ชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่สะดวกสบาย

ชีวิตที่ดีคือที่ชีวิตที่พร้อมเผชิญอะไรก็ได้

เพราะนี่คือยุคที่ความไม่แน่นอนแสดงตนในอัตราเร่ง

คำถามสำคัญ คือเราจะรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างไร

สมองของเรายังคงกระฉับกระเฉงเพียงพอที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และปล่อยวางความรู้เก่าที่ใช้การไม่ได้แล้วรึเปล่า

งานที่ทำเปิดทางให้เราเก่งกว่าเราคนเมื่อวานหรือไม่ เพราะความมั่นคงในหน้าที่การงานไม่ใช่การได้อยู่กับบริษัทใหญ่ แต่มันคือการที่เรามีทักษะและวินัยในการทำงานที่ยอดเยี่ยมจนองค์กรที่ดีอยากได้เราไปร่วมงานด้วย – be so good they can’t ignore you.

เรามีเงินเก็บเพียงพอหรือไม่ถ้าจู่ๆ ตกงานหรือขายของไม่ได้

เราดูแลร่างกายได้ดีพอที่จะมีสุขภาพที่สมบูรณ์จนแก่เฒ่าหรือยัง

เราดูแลความสัมพันธ์ได้ดีพอที่จะมีคนพาเราไปหาหมอและนอนเฝ้าเราตอนไม่สบายหรือเปล่า

และสำคัญที่สุด จิตใจของเรามีปัญญาพอหรือไม่เมื่อต้องเจอเรื่องร้ายๆ ในชีวิต

ไม่ได้บอกว่าให้เราปฏิเสธชีวิตที่สะดวกสบาย เพราะมนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์และสมควรมีความเป็นอยู่ที่ดี

แต่ขอให้ระลึกได้ด้วยว่าดีเกินดีคือไม่ดี

กายสบายเกินไปกล้ามเนื้อก็ฟีบ งานสบายเกินไปสมองก็ฝ่อ ชีวิตสุขเกินไปก็ไม่มีภูมิคุ้มกันความทุกข์

เราจึงไม่ควรละเลยที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทุกๆ ด้านของชีวิต

เพราะชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่สะดวกสบาย

ชีวิตที่ดีคือที่ชีวิตที่พร้อมเผชิญอะไรก็ได้ครับ

นิทานนางสิบสอง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

สามีที่ถูกภรรยาบ่นเช้าบ่นเย็นได้ไปพบจิตแพทย์และเล่าว่าเขาฝันร้ายค่อนข้างบ่อย

“ทุกคืนเลย” เขาพูด “ผมฝันว่าผมเป็นกะลาสีที่เรือแตกอยู่กับสาวสวยสิบสองคน”

“ฟังแล้วมันน่ากลัวตรงไหน” จิตแพทย์ถาม

“ท่านเคยต้องเอาใจผู้หญิงสิบสองคนในเวลาเดียวกันไหม?”


ขอบคุณนิทานจาก OSHO: เชาวน์ปัญญา ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด แปลและเรียบเรียง

เกิดเป็นคนทำงานต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง

งานที่ผมทำอยู่เปิดโอกาสให้ได้พบปะพูดคุยกับพนักงานหลายคน ส่วนใหญ่จะอายุน้อยกว่า และแม้จะสนุกกับการทำงาน แต่หลายๆ คนก็มี pain points เดียวกันคือรู้สึกว่างานกินพลังชีวิตมากเกินไป

ยิ่งช่วง WFH ที่มีประชุมเกือบทั้งวัน จะหาเวลากินข้าวยังแทบไม่มี

เทคโนโลยีมันทำให้เราทำงานได้ง่ายดายขึ้นก็จริง แต่ยิ่งเราคุยกันได้เร็วเท่าไหร่ ทำงานเสร็จได้เร็วเท่าไหร่ ความคาดหวังก็สูงขึ้นตามมามากเท่านั้น

จึงไม่ใช่เรื่องผิดคาดที่หลายคนจะประสบกับสภาวะ burnout ซึ่งผมเคยเขียนเล่าไว้ว่ามันไม่ใช่อาการทางกาย แต่เป็นอาการทางใจ เป็นความรู้สึกโกรธและขุ่นข้องหมองใจที่มีต่อองค์กรเพราะงานมากินเวลามากไปเสียจนเขาไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งอื่นๆ ที่หล่อเลี้ยงหัวใจ

ผมมักจะบอกกับน้องๆ เสมอว่านี่คือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ คุณรู้สึกว่าทำงานตรงนี้กดดัน แต่หัวหน้าแบกความกดดันมากกว่าคุณ 5 เท่า ผู้จัดการแบกความกดดันมากกว่าคุณ 20 เท่า และ CEO แบกความกดดันมากกว่าคุณ 100 เท่า

CEO ไม่ได้เก่งกว่าเรา 100 เท่าหรือทำงานหนักกว่าเรา 100 เท่า เขาแค่เข้าถึงศาสตร์ในการจัดการชีวิตและการงานได้ดีกว่าเราเท่านั้นเอง

ความจริงข้อหนึ่งที่คนทำงานต้องรู้ก็คือ หน้าที่ดูแลสารทุกข์สุกดิบและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานเป็นหน้าที่ของตัวพนักงานเอง

ใช่ครับ เรานี่แหละที่ต้องดูแลชีวิตเราเอง – you are on your own.

ฟังดูเหมือนใจร้าย แต่ความเป็นจริงก็คือหัวหน้า HR และบริษัทก็ทำหน้าที่ตรงนี้ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายแล้วเราจะจัดการชีวิตตัวเองอย่างไรมันเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเราล้วนๆ

ถ้ายอมรับความจริงข้อนี้ได้ เราจะเลิกคาดหวังและหยุดเรียกร้องให้บริษัทมาดูแลเราให้ดีกว่านี้

จริงๆ แล้ว “บริษัท” ไม่มีตัวตนอยู่จริงด้วยซ้ำ มันเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างในจินตนาการของมนุษย์ เป็นเพียงนิทานที่นักกฎหมายแต่งขึ้นมาและเรียกมันว่านิติบุคคล เพื่อใช้มันเป็นเครื่องมือให้คนกลุ่มหนึ่งมาร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง

ดังนั้นบริษัทจึงดูแลเราไม่ได้ มันไม่ได้มีชีวิตจิตใจและไม่มีความสามารถมาดูแลมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ

แน่นอนว่าหัวหน้าและผู้บริหารก็มีหน้าที่ต้องช่วยสอดส่องดูแล แต่อย่าลืมว่าพวกเขาก็เป็นพนักงานคนหนึ่งเหมือนกัน – they have their own battles to fight too.

ดังนั้นเราควรมองเสียว่ามันเป็นอีกด่านหนึ่งในเกม มันคือศาสตร์และศิลป์ที่รอให้เราเรียนรู้และฝึกฝนจนชำนาญ

เพราะเมื่อเกิดเป็นคนทำงาน ก็ต้องหัดเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองครับ

หากจิตตกให้ลงมือทำอะไรก็ได้

เราจิตตกเพราะเราไม่อยู่กับปัจจุบัน เรามัวแต่คิดถึงสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดแต่มันดันเกิด หรือคิดถึงสิ่งที่เราอยากให้เกิดแต่มันดันไม่เกิด

การเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

เมื่อเราลงมือ ใจเราจะกลับมาอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ทางที่เราไม่เคยเห็นก็จะเริ่มมองเห็น เมฆหมอกที่ปกคลุมใจที่ขุ่นมัวจะโดนคลื่นลมแห่งการกระทำปัดเป่า

เมื่อเรา take action เราจะกังวลถึงอนาคตน้อยลง เพราะเราจะระลึกได้ว่าเรามีส่วนสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์และอนาคตของตัวเองได้

เลิกใช้ชีวิตอยู่ในหัวของตัวเอง ออกมาสบตากับความจริง แล้วลงมือทำครับ

ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราฝังใจ

ผมเป็นคนไม่กินน้อยหน่าและไม่เคยกินน้อยหน่า เพราะตอนวัยอนุบาลและวัยประถม เคยได้ยินข่าวลือบ่อยๆ ว่ากินแล้วเม็ดน้อยหน่าติดคอตาย

เลย 10 ขวบ มาหลายสิบปี ผมไม่เคยได้ยินเรื่องเม็ดน้อยหน่าติดคออีกเลยแต่ก็ยังไม่คิดจะกินมันอยู่ดีเพราะผมกลายเป็น “คนไม่กินน้อยหน่า” ไปเรียบร้อยแล้ว

ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าที่คนเลี้ยงช้างจะเอาช้างตัวเล็กผูกเชือกไว้กับเสาไม้ปักดิน แม้ช้างตัวน้อยจะออกแรงดึงแต่ก็ไม่สามารถหนีไปไหนได้ จนแม้กระทั่งมันโตแล้วก็ไม่เคยคิดจะเดินหนีไปไหนทั้งๆ ที่ถ้ามันออกแรงสักหน่อยเสาไม้ไม่มีทางต้านทานแรงของช้างที่โตเต็มวัยได้

ความฝังใจวัยเด็กเพียงไม่กี่ปีสามารถส่งผลต่อตัวตนของเราได้ทั้งชีวิต

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าเราได้นิยามตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน

เป็นคนวาดรูปไม่เก่ง เป็นคนร้องเพลงไม่เพราะ เป็นคนอ่อนคณิตศาสตร์ เป็นคนอ้วน เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนไม่มีเสน่ห์ เป็นคนขาดความมั่นใจ เป็นคนไม่มีใครรัก

เป็นคนไม่กินน้อยหน่า

เหล่านี้อาจจะเป็นความฝังใจวัยเด็ก เป็นเพียงเสาไม้ที่ผูกเราไว้กับตัวตนในอดีต

ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราฝังใจ แล้วเราอาจจะพบว่าเราเป็นอะไรได้มากกว่าที่เราเคยคิดครับ