมงป่องถามกลับ

เหตุผลของแมงป่องทำให้กบรู้สึกวางใจ ตกลงที่จะพาแมงป่องข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งของสระน้ำ

แมงป่องดีใจมาก มันคลานขึ้นไปขี่หลังกบ แล้วกบน้อยก็ออกว่ายน้ำ

เมื่อกบว่ายน้ำไปได้ครึ่งทาง แมงป่องก็ต่อยกบ พิษกระจายไปทั่วรางกายของกบน้อยจนหมดเรี่ยวแรงที่จะพยุงตัว

ก่อนจะจมน้ำตาย กบถามแมงป่องด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด

“ทำไม…เธอต่อยฉันทำไม ฉันกำลังจะตาย และเธอก็ต้องตายด้วย เธอต่อยฉันทำไม”

แมงป่องได้แต่ตอบว่า

“ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ…ฉันไม่ได้คิดจะต่อยเธอเลย แต่มารู้สึกตัวอีกที ฉันก็ต่อยเธอไปแล้ว”

แล้วกบน้อยกับแมงป่องก็จมดิ่งสู่ก้นสระ

—–

ขอบคุณนิทานจาก นิตยสาร Secret เล่าเรื่องโดย พระภิกษุณีรัตนะ เรียบเรียงโดย อาสาสมัครหมู่บ้านพลัม

ขอบคุณภาพจาก PROPsJeremy on Flickr

นิทานทรายในกำมือ

20180601_sandinhand

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงสาวคนหนึ่งกำลังจะออกเรือน มารดาจึงพานางมาไหว้พระเสี่ยงเซียมซีที่วัด จากนั้นก็มากราบคารวะพระอาจารย์

“ลูกสาวของข้ากำลังจะแต่งงาน แต่งงานไปแล้ว นางจะมีความสุข ชีวิตรักหวานชื่น ราบรื่นดีหรือไม่?”

พระอาจารย์ยิ้มๆแล้วพูดกับหญิงที่เป็นแม่ว่า

“โยมลองกอบทรายสักกำมือหนึ่ง แล้วกำไว้ในมือ”

อาจารย์เซนหันไปถามหญิงสาวว่า

“โยมเห็นทรายในมือแม่ไหม ตอนนี้มันเป็นอย่างไร”

“มันพูนๆ เต็มฝ่ามือ ดูสมบูรณ์ดีเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบ

อาจารย์เซนหันไปบอกผู้เป็นแม่

“โยมลองบีบมือกำทรายให้แน่นๆ สิ”

ผู้เป็นแม่ทำตาม ออกแรงบีบทรายในมือจนแน่น ทรายหลุดร่วงออกมาจากร่องมือของนาง ครั้นคลายมือออกทรายที่เคยมีอยู่เต็มกำมือ ตอนนี้กลับเหลือเพียงนิดเดียวเท่านั้น

หญิงสาวมองดูทรายในมือแม่แล้วพยักหน้าเหมือนเข้าใจ

พระอาจารย์พูดอย่างเมตตา

“ใครๆก็อยากมีชีวิตรักที่หวานชื่นสมบูรณ์ หากปรารถนาเช่นนั้นจริง ก็ต้องเรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ของระยะห่าง จงเห็นความรักเป็นเหมือนทรายในกำมือ ถ้าอยากเห็นทรายพูนมือสมบูรณ์ดี ก็อย่าไปบีบไปอัดมันแรงๆ ต้องถืออย่างถะนุถนอม รักษาระยะห่างให้พอดีๆ ไม่กำแน่นเกินไปจนทรายร่วงหล่นหายไปจากกำมือ”

—-

ขอบคุณนิทานจากเพจ นิทานเซน: ทรายในกำมือ

นิทานขี่ม้าไปไหน

20180525_horseride

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายคนหนึ่งเมื่อเรียนจบแล้ว ได้รับของขวัญชิ้นหนึ่งจากพ่อเป็นม้าหนุ่ม

ม้าตัวนี้ฝีเท้าดีมาก ท่วงทีงามสง่า แข็งแรง เขาดีใจมากกับรางวัลแห่งชีวิตชิ้นนี้ ทันทีที่ได้ม้าจากพ่อ เขาจึงกระโดดขึ้นควบขี่ทันทีอย่างมีความสุข

แต่พลันที่เขากระโดดขึ้นขี่ ม้าตัวนี้ก็ออกวิ่งอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมหยุด บังคับอย่างไรก็ไม่เป็นผล ท่ามกลางความเร็วของฝีเท้าม้า เขาไม่กล้ากระโดดลงเพราะเกรงอันตราย ในเมื่อไม่กล้ากระโดดลงจากหลังม้า บัณฑิตหนุ่มจึงต้องควบขี่อยู่บนหลังม้าเช่นนั้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น ผมสีดำสนิท

ม้าพาเขาวิ่งจากบ้านสู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง จากประเทศสู่ประเทศ จากวันสู่คืน จากเดือนสู่ปี จากวัยหนุ่มแน่นผ่านไปถึงวัยกลางคน จนกระทั่งผมสีดำของเขากลายเป็นผมสีดอกเลาขาวโพลนเต็มหัว แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ได้ลงจากหลังม้า ร่างกายของเขาทรุดโทรม อมโรค เหี่ยวย่น หน้าตาของเขามีแต่ริ้วรอยของวันเวลา ดวงตาของเขาแห้งโหยขาดชีวิตชีวา เหมือนซากศพที่ยังมีลมหายใจ

วันหนึ่ง ขณะควบขี่อยู่บนหลังม้าผ่านไปทางย่านชุมชนแห่งหนึ่ง ผู้คนหลายร้อยคนเห็นเขาควบม้ามาแต่ไกล ต่างพากันมุงดู ชาวบ้านจึงตะโกนถามด้วยความสนใจใคร่รู้ว่าเขากำลังจะควบม้าไปไหน ชายชราอดีตบัณฑิตหนุ่มตะโกนตอบสวนออกไปว่า

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมกำลังจะไปไหน เพราะนับแต่ขึ้นขี่อยู่บนหลังม้า ผมก็ยังไม่เคยลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าคุณอยากรู้ว่าผมกำลังจะไปไหน ก็ลองถามม้าของผมดูสิ”

—–
ขอบคุณนิทานจากเพจ นิทานเซน: ศิลปะการลงจากหลังม้า

นิทานมากเกินไป

20180517_toomuchlove

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระอาจารย์แก่พรรษารูปหนึ่งได้รับนิมนต์ให้ไปเทศน์ที่โรงเรียนมัธยมทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน

“พึงระลึกไว้เสมอว่าอะไรที่มากเกินไปนั้นมีอันตราย

ในการต่อสู้ โทสะที่มากเกินไปอาจทำให้เธอประมาทและเสียชีวิตได้

การบูชาความเชื่อบางอย่างมากจนเกินไปอาจทำให้เธอใจแคบและคอยแต่ตัดสินผู้อื่นได้

ความรักที่มีต่อคนอื่นมากจนเกินไป จะทำให้เธอสร้างภาพของคนที่เธอรักขึ้นมา ภาพที่สุดท้ายเธอจะได้พบว่ามันไม่มีอยู่จริง แล้วเธอก็จะโมโหและผิดหวัง รักที่ล้นเกินไม่ต่างอะไรกับการเลียน้ำผึ้งบนใบมีด”

นักเรียนหญิงคนหนึ่งยกมือถามด้วยความสงสัย

“ทำไมนักบวชที่ถือพรหมจรรย์อย่างท่านถึงเข้าใจเรื่องความรักคะ?”

พระอาจารย์ยิ้มแล้วตอบว่า

“ไว้วันหนึ่งอาตมาจะเล่าให้ฟังว่าทำไมอาตมาถึงตัดสินใจบวช”

—–

ขอบคุณนิทานจาก avilpage.com: 4 Delightful Short Zen Stories About Women & Love!

นิทานเหรียญเสี่ยงทาย

20180511_fortunecoin

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในประเทศญี่ปุ่นยุคเอะโดะ แม่ทัพท่านหนึ่งตัดสินใจเคลื่อนพลเพื่อเข้าทำศึกสงครามครั้งสำคัญ แม้ว่าท่านแม่ทัพจะมั่นใจว่าจะชนะการศึกครั้งนี้ แต่จำนวนไพร่พลที่น้อยกว่าข้าศึกก็ทำให้เหล่าทหารรู้สึกกังวลใจ

เมื่อเคลื่อนทัพผ่านศาลเจ้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ท่านแม่ทัพจึงให้นายทหารทุกคนทำความเคารพและสวดมนต์ขอพร ก่อนที่ท่านแม่ทัพจะหยิบเหรียญขึ้นมาและกล่าวกับทุกคนว่า

“เราจะเสี่ยงเหรียญนี้เพื่อดูว่าโชคชะตาฟ้าดินต้องการให้ศึกนี้จบเช่นใด หากออกหัวกองทัพเราจะชนะ แต่หากออกก้อยเราจะพ่ายแพ้”

นายทหารทุกคนจับจ้องไปที่เหรียญที่โดนดีดขึ้นไปกลางอากาศก่อนจะตกลงมาออกหัว

เสียงเฮดังสนั่น เหล่าทหารหาญเคลื่อนทัพไปด้วยความฮึกเหิม และใช้เวลาเพียงไม่นานก็ปราบศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าลงได้

หลังจบศึกและเคลื่อนทัพกลับ กองทัพหยุดทำความเคารพที่ศาลเจ้าเดิม พลโทของกองทัพหันมาเปรยกับท่านแม่ทัพเบาๆ ว่า

“ไม่มีใครเอาชนะโชคชะตาได้จริงๆ ครับท่านแม่ทัพ”

“คงจะจริงอย่างที่เจ้าว่า” ท่านแม่ทัพกล่าว ก่อนจะหยิบเหรียญที่มีหัวทั้งสองด้านให้ดู

—–

ขอบคุณนิทานจาก Balace by Buddha Groove:  Zen Story: Heads or Tails

นิทานอิฐ ๒ ก้อน

20180503_twobricks

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

อาจารย์พรหม หรือพระวิสิทธิสังวรเถร เป็นชาวอังกฤษ เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ชา ก่อนที่จะไปก่อตั้งวัดป่าโพธิญาณใกล้เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย

ช่วงก่อตั้งวัดป่าโพธิญาณเมื่อปี ๒๕๒๖ พระอาจารย์พรหมเล่าว่า หลังจากซื้อที่ดินแล้ว เงินก็แทบไม่เหลือ ต้องสร้างวัดด้วยมือของตัวเอง ตั้งแต่ผสมปูน จนถึงการก่อกำแพงอิฐ

ท่านเล่าว่า ตอนที่ลงมือทำ ก็รู้สึกว่าได้ทำอย่างประณีตที่สุดจนกระทั่งกำแพงอิฐเสร็จลง แต่พอถอยออกมายืนดู ก็พบว่าก่ออิฐพลาดไป ๒ ก้อน กำแพงอิฐเรียงเรียบสวยงาม แต่มีอยู่ ๒ ก้อนที่เอียงๆ

พระอาจารย์พรหมขอเจ้าอาวาสทุบกำแพงทิ้งเพื่อก่อใหม่ แต่เจ้าอาวาสไม่ยอม จากนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่พระอาจารย์พรหมพาแขกเยี่ยมวัด ท่านจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่พาแขกเดินผ่านกำแพงบริเวณนี้ เพราะอายที่ก่ออิฐผิดพลาดไป ๒ ก้อน

จนกระทั่งวันหนึ่ง พระอาจารย์พรหมกำลังเดินกับผู้มาเยือนวัดคนหนึ่ง เขาเห็นกำแพงอิฐนี้แล้วเปรยขึ้นมาว่า “กำแพงนี้สวยดี”

พระอาจารย์พรหมถามด้วยอารมณ์ขันว่า “คุณลืมแว่นสายตาไว้ในรถหรือเปล่า คุณไม่เห็นหรือว่ามีอิฐ ๒ ก้อนที่ก่อผิดพลาดจนกำแพงดูไม่ดี”

แต่แล้วผู้มาเยือนคนนี้ก็เอ่ยประโยคที่ทำให้พระอาจารย์พรหมเปลี่ยนแปลงทัศนคติทั้งหมดที่เคยมีต่อกำแพงนี้

“ผมเห็นอิฐที่วางไม่ดีสองก้อนนั้น แต่ผมก็ได้เห็นด้วยว่ามีอิฐอีก ๙๙๘ ก้อนที่ก่อไว้อย่างสวยงาม”

“นับเป็นครั้งแรกในรอบ ๓ เดือน ที่อาตมาสามารถมองเห็นอิฐก้อนอื่น ๆ บนกำแพงนั้น นอกเหนือจากเจ้า ๒ ก้อนที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นอิฐที่อยู่ด้านบน ด้านล่าง ด้านซ้าย และด้านขวาของเจ้าอิฐ ๒ ก้อนนั้นล้วนแต่เป็นอิฐที่ก่อไว้อย่างดีไม่มีที่ติ ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนอิฐที่ดี มีมากกว่า เจ้าอิฐไม่ดี ๒ ก้อนนั้น”

ช่วง ๓ เดือนที่ผ่านมา สายตาของพระอาจารย์พรหมเฝ้ามองแต่อิฐ ๒ ก้อนนั้น ท่านยอมรับว่าสายตาของท่าน มืดบอดต่อสิ่งอื่น ๆ ท่านอยากทลายกำแพง เพราะมองเห็นแต่อิฐ ๒ ก้อนที่ผิดพลาด

แต่ทันทีที่ความรู้สึกเปิดกว้าง มองเห็นอิฐก้อนดี ๆ จำนวนมากบนกำแพงนี้ กำแพงเดิมที่อยากทลาย ก็กลับงดงามขึ้นมาทันที

“ใช่ กำแพงนี้สวยดี” พระอาจารย์พรหมหันไปบอกกับผู้มาเยี่ยมคนนั้น

จนถึงวันนี้ พระอาจารย์พรหมก็นึกไม่ออกแล้วว่า อิฐก้อนที่ผิดพลาด ๒ ก้อนนั้นอยู่ตรงไหนของกำแพง

“ทัศนคติ” ในการมองโลกที่เปลี่ยนแปลง ทำให้อิฐ ๒ ก้อนนั้นเลือนหายจากความทรงจำ

พระอาจารย์พรหมเปรียบเปรยว่า คู่ชีวิตที่ตัดสัมพันธ์ หรือหย่าร้างกันก็เพราะทั้งคู่เพ่งมองแต่ “อิฐที่ไม่ดี ๒ ก้อน” ในตัวคู่ชีวิตของเขา

คนที่คิดท้อแท้ อยากฆ่าตัวตายก็เพราะเรามองเห็นแต่ “อิฐ ๒ ก้อน” ในตัวเราเอง

ทั้งที่ในความเป็นจริง นอกจาก “อิฐ ๒ ก้อน” ที่ผิดพลาดแล้ว ยังมี “อิฐก้อนที่ดี” และ “อิฐก้อนที่ดีจนไม่มีที่ติ” มากมายอยู่ในตัวเรา เพียงแต่เรามองไม่เห็นเท่านั้น

—-

ขอบคุณนิทานจาก Bloggang: FirstOrchid : อิฐสองก้อน และ เว็บกัลยาณมิตร อิฐ 2 ก้อน กับ มุมมองที่เปลี่ยนไป

นิทานขึ้นรถไฟ

20180426_train

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วิศวกร 3 คนและนักบัญชี 3 คนขึ้นกำลังจะไปงานคอนเฟอเรนซ์ (conference) อีกเมืองหนึ่งด้วยการนั่งรถไฟ

นักบัญชีซื้อตั๋วคนละใบ แต่ก็ต้องแปลกใจที่เห็นวิศวกร 3 คนซื้อตั๋วใบเดียว

“3 คนมันจะไปนั่งรถไฟด้วยตั๋วใบเดียวได้ยังไง?” นักบัญชีถาม

“เดี๋ยวก็รู้” วิศวกรตอบ

แล้วทั้ง 6 คนก็ขึ้นรถไฟไป

เมื่อนักบัญชีนั่งลงตามที่นั่งตั๋วที่ซื้อไว้ ก็เห็นวิศวกร 3 คนเดินไปเข้าห้องน้ำห้องเดียวกันแล้วปิดประตู

ไม่นานคนตรวจตั๋วก็เดินมาหยุดหน้าห้องน้ำ

“ขอตรวจตั๋วด้วยครับ”

ประตูห้องน้ำเปิดออก และมีมือหนึ่งยื่นตั๋วออกมาให้ตรวจ

นักบัญชีทั้งสามเห็นแล้วคิดว่าเป็นวิธีการที่เข้าท่า เลยตกลงกันว่าน่าจะลองทำบ้าง

เย็นนั้นหลังจบคอนเฟอเรนซ์แล้ว นักบัญชีทั้งสามเลยซื้อตั๋วใบเดียว

แต่วิศวกรไม่ซื้อตั๋วเลยซักใบ!

“3 คนมันจะไปนั่งรถไฟโดยไม่ใช้ตั๋วเลยได้ยังไง?” นักบัญชีถาม

“เดี๋ยวก็รู้” วิศวกรตอบ

เมื่อขึ้นรถไฟ นักบัญชีทั้งสามก็รีบเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วปิดประตู

ส่วนวิศวกรทั้งสามก็เดินไปเข้าห้องน้ำข้างๆ และเมื่อรถไฟออกมาได้เดี๋ยวเดียว วิศวกรคนหนึ่งก็เดินออกมา ไปยืนหน้าห้องน้ำที่นักบัญชีอยู่ ก่อนจะพูดดัดเสียงว่า

“ขอตรวจตั๋วด้วยครับ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก I18n Guy web site: Jokes Involving Engineers

นิทานปีกัสโซ่

20180421_picasso

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ปาโบล ปีกัสโซ ศิลปินชื่อก้องโลกกำลังนั่งวาดภาพอยู่ในสวนสาธารณะในกรุงปารีส

คุณนายคนหนึ่งเดินผ่านมาเห็น จึงปรี่เข้ามา

“คุณปีกัสโซ่จริงๆ ด้วย! ดิฉันติดตามผลงานของคุณมานานแล้ว คุณพอจะกรุณาวาดรูปให้ฉันซักรูปได้มั้ยคะ?”

ปีกัสโซ่ตอบตกลง มองหน้าคุณนายครู่หนึ่ง ก่อนจะสเก็ตช์รูปใบหน้าของเธอออกมาภายในเวลาไม่กี่อึดใจ

“เยี่ยมยอดสุดๆ” คุณนายอุทาน “คุณดึงจุดเด่นบนหน้าฉันขึ้นมาได้ครบถ้วนเลย ขอบคุณจริงๆ ค่ะ คุณคิดค่ารูปเท่าไหร่คะ?”

“5000 ฟรังก์ครับคุณผู้หญิง”

คุณนายตกใจ

“มาเก็บเงินฉันขนาดนี้ได้ไง คุณใช้เวลาวาดแค่หนึ่งนาทีเอง”

“คุณผู้หญิงครับ ผมใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อจะวาดรูปนี้ได้ในหนึ่งนาทีครับ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก 1099.com: How to Charge