สอนปลาให้ปีนต้นไม้

20160112_FishClimbATree

“Everybody is a genius. But if you judge a fish by its ability to climb a tree, it will live its whole life believing that it is stupid.”

ทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะ แต่ถ้าเราตัดสินปลาโดยดูว่ามันปีนต้นไม้เก่งแค่ไหน มันก็คงจะเข้าใจว่าตัวเองโง่ไปตลอดชีวิต

– Anonymous***

—–

ผมเป็นเด็กเรียนดีมาแต่ไหนแต่ไร

ขึ้นต้นอย่างนี้ ไม่ใช่เพื่อจะยกหางตัวเอง แต่เพื่อจะเปิดประเด็นคุยเรื่องการศึกษา

ความหมายของเด็กเรียนดี คือเด็กที่สอบได้เกรด 4 หลายๆ วิชา

และเกรด 4 ของแต่ละวิชาก็มีชื่อชั้นไม่เท่ากันซะด้วย

ถ้าคุณได้เกรดสี่วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คนจะมองว่าคุณเป็นเด็กเรียนดี

แต่ถ้าคุณได้เกรดสี่วิชาพละศึกษา วิชาสุขศึกษา วิชาศิลปะ ผมไม่แน่ใจว่าคนจะมองว่าคุณเป็นเด็กเรียนดีรึเปล่า

ผมเองโชคดีที่เก่งวิชาในกลุ่มแรก ก็เลยถูกจับให้อยู่ห้องคิง

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมีหลายวิชาที่ผมไม่ถนัด โดยเฉพาะวิชาการงานและพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่น่าจะมีแล้ว

ผมมีความทรงจำไม่ค่อยดีเกี่ยวกับวิชานี้ เพราะอาจารย์มักจะให้งานมาเป็นโปรเจ็ค ไม่ว่าจะเป็นงานเย็บปักถักร้อยหรืองานประดิดประดอยของใช้จากของเหลือในบ้าน ซึ่งแน่นอน ผมผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย พอถึงวันต้องส่งงาน ผมก็จะไปมือเปล่าและใส่กางเกงสามชั้นเพื่อลดอาการเจ็บตูดตอนโดนครูตี

นี่ถ้าไม่ได้น้าสาวหรือเพื่อนยื่นมาเข้ามาช่วยทำงานส่ง ผมอาจจะได้เกรด 0 วิชานี้และอาจจะต้องเรียนซ้ำชั้นก็ได้

ถ้าผมอยู่ในโลกที่วิชากพอ.เป็นวิชากระแสหลัก ส่วนเลขเป็นวิชากระแสรอง ผมคงโดนตีตราว่าเป็นเด็กหัวทึบหรือเด็กมีปัญหาไปแล้ว

—–

เคยอ่านเจอที่ไหนซักที่ ว่าสิ่งเดียวที่คะแนนสอบบอกเรา คือความเก่งเรื่องการทำข้อสอบ (The only thing that the exam score measures is how good you are at answering exam questions)

ถ้าให้ขยายความก็คือ ต่อให้คุณทำข้อสอบวิชาหนึ่งเก่ง ก็ใช่ว่าคุณจะเก่งวิชานั้นจริงๆ ซะหน่อย

ผมเองก็ตกอยู่ในจำพวกทำข้อสอบเก่งอีก ไม่ว่าจะ TOEFL หรือวิชาฟิสิกส์ ผมมักจะได้คะแนนดีกว่าเพื่อนร่วมชั้นเสมอ

แต่พอถึงเวลาต้องพูดคุยกับฝรั่ง ผมกลับรู้สึกว่าเพื่อนที่สอบ TOEFL ได้คะแนนเพียงกลางๆ กลับสามารถพูดคุยสื่อสารกับฝรั่งได้เป็นธรรมชาติกว่าผม

ส่วนเพื่อนที่เรียนจบวิศวะมาด้วยกัน แม้จะได้เกรดเฉลี่ยสองกว่าๆ แต่ก็มีความรู้ ความสามารถด้านวิศวกรรมมากกว่าผมอย่างเทียบไม่ติด

และเพราะว่าการทำข้อสอบเก่งไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราเก่งจริงนี่เอง นักเรียน “หัวดี” มากมายที่เรียนจบไปแล้ว จึงมักจะลงเอยด้วยการเป็นลูกน้องของคนที่เคยเป็นนักเรียน “หัวทึบ” มาก่อน

สถานการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยมากจนต้นตำรับพ่อรวยสอนลูกอย่างคุณโรเบิร์ต คิโยซากิหยิบเอามาเขียนเป็นหนังสือชื่อว่า Why “A” Students Work for “C” Students

ซึ่งนั่นก็ยิ่งตอกย้ำคำถามที่ผมเคยเขียนลงบล็อกตอนสิ้นปีว่า หรือโรงเรียนจะเป็นเพียงโรงงานฝึกทาส?

ยิ่งเรียนเก่งเท่าไหร่ยิ่งเป็นทาสที่มีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น

—–

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าผมกำลังโจมตีการศึกษาไทยอีกแล้ว

จริงๆ นั่นไม่ใช่เจตนาของการเขียนบทความนี้ครับ

เจตนาของผมคือเขียนเอาไว้เตือนตัวเอง

ว่าการวัดผลทางการศึกษายังขาดประสิทธิผล แถมแต่ละวิชายังถูกให้คุณค่าไม่เท่ากันอีก

ดังนั้นการเป็น “เด็กเก่ง” ที่โรงเรียนไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่แม่นยำว่าเขาจะโตมาเป็น “ผู้ใหญ่เก่ง”

การที่ลูกสอบไม่ได้เกรดสี่เลย จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลให้มากจนเกินเหตุ

และยังมีทักษะและนิสัยอีกมากมายที่สำคัญ แต่ไม่เคยถูกสอนและวัดผลกันแบบจริงจัง

ความมีน้ำใจ
การทำงานกันเป็นทีม
ความเสียสละ
ความมีระเบียบวินัย
ความคิดสร้างสรรค์
ความกล้าลงมือทำ
ความใฝ่รู้
ความมีสติ
จริยธรรม

เราผ่านยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมานานแล้ว คนที่จะประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่คนที่ทำตามใบสั่งหนึ่งสองสามสี่

คนที่จะประสบความสำเร็จ คือคนที่กล้าคิดต่าง กล้าตั้งคำถาม และที่สำคัญที่สุดคือกล้าริเริ่มลงมือทำสิ่งที่เขาถนัดและมีคุณค่ากับคนอื่น

ในฐานะพ่อแม่/ผู้ปกครอง จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะไม่เผลอคาดหวังให้ปลาปีนต้นไม้

เราต้องรู้ว่าลูกเราถนัดด้านไหน และอะไรที่ถูกจริตเขา

ถ้าเขาเป็นปลาที่เก่งว่ายน้ำ ก็ควรจะสนับสนุนให้เขาว่ายน้ำให้ได้ดีที่สุด ไม่ใช่บังคับให้เขาไปปีนต้นไม้เพียงเพราะว่าสังคมกระแสหลักบอกว่าต้องปีนต้นไม้ถึงจะดี

ถ้าลูกของเราได้พัฒนาจุดแข็งของตัวเองอย่างเต็มที่ เขาก็จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและมีความสุข และจะสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างมหาศาล

ก็ได้แต่หวังเหลือเกินว่า เมื่อลูกถึงวัยเข้าโรงเรียน ผมจะไม่ลืมสิ่งที่เขียนในวันนี้

—–

*** แต่ก่อนผมนึกว่านี่เป็นคำพูดของ Einstein แต่เมื่อลองดูที่ Quote Investigator แล้วคิดว่าไม่น่าจะใช่ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

วิธีเอาชนะอาการผัดวันประกันพรุ่ง

20160110_Procastination

ในชีวิตการทำงาน เชื่อว่าเราทุกคนต้องเคยผัดวันประกันพรุ่งมาไม่มากก็น้อย

งานที่เราหลีกเลี่ยงไม่ยอมทำ มักจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ (อาจมากกว่าหนึ่งข้อ)

  • น่าเบื่อ
  • ด้อยคุณค่า
  • ถึก
  • ยาก
  • ใช้เวลานาน
  • ยังไม่ต้องรีบส่ง
  • ไม่ต้องส่งก็ได้ (ไม่มีใครสั่ง แต่คิดว่าถ้าทำออกมาน่าจะมีประโยชน์)

ถ้าจัดกลุ่มจริงๆ ก็อาจจะมีงานแค่สองประเภท คืองานที่ไม่ค่อยมีประโยขน์ กับงานที่มีประโยชน์แต่ยาก

สำหรับงานที่เราเห็นว่าไม่มีประโยชน์ วิธีที่ดีที่สุดคือปรึกษาหัวหน้าว่าจำเป็นต้องทำมันจริงหรือเปล่า หรือต้องส่งบ่อยขนาดนี้จริงหรือ

ซึ่งทางออกก็จะมีสองทางคือ เออ มันไม่จำเป็นต้องทำก็ได้นะ เราก็สบายไป แต่ถ้าหัวหน้าอธิบายได้ว่ามันสำคัญต่อทีมหรือต่อองค์กรอย่างไร เราก็เริ่มมองเห็นประโยชน์ของมันและมีแรงกระตุ้นให้อยากทำมากขึ้น

ส่วนประเภทที่สอง คืองานที่เรารู้ว่ามีประโยชน์ แต่ยากชะมัด แถมเรายังมีงานอื่นๆ ที่ด่วนกว่า (แต่คุณค่าน้อย) เราก็เลยใช้เวลาไปกับงานที่เร่งด่วนแต่ไม่ได้สำคัญเท่าไหร่นักแทน

แต่ผมเชื่อว่า คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน จะต้องสามารถทำงานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วนได้ดีครับ

ตัวอย่างของงานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน ก็เช่นการสร้างเครื่องมือ (tool) ใหม่ๆ เพื่อให้ทีมทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การทบทวนและปรับปรุงกระบวนการ (process) เพื่อให้ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาน้อยลง หรือการพัฒนาลูกทีมให้เก่งกาจและทำงานแทนเราได้

ซึ่งงานเหล่านี้ไม่ค่อยจะมีเดดไลน์ และมีแนวโน้มที่จะตกเป็นเหยื่อของการผัดวันประกันพรุ่งมากที่สุด

คราวนี้ ถ้าเรารู้แล้วว่างานชิ้นนี้สำคัญ และถ้ามัวแต่รอให้ “มีเวลาว่าง” จริงๆ ก็คงไม่ได้เริ่มซะที แล้วเราจะทำยังไงดี?

ผมขอเสนอวิธีที่ผมคิดว่าใช้ได้ผลนะครับ

วิธีของผมมีองค์ประกอบสามส่วน

1. ทำเป็นอย่างแรก นั่นคือเราต้องทำงานชิ้นนี้เป็นงานแรกของวัน ทำก่อนที่จะเช็คอีเมล์หรือเล่นเฟซบุ๊ค

2. ทำสั้นๆ พอ บอกตัวเองว่า ขอทำงานชิ้นนี้แค่ 5 นาทีเท่านั้น ด้วยเวลาที่สั้นขนาดนี้ ไม่ว่างานนั้นจะยากลำบากแค่ไหน เราจะมีกำลังใจที่จะเริ่มต้นได้ และส่วนใหญ่พอได้เริ่มต้นแล้ว มันจะมีแรงส่ง (momentum) ที่จะทำให้เราทำงานต่อไปได้เรื่อยๆ เอง

3. ทำเสร็จแล้วมีรางวัล เสร็จในที่นี้อาจจะหมายถึง ทำงานได้ 5 นาทีตามที่บอกตัวเองไว้ตอนแรกก็ได้ หรือจะเสร็จส่วนแรกของงานชิ้นนี้ก็ได้ หรือถ้าโชคดีอาจจะเสร็จงานทั้งชิ้นเลยก็ได้ ส่วนรางวัลที่เราจะให้กับตัวเองก็อาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่เราชอบทำ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเฟซบุ๊ค หรือเดินไปชง/ซื้อเครื่องดื่มที่เราโปรดปราน

การที่เราเลือกทำเป็นชิ้นแรก ก็เพื่อที่จะได้แตะงานชิ้นนี้ก่อนที่ความวุ่นวายของชีวิตคนทำงานออฟฟิศจะถาโถม

เราทำสั้นๆ เพื่อที่จะได้เริ่มต้นซะที

และเราให้รางวัลกับตัวเอง เพื่อที่จะทำให้สมองของเรารู้สึกดีกับกระบวนการนี้ และมีแรงกระตุ้นให้เราอยากจะทำแบบเดิมอีกในวันพรุ่งนี้ครับ

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ชอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เราควรดีใจเมื่อโดนตำหนิ

20160110_Scold

ถ้าคนที่ตำหนิเรานั้นเป็นเพื่อน แฟน พ่อแม่ หัวหน้า ครู หรือใครก็ตามที่หวังดีกับเรา

การถูกคนในกลุ่มนี้ตำหนิ ถือเป็นเรื่องน่ายินดี

ต้องขอบคุณเขาด้วยซ้ำที่กล้าพูดกับเราตรงๆ เพื่อให้เรารู้ตัวและได้ปรับปรุงตัวเอง

ถ้าเราทำอะไรผิด แล้วไม่มีใครเตือนเราเลยนี่สิ น่าเป็นห่วง

เพราะนั่นอาจแปลว่า เขาเลิกหวังกับเราแล้ว

—–

ขอบคุณต้นทางความคิดจาก The Last Lecture by Randy Pausch

นิทานชายผู้เชื่อมั่นในพระเจ้า

20160108_ReligiousMan

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ครั้งหนึ่งเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ ชายคนหนึ่งติดอยู่ในบ้านออกไปไหนไม่ได้

เขาเป็นคนเคร่งศาสนาและมีความศรัทธาในพระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง จึงคุกเข่าสวดมนต์ภาวนาขอให้พระเจ้าช่วยเขาให้รอดพ้น

เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันขับรถปิ๊กอั๊พมาจอดหน้าบ้านแล้วตะโกนบอกชายคนนั้นให้ออกเดินทางไปด้วยกัน จะได้ลุยน้ำไปเมืองที่อยู่สูงกว่านี้

“ไม่เป็นไรครับ ผมรู้ว่าเดี๋ยวพระเจ้าจะต้องมาช่วยผมแน่ๆ”

เพื่อนบ้านพยายามโน้มน้าวกี่ครั้งก็ไม่เป็นผลจึงยอมแพ้และขับรถจากไป

น้ำท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเลยหัว ชายผู้เชื่อในพระเจ้าปีนออกหน้าต่างชั้นสองแล้วขึ้นไปนั่งบนหลังคา แต่เขาไม่ลืมที่จะสวดมนต์วอนขอให้พระเจ้ายื่นมือมาช่วยเขา

ซักพักก็มีคนพายเรือผ่านมา เป็นคนจากหมู่บ้านข้างๆ นี่เอง เขาโยนเชือกจากในเรือไปตกใกล้ๆ จุดที่ชายผู้เชื่อมั่นในพระเจ้านั่งอยู่

“จับเชือกนั้นสิ เดี๋ยวผมจะดึงคุณมาขึ้นเรือเอง”

“ไม่เป็นไรครับ ผมรู้ว่าเดี๋ยวพระเจ้าต้องมาช่วยผม”

คนที่พายเรือจนใจไม่รู้จะพูดอย่างไรจึงพายเรือจากไป

ระหว่างที่ชายผู้เชื่อมั่นในพระเจ้าสวดมนตร์เป็นรอบที่ร้อย ก็ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ลอยอยู่ไม่ไกลนัก เจ้าหน้าที่ในเฮลิคอปเตอร์โรยบันไดลิงลงมาแล้วตะโกนว่า

“ปีนขึ้นมาเลย ถ้ารอนานกว่านี้น้ำท่วมมิดบ้านแน่”

ชายคนนั้นก็ตอบว่า “ผมไม่เป็นไรครับ ผมได้ภาวนากับพระเจ้าแล้ว ปาฏิหาริย์จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” เจ้าหน้าที่จึงยอมแพ้และบินไปช่วยบ้านหลังอื่นแทน

และแล้ว น้ำก็ท่วมสูงขึ้นจริงๆ ชายผู้เชื่อมั่นฯ ว่ายน้ำไม่ค่อยแข็งก็เลยจมน้ำตายและดวงวิญญาณก็ถูกส่งมาในปรภพ

สิ่งแรกที่ชายคนนั้นทำคือขอเข้าพบพระเจ้า

“พระเจ้าครับ ผมผิดหวังในตัวท่านมาก ผมอุตส่าห์เชื่อมั่นในท่านเสมอมา แถมยังสวดภาวนาถึงท่านตลอด ทำไมท่านถึงไม่ยอมช่วยผมล่ะครับ”

พระเจ้าจึงตอบว่า “เราก็ส่งทั้งรถปิ๊กอั๊พ เรือพาย และเฮลิคอปเตอร์ไปให้เจ้าแล้วไง เจ้ายังจะเอาอะไรอีกหรือ?

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ชอบคุณนิทานจาก Eternal Vigilance : The Parable of the Flood

ปากเบา หูหนัก

20150107_LightLips

อะไรไม่รู้ก็ถาม อย่าเดาเอง เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะรู้ทุกอย่างในโลก และคุณต้องใช้การถามเพื่อหาคำตอบ อยากให้คิดว่าต้นทุนของการถามนั้นไม่แพงเลย เพียงแค่คุณอ้าปากพูดเท่านั้น แต่ถ้าคุณไม่ถามและเดาเอาเอง มูลค่าของความเสียหายที่เกิดจากการคิดเอง เดาเอง อาจจะมากกว่าต้นทุนของการถามร้อยเท่าพันเท่า แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าคนส่วนมากเลือกที่จะไม่ถามแล้วเดาเอาเอง เรียกว่ากล้าเสี่ยงในเรื่องที่ไม่ควรจริงๆ

คนเราควรปากเบา แต่หูหนัก ถามให้ง่าย เชื่อให้ยาก (อย่าเชื่อทุกเรื่องโดยไม่ไตร่ตรอง) แต่ก็แปลกที่คนกว่า 99 เปอร์เซ็นต์กลับเป็นในสิ่งที่ตรงกันข้าม

– ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์
หนังสือ ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย

 

ต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมรู้จักกับพี่ปิ๊ก ธรรศภาคย์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้

แม้จะเป็นการรู้จักกันแบบห่างๆ เพราะว่าเราไม่เคยเจอหน้ากัน เคยแต่คุยกันทางเฟซบุ๊ค เพราะพี่ปิ๊กผ่านมาเจอบล็อกผมเข้าเลยเข้ามาให้กำลังใจ

ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาเป็นเจ้าของเพจ Trick of the Trade ที่มีแฟนคลับหลายหมื่นคน เพราะเพจนี้มีคำแนะนำดีๆ สำหรับคนทำ (หรือคิดทำ) ธุรกิจ SME มาแบ่งปันตลอด

—–

ผมได้หนังสือ “ทำธุรกิจคิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย” มาจากร้านนายอินทร์ที่ตึกอื้อจื่อเหลียง

อารมณ์ว่าเดินเข้าไปในร้าน เห็นปก แล้วพอรู้ว่าพี่เขาเป็นคนเขียนก็หยิบมาโดยไม่ลังเลเลย (อ้อ จ่ายตังค์ด้วยนะครับ)

ตอนแรกกะว่าจะอ่านช่วงหยุดปีใหม่ แต่แล้วก็มัวแต่เก็บบ้านและเลี้ยงลูก

เมื่อสองวันที่ผ่านมาเลยหยิบขึ้นมาอ่านใหม่

หนังสือของพี่เขาประหลาด คือเนื้อหาเยอะ รูปประกอบแทบไม่มีเลย แต่กลับอ่านได้อย่างลื่นไหลจนผมอ่านจบโดยใช้เวลาแค่แป๊บเดียว

ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้มีอยู่สามอย่าง

หนึ่ง คือความสดใหม่ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ค่าที่พี่เขาเล่นเขียนขึ้นมาเองเกือบทั้งดุ้น และน่าจะมาจากประสบการณ์ตรงเสียส่วนใหญ่ จึงแทบไม่มีอะไรที่อ้างอิงหรือลอกฝรั่งมาเลย เนื้อหาจึงไม่มีซ้ำกับหนังสือ How To ที่มีมากมายจนล้นตลาด

สอง คือเทคนิคการใช้อุปมาอุปไมยตลอดทั้งเล่ม ซึ่งนอกจากจะทำให้อ่านง่ายแล้ว ยังทำให้เราจดจำเนื้อหาได้มากกว่าการเขียนแบบปกติอีกด้วย

ตัวอย่างของการใช้อุปมาอุปไมยก็เช่น

  • การทำธุรกิจก็เหมือนกับการขับรถที่ต้องมองข้างหน้าเพื่อพร้อมรับปัญหา มองกระจกข้างเพื่อให้รู้ว่าคู่แข่งของเรากำลังทำอะไร และมองกระจกหลังเพื่อเรียนรู้อดีต
  • คนทำธุรกิจแต่ละรุ่นก็เหมือนไฟบนเตาที่มีความแรงไม่เหมือนกัน
  • ลูกค้ามีหลายแบบ เหมือนปิ่นโตที่มีห้าชั้นและใส่อาหารไม่เหมือนกัน
  • ทำธุรกิจแบบ SME ต้องคิดอย่างต้นหญ้า ถึงจะสู้ธุรกิจยักษ์ที่เป็นเหมือนไม้ใหญ่ได้
  • การรับมือคู่แข่งก็เหมือนวัวไบซันรับมือฝูงหมาป่า

สาม หนังสือเล่มนี้มีข้อความชวนคิด ที่นอกจากจะช่วยนำทางเรื่องธุรกิจแล้ว ยังนำทางเรื่องการใช้ชีวิตด้วย

อย่างเช่นประโยคที่ยกมาเปิดหัวเรื่องเป็นต้น

คนเราควรปากเบา แต่หูหนัก ถามให้ง่าย เชื่อให้ยาก แต่ก็แปลกที่คนกว่า 99 เปอร์เซ็นต์กลับเป็นในสิ่งที่ตรงกันข้าม

จะบอกพี่ปิ๊กว่า ผมเองก็(ยัง)อยู่ใน 99 เปอร์เซ็นต์นั้นนะครับ!

โดยเฉพาะเรื่องปากหนัก เพราะมีนิสัยชอบทำอะไรเอง เลยเกรงใจไม่ค่อยขอความช่วยเหลือใครถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น อาจจะเป็นเพราะตัวเองยังมีอีโก้สูงอยู่ กลัวว่าการถามออกไปจะทำให้เราดูไม่เก่งในสายตคนอื่นรึเปล่า

ซึ่งก็อย่างที่พี่บอก ว่ามันทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุจริงๆ

—–

อีกหนึ่งช่วงตอนที่ผมประทับใจ คือตอนที่พี่ปิ๊กพูดถึงนางเอกหนังเรื่อง Little Forest ที่นั่งอยู่บนคันนาและนึกพูดกับตัวเองว่า

“วันนี้ฉันกำลังนั่งกินข้าวที่ฉันปลูกไว้เมื่อปีที่แล้ว
และปีหน้า ฉันก็จะนั่งกินข้าวที่ฉันกำลังปลูกวันนี้”

ประโยคธรรมดาๆ นี้มีความหมายยิ่งใหญ่มากในความรู้สึกของผม มันหมายความว่าเราทุกคนจะต้องได้รับผลของสิ่งที่เราทำไว้ในอดีต ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ขณะเดียวกัน ทุกสิ่งที่เราทำในวันนี้จะส่งผลกับตัวเราในวันข้างหน้า แปลง่ายๆ คือ เราทุกคนเป็นคนกำหนดชีวิตของเราเอง ไม่ต้องรอโชคชะตาฟ้าบันดาล

ประโยคธรรมดาสั้นๆ ในหนัง เป็นผมฟังคงไม่ได้คิดอะไร (เพราะมัวแต่มองนางเอก) แต่พี่แกสามารถผูกเรื่องข้าวกับเรื่องกรรมและวิบากได้อย่างเนียนกริบเลย

—–

สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากบอกคือความรู้สึกตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว

ผมรู้สึกว่าพี่เขาใส่ใจกับหนังสือเล่มนี้มาก เพราะนอกจากเนื้อหาที่สดใหม่แล้ว ผมยังไม่พบตัวสะกดผิดซักคำเดียว (แต่ผมเจอเว้นวรรคผิดที่นึงนะครับพี่!)

เลยขอเชียร์ออกนอกหน้านิดนึงว่า ลองอ่านดูเถิด

เนื้อหาแปลกใหม่ อ่านง่าย และมีข้อคิดดีๆ ที่จะติดตัวคุณไปอีกนาน

กับหนังสือเล่มหนึ่ง จะขออะไรได้มากกว่านี้?

แต่อย่าเพิ่งเชื่อผมครับ

เพราะคนเราควรปากเบา แต่หูหนัก

ลองไปยืนอ่านดูก่อน ถ้าคิดว่าใช่ ก็อย่าลืมช่วยอุดหนุนพี่เขานะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย โดย ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เจ้าของเพจ Trick of the Trade