นิทานมะม่วงกายสิทธิ์

20181101_mangos

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

“พ่อครับ ข้างบ้านเขามาสอยมะม่วงเราครับ” เด็กชายฟ้องพ่ออย่างตื่นเต้น

พ่อหัวเราะแล้วถาม “แล้วเราเหลืออีกหลายลูกมั้ย?”

“ผมเห็นยังมีอีกหลายลูกเลยครับ”

“งั้นไปสอยมะม่วงมาให้พ่อซักเจ็ดลูกสิ”

เด็กชายเข้าใจว่า พ่อคงกลัวเพื่อนบ้านจะมาขโมยอีก จึงรีบไปสอยมะม่วงมาให้พ่อ ด้วยหวังว่าจะได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย

แต่พ่อกลับนำมะม่วงนั้นใส่ตะกร้า และจูงมือลูกชายไปกดกริ่งรั้วเพื่อนบ้านที่ลูกชายบอกว่าสอยมะม่วงไป

เมื่อข้างบ้านเปิดประตูรั้วออกมา ผู้เป็นพ่อยื่นมะม่วงทั้งตะกร้าให้

“ผมเอามะม่วงมาฝากครับ อยู่บ้านข้างๆ นี่เอง มีอะไรก็บอกกันนะครับ จะได้ช่วยเหลือกัน”

ชายคนนั้นหน้าเสีย บอกให้พ่อรอสักครู่ พร้อมทั้งกลับมาด้วยตะกร้าใบเดิม แต่เปลี่ยนเป็นไข่ไก่เต็มตะกร้า

“ผมเลี้ยงไก่ไข่ไว้หลายตัว ขอให้ไข่เป็นของตอบแทนน้ำใจนะครับ”

พ่อกล่าวขอบคุณ แล้วจูงมือเด็กชายกลับบ้าน

“ทำไมพ่อถึงเอามะม่วงไปให้เขา แทนที่จะไปทวงมะม่วงของเราคืนมาล่ะครับ?”

“ถ้าพ่อไปทวงมะม่วง เราอาจจะได้มะม่วงคืน แต่เราจะเสียเพื่อนบ้านไป แต่นี่พ่อเอามะม่วงไปให้เขาเจ็ดลูก รวมที่เขาสอยไปหนึ่งลูกเป็นแปดลูก แต่เราได้ทั้งไข่ตะกร้าใหญ่ แถมยังได้เพื่อนบ้านที่ดีเพิ่ม ลูกว่าแบบใหนดีกว่ากันล่ะ?”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Prakal’s Blog

นิทานดินสอกับยางลบ

20181023_pencil

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีดินสอที่เขียนอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่แท่งหนึ่ง

มียางลบที่ลบอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่ก้อนหนึ่ง

ดินสอเป็นเพื่อนกับยางลบ ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกัน ทำอะไรด้วยกันตลอดเวลา

หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน มันจึงเขียนทุกที่ทุกอย่างเสมอตลอดเวลาที่อยู่กับยางลบ

หน้าที่ของยางลบก็คือลบ มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขียน

เวลาผ่านไปนานหลายสิบปี ทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิมเรื่อยมา จนกระทั่งดินสอเอ่ยกับยางลบว่า

“เรากับเธอคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว”

“ทำไมล่ะ?” ยางลบถาม

“ก็เราเขียน เธอลบ แล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย”

“เราก็ทำตามหน้าที่ของเรา เราไม่ผิดซักหน่อย”

เมื่อไม่ลงรอย ทั้งคู่จึงแยกทางกัน

พอแยกทางกับยางลบแล้ว ดินสอก็ดีใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามอำเภอใจ แต่พอเวลาผ่านไปมันก็เริ่มเขียนผิด ข้อความสวยๆ ที่มันเคยเขียนได้ก็กลายเป็นสกปรก มีแต่รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด ดินสอจึงคิดถึงยางลบจับใจ

ฝ่ายยางลบพอแยกทางกับดินสอ มันก็ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องเปื้อนอีกต่อไป แต่พอเวลาผ่านไปมันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าเพราะไม่มีอะไรให้ลบ ยางลบจึงคิดถึงดินสอจับใจ

ทั้งคู่จึงกลับมาคืนดีกัน คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลงแต่เขียนแต่สิ่งดีดี ส่วนยางลบก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขียนผิดเท่านั้น

ขอบคุณนิทานจาก GPlus Quotes

นิทานจิ้งจอกกับกระต่าย

20181019_fox

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ขณะที่ศิษย์และอาจารย์เดินทางไปที่แห่งหนึ่ง เห็นสุนัขจิ้งจอกกำลังไล่ล่ากระต่ายอยู่ พระอาจารย์พูดขึ้นว่า

“ในอดีตพูดต่อๆกันมาว่า กระต่ายส่วนใหญ่ที่มีสติดีมักจะหนีสุนัขจิ้งจอกได้พ้น ตัวนี้ก็ย่อมจะหนีพ้น”

“เป็นไปไม่ได้ สุนัขจิ้งจอกวิ่งเร็วกว่ากระต่าย” ลูกศิษย์ตอบ

“เดี๋ยวกระต่ายก็จะหลบหนีพ้นได้เอง” พระอาจารย์ยังยืนกราน

“ทำไมท่านอาจารย์ถึงยืนยันแน่นอนอย่างนี้”

“เพราะว่าสุนัขจิ้งจอกกำลังไล่ล่าอาหารมื้อเย็น แต่กระต่ายกำลังวิ่งหนีเอาชีวิต”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

นิทานถ้วยเก่า

20181012_oldbowl

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

บ้านหลังหนึ่งมีสามี ภรรยา ลูกชาย และอาม่าแก่ๆ คนหนึ่ง

อาม่ามีอาการมือสั่นตลอดเวลา ทำให้ถือของลำบาก โดยเฉพาะเวลาทานข้าวร่วมกับครอบครัว อาม่ามักจะทำข้าวหกลงบนโต๊ะและทำถ้วยตกแตกหลายครั้งหลายหน

ลูกสะใภ้อาม่ารู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้มาก จึงไปรบเร้ากับสามี สามีจึงยอมแก้ไขตามคำแนะนำของภรรยา นั่นคือ เมื่อถึงเวลาทานข้าว เขาก็จะจัดโต๊ะให้แม่นั่งแยกต่างหาก โดยใช้ถ้วยข้าวราคาถูกๆ บิ่นๆ เวลาถ้วยแตกจะได้ไม่เสียดาย

เมื่อถึงเวลาทานข้าว อาม่าเศร้าใจมาก รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ถูกทอดทิ้ง

หลายวันผ่านไป อาม่ายังคงเศร้าสร้อย หลานชายตัวน้อยของอาม่าซึ่งเฝ้าจับตาทุกอย่างมาโดยตลอดก็เข้าไปปลอบใจและบอกคุณย่าว่า

“เย็นนี้ขอให้คุณย่าแกล้งทำชามข้าวของคุณย่าตก เอาให้มันแตกเลยนะครับ”

อาม่าได้ฟังก็แสนแปลกใจ แต่หลานชายตัวน้อยก็ยังคงยืนกราน

เมื่อได้เวลาอาหารเย็น หญิงชราจึงตัดสินใจลองทำตามที่หลานพูด

นางยกถ้วยข้าวใบเก่าที่เต็มไปด้วยรอยบิ่นขึ้นมา แล้วแกล้งปล่อยลงบนพื้นแรงๆ ถ้วยข้าวแตกกระจายไม่มีชิ้นดี ลูกสะใภ้เห็นดังนั้น ก็ลุกขึ้นเตรียมจะด่าว่าอาม่าทันที

แต่แล้วลูกชายตัวน้อยของเธอกลับรีบชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า

“ว้า..ทำไมคุณย่าทำถ้วยเก่าแตกหมดเลยล่ะครับ แล้วนี่ผมจะเอาถ้วยเก่าที่ไหนมาให้คุณแม่ผมใช้ตอนคุณแม่แก่เท่าคุณย่าล่ะครับ?”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บฟิสิกส์ราชมงคล

นิทานตะปู

20181005_nail

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดี พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง และบอกเขาว่า

“ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใครก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านแล้วกัน”

วันแรก เด็กน้อยตอกตะปูเข้าไปที่รั้วถึง 37 ตัว

วันที่ 2 และ 3 แต่ละวันที่ผ่านไปจำนวนตะปูก็ค่อยๆ ลดลง เพราะเด็กน้อยรู้สึกว่า การควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้นเขาจึงเดินไปหาพ่อเขาเพื่อบอกว่า เขาไม่จำเป็นต้องตอกตะปูแล้ว เพราะเขาสามารถควบคุมตัวเองได้มากขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว

พ่อยิ้มแล้วบอกกับลูกชายว่า

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์ให้พ่อดูซิ ทุกๆ ครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านครั้งล่ะ 1 ตัวนะ”

วันแล้ววันเล่า เด็กชายก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีล่ะตัวๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก เด็กชายดีใจมาก รีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า

“ผมทำได้แล้วครับ ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ”

พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกไปที่รั้วนั้น แล้วบอกว่า

“ลูกทำได้ดีมาก ทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ ลูกเห็นมั้ยว่า รั้วมันไม่เหมือนเดิม มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำอะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการเอามีดไปกรีด หรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำพูดว่า “ขอโทษ” สักกี่หนก็ไม่อาจลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้นได้”

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ เข็มทิศชีวิต โดย ฐิตินาถ ณ พัทลุง

นิทานหิวน้ำ

20180928_water

นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งชื่อว่า “ทิฐิ” เขาเป็นคนที่มีนิสัยอวดดื้อถือดี เมื่อได้ลองเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ทิฐิคนนี้ก็จะยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นไม่เปลี่ยน และจะไม่ยอมรับฟังข้อคิดเห็นที่ผิดไปจากความเชื่อเดิมโดยเด็ดขาด

วันหนึ่ง ทิฐิคิดที่จะหยุดพักตัวเองจากการงาน แล้วออกเดินทางเพื่อเที่ยวชมโลกกว้าง เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นเขาจึงจัดการฝากบ้านไว้กับญาติพี่น้อง แล้วเก็บสัมภาระออกเดินทางทันที

ทิฐิเดินทางไปยังที่ต่างๆ ชมนั่นแลนี่ และพูดคุยกับผู้คนมากมาย การท่องโลกกว้างของทิฐิน่าจะทำให้เขามีความรู้ดีๆ หรือเกิดทัศนคติใหม่ๆ ขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อไรก็ตามที่มีคนกล่าวคำซึ่งผิดไปจากความรู้หรือความเชื่อมั่นเดิมของเขา ทิฐิก็จะรีบกล่าวแก่คนๆ นั้นทันทีว่า

“นั่นไม่ถูกเลยนะ ที่จริงแล้วมันต้องเป็นดังที่ข้ารู้มาต่างหาก”

การเดินทางไปทั่วโลกของเขาจึงแทบจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดเลย

กระทั่งวันหนึ่ง ทิฐิได้พลัดหลงเข้าไปในทะเลทรายอันแห้งแล้งและไร้ผู้คนสัญจร เขาหลงทางอยู่สามวันสามคืน จนกระทั่งอาหารและน้ำดื่มหมดลงในที่สุด

ทิฐิเดินต่อไปไม่ไหว ล้มตัวลงนอนบนผืนทรายอย่างคนสิ้นเรี่ยวแรง แต่ทิฐิยังไม่อยากตายตอนนี้ จึงรวบรวมพลังใจของตนเฝ้ากล่าวคำภาวนาขอความเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือเขาด้วย

“ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้โปรดเมตตาข้า ผู้ซึ่งไม่เคยเบียดเบียนใคร ขอทรงประทานน้ำมาให้ข้าได้รักษาชีวิตของตนเองไว้ แม้เพียงหนึ่งหยดก็ยังดี”

แล้วในตอนนั้นเอง ทิฐิก็เห็นชายแปลกหน้าชาวเยอรมันคนหนึ่งเดินตรงมาหาเขา ทิฐิดีใจสุดจะกล่าว แล้วรีบพูดขึ้นทันทีว่า

“โอ…ท่านผู้เป็นความหวังของข้า โปรดแบ่งน้ำของท่านให้ข้าดื่มด้วยเถิด”

ชายคนนั้นยื่นถุงหนังสีน้ำตาลในมือให้แก่ทิฐิ แล้วกล่าวว่า

“นี่คือ วาสซ่าร์ จงดื่มเสียสิ”

แต่ทิฐิไม่อยากได้วาสซ่าร์ เขาอยากได้น้ำ ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธที่จะรับถุงหนังสีน้ำตาลจากชายแปลกหน้าคนนั้น ชายคนนั้นจึงเดินจากไป

ทิฐิภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง คราวนี้มีชายชาวจีนคนหนึ่งเดินถือถุงหนังสีแดงเข้ามายื่นให้แก่ทิฐิ

“นี่คือ น้ำ ใช่หรือไม่” ทิฐิถามชายชาวจีน

“นี่คือ ซือจุ้ย จงดื่มเสียสิ” ชายชาวจีนตอบ

ทิฐิรู้สึกไม่พอใจ ตอนนี้เขากระหายน้ำมากเหลือเกินแล้ว แต่ทำไมชายผู้นี้จึงนำซือจุ้ยมามอบให้แก่เขาเล่า ทิฐิจึงปฏิเสธถุงหนังสีแดงของชายชาวจีน ชายชาวจีนจึงเดินจากไป

ทิฐิเริ่มภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก และครั้งนี้มีผู้หญิงชาวอินเดียคนหนึ่งมาปรากฏกายตรงหน้าของเขาแทบจะในทันที

“เธอผู้มีใจเมตตา ขอน้ำให้ข้าดื่มหน่อยเถิด” ทิฐิอ้อนวอนด้วยริมฝีปากอันแห้งผาก

“นี่คือ ปานี จงดื่มเสียสิ” หญิงชาวอินเดียกล่าวพร้อมกับยื่นถุงหนังสีเขียวให้กับทิฐิ แต่นั่นทำให้ทิฐิโกรธมาก เขารวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ยกแขนปัดถุงหนังสีเขียวให้พ้นหน้า แล้วพูดอย่างโกรธเคืองว่า

“ข้าไม่เอาของๆ เจ้า ข้าจะตายเพราะขาดน้ำอยู่แล้ว ข้าต้องการน้ำเท่านั้น!”

หญิงอินเดียเมื่อได้ฟังดังนั้นก็เดินจากไปอีกคน ทิฐิเฝ้าอ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีใครนำอะไรมายื่นให้เขาอีกแล้ว

จิตของทิฐิกำลังหลุดลอยออกจากร่างที่ใกล้แตกดับ แล้วในตอนนั้นเอง เสียงๆ หนึ่งก็ดังแว่วๆ ให้ได้ยินว่า

“ทิฐิ…คนถือดีเอ๋ย เราช่วยเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่เคยให้โอกาสตนเองเลย หากเจ้าเปิดใจให้กว้าง และยอมรับในข้อดีของสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเสียบ้าง เจ้าก็คงรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในถุงหนังทั้งสามนั้น ต่างก็เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ทั้งสิ้น”

เมื่อสิ้นเสียงแว่วนั้น ทิฐิก็สิ้นลมหายใจทันที

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

นิทานต้นไผ่

20180913_bamboo

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

บนภูเขาสูงเทือกหนึ่ง มีต้นไผ่ต้นหนึ่งได้ผลิดอกออกใบบานสะพรั่งเป็นที่ร่ำลือถึงความงดงามกับผู้คนที่ได้พบเห็น

ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ใบไผ่ได้เอ่ยขึ้นว่า “การที่ต้นไผ่มีชื่อเสียงนั้นเป็นเพราะข้า ใบที่เขียวสดจึงทำให้ต้นไผ่ดูมีชีวิตชีวา”

ขณะที่ใบไผ่พูดยังไม่จบ ดอกไผ่ก็เอ่ยขึ้นว่า “เป็นเพราะดอกไผ่ต่างหาก ดอกไผ่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยาก คนที่มาชื่นชม เขามาชื่นชมความมหัศจรรย์ของดอกไผ่กันทั้งนั้น”

“เปล่าเลย ยอดไผ่ต่างหากที่งดงาม พวกเจ้าไม่เห็นเวลาสายลมมาแล้วเราลู่ลมเหรอ อ่อนช้อยสวยงามที่สุด ผู้คนชอบตรงนั้นแหละ ” แว่วเสียงแทรกมาจากยอดไผ่

ในขณะที่ทุกส่วนของต้นไผ่กำลังถกเถียงกัน ต้นไผ่ซึ่งอยู่กับกอไผ่มานานได้แต่ยืนนิ่ง ก่อนจะเปรยขึ้นมาว่า

“อาจจะเป็นเพราะปุ๋ยไผ่ด้วยกระมัง”

พูดเสร็จก็ชำเลืองมองดูเศษใบไผ่ กิ่งไผ่รุ่นเก่าๆ ที่ร่วงลงไปเป็นปุ๋ยไผ่

พอต้นไผ่พูดจบ ใบไผ่ ดอกไผ่ และยอดไผ่ก็หยุดพูดและคิดตาม

แต่ไม่ทันที่จะเข้าใจความหมายที่ต้นไผ่สื่อสาร ทันใดนั้นก็มีลมพายุใหญ่พัดมาอย่างหนัก ทำเอาใบไผ่ ดอกไผ่ กิ่งไผ่ ร่วงลงไปกองรวมเป็นปุ๋ยไผ่

คงเหลือแต่ต้นไผ่ที่ยืนอย่างเดียวดายและเฝ้ารอใบไผ่และดอกไผ่รุ่นต่อๆไป

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

นิทานภูเขาลูกเดิม

20180913_mountain

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ผู้หญิงคนหนึ่งได้ระบายปัญหาของตนกับอาจารย์เซนว่า หลายปีก่อนสมัยเธอเป็นสาวแรกรุ่น เธอได้แต่งงานกับสามีที่อายุห่างกันประมาณ 10 ปี

ในตอนนั้นสามีของเธอดูยิ่งใหญ่มาก แต่หลังจากอยู่กินกันมาหลายปี เขาก็เปลี่ยนไป ไม่เหลือความน่าเกรงขาม ไม่เหลือซึ่งความน่าสนใจเหมือนครั้งอดีตอีกแล้ว

เธอถามอาจารย์เซนว่าเป็นเพราะเหตุใด? หรือการแต่งงานคือสุสานของความรักใช่หรือเปล่า?

อาจารย์เซนจึงบอกกับเธอว่า “เธอจงตามอาตมามา”

อาจารย์เซนพาเธอมายืนอยู่หน้าภูเขาลูกหนึ่ง แล้วถามว่า

“ภูเขาลูกนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

“สูงใหญ่ ตระหง่านตาและสวยงามเป็นที่สุด” เธอบอก

“ตามอาตมาขึ้นเขาเถอะ!” อาจารย์เซนกล่าว

ตลอดทาง ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆ มีแต่เดินกับเดิน เธอเริ่มเหนื่อยและอ่อนล้า อีกทั้งทางเดินที่ขรุขระ เธอจึงบ่นกระปอดกระแปดตลอดทาง

เมื่อถึงยอดเขา อาจารย์เซนบอกเธอว่า

“นี่คือภูเขาที่เธอเห็นเมื่อสักครู่นี้”

“ภูเขาลูกนี้ไม่สวยเลย ทางเดินก็มีแต่หิน ต้นไม้ก็ไม่สวย ดูๆ แล้ว ภูเขาลูกโน้นสวยกว่าซะอีก!”

อาจารย์เซนหัวเราะและกล่าวว่า

“ตอนที่เป็นคนรักกัน ก็เหมือนกับมองภูเขาจากที่ไกล ในสายตามีแต่ความชื่นชมเลื่อมใส

เมื่อแต่งงานแล้ว ก็เหมือนกับการขึ้นเขา สิ่งที่เธอได้เห็นคือความปกติธรรมดาของกันและกัน เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขา สายตาของเธอก็เห็นแต่ภูเขาลูกอื่น ไม่เห็นภูเขาลูกเดิม

ที่จริงแล้วภูเขาไม่ได้เปลี่ยน แต่เป็นเธอต่างหากที่เปลี่ยน เพราะใจเธอเปลี่ยน แววตาของเธอจึงเปลี่ยนไป เมื่อหมดซึ่งความชื่นชม ภูเขาก็ไม่ยิ่งใหญ่อีกต่อไป เธอปรักปรำพร่ำบ่นมากเท่าใด ความเสียหายก็มีมากเท่านั้น”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

นิทานรถสีแดง

20180831_redcar

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีสาวน้อยขี้คุยคนหนึ่งเที่ยวขับรถเก่งคันใหม่ไปให้ใครต่อใครดู

วันหนึ่งสาวน้อยขับรถคันนี้ไปอวดเด็กวัด ณ วัดเซนแห่งหนึ่ง

“นี่น้อง!! รถเก่งคันสีแดงนี่ของพี่เอง รุ่นใหม่ล่าสุดเลยนะ ล้อแม็กซะด้วย เบาะก็ทำจากหนังอย่างดี ที่สำคัญมันขับดีมากเลย พี่ชายพี่เพิ่งซื้อให้เองแหละ”

เด็กวัดยิ้มตาเป็นประกาย เดินรอบรถเพื่อชื่นชมอย่างละเอียด ก่อนจะพูดขึ้นว่า

“ดีจังเลยนะ ผมอยากเป็นอย่างนั้นบ้างจังเลย”

สาวน้อยหัวเราะเบาๆ เธอพอใจที่เด็กคนนี้อิจฉาเธอ

เด็กวัดยืนนิ่งไปสักครู่ ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า

“ผมมีน้องชายอยู่หนึ่งคน ผมอยากให้น้องชายของผมเห็นรถคันนี้บ้างได้มั้ยครับ”

สาวน้อยพอได้ฟังก็ใจพองโต พาเด็กวัดขึ้นรถไปที่บ้าน

เมื่อไปถึง เด็กวัดรีบวิ่งเข้าไปในบ้านแล้วจูงมือเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งออกมา

“ดูสิ พี่สาวคนนี้พี่ชายเขาซื้อรถให้ พี่ก็อยากเป็นอย่างพี่ชายของเขาบ้าง โตขึ้นพี่จะเก็บเงินซื้อรถให้น้องเอง”

สาวน้อยอึ้ง เขาไม่ได้อิจฉาเรา เขาอยากเป็นอย่างพี่ชายเราต่างหาก

น้องชายตัวเล็กตอบพี่ชายเด็กวัด

“น้องไม่อยากได้รถยนต์หรอกครับพี่ น้องคงไม่มีความสุขแน่ ถ้าพี่ต้องทำงานหนักในขณะที่น้องสบาย”

—–
ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

นิทานเพชรพลอย

20180831_diamonds

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในบรรดาอัญมณีทั้งหลาย เพชร ได้ชื่อว่ามีค่าที่สุด และราคาแพงที่สุด ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เพชรมีความหยิ่งผยอง ถือตัวว่าเด่นที่สุดไม่มีใครเกิน มันมักจะพูดกับพวกพลอยสีต่างๆ ว่า

“พวกเธอมันเป็นแค่พลอย สู้ฉันไม่ได้ ฉันทั้งสวยทั้งแกร่ง จนใครๆ ยกให้เป็นอัญมณีที่งดงามที่สุด ราคาแพงที่สุด เวลาใครจะแต่งงานก็ต้องนำฉันไปหมั้นหมายคู่รัก เขาถือว่าฉันเป็นสัญลักษณ์ของความรักและการแต่งงาน ไม่มีใครอยากได้พลอยหรอก”

พวกพลอยรู้สึกไม่พอใจคำพูดของเพชร พลอยสีแดงจึงเอ่ยขึ้นว่า

“แต่ในโลกนี้ พวกฉันมีมากกว่าเธอ และคนในโลกนี้ก็นำฉันไปทำเป็นเครื่องประดับมากกว่าเธอ พวกฉันจึงมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง”

“ก็เพราะเธอราคาถูกน่ะซิ แถมหาได้ง่ายๆ ใครๆ ก็เลยมีกันไว้เยอะแยะ แต่สำหรับฉันนั้นหายาก ต้องคนรวยเท่านั้นจึงจะครอบครองได้” เพชรพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

พลอยสีน้ำเงินจึงโต้ตอบไปว่า “พลอยสีน้ำเงินอย่างฉันก็หายากเหมือนกัน บางครั้งก็มีราคามากกว่าพวกเพชรซะอีก”

ทั้งเพชรและพลอยต่างถกเถียงกันไปมาว่าใครดีกว่าใคร จนกระทั่งนกฮูกที่อยู่บนต้นไม้ใกล้ๆ ซึ่งนิ่งฟังการโต้เถียงอยู่นาน ก็พูดขึ้นว่า

“ได้โปรดฟังฉันหน่อย เพชรและพลอย เธอทั้งคู่จะมาทะเลาะโต้เถียงกันทำไม ว่าใครดีกว่าใคร ตอนนี้ฉันว่าไม่มีใครดีไปกว่าใครหรอก”

ทั้งเพชรและพลอยได้ยินดังนั้น ก็พูดขึ้นพร้อมกัน “ไม่จริงหรอก”

“จริงสิ” นกฮูกตอบ “เพราะตอนนี้พวกเธอทั้งสองก็อยู่ในดินเหมือนกัน มีสภาพไม่ต่างอะไรกับเม็ดดินเม็ดกรวดเม็ดทราย ถ้าไม่มีคนมาเจอพวกเธอ ทั้งเพชรและพลอยก็ไม่มีค่าอะไรทั้งนั้น และสำหรับฉันแล้ว พวกเธอไม่มีค่าอะไรแม้แต่นิดเดียว สู้หนอนตัวหนึ่งก็ไม่ได้ เพราะฉันยังได้กินเป็นอาหาร”

เมื่อได้ฟังนกฮูกพูด เหล่าเพชรและพลอยก็คิดขึ้นได้ จึงต่างสงบปากสงบคำ และตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครพูดว่าใครดีกว่ากันอีกเลย

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม