นิทานเซียนหยาหย่าศึก

20180622

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่ง ท่านเซียนหยาออกบิณฑบาต พบสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังทะเลาะกัน ชาวบ้านมามุงดูมากมาย บางคนจะพยายามห้ามศึกแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะทั้งคู่เดือดดาลเต็มที่

“แกเป็นผัวประสาอะไร ไมให้ตังค์ค่าแต่งตัวฉันยังไม่ว่า แม้แต่เงินค่าเล่าเรียนลูก ก็ยังไม่ให้อีก แกนี่มันไม่เอาไหนจริงๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีอะไรที่เหมือนผู้ชายเลย”

“นังแพศยา ด่าอีกสิ พ่อจะตบเสียให้กลิ้ง”

ท่านเซียนหยาแหวฝูงชนเข้ามา ร้องตะโกนว่า

“พี่ป้าน้าอาทั้งหลาย มาดูคนกัดกันเร็วเข้า ดูชนไก่ ชนวัว ต้องเสียสตางค์ซื้อตั๋ว แต่นี่คนกัดกัน ไม่ต้องซื้อตั๋ว นานทีปีหนถึงจะได้เจอของดีๆ แบบนี้”

สองผัวเมียไม่สนใจคำร้องตะโกนของท่านเซียนหยา ยังคงทะเลาะกันต่อไป

สามีตวาดว่า “แกลองด่าข้าอีกสิว่าไม่ใช่ลูกผู้ชาย ข้าจะฆ่าแกเสียทันที”

ภรรยาไม่ยี่หระ “แกมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย…เอาสิ ฆ่าเลย…ฆ่าเลย!”

ท่านเซียนหยาตะโกนว่า

“ฉากบู๊นองเลือดกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว กำลังจะฆ่ากันแล้ว หาดูที่ไหนไม่ได้นะทุกท่าน รีบเข้ามาดูเร็วเข้า”

ชาวบ้านที่เดินผ่านมา เห็นท่านเซียนหยาส่งเสียงเชียร์แบบนี้ ก็ทนไม่ได้

“พระสงฆ์ ผัวเมียเขาทะเลาะกันท่านไม่ห้ามแถมยังยุส่งอีก เป็นพระจริงพระปลอมกันนี่ ราดน้ำมันบนกองเพลิงแบบนี้มีประโยชน์อะไร”

“มีสิ ประโยชน์เยอะแยะ พวกเขาบอกว่าจะฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง พอมีคนตาย พระก็มีงานทำ ได้เงินทำบุญสวดมนต์งานศพ อาตมาก็มีเงินใช้ ไม่ดีได้อย่างไร”

ชาวบ้านได้ยินเช่นนั้นก็สิ้นศรัทธา โห่ร้องตะโกนด่าพระเสียงดังลั่น

เสียงเอะอะโวยวายของชาวบ้าน ทำให้สองสามีภรรยาต้องหันกลับไปดูพระโดยมิได้นัดหมาย

ท่านเซียนหยาเห็นว่าเบี่ยงเบนความสนใจของสองสามีภรรยาได้แล้ว จึงพูดยิ้มๆ ว่า

“ไม่อยากให้คนฆ่ากันตาย ก็ฟังอาตมาเทศน์สักหน่อย”

สองสามีภรรยาและชาวบ้านเงียบตั้งใจฟัง

“หิมะจับตัวหนาแค่ไหน แต่เมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงเข้าไป หิมะนั้นก็ละลาย

อาหารเย็นชืดแค่ไหน แต่เมื่อใส่ฟืนไฟอุ่นสักหน่อยก็ร้อนได้

ผัวเมียกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน ต้องเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ที่ให้ความอบอุ่นแก่อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องทำตัวเป็นฟืนไฟ ทำความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งให้สุกงอม

คนที่จะครองคู่เป็นผัวเมียกันนั้น มันต้องเคยทำบุญร่วมกันมาก่อน อาตมาหวังว่าพวกเจ้าผัวเมียจะรู้จักเคารพซึ่งกันและกัน รักใคร่ปรองดองกัน”

สองสามีภรรยาจึงรู้ตัวว่าปล่อยให้โมหะจริตเข้าครอบงำจนเสียผู้เสียคนไปแล้ว จึงต่างขอขมาซึ่งกันและกัน แล้วจูงมือกันกลับบ้าน

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ สว่างอย่างเซ็น โดยสุภาณี ปิยพสุนทรา