หากจิตตกให้ลงมือทำอะไรก็ได้

เราจิตตกเพราะเราไม่อยู่กับปัจจุบัน เรามัวแต่คิดถึงสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดแต่มันดันเกิด หรือคิดถึงสิ่งที่เราอยากให้เกิดแต่มันดันไม่เกิด

การเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

เมื่อเราลงมือ ใจเราจะกลับมาอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ทางที่เราไม่เคยเห็นก็จะเริ่มมองเห็น เมฆหมอกที่ปกคลุมใจที่ขุ่นมัวจะโดนคลื่นลมแห่งการกระทำปัดเป่า

เมื่อเรา take action เราจะกังวลถึงอนาคตน้อยลง เพราะเราจะระลึกได้ว่าเรามีส่วนสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์และอนาคตของตัวเองได้

เลิกใช้ชีวิตอยู่ในหัวของตัวเอง ออกมาสบตากับความจริง แล้วลงมือทำครับ

ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราฝังใจ

ผมเป็นคนไม่กินน้อยหน่าและไม่เคยกินน้อยหน่า เพราะตอนวัยอนุบาลและวัยประถม เคยได้ยินข่าวลือบ่อยๆ ว่ากินแล้วเม็ดน้อยหน่าติดคอตาย

เลย 10 ขวบ มาหลายสิบปี ผมไม่เคยได้ยินเรื่องเม็ดน้อยหน่าติดคออีกเลยแต่ก็ยังไม่คิดจะกินมันอยู่ดีเพราะผมกลายเป็น “คนไม่กินน้อยหน่า” ไปเรียบร้อยแล้ว

ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าที่คนเลี้ยงช้างจะเอาช้างตัวเล็กผูกเชือกไว้กับเสาไม้ปักดิน แม้ช้างตัวน้อยจะออกแรงดึงแต่ก็ไม่สามารถหนีไปไหนได้ จนแม้กระทั่งมันโตแล้วก็ไม่เคยคิดจะเดินหนีไปไหนทั้งๆ ที่ถ้ามันออกแรงสักหน่อยเสาไม้ไม่มีทางต้านทานแรงของช้างที่โตเต็มวัยได้

ความฝังใจวัยเด็กเพียงไม่กี่ปีสามารถส่งผลต่อตัวตนของเราได้ทั้งชีวิต

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าเราได้นิยามตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน

เป็นคนวาดรูปไม่เก่ง เป็นคนร้องเพลงไม่เพราะ เป็นคนอ่อนคณิตศาสตร์ เป็นคนอ้วน เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนไม่มีเสน่ห์ เป็นคนขาดความมั่นใจ เป็นคนไม่มีใครรัก

เป็นคนไม่กินน้อยหน่า

เหล่านี้อาจจะเป็นความฝังใจวัยเด็ก เป็นเพียงเสาไม้ที่ผูกเราไว้กับตัวตนในอดีต

ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราฝังใจ แล้วเราอาจจะพบว่าเราเป็นอะไรได้มากกว่าที่เราเคยคิดครับ

มนุษย์ไมโครเวฟ

แต่ก่อนจะดูหนังก็ต้องไปโรงหนัง จะช็อปปิ้งก็ต้องไปเดินห้าง จะทานข้าวก็ต้องไปที่ร้าน

เดี๋ยวนี้จะดูหนังก็เปิดเน็ตฟลิกซ์ จะช็อปปิ้งก็เข้าแอป จะทานข้าวก็สั่งเดลิเวอรี่

เราไม่จำเป็นต้องออกจากบ้าน ไม่ต้องวนหาที่จอดรถ ไม่ต้องไปเข้าคิวอีกต่อไป

เมื่อเจอแต่ความสะดวกสบาย เราต้องเตือนตัวเองไม่ให้กลายเป็นมนุษย์ไมโครเวฟ

มนุษย์ไมโครเวฟคือคนที่คาดหวังว่าทุกอย่างมันต้องได้มาโดยง่าย ซึ่งในการ “เสพ” อาจเป็นอย่างนั้นก็จริง แต่ในการ “สร้าง” มันยังไม่ใช่

เราเลยอยากเงินเดือนขึ้นเร็วๆ โดยที่ทักษะเรายังไปไม่ถึง หรือมองหาการลงทุนที่ผลตอบแทนสูงโดยที่เราไม่ได้เข้าใจมันอย่างถ่องแท้

อาจจะฟังดู old fashioned ไปหน่อย แต่สิ่งที่จะมีคุณค่าอย่างแท้จริงนั้นต้องใช้เวลาเสมอ – Good things take time.

อย่าให้การได้อะไรมาโดยง่ายทำให้เรากลายเป็นมนุษย์ไมโครเวฟครับ

ชีวิตนี้ไม่ได้สั้นเกินไป

เราแค่ใช้มันอย่างทิ้งขว้างเกินไปเท่านั้นเอง

“It’s not that we have a short time to live, but that we waste a lot of it.”
-Seneca

นี่คือเหตุผลที่คนเราควรมีเป้าหมาย

ไม่ใช่เพื่อจะได้บรรลุเป้าหมายนั้น และไม่ใช่เพื่อความยิ่งใหญ่ใดๆ

แต่เพียงเพื่อให้มันเป็นตัวช่วยให้เราตัดสินใจว่าวันนี้เราจะใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง

ถ้าชีวิตไม่มีเป้าหมาย เราก็เหมือนเรือที่ไม่รู้จะไปจอดท่าไหน จะมีลมอะไรก็ไม่เกื้อหนุนทั้งนั้น

เราจะใช้เวลาอย่างทิ้งขว้าง จะทำร้ายตัวเองอย่างช้าๆ ผ่านกิจกรรมที่สร้างความเพลิดเพลิน แต่ไม่ได้ทำให้เราสุขใจ

เราจะทำอะไรก็ได้ แต่เราไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง – You can do anything, but not everything.

เลือกให้ดีว่าอยากได้อะไร อยากจะเป็นคนแบบไหน แล้วใช้เวลาที่เรามีมุ่งไปในทิศทางนั้นดูครับ

นิทานปิดไฟ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ฟรอยด์จำได้ว่าเมื่อครั้งที่ไฟฟ้ามาถึงกรุงเวียนนาเป็นครั้งแรกนั้น เพื่อนของเขาคนหนึ่งที่มาจากบ้านนอกได้แวะมาค้างคืนกับเขา ฟรอยด์ดูแลเพื่อนเป็นอย่างดี พาไปที่ห้องนอน กล่าวราตรีสวัสดิ์ เพื่อปล่อยให้เขาได้พักผ่อน

เพื่อนของเขากลับงุนงงอยู่กับเรื่องเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องหลอดไฟ เขารู้ว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะดับตะเกียงได้ โดยใช้การเป่าเพื่อให้เทียนดับ แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรกับหลอดไฟนี้ เขาพยายามอย่างเต็มที่ ยืนบนเก้าอี้เป่ามันหลายครั้งแต่ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ เขาตรวจดูทุกซอกทุกมุม แต่ก็ไม่เห็นมีรูที่ตรงไหนเลย

เขาไม่สามารถจินตนาการได้ว่ามีสวิตช์ไฟอยู่ที่ข้างฝานั้น มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะทำให้เขาจินตนาการเช่นนั้นได้ เขาเองไม่เคยรู้จักไฟฟ้ามาก่อน และเขาก็ไม่กล้าที่จะไปถามฟรอยด์หรือคนอื่น เพราะเขาจะกลายเป็นคนโง่…”ท่านปิดไฟไม่เป็นหรือ ท่านเป็นคนชนิดไหนกัน?” มันจะทำให้เขารู้สึกอับอาย เขาพยายามนอนทั้งๆ ที่ไฟเปิดอยู่ แต่เขาก็นอนไม่หลับ แสงมันจ้าเกินไป เขาไม่เคยเห็นแสงที่สว่างเช่นนี้ เขารู้จักแต่แสงเทียน แต่หลอดไฟให้แสงสว่างเท่าเทียนเป็นร้อยเล่ม ในตอนเช้าเขาดูอ่อนเพลียมาก

ฟรอยด์ถามเขาว่า “คุณดูเหนื่อยมาก เมื่อคืนคุณนอนไม่หลับหรือ?”

“ตอนนี้ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีกแล้ว เพราะผมต้องพักอยู่อีกสามวัน หลอดไฟนี้มันคงฆ่าผมแน่ๆ! เพียงแค่จ้องดูมันก็ทำให้ผมเสียวไปถึงไขสันหลังแล้ว เพราะไม่รู้ว่าจะปิดมันอย่างไร”

“คุณนี่โง่จริง! ทำไมคุณไม่ถามผม?”

“มันน่าอับอายเหลือเกิน ที่จะต้องถามสิ่งที่แสนธรรมดาเช่นนี้!”

ฟรอยด์พาเพื่อนไปที่ฝาผนัง ให้ดูสวิตช์ เพื่อนของเขาได้ลองปิดเปิดและก็หัวเราะพร้อมพูดว่า “มันเป็นสิ่งที่แสนจะธรรมดา แต่ตลอดทั้งคืนผมได้พยายามแล้ว แต่ก็หามันไม่เจอ!”

เขาอาจจะพยายามมาแล้วทั้งชีวิตแต่ก็ไม่สามารถเชื่อมโยงสวิทช์กับแสงไฟนั้นได้

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวท่าน จิตนึกคิดของท่านนั้นมันเปิดอยู่ตลอดเวลา


ขอบคุณนิทานจาก OSHO: เชาวน์ปัญญา ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด แปลและเรียบเรียง