ฟังร่างกายตอนที่มันยังกระซิบ

20180625_body

ร่างกายเป็นสมบัติที่มีค่ามากที่สุดของเรา แต่เรากลับดูแลมันได้แย่กว่าที่เราดูแลงานหรือดูแลสมบัตินอกกาย

ความเจ็บป่วยหลายอย่างจึงเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่เราควรจะหลีกเลี่ยงได้

เป็น office sysndrome เพราะเอาแต่ก้มมองจอแล็ปท็อปทั้งๆ ที่จริงๆ ควรใช้จอมอนิเตอร์และนั่งให้ถูกท่า

เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะปวดแล้วไม่ยอมเดินไปเข้าห้องน้ำ

หลับยากหรือหลับไม่เคยเต็มอิ่ม เพราะนอนไถมือถือจนดึกดื่น

อาการเจ็บป่วยส่วนใหญ่มักจะปรากฎตัวอย่างช้าๆ และร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนเราแต่เนิ่นๆ ทุกครั้ง

ถ้าเราใส่ใจพอที่จะฟังร่างกายตอนที่มันกระซิบบอกเราว่า “เธอๆ ชั้นเริ่มไม่โอเคแล้วนะ” อะไรๆ ก็ยังพอแก้ไขได้ทัน

แต่ถ้าเรามัวชะล่าใจ วันไหนที่มันร้องตะโกนว่า “กูไม่ไหวแล้วโว้ย!” อะไรๆ ก็อาจกู่ไม่กลับแล้วก็ได้

—–

รับบทความจาก Anontawong’s Musings ทางอีเมลได้ทุกวัน เพียงไปที่เว็บไซต์  https://anontawong.com/2018/06/26/body-whisper/  แล้ว scroll down ไปจนเจอช่อง Enter your email adress กรอกอีเมลที่ใช่ แล้วกดปุ่ม Follow สีดำ (ถ้าเปิดจากคอมพิวเตอร์ ช่องกรอกอีเมลจะอยู่ฝั่งขวา)

Work-Life Balance ไม่เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงาน

20180623b

ไม่เกี่ยวว่าคุณกลับบ้านค่ำรึเปล่า

และไม่ได้เกี่ยวด้วยว่าคุณได้เล่นโยคะหลังเลิกงานรึเปล่า

แต่มันเกี่ยวกับความรู้สึกปลอดภัยในที่ทำงานต่างหาก

ผู้นำที่ดีจะสร้างองค์กรที่พนักงานรู้สึกอุ่นใจ ไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็น ไม่ต้องกังวลว่าใครกำลังจ้องเล่นงานเราอยู่

มีงานวิจัยเคยบอกด้วยว่า พ่อแม่ที่ทำงานกลับบ้านดึก ไม่ได้มีผลกระทบกับลูกเท่ากับพ่อแม่ที่เกลียดงานที่ตัวเองทำจนนำพลังงานลบติดตัวกลับมาที่บ้าน*

ดังนั้น ในฐานะผู้บริหาร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พนักงานมาทำงานได้อย่างสบายใจ มีความเคารพและไว้ใจซึ่งกันและกัน เพื่อที่ทุกคนจะได้ใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่

ถ้าอยู่บ้านก็รู้สึกดี อยู่ที่ทำงานก็รู้สึกอุ่นใจ พนักงานย่อมมี Work-Life balance ถึงจะต้องเจองานหนักบ้างก็พร้อมจะสู้ไปด้วยกันครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Good Life Project: Simon Sinek (นาทีที่ 21:50)

* ผมพยายามหาหลักฐานอ้างอิงแต่ยังหาไม่เจอ ดังนั้นฟังหูไว้หูนะครับ

ถ้าต้องสร้างความชอบธรรม

20180623

แสดงว่ามันอาจไม่ชอบธรรมตั้งแต่แรกแล้ว

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำอะไรบางอย่างลงไป แล้วรู้สึกว่าต้องชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่อปกป้องการกระทำของเรา นั่นแสดงว่าลึกๆ เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ดี

เพราะถ้าการกระทำของเรามันโอเคจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องสร้างความชอบธรรมใดๆ เลย

ดังนั้น แทนที่จะสร้างความชอบธรรมสำหรับการกระทำที่ไม่ชอบธรรมของเรา มันยังมีอีกสองทางเลือก

1. อย่าไปทำมัน
2. ทำ ยอมรับว่าเรากำลังทำให้คนอื่นเดือดร้อน และเอ่ยปากขอโทษ

ทางเลือกที่สองนั้น แม้มันจะไม่เพอร์เฟ็กต์นัก แต่ก็ดีว่าการยืนกรานว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปนั้นถูกต้อง เพราะรังแต่จะทำให้สีข้างถลอกเปล่าๆ ครับ

ความรักไม่ใช่เรื่อง 50:50

20180623c

ใครที่มีคู่หรือเคยมีคู่ น่าจะต้องรู้จักกับความรู้สึกนี้

รู้สึกว่าเราลงแรงในความสัมพันธ์มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

เช่นเราอุตส่าห์มารอตั้งนาน พอเจอหน้าไม่เห็นขอโทษเราซักคำ

หรือเราอุตส่าห์ลงมือทำอาหารให้กิน กว่าจะหาสูตร กว่าจะไปซื้อของ กว่าจะเข้าครัวได้เมนูจานนี้มา แต่พอเขากินเสร็จแล้วจะปริปากชมให้ชื่นใจซักนิดก็ไม่มี

แต่ความรักไม่ใช่เรื่องคนละครึ่งนะครับ

ความรักไม่เคยเป็นเรื่อง 50:50

มันมักจะเป็น 90:10 เสมอ

นั่นคืออีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายให้มากกว่า ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายรับเสียเยอะ

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ

วันนี้เรา 90 เขา 10 ก็จริง

แต่พรุ่งนี้เราอาจ 10 และเขา 90 ก็ได้

เพราะสิ่งที่เราแต่ละคนเจอในแต่ละวันมันไม่เหมือนกัน วันนี้เขาอาจงานสบาย ส่วนเราโดนหนักมาทั้งวัน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาควรเอาอกเอาใจเราหน่อย พรุ่งนี้พอเรามีแรงมากขึ้นเราก็เอาอกเอาใจเขากลับบ้าง

เราจึงไม่ควรน้อยใจหรือเรียกร้องความแฟร์ในความสัมพันธ์

เพราะในความเป็นจริง บางวันมันต้องไม่แฟร์อย่างสุดๆ ด้วยซ้ำไป

เพราะมีแต่คนที่รักกันเท่านั้นที่จะยอมให้กันได้ขนาดนี้ จริงมั้ยครับ?

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก The James Altucher Show: 360 – Joey Coleman: How to Relate to People (Customers, Bosses, Loved Ones and Cops) 

นิทานเซียนหยาหย่าศึก

20180622

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่ง ท่านเซียนหยาออกบิณฑบาต พบสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังทะเลาะกัน ชาวบ้านมามุงดูมากมาย บางคนจะพยายามห้ามศึกแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะทั้งคู่เดือดดาลเต็มที่

“แกเป็นผัวประสาอะไร ไมให้ตังค์ค่าแต่งตัวฉันยังไม่ว่า แม้แต่เงินค่าเล่าเรียนลูก ก็ยังไม่ให้อีก แกนี่มันไม่เอาไหนจริงๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีอะไรที่เหมือนผู้ชายเลย”

“นังแพศยา ด่าอีกสิ พ่อจะตบเสียให้กลิ้ง”

ท่านเซียนหยาแหวฝูงชนเข้ามา ร้องตะโกนว่า

“พี่ป้าน้าอาทั้งหลาย มาดูคนกัดกันเร็วเข้า ดูชนไก่ ชนวัว ต้องเสียสตางค์ซื้อตั๋ว แต่นี่คนกัดกัน ไม่ต้องซื้อตั๋ว นานทีปีหนถึงจะได้เจอของดีๆ แบบนี้”

สองผัวเมียไม่สนใจคำร้องตะโกนของท่านเซียนหยา ยังคงทะเลาะกันต่อไป

สามีตวาดว่า “แกลองด่าข้าอีกสิว่าไม่ใช่ลูกผู้ชาย ข้าจะฆ่าแกเสียทันที”

ภรรยาไม่ยี่หระ “แกมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย…เอาสิ ฆ่าเลย…ฆ่าเลย!”

ท่านเซียนหยาตะโกนว่า

“ฉากบู๊นองเลือดกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว กำลังจะฆ่ากันแล้ว หาดูที่ไหนไม่ได้นะทุกท่าน รีบเข้ามาดูเร็วเข้า”

ชาวบ้านที่เดินผ่านมา เห็นท่านเซียนหยาส่งเสียงเชียร์แบบนี้ ก็ทนไม่ได้

“พระสงฆ์ ผัวเมียเขาทะเลาะกันท่านไม่ห้ามแถมยังยุส่งอีก เป็นพระจริงพระปลอมกันนี่ ราดน้ำมันบนกองเพลิงแบบนี้มีประโยชน์อะไร”

“มีสิ ประโยชน์เยอะแยะ พวกเขาบอกว่าจะฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง พอมีคนตาย พระก็มีงานทำ ได้เงินทำบุญสวดมนต์งานศพ อาตมาก็มีเงินใช้ ไม่ดีได้อย่างไร”

ชาวบ้านได้ยินเช่นนั้นก็สิ้นศรัทธา โห่ร้องตะโกนด่าพระเสียงดังลั่น

เสียงเอะอะโวยวายของชาวบ้าน ทำให้สองสามีภรรยาต้องหันกลับไปดูพระโดยมิได้นัดหมาย

ท่านเซียนหยาเห็นว่าเบี่ยงเบนความสนใจของสองสามีภรรยาได้แล้ว จึงพูดยิ้มๆ ว่า

“ไม่อยากให้คนฆ่ากันตาย ก็ฟังอาตมาเทศน์สักหน่อย”

สองสามีภรรยาและชาวบ้านเงียบตั้งใจฟัง

“หิมะจับตัวหนาแค่ไหน แต่เมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงเข้าไป หิมะนั้นก็ละลาย

อาหารเย็นชืดแค่ไหน แต่เมื่อใส่ฟืนไฟอุ่นสักหน่อยก็ร้อนได้

ผัวเมียกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน ต้องเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ที่ให้ความอบอุ่นแก่อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องทำตัวเป็นฟืนไฟ ทำความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งให้สุกงอม

คนที่จะครองคู่เป็นผัวเมียกันนั้น มันต้องเคยทำบุญร่วมกันมาก่อน อาตมาหวังว่าพวกเจ้าผัวเมียจะรู้จักเคารพซึ่งกันและกัน รักใคร่ปรองดองกัน”

สองสามีภรรยาจึงรู้ตัวว่าปล่อยให้โมหะจริตเข้าครอบงำจนเสียผู้เสียคนไปแล้ว จึงต่างขอขมาซึ่งกันและกัน แล้วจูงมือกันกลับบ้าน

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ สว่างอย่างเซ็น โดยสุภาณี ปิยพสุนทรา