รางวัลที่ดีที่สุด

20160610

ถาม: สำหรับคนทำงานศิลปะ นอกจากถ้วยรางวัลที่คนอื่นมอบให้แล้ว รางวัลส่วนตัวที่คุณจะได้คืออะไรบ้าง

ตอบ: ก็เข้ามาในหลากหลายรูปแบบ แต่รางวัลที่ดีที่สุดของผมก็คือการได้นอนหลับสนิท ได้นอนและตื่นขึ้นมาในทุกๆ วันโดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องเมื่อวาน แล้วผมมีความรู้สึกว่า การที่ต้องมานั่งคิดว่าวันนั้นเราไม่น่าทำอย่างนั้นเลยว่ะ น่าจะทำอีกแบบ น่าจะทำให้มันดีกว่านี้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะทำให้ผมนอนไม่หลับ ผมเป็นคนที่จะนอนไม่หลับถ้ารู้สึกว่าสิ่งที่ทำมาไม่ดีพอ สิ่งที่ผมคาดหวังมากๆ เลยก็คือก็ได้นอนหลับสนิทโดยไม่ต้องสนใจอะไรแล้ว นั่นเป็นรางวัลส่วนตัวที่ผมคาดหวัง

– จิรายุ ละอองมณี

a day BULLETIN issue 360: 15-21 June 2015 
สัมภาษณ์: เอกพล บรรลือ, ปริญญา ก้อนรัมย์
ภาพ: ภาสกร ธวัชธาตรี


หลังอ่านบทสัมภาษณ์ของเก้า จิรายุ ละอองมณี ความรู้สึกแรกที่มีคือ เด็กคนนี้มันเจ๋งดีว่ะ

ผมเห็นเก้าครั้งแรกในหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในบท “บุญทิ้ง” เด็กเร่ร่อนที่ได้รับการช่วยเหลือจากองค์ดำ และติดตามองค์ดำจนวันหนึ่งเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นพระราชมนู

ส่วนหนังเรื่องสุดท้ายที่ผมได้ดูเก้าแสดงก็คือเรื่องตุ๊กแกรักแป้งมาก ซึ่งน้องเขากวาดรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจากหลายสถาบันอีกด้วย

จะด้วยความที่ทำงานในวงการมาตั้งแต่เด็กหรืออย่างไรไม่รู้ ความคิดที่ถ่ายทอดลงใน a day BULLETIN จึงดูเป็นผู้ใหญ่มาก ทั้งๆ ที่เก้าเพิ่งจะอายุ 20

ถ้าได้เจอตัวเป็นๆ ผมก็อยากจะชวนให้เก้าลองเขียนบล็อกหรือเขียนหนังสือเหมือนกัน เพราะผมว่าน้องเขาน่าจะยังมีของอยู่ในตัวอีกเยอะ


เราทุกคนถูกปลูกฝังให้ขยันและตั้งใจทำงาน เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จในชีวิต

แต่อะไรคือ “ความสำเร็จ”?

มีเงินเดือนหนึ่งแสนถือว่าสำเร็จรึยัง?

มีคนไลค์เพจหมื่นคนถือว่าสำเร็จหรือยัง?

มีชื่อเสียง ได้โล่ห์รางวัล ถือว่าสำเร็จหรือยัง?

หรือจริงๆ แล้วความสำเร็จไม่ใช่เรื่องนอกกาย แต่เป็นเรื่องในใจ?

“รางวัลที่ดีที่สุดของผมก็คือการได้นอนหลับสนิท ได้นอนและตื่นขึ้นมาในทุกๆ วันโดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องเมื่อวาน”

ถ้าเราใช้ชีวิตแบบสิบเต็มสิบ ทำวันนี้ให้เต็มที่ จะได้ไม่มีอะไรต้องเสียดายหรือเสียใจ

ใครทำได้ ผมว่าคนนั้นก็ประสบความสำเร็จแล้วนะครับ


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN issue 360: 15-21 June 2015 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานคุณยายจ่ายตลาด

20160607_shopping

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

สัปดาห์ที่แล้วผมไปเดินซื้อของที่ตลาด เห็นคุณยายคนหนึ่งกำลังเลือกซื้อมะเขือเทศกับแม่ค้าที่หน้าตาดูเจ้าเล่ห์

คุณยายหยิบมะเขือเทศขึ้นมา 3 ลูกให้แม่ค้าชั่ง

“30 บาทค่ะ” แม่ค้าบอก

“อ้อ จริงๆ แล้วจะแค่เอาไปทำซุปน่ะ ไม่ต้องใช้ถึงสามลูกก็ได้” ว่าแล้วหญิงชราก็หยิบมะเขือเทศลูกใหญ่ที่สุดออก

แม่ค้ามองตาชั่งอีกครั้งแล้วบอกว่า

“25 บาทค่ะ”

เฮ้ย นี่แม่ค้ากะจะฟันคุณยายนี่หว่า ผมคิดในใจ

แต่ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยปากเตือนคุณยาย คุณยายก็ควักเหรียญห้ายื่นให้แม่ค้า

แล้วเดินจากไปพร้อมมะเขือเทศลูกใหญ่


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Zhao Lin’s answer to What did someone do that made you think they were really smart?

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Banner468x60ver1.jpg

ก้าวย่างที่ผิดพลาด

20160607_misstep

มักเกิดจากการยืนอยู่เฉยๆ

“Many a false step was made by standing still.”
– Fortune cookie

บ่อยครั้งที่เราไม่กล้าตัดสินใจ เพราะกลัวว่าจะตัดสินใจผิด

แต่การเลือกอยู่กับสิ่งเดิม อาจเป็นเรื่องที่ผิดยิ่งกว่า

เพราะบางครั้ง อยู่เฉยๆ ก็ล้มได้ และการมุ่งไปข้างหน้าอาจมั่นคงกว่า

เหมือนเราขึ้นไปนั่งบนจักรยาน ถ้าเราพยายามทรงตัวอยู่บนจักรยานนิ่งๆ โอกาสล้มมีสูงมาก แต่ถ้าเราปั่นไปเรื่อยๆ เรากลับไม่ล้ม

เพราะจักรยานถูกออกแบบมาให้เคลื่อนที่

ชีวิตก็ถูกออกแบบมาให้เคลื่อนที่เหมือนกัน

ดังนั้น อย่ากลัวที่จะพุ่งออกไป เพราะมันไม่ล้มหรอก

และถึงล้ม อย่างมากก็แค่ถลอก กลัวไปทำไม

เจ็บกว่านี้ก็เคยมาแล้ว


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ชีวิตสั้นเกินกว่า

20160607_lifestooshort

คือประโยคเตือนใจที่ดี

เวลาที่เรากำลังประสบกับพลังงานลบ ให้นึกถึงประโยค

Life is too short to…
ชีวิตสั้นเกินกว่า…

แล้วเติมคำลงในช่องว่าง

Life is too short to hold grudges
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมาเก็บความขุ่นข้องหมองใจ

Life is too short to scroll down the infinite Facebook feed
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมานั่งส่องเฟซ

Life is too short to avoid putting in the hard work
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมามัวเหยาะๆ แหยะๆ

Life is too short to worry about what other people think of you
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมากังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง

Life is too short to wait until everything is ready
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะรอให้ทุกอย่างพร้อม

Life is too short to argue who is right
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมานั่งเถียงกันว่าใครถูกใครผิด

Life is too short to wait until you are rich
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมารอให้รวยก่อน

Life is too short to postpone decisions
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะเลื่อนการตัดสินใจออกไปเรื่อยๆ

Life is too short to act like a wimp
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมัวใจเสาะ กลัวโน่นกลัวนี่ไปหมด

Life is too short to think you will get to do it someday
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมาคิดว่า ไว้วันหลังค่อยทำก็ได้

Life is too short to…

ประโยคนี้มีประโยชน์ ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

โชคดีที่ล้าหลัง

20160606_Underdeveloped

ผมสงสัยมานานแล้วว่า ใครกันนะเป็นคนจัดว่าประเทศไหนคือประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศไหนด้อยพัฒนา

และที่สงสัยยิ่งกว่าก็คือ มันจะมีพิจารณา “เลื่อนชั้น” เหมือนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกบ้างมั้ย?

แล้วถ้ามีเลื่อนชั้นได้ จะมีการ “ตกชั้น” บ้างรึเปล่า?


ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เมืองไทยเราอยู่ในกลุ่ม”ประเทศด้อยพัฒนา” มาแต่ไหนแต่ไร

ก็เลยทำให้เรามองชาติที่พัฒนาแล้วด้วยความชื่นชมปนอิจฉา

เพราะการคิดค้นอะไรใหม่ๆ ก็ล้วนมาจากประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น internet, social media, driverless cars, Artificial Intelligence

ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงเป็นคนสรรค์สร้าง ส่วนประเทศที่ยังไม่พัฒนาอย่างเราจึงได้แต่ซื้อของเขามาใช้

คิดแล้วก็น่าน้อยใจเหมือนกัน

แต่มองในมุมกลับ การเป็นประเทศที่ตามหลัง ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย

เพราะเราจะได้เห็นอะไรมากกว่าคนอื่น

แม้ว่าจะตามหลัง ก็ตามหลังแค่ไม่มากนัก เรายังอยู่ใกล้กับเขาเพียงพอที่จะมองเห็นสิ่งดีๆ และคัดสรรมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตคนไทยได้

ขณะที่เมืองฝรั่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่เป็นผู้นำทั้งหลาย เขาแทบจะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้จากประเทศเราเลย เพราะสื่อของเขาคงไม่ได้สนใจว่า”ประเทศล้าหลัง” อย่างเราจะมีอะไรที่เขายังไม่รู้

ซึ่งก็หมายความประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับประโยชน์จากภูมิปัญญาไทย


ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องของจิตใจ

ถ้าเป็นฝรั่ง เวลามีเรื่องเครียดหรืออยู่ในสภาวะจิตตก สิ่งที่เขามักพึ่งพาเป็นอย่างแรกๆ คือยาและจิตแพทย์

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ยานอนหลับจะขายดีมากในประเทศอเมริกา ในปี 2010 มีการจ่ายยานอนหลับให้คนอเมริกาถึง 60 ล้านครั้ง (อเมริกามีประชากร 300 ล้านคน)

คนไทยเราก็อาจมีใช้ยานอนหลับอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าน้อย ยิ่งคนที่จะไปปรึกษาแพทย์ยิ่งน้อย เพราะเรามีทางออกที่ง่ายดายกว่า คือสวดมนต์-นั่งสมาธิ พอใจมันสงบ เดี๋ยวมันก็หลับเองแหละ

ฝรั่งเป็นออฟฟิศซินโดรมก็อาจกินยาคลายกล้ามเนื้อ ส่วนเราไปนวดแผนไทยชิวๆ

ฝรั่งเลือดไหลเวียนไม่ดีก็กินยา ส่วนคนไทยอาจไปฝังเข็ม

เวลาชีวิตเจอแต่ปัญหารุมเร้า ฝรั่งมีทางเดียวคือเชื่อมั่นในตนเอง และก้มหน้าก้มตาสู้ต่อไป

ขณะที่คนไทยนอกจากก้มหน้าสู้ต่อไปแล้ว เรายังทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร และยังไปขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเปิดทางอีกด้วย

ไม่ได้จะชี้ว่าการทำบุญหรือบนบานนั้นจะช่วยแก้ปัญหาได้นะครับ เพียงแต่การที่เรารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างให้เราพึ่งพาก็ทำให้เราอุ่นใจและมั่นใจมากขึ้น ในขณะที่ฝรั่งเขาไม่มีสิ่งนี้เพราะเขาคิดอะไรเป็นวิทยาศาสตร์หมดเลย

แต่วิทยาศาสตร์ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างซะหน่อย

คนไทยเชื่อว่ายังมี “พลังงานบางอย่าง” ที่มองไม่เห็น ตรวจวัดไม่ได้ แต่หยิบมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ในแง่ความรู้สึก

คนใน “ชาติที่พัฒนาแล้ว” อาจมองว่าพวกเรางมงาย ซึ่งนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขา

และนั่นก็หมายความว่าเขาตัดความเป็นไปได้บางอย่างออกจากชีวิตด้วย

นี่คือเหตุผลที่ทำไมผมคิดว่าคนไทยโชคดีที่ล้าหลังกว่าบ้านอื่นเมืองอื่น เพราะมันทำให้เราไม่เชื่อมั่นตัวเองเกินไป จนมองข้าม (หรือไม่มีโอกาสได้เห็น) ภูมิปัญญาของชาติอื่นครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com