5+1 บทเรียนจากภูเก็ต

20150414_PhuketLessons2

ผมกับแฟนเพิ่งกลับมาจากภูเก็ตครับ

ผมเชื่อว่าการออกจากความเคยชินเดิมๆ จะทำให้เรามองเห็นแง่มุมบางอย่างที่ต่างออกไป บางเรื่องก็มีประโยชน์ที่จะบอกต่อ จึงอยากมาเล่าให้ฟังตรงนี้ครับ

1. ไม่แน่ใจให้ถาม

รถตู้ของมารีน่าภูเก็ตรีสอร์ทมารับเราถึงสนามบิน ก่อนถึงที่พัก ผมขอให้เขาแวะเซเว่นเพื่อซื้อขนมนมเนย ก่อนจะจ่ายเงินผมเหลือบไปเห็น ดีวีดีหนังเรื่อง “ตุ๊กแกรักแป้งมาก” ที่ผมไม่ได้ไปดูในโรง และได้ข่าวมาว่าได้รางวัลมาพอสมควร เลยคิดว่าน่าจะซื้อมาดูที่โรงแรม แต่ก็ไม่แน่ใจว่าที่โรงแรมมีเครื่องเล่นดีวีดีรึเปล่า เลยตัดสินใจไม่ซื้อ

ปรากฎว่าถึงห้องพัก จึงได้รู้ว่ามีเครื่องแม็คที่ต่อออกจอทีวีให้เลยทีเดียว ดูดีวีดีได้สบายมาก

ถ้าผมเพียงเอ่ยปากถามคนขับรถตู้ซักนิดว่าที่โรงแรมเปิดดีวีดได้รึเปล่า ผมก็คงได้ดูตุ๊กแกรักแป้งมากไปแล้ว

2. ถึงแม้จะเจอกันไม่นาน ความสัมพันธ์ก็อาจยืนยาว

ผมมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งเป็นชาวภูเก็ต น้องเค้าชื่อเอ๊งครับ (บางคนก็เรียกว่าอิ๊ง)

เรารู้จักกันตอนไปเรียนเอเชี่ยนยู เอ๊งเข้าเรียนปี 1999 ซึ่งตอนนั้นผมอยู่ปี 2 จะโชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ เอ๊งได้ผมเป็นพี่รหัส เลยมีโอกาสได้คุยกัน แต่ก็ไม่มากนักเพราะเอ๊งเป็นเด็กเงียบๆ และอยู่ที่เอเชียนยูแค่เทอมเดียวก่อนออกไปเรียนที่ม.เชียงใหม่ ผมว่าถ้านับจำนวนนาทีที่เราคุยกันช่วงที่เอ๊งอยู่เอเชียนยู น่าจะกินเวลาไม่เกิน 30 นาที

16 ปีผ่านไป…

ผมถึงห้องพักแล้ว FB ไปบอกเอ๊งว่าผมมาภูเก็ตนะ เอ๊งก็ตอบทันทีว่าพรุ่งนี้จะมารับไปทานข้าว

หกโมงเย็นวันถัดมา เอ๊งกับพี่ดอย (แฟนเอ๊ง ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ม.ช.) ก็ขับรถมารับเราถึงโรงแรม

บ้านเอ๊งอยู่ในตัวเมือง ส่วนโรงแรมของผมอยู่ที่หาดกะตะ ใช้เวลาเดินทางไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมงมารับผมกับแฟน เพื่อพาเราไปทานข้าวร้าน “วันจันทร์” กับพ่อ แม่ และพี่สาวของเอ๊ง ทานเสร็จก็ขับรถกลับมาส่งเราถึงโรงแรมอีก

เมื่อ 5 ปีที่แล้วที่ผมลงมาภูเก็ตเพื่อมางานแต่งงานตาล ซึ่งเป็นน้องที่ทอมสันรอยเตอร์ (และเป็นเพื่อนม.ปลายของเอ๊ง) เอ๊งก็มารับผมถึงโรงแรมเพื่อพาไปเที่ยวในเมืองด้วยเช่นกัน

กับคนบางคนที่ผมเคยใช้เวลาด้วยกันหลายปี ก็อาจยังไม่ได้รับน้ำใจเท่าที่ผมได้รับจากเอ๊งและครอบครัว

พี่ติดข้าวเอ๊งมื้อนึงแล้วนะ!

3. ว่างเกินไปก็ไม่ดี

มาเที่ยวครั้งนี้ต้องถือว่าได้ “มาพัก” จริงๆ เพราะแทบไม่ได้ทำอะไรเลย

ด้วยความที่ห้องพักมันสบายมาก เราเลยไม่อยากออกไปไหน นอนเปิดแอร์ดูหนังช่อง HBO / Fox Movies สลับกับอ่านหนังสือและผลอยหลับ แป๊บๆ ก็ค่ำแล้ว

จะว่าไปก็สบายดี แต่พอเข้าสู่วันที่สองร่างกายชักจะเริ่ม “อึนๆ” เหมือนกัน อาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้ยืดเส้นยืดสาย หรือเพราะไม่ได้สูดอากาศธรรมชาติก็ไม่แน่ใจ

และผมคิดว่าถ้าต้องอยู่อย่างนี้ไปหนึ่งสัปดาห์ “การทำตัวขี้เกียจเกินพอดี” อาจจะนำพามาซึ่งความเครียดและสุขภาพที่แย่ลงได้

4. ถ้าเราดูแลธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะดูแลเรา
รีสอร์ทที่ผมอยู่นั้นอยู่ติดชายหาดพอดี เราลงไปเดินเล่นชายหาดในวันอาทิตย์

เดินลงไปถึงแล้วถึงกับตกใจว่านี่มันชายหาดในฝันชัดๆ!

โอเคล่ะ ทรายอาจจะไม่ได้ละเอียดเท่าสิมิลัน แต่หาดกว้างมาก ผมว่าไม่ต่ำว่า 30 เมตร มีฝรั่งนอนตากแดดเพียบ ขยะแทบไม่มี มีเก้าอี้ชายหาดประปราย ไม่มีพวกร่มผ้าใบหรือคนเดินขายของให้เกลื่อนกลาด เหมาะแก่การพักผ่อนจริงๆ

เท่าที่ผมรู้มา ชุมชนกะตะ-กะรน เขาเข้มแข็ง ไม่ปล่อยให้นายทุนเข้ามาทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ผลลัพธ์ก็คือหาดนี้เป็นการผสมผสานที่ลงตัวของธรรมชาติและการการท่องเที่ยว นั่นคือ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เละเทะเหมือนหาดป่าตองหรือพัทยา

5. ใส่ใจในรายละเอียด สร้างความประทับใจได้มหาศาล
ก่อนวันเดินทางกลับหนึ่งวัน ทางรีสอร์ทโทร.มาแนะนำว่าควรจะออกจากรีสอร์ทให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดการเดิม เพราะตรงกับวันสงกรานต์ เกรงว่ารถจะติด ผมเลยตัดสินใจนัดรถให้ออกเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง

วันเดินทางกลับ ผมทำการเช็คอินออนไลน์เพื่อจะได้ประหยัดเวลาที่สนามบิน

ผมดาวน์โหลด Boarding Pass ของผมกับแฟน เซฟเป็นไฟล์ PDF แล้วส่งเมล์ไปให้ฟรอนท์ของรีสอร์ทเพื่อให้เขาช่วยปริ๊นท์ให้

ผ่านไปสองนาที รีสอร์ทก็โทร.มาบอกว่าได้รับเมล์เรียบร้อยแล้ว

ผ่านไปอีกไม่เกินสองนาที รีสอร์ทก็โทร.มาอีกครั้ง บอกว่าได้ปริ๊นท์บอร์ดดิ้งพาสทั้งสองใบแล้ว แต่ปรากฎว่าบอร์ดดิ้งพาสเป็นชื่อของผมทั้งคู่ ไม่มีชื่อแฟน

ผมมาลองตรวจดูก็พบว่าผมเซฟไฟล์พลาดเอง ไฟล์เดียวก้นดันไปเซฟสองรอบแต่เซฟเป็นชื่อผมหนึ่งไฟล์กับชื่อแฟนอีกหนึ่งไฟล์

ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ใส่ใจ สักแต่ว่าปริ๊นท์เฉยๆ ผมเองคงต้องไปวุ่นวายที่สนามบินแน่นอน

ต้องขอชมเชยทางมารีน่าว่าเขาอบรมพนักงานได้ดีจริงๆ

6. น้ำเปล่าที่สนามบินภูเก็ตแพงมากกกก

ข้อนี้คงไม่สามารถเรียกได้ว่าบทเรียน แต่เป็นข้อสังเกตที่ค้างคาใจแล้วกันนะครับ

ผมเข้าใจนะครับว่าภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว และธรรมดาในสนามบิน พวกเครื่องดื่มหรือขนมก็จะต้องเพิ่มราคาขึ้นมาอยู่แล้ว

อย่างน้ำเปล่าขวดเล็ก ถ้าจะมาขายขวดละ 15 หรือ 20 บาทผมก็ยังยินดีจ่าย

แต่นี่ขายกันขวดละ 35 บาทครับพี่น้อง

น้ำเปล่ายี่ห้อน้ำทิพย์ขวดสีเขียวอ่อนบิดง่ายๆ ที่เขาขายกันในเซเว่นขวดละ 7 บาท เขาเอาไปขายในสนามบินภูเก็ตที่ราคา 35 บาท!

และก็เป็นอย่างนี้ทุกร้าน ยกเว้นอยู่ร้านหนึ่งที่ราคา 20 บาท เป็นร้านที่ตั้งอยู่ปากทางเข้าอาคารผู้โดยสารครับ ที่เขาบังคับให้เราต้องทิ้งน้ำขวดก่อนเข้าเครื่องเอ๊กซ์เรย์นั่นแหละ

สุดท้ายผมอดใจไม่ซื้อ เดินเข้าไปในอาคารผู้โดยสาร เพื่อไปดูด้านในว่าราคาแพงเหมือนกันรึเปล่า

ซึ่งก็แพงเหมือนกันจริงๆ 35 บาททุกร้านตามมาตรฐานเลย

ผมนึกไปถึงสนามบินที่บรูไน ซึ่งผมเคยแวะไปทรานสิทเมื่อปลายปีที่แล้ว สนามบินเขาเล็กพอๆ กับของภูเก็ตเลยนะ มีร้านค้าแค่สองร้าน แต่เขามีตู้น้ำให้เดินไปกดกินได้ถึงสองตู้ แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมสนามบินนี้ไม่มีอย่างเขาบ้าง

ผมเดินวนจนจะครบหนึ่งรอบ จึงเหลือบไปเห็นตู้น้ำเย็นวางอยู่มุมห้อง ถ้าไม่สังเกตดีๆ หรือนั่งอยู่แถวนั้น จะมองไม่เห็นเลย

สงสัยคงต้องตั้งแอบๆ ไว้ เพราะถ้าตั้งตู้ไว้เด่นเกินไปร้านอื่นก็ขายน้ำเปล่าไม่ได้น่ะสิ!

ผมคิดแล้วอายแทนจริงๆ

—–

และนี่คือบทเรียนเบาๆ จากการไปเที่ยวภูเก็ตมาครั้งนี้ครับ!

One thought on “5+1 บทเรียนจากภูเก็ต

  1. Pingback: หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง | Anontawong's Musings

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s