กฎหน้ากากอ๊อกซิเจน

20160506_OxygenMask

ทุกครั้งที่ขึ้นเครื่องบิน จะมีแอร์โฮสเตสมาสาธิตวิธีการใส่เข็มขัด การใส่หน้ากากอ๊อกซิเจน และโชว์ทางออกฉุกเฉิน

ประเด็นหนึ่งที่ถูกตอกย้ำเสมอๆ ก็คือ ถ้าเราโดยสารมากับเด็ก และมีเหตุจำเป็นต้องสวมหน้ากากอ๊อกซิเจน เราต้องสวมหน้ากากให้ตัวเองก่อน แล้วจึงค่อยสวมให้เด็ก

คำแนะนำนี้ฟังครั้งแรกอาจจะดูแหม่งๆ ว่าทำไมไม่ให้ดูแลเด็กก่อน?

แต่ถ้าคิดดีๆ ก็จะเข้าใจได้ว่า ถ้าเราเอาแต่ดูแลเด็กก่อน แล้วเราใส่หน้ากากอ๊อกซิเจนไม่ทัน เราอาจหมดสติ แล้วเด็กก็จะไม่มีใครเป็นที่พึ่ง


กฎสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้ตัวเองก่อนนั้น สามารถนำมาใช้กับชีวิตของคนเราได้ด้วย

นั่นคือ ถ้าเราไม่ดูแลตัวเองให้ดีเสียก่อน เราก็จะไม่สามารถดูแลคนอื่นได้ดีเช่นกัน

คุณอาจจจะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ตื่นแต่ไปทำงานแต่เช้า กว่าจะฝ่ารถติดกลับถึงบ้านก็แทบจะหมดแรง แต่ก็ต้องเอาเวลาที่เหลือมาอยู่กับลูก จนไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย

ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะใครๆ ก็อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก

แต่สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกคืออะไร?

ผมว่าสิ่งที่ลูกปรารถนา คือการมีพ่อแม่ที่มีจิตใจสมดุล มีสุขภาพแข็งแรง จะได้อยู่กับเขาไปนานๆ

ถ้าตัวพ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลตัวเองเลย จิตใจก็จะไม่สมดุล สุขภาพก็เสื่อมเสีย และอาจจะไม่ได้อยู่เห็นความสำเร็จของลูกก็ได้


ชีวิตการทำงานก็ไม่ต่างกัน

ผมเคยเขียนไว้ในตอนสรุปบทเรียน 13 ปีชีวิตมนุษย์เงินเดือนว่า หนึ่งในหน้าที่ที่สำคัญที่สุดที่เราพึงมีต่อองค์กร คือดูแลตัวเองให้ดี

การทำงานหามรุ่งหามค่ำ ระยะสั้นอาจจะช่วยให้เรามีผลงานมากกว่าคนอื่น แต่วิธีการอย่างนี้ยากนักที่จะยั่งยืน

เพราะในวันที่ร่างกายมันประท้วงขึ้นมา เจ็บออดๆ แอดๆ ต้องไปหาหมอบ่อยๆ ประสิทธิภาพของเราก็จะลดฮวบฮาบลงทันที ต่อให้ใส่เวลาเข้าไปกี่ชั่วโมงก็ไม่ช่วยอะไร

การทุ่มเทเพื่อลูกหรือเพื่อองค์กรเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ต้องไม่ลืมว่าวิธีไหนที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้คนที่อยู่ข้างๆ อาจทำให้เรารู้สึกดี รู้สึกว่าเราไม่เห็นแก่ตัว รู้สึกว่าเราได้ดูแลคนอื่น

แต่บางทีเราต้องยอมสละความรู้สึกดีในระยะสั้น เพื่อจะได้มาซึ่งสิ่งที่มีคุณค่ากว่าในระยะยาว

การสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้ตัวเองก่อน จึงไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่เป็นยุทธวิธีที่จำเป็น

อย่างน้อยก็สำหรับคนที่อยากจะมีแรงดูแลคนอื่นไปได้นานๆ ครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Compfight.com

ทำไมต้องยืนตรงเคารพธงชาติ?

20160604_nationalanthem

“Someone is sitting in the shade today because someone planted a tree a long time ago.”

– Warren Buffett

ถ้าผมเป็นฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย สิ่งหนึ่งที่ผมน่าจะกลับไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟังก็คือปรากฎการณ์ในแบงค็อกตอน 8 โมงเช้าและ 6 โมงเย็น

ไม่ว่าจะวิ่งอยู่ในสวนลุม รีบเดินไปขึ้น BTS หรือกำลังนั่งกินข้าวอยู่ ถ้ามีเสียงเพลงชาติไทยดังขึ้น คนไทยทุกคนจะหยุดกิจกรรมของตัวเองแล้วยืนตรง

ทุกอย่างราวกับถูกหยุดเวลาไว้ชั่วขณะ


ครั้งหนึ่งตอนผมกำลังเดินไปขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าน เห็นพี่ที่เคยทำงานอยู่ออฟฟิศเดียวกัน เดินอยู่ลิบๆ

พอเพลงชาติไทยดังขึ้น ทุกคนหยุด แต่พี่เขาไม่หยุด

อาจเป็นเพราะพี่เขารีบจริงๆ หรืออาจเป็นเพราะเขามองเพลงชาติไทยในมุมอื่นก็ได้

สำหรับคนบางคน โดยเฉพาะเด็กที่จบนอกมาหรือสนใจประวัติศาสตร์ด้านการเมือง อาจมองว่าการบังคับให้คนไทยหยุดยืนตรงเคารพธงชาติ เป็นการ “กดขี่” อย่างหนึ่ง เพราะนโยบายนี้มีมาตั้งแต่ยุคที่จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี

จาก Wikipedia: เพลงชาติไทย

เพลงชาตินับเนื่องเป็นหนึ่งอาณัติสัญญาณในการเคารพธงชาติ กล่าวคือ

1.เมื่อมีการชักธงชาติขึ้นและลง ให้แสดงความเคารพโดยการยืนตรง หันไปทางเสาธง อาคาร หรือสถานที่ที่มีการชักธงชาติขึ้นและลง จนกว่าจะเสร็จการ

2. ในกรณีที่ได้ยินเพลงชาติหรือสัญญาณการชักธงชาติ จะเห็นหรือไม่เห็นการชักธงชาติก็ตาม ให้แสดงความเคารพโดยหยุดนิ่งในอาการสำรวม จนกว่าการชักธงชาติหรือเสียงเพลงชาติ หรือสัญญาณการชักธงชาติจะสิ้นสุดลง[13]

แนวปฏิบัติดังกล่าวนี้ ได้ริเริ่มให้มีขึ้นครั้งแรก จากการบรรเลงเพลงชาติ ตามสัญญาณจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ในเวลา 08.00 น. โดยบัญชาของจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ราวปี พ.ศ. 2485 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

จอมพลป.พิบูลสงครามถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจล้นฟ้า สนับสนุนชาตินิยม และพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างอัตลักษณ์แห่งความเป็นไทย

จาก Wikipedia: แปลก พิบูลสงคราม 

นับแต่จอมพล ป. ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2481 ได้มีนโยบายในการสร้างชาติ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลัทธิชาตินิยม เช่น ออกกฎหมายคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ มีการสงวนอาชีพบางอย่างไว้เฉพาะคนไทย และปลูกฝังให้ประชาชนนิยมใช้สินค้าไทย ด้วยคำขวัญว่า “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ”… มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 และเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคมของทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล โดยเริ่มเปลี่ยนในปี พ.ศ. 2484 ทำให้ ปี พ.ศ. 2483 มีเพียง 9 เดือน

เพลงชาติที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ก็ถูกแต่งขึ้นในสมัยจอมพลป.ครองอำนาจ แม้กระทั่งท่อนแรกของเพลงชาติที่ว่า “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” ก็เป็นประโยคที่ดูจะเหมารวมไปหน่อย เพราะสยามประเทศนั้นไม่ได้มีแต่คนเชื้อชาติไทย แต่มีทั้งเชื้อชาติ มอญ จีน มลายู เขมร ลาว ฯลฯ ด้วย

จึงเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ ที่จะมีคนบางคนจะต่อต้านนโยบายนี้ด้วยการไม่ยอมหยุดยืนตรงเคารพธงชาติ


แล้วผมมองยังไง?

ส่วนตัวผมก็ยังชอบการยืนตรงเคารพธงชาตินะครับ

ถ้าจะต้องให้เหตุผล ก็น่าจะมีสามข้อ

1. เป็นเอกลักษณ์ที่บ้านอื่นไม่มีกัน
อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า ถ้าชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวมาเมืองไทย แล้วเจอคนไทยยืนตรงเคารพธงชาติ มันจะเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ของเขาแน่นอน เขาจะมีเรื่องราวให้กลับไปเล่าคนที่บ้านเพิ่มขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง และผมไม่ห่วงว่าเขาจะมองว่าคนไทยหัวอ่อน เพราะคงมีนักท่องเที่ยวไม่มากนักหรอกที่จะมาสืบเสาะว่านโยบายนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และถึงแม้จะเข้าใจถึงที่มา เขาก็คงใจกว้างพอที่จะไม่มาตัดสินเราด้วยเรื่องอย่างนี้

2. มันสนุกดี
ผมรู้สึกเหมือนพวกเราคนไทยกำลังมีกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน กิจกรรมที่รู้และเข้าใจกันเฉพาะพวกเราเท่านั้น เป็นโอกาสแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวให้แขกที่มาเยี่ยมได้รู้ เป็นโชว์ที่เราซุ่มซ้อมด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล

3. เราให้ความหมายใหม่กับมันได้
แม้ต้นทางของนโยบายนี้จะดูเป็นการบังคับให้คนทุกคนอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ แต่จอมพลป.ก็จากไปตั้งนานแล้ว และในเมื่อการยืนตรงเคารพธงชาติมันไม่ได้สร้างความเสียหายหรือทำให้ใครเดือดร้อน ทำไมเราไม่เลือกที่จะมองการยืนตรงเคารพธงชาติด้วยทัศนคติที่เป็นบวก?

แม้ประเทศไทยจะมีเรื่องน่าเบื่อหน่ายแค่ไหน ผมก็ยังรู้สึกว่าเมืองไทยน่าอยู่มากๆ เราไม่ต้องเจอสงครามกลางเมืองเหมือนอย่างตะวันออกกลาง ไม่ต้องกลัวการก่อการร้ายเท่าสหรัฐหรือยุโรป ไม่ต้องอดยากเหมือนบางประเทศในแอฟริกา ทั้งนี้เพราะบรรพบุรุษและบรรพกษัตริย์ของเราได้วางรากฐานเอาไว้ดี ทั้งการเลือกถิ่นฐาน การคัดสรรวัฒนธรรมและประเพณี และการปกป้องดินแดนนี้ให้ไม่ต้องตกอยู่ใต้อาณัติของชาติอื่น

“Someone is sitting in the shade today because someone planted a tree a long time ago.”

การยืนตรงเคารพธงชาติสำหรับผม จึงไม่ใช่เรื่องของการยอมจำนนต่ออำนาจรัฐหรือเผด็จการ ไม่ใช่เรื่องของการขาดความรู้ทางประวัติศาสตร์ และยิ่งไม่ใช่เรื่องการเห็นว่าเชื้อชาติไทยดีกว่าเชื้อชาติอื่น

แต่มันเป็นการแสดงความเคารพต่อคนที่มาก่อนหน้าเรา ที่ได้ปลูกต้นไม้ใหญ่เอาไว้ ให้เราได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขจนทุกวันนี้ครับ


UPDATE: 25 Aug 2017: “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน ถ่ายที่เต๊นชมพู ข้างตึกอื้อจื่อเหลียง เช้าวันที่ 26 พ.ค. 59

เลือกผิดได้เรื่อยๆ

20160603_Wrong

“สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดสำหรับคนยุคนี้คือการคิดว่าสิ่งที่เลือกมันต้องใช่ ฉันจะผิดไม่ได้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่เลย ชีวิตมันมีแต่ความผิด เลือกไปเดี๋ยวมันก็ผิด ไอ้ที่คิดว่ามันโคตรถูกเลย เดี๋ยวอีกสองปีมันก็ผิด คือมันมีแต่การเลือกที่ผิด คุณถึงต้องเลือกไปเรื่อยๆ ผมเลยคิดว่าถ้าเราเปิดใจ และคิดว่าชีวิตมันคือการเลือกไปเรื่อยๆ มันสบาย แล้วคุณจะรู้สึกว่าชีวิตมันเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ ผิดแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เลือกใหม่ได้นี่หว่า”

– สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (นิ้วกลม)
a day BULLETIN issue 337, 5-11 Jan 2016 
เรื่องและภาพ กองบรรณาธิการ


เราถูกสั่งสอนให้ “เลือกอย่างจริงจัง” มาตั้งแต่เด็ก

เริ่มตั้งแต่พ่อแม่ที่เลือกโรงเรียนให้ลูกตั้งแต่ชั้นประถม ทุ่มเททุกวิถีทางที่จะให้ลูกได้เข้าโรงเรียนที่หมายมั่นปั้นมือเอาไว้ จะต้องไปบำเพ็ญประโยชน์หรือบริจาคเงินเป็นแสนก็ยอม

เลือกโรงเรียนเสร็จ ลูกก็ต้องมา “เลือกคำตอบที่ถูกต้อง” เวลาทำข้อสอบ ซึ่งมักมีเพียงข้อเดียว ถ้าเลือกผิดเยอะก็จะสอบตกซ้ำชั้นอีก

พอขึ้นมัธยมปลายก็ต้องมาเลือกว่าจะเรียนสายวิทย์หรือสายศิลป์ เพื่อเตรียมความพร้อมสอบเข้าคณะที่จะเลือกเรียนในมหาวิทยาลัย และอาชีพที่จะเลือกทำหลังเรียนจบ

ซึ่งก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า งานที่เราทำ และชีวิตที่เรามีอยู่ตอนนี้ เป็นผลลัพธ์ของการตัดสินใจของตัวเราเองในวัย 15 ปี

วัยที่ยังไม่รู้อะไรเลย

เหตุใดเราต้องปล่อยให้การตัดสินใจของเราคราวนั้น มากำหนดชีวิตเราทั้งชีวิต?

และพ่อแม่เอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงวางแผนล่วงหน้าให้ลูกเป็นสิบๆ ปี ว่าต้องเข้าโรงเรียนนี้ จะได้เรียนคณะนี้ และจะได้ทำอาชีพนี้ (ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น อาชีพที่ว่าอาจไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแล้วก็ได้)

ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน สามปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเรายังไม่รู้เลย แต่เรากลับพยายามจะวางแผนล่วงหน้าเป็นสิบๆ ปี เราจึงซีเรียสกับการตัดสินใจ

และบางทีก็ซีเรียสเกินไป

“สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดสำหรับคนยุคนี้คือการคิดว่าสิ่งที่เลือกมันต้องใช่ ฉันจะผิดไม่ได้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่เลย ชีวิตมันมีแต่ความผิด เลือกไปเดี๋ยวมันก็ผิด ไอ้ที่คิดว่ามันโคตรถูกเลย เดี๋ยวอีกสองปีมันก็ผิด คือมันมีแต่การเลือกที่ผิด คุณถึงต้องเลือกไปเรื่อยๆ”

เราถูกสอนให้จริงจังกับการเลือกมาโดยตลอด เพราะถ้าเลือกผิด ชีวิตก็พลิกผัน

แต่เราก็มักลืมไปว่า ในเกือบทุกสถานการณ์ เราสามารถเลือกใหม่เพื่อพลิกชีวิตกลับได้เหมือนกัน

วันนี้เรามีทางเลือกมากมายกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่หลายเท่า ถ้ายังพบว่าตัวเองมีทางเลือกน้อย ก็อาจเป็นเพราะว่าเรายังติดอยู่ในกรอบเดิมๆ ที่ตอนนี้อาจไม่มีอยู่จริงแล้วก็ได้

ชีวิตคนเราก็เหมือนวีดีโอเกมที่หากเลือกผิดหรือเล่นพลาด ก็เริ่มเล่นใหม่ได้เสมอ ตราบใดที่เรายังไม่เลิกเล่น หรือเครื่องเกมเจ๊งไปเสียก่อน

“ถ้าเราเปิดใจ และคิดว่าชีวิตมันคือการเลือกไปเรื่อยๆ มันสบาย แล้วคุณจะรู้สึกว่าชีวิตมันเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ ผิดแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เลือกใหม่ได้นี่หว่า”

ใช่ครับ ชีวิตนี้เต็มไปด้วยความเป็นไปได้เสมอ

หากเรากล้าตัดสินใจ

และไม่กลัวที่จะผิดซะบ้างครับ


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN issue 337, 5-11 Jan 2016 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Banner468x60ver1.jpg

นิทานเพื่อนเกเร

20160602_naughty

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แม่กังวลใจที่ลูกสาวตัวน้อยของเธอสุงสิงกับเด็กผู้หญิงข้างบ้านที่เป็นเด็กเกเร วันหนึ่งทนไม่ไหวเลยเอ่ยปากถามลูก

แม่: ทำไมลูกถึงชอบเล่นกับเขาจังคะ พูดจาก็ไม่เพราะ แถมยังชอบแกล้งลูกแรงๆ อีกด้วย

ลูก: หนูว่าเขาคงไม่เคยรู้ว่าถ้าอยากจะเป็นที่รักต้องทำตัวยังไง หนูเลยคิดว่าถ้าหนูทำดีกับเขา เขาอาจจะค่อยๆ ซึมซับก็ได้นะคะแม่


ป.ล. มาจากเรื่องจริงที่ถูกถามใน Quora ว่า What is the loveliest thing a child has ever said to you?

คำตอบจาก Cherie Wilkerson:

My daughter was dealing with a little girl who wasn’t very kind to her. I was frustrated. I finally asked her why she played with this unkind child.

She said

“Maybe nobody ever taught her how to be a nice friend. If I’m nice then she can learn”

I misted up and suddenly had “something in my eye”


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เราหนีความจริงได้

20160601_avoidreality

แต่เราหนีผลลัพธ์จากการหนีความจริงไม่ได้

“You can avoid reality but you cannot avoid the consequences of avoiding reality.”

-Anonymous*

นิสัยหลายอย่างของคนเราน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากการหนีความจริง

บางคนชอบผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมทำงานที่ยากและน่าเบื่อ และในเมื่อมันยังไม่ถึงเส้นตายก็เลยขอซื้อเวลาออกไปก่อน

หรือบางคนติดเหล้า เพราะจะได้ไม่ต้องคิดถึงปัญหามากมายที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต

ถ้าจะมองในแง่ยุทธศาสตร์ คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งกับคนที่กินเหล้าเพื่อลืมความทุกข์นี่ถือว่าใช้กลยุทธ์ที่ไม่ได้เรื่องเอามากๆ

เพราะสู้ยังไงก็แพ้

ต่อให้ผัดวันประกันพรุ่งไปนานแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องทำอยู่ดี (ถ้างานมันต้องทำ)

ส่วนงานที่ไม่ต้องทำก็ได้ (เช่นโปรเจ็คที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น) พอผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ ม้นก็ไม่ได้เริ่ม และชีวิตก็ไปไม่ถึงไหนเสียที

คนที่ติดเหล้า ต่อให้จะเป็นเหล้าชั้นดีเพียงใด ช่วยให้ลืมปัญหาได้นานแค่ไหน แต่พอตื่นมาตอนเช้าก็เหลือปัญหาเท่าเดิม ดีไม่ดีจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ


พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์

การเผชิญความจริงก็คือการเผชิญความทุกข์

เมื่อคนส่วนใหญ่ตามหาความสุข เราจึงวิ่งหนีความทุกข์และวิ่งหนีความจริง

ความทุกข์เป็นเหมือนคนที่รักเรา อยู่กับเราเหมือนเงาตามตัว ความจริงก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ยิ่งเราทำเป็นมองไม่เห็นมันนานเท่าไหร่ เงาแห่งความจริงก็จะยิ่งทอดยาวขึ้น

ความจริงกับความทุกข์นั้นเหมือนกันอีกอย่างตรงที่มันจะน่ากลัวก็ต่อเมื่อเราไม่สบตามัน เพราะพอตาเราไม่มอง สมองก็เริ่มมโนไปต่างๆ นาๆ

แต่หากเรากล้าสบตากับความจริง บ่อยครั้งเราจะพบว่า เฮ้ย มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่กลัวนี่หว่า รู้งี้สบตากันไปตั้งนานแล้ว

“You can avoid reality but you cannot avoid the consequences of avoiding reality.”

ความจริงหนีได้ก็เพียงชั่วคราว และยิ่งหนี ผลลัพธ์ก็ยิ่งแย่

เลิกหนี แล้วหันมาสู้กับความจริงดูซักตั้ง

แล้วชีวิตจะ “เอาอยู่” มากกว่านี้ครับ


* เว็บส่วนใหญ่จะบอกว่าคำพูดนี้เป็นของ Ayn Rand แต่ Quote Investigator บอกว่าไม่น่าใช่ครับ 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Banner468x60ver1.jpg