กฎ 30 วินาที

20160125_30SecondRule

เมื่อตอนต้นปีที่แล้ว มีบทความตอนหนึ่งใน medium.com ที่กลายเป็นบทความ viral มีคนแชร์หลายพันคน

บทความนี้ชื่อ The 30 second habit with a lifelong impact 

Robyn Scott หญิงสาวผู้เขียนบทความนี้ได้พูดถึงคำแนะนำขั้นสุดยอดจากชายคนหนึ่ง

ชายคนนี้มีตัวตนอยู่จริงๆ อายุสี่สิบกว่าๆ เคยสร้างแบรนด์ระดับโลกหลายแบรนด์ ทุกวันนี้เขาจะทำงานก็ต่อเมื่อเขารู้สึกว่ามีอะไรที่เขาน่าจะช่วยได้เท่านั้น บางทีเขาก็ถูกขอให้ช่วยแก้ปัญหาราคาหุ้นที่ดำดิ่งของบริษัทบางบริษัท บางครั้งก็ขอให้เขียน speech ให้กับนักการเมือง และ CEO ของบริษัท Fortune 500 โดยได้รับค่าเหนื่อยเป็นเลขหกหลัก (เงินดอลล่าร์) และเพื่อนๆ ของเขาก็เป็นผู้คนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกหลายต่อหลายคนไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ นักการเมือง หรือนักแสดง

แต่ถ้าคุณลองกูเกิ้ลชื่อของเขา คุณจะแทบไม่เจอข้อมูลอะไรเลย

โรบินได้พบกับผู้ชายคนนี้ในการพูดคุยเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์เกี่ยวกับองค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งหนึ่ง

การพบปะคราวนี้เกิดขึ้นที่บ้านของผู้ชายคนนี้ที่โต๊ะประชุมมีคนที่ “พูดเก่ง” หลายคน ในขณะที่เจ้าของบ้านกลับพูดน้อยมาก แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาเอ่ยปาก อาจจะถามคำถามสั้นๆ หรือตั้งข้อสังเกตบางอย่าง ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ประเด็นในการพูดคุยชัดเจนขึ้นและตีตกความเห็นต่างๆ ที่ไม่ตรงประเด็น โรบินบอกว่า ชายคนนี้เหมือนเป็นวาทยากรระดับโลกที่กำลังติวเข้มให้กับวงออเคสตร้าของนักเรียนมัธยม

ดังนันเมื่อชายคนนี้มีข้อแนะนำ โรบินจึงตั้งใจฟังอย่างเต็มที่

เขาเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่กำลังจะเข้าเรียนมัธยมปลาย คุณตาเรียกเขาเข้าไปคุยและให้คำแนะนำว่า

Immediately after every lecture, meeting, or any significant experience, take 30 seconds — no more, no less — to write down the most important points. If you always do just this, said his grandfather, and even if you only do this, with no other revision, you will be okay.

ทันทีที่จบเลคเชอร์ การประชุม หรือเพิ่งได้รับประสบการณ์สำคัญ จงใช้เวลา 30 วินาที ไม่ขาดไม่เกิน เขียนสรุปประเด็นที่สำคัญที่สุด

โดยคุณตาบอกว่าถ้าเขาทำอย่างนี้ทุกครั้ง แม้จะไม่ได้อ่านหรือแก้อะไรเลย เขาจะมีชีวิตที่โอเค

ซึ่งกาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าผู้ชายคนนี้มีชีวิตที่ “โอเค” เอามากๆ

หลังจากได้เรียนรู้กฎ 30 วินาที่แล้ว โรบินก็ได้ทดลองวิธีนี้อยู่หลายเดือนแล้วก็พบว่ามันเจ๋งจริงๆ เพราะนี่ไม่ใช่การจดเลคเชอร์ แต่เป็นการใช้สมองเพื่อแยกแยะให้ได้ว่าอะไรเป็นน้ำอะไรเป็นเนื้อ ช่วยให้คุณเป็นผู้ฟังที่ดีขึ้นและจับประเด็นได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้คุณสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้คนได้มากขึ้นนั่นเอง

ผมเองได้ลองปฏิบัติตามกฎนี้ดูบ้างแล้ว แต่ยังไม่สม่ำเสมอเท่าไหร่ ใครใช้แล้วได้ผลยังไงมาเล่าสู่กันฟังกันบ้างนะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Medium: The 30 second habit with a lifelong impact 

 

ประเทศที่มีความสุขทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก

20160123_HappiestEconomy

คือประเทศไทยครับ

อันนี้ไม่ได้มาพูดกันลอยๆ แต่เป็นการให้คะแนนโดย Bloomberg (คู่แข่งคนสำคัญของบริษัท Reuters ในเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารของโลกการเงินและเศรษฐกิจ)

เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว บลูมเบิร์กได้ตีพิมพ์บทความชื่อ The 15 Happiest Economies in the World

โดยบลูมเบิร์กได้สร้าง “ดัชนีความทุกข์” (Misery Index) โดยเอาอัตราการว่างงานมาบวกกับอัตราเงินเฟ้อ (unemployment rate + inflation rate)

ยิ่ง Misery Index ต่ำเท่าไหร่ ยิ่งแสดงว่ามีความสุขมากขึ้นเท่านั้น

ยกตัวอย่างประเทศนอร์เวย์ ที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2% ส่วนอัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.75% ดังนั้นคะแนน Misery Index จึงอยู่ที่ 5.95 และถือเป็นประเทศที่มีความสุขทางเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 9 ของโลก

ขณะที่เมืองไทย คะแนน Misery Index แค่ 1.4 เท่านั้น แสดงว่าทั้งอัตราการว่างงานและเงินเฟ้อต่ำสุดๆ

เรื่องอัตราการว่างงานผมไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ เพราะผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เป็นเจ้าของบริษัทมหาชนเคยเล่าให้ฟังว่าอัตราการว่างงานในเมืองไทยนั้นต่ำมากมาโดยตลอด คนไทยจึงไม่เคยเจอปัญหาไม่มีงานทำ มีแต่ปัญหาไม่ยอมทำงาน (บางชนิด) จนเราต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว

ส่วนอัตราเงินเฟ้อ ผมแปลกใจเล็กน้อย เพราะไม่ค่อยได้ตามข่าวเศรษฐกิจและรู้สึกว่าข้าวของมันก็แพงขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้ากูเกิ้ลดูก็จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อของบ้านเราเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ -0.5% 

ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำไมบลูมเบิร์กถึงจัดให้เราเป็นอันดับหนึ่ง ชนะประเทศที่เจริญแล้วอย่างสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ญี่ปุ่น หรือ อเมริกา

จริงอยู่ Misery Index นี้จะว่าไปก็ออกจะดูคำนวณง่ายเกินไปหน่อย เพราะความสุขมันไม่ได้มีแค่มิติเรื่องการมีงานทำหรือราคาที่แพงขึ้นของสิ่งของอย่างเดียว แต่อย่างน้อยมันก็เป็นตัวชี้วัดคร่าวๆ ได้

ยิ่งถ้าเมื่อเทียบกับประเทศที่อยู่ท้ายๆ ตารางอย่าง สเปน (Misery Index = 24), อาร์เจนตินา (32) และเวเนซูเอล่า (86.5)

เมืองไทยของเราก็น่าอยู่กว่าจริงๆ ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

Bloomberg: The 15 Happiest Economies in the World

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย: รายงานภาวะเศรษฐกิจประจำไตรมาสที่ 1/2558 และคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจตลอดทั้งปี 2558

Pic & Pause: เซลฟี่กับสัตว์โลก!

20160122_SelfieWithAnimals
วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานมาเล่าให้ฟังเลยเอารูปเจ๋งๆ มาโชว์นะครับ
เป็นรูปที่พบเจอใน Quora จากคำถาม What are the best selfies ever taken?
 
หนึ่งในคำตอบนั้นก็คือรูปของนาย Allan Dixon นักเดินทางชาวไอริชครับ ดูไปก็ต้องยิ้มไป แสนจะ Happy Friday จริงๆ
 funny-animal-selfies-allan-dixon-19funny-animal-selfies-allan-dixon-261funny-animal-selfies-allan-dixon-21funny-animal-selfies-allan-dixon-10selfie-master-dr-dolittle-2956816d6f160000b300eb99c256816bda1f0000c000e9c8fb56816bdc1f0000c000e9c8fc56816bda1600000001eb99bf

 

สงสัยมั้ยครับว่าเขาถ่ายรูปนี้มาได้อย่างไร?  เท่าที่อ่านจาก rt.com เขาบอกว่าต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับสัตว์อยู่นานพอสมควรเพราะมันกลัวเรามากกว่าที่เรากลัวมัน
และตอนที่เข้าไปหามันครั้งแรก ควรจะถือกล้องติดตัวไปด้วยเลยมันจะได้เข้าใจว่ากล้องเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเราครับ
ติดตาม Allan Dixon ได้ที่
—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก

ความทุกข์เหมือนคนที่รักเรา

20160121_DukhaLovesYou

“ความสุขเหมือนคนที่เรารัก
ความทุกข์เหมือนคนที่รักเรา”

– อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
กิเลสแมเนจเม้นท์ 

—–

ประโยคของอาจารย์กำพลช่วยเตือนสติเราได้ดี

ว่าคนเรานั้นวิ่งเข้าหาแต่ความสุข ดังชายหนุ่มเพียรพยายามเข้าหาหญิงสาวแสนสวยที่ใครต่อใครหมายปอง

นอกจากจะต้องออกแรงหนักหนาเพื่อให้ได้มาแล้ว ความสุขยังเล่นตัวอีกด้วย อยู่กับเราแค่เดี๋ยวเดียวก็จากไป

ไม่เหมือนกับความทุกข์ที่รักเราอย่างยิ่ง ไม่ต้องไปเสาะแสวงหา อยู่เฉยๆ เขาก็มาเยือน แถมมักอยู่กับเรานานกว่าความสุขไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ต่อให้ไล่ก็ไม่ยอมไป

แล้วเราจะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของความสุข-ความทุกข์นี้ได้อย่างไร?

อย่างแรกก็เหมือนกับที่กล่าวไปข้างต้น ว่าเราควรจะวิ่งตามหาความสุขอย่างมีสติ และรู้เท่าทันด้วยว่า มันไม่ได้รักเรานะ

ในทางกลับกัน ก็ต้องยอมรับว่าความทุกข์คือธรรมชาติอย่างหนึ่งที่จะคงอยู่ตราบใดที่เรายังมีชีวิต หรือพูดภาษาพระก็คือตราบที่เรายังครองขันธ์ 5 อยู่

ในเมื่อหนีกันไม่พ้นแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำได้คือการอยู่กับมันอย่างสันติ ไม่รังเกียจ แต่ก็ไม่คลุกคลี เพราะทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น

เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว จะได้ไม่แสวงหาสุขจนหน้ามืดตามัว และไม่จมอยู่กับกองทุกข์จนทำร้ายตัวเองครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก กิเลส แมเนจเม้นท์ คอร์สเสวนาเพื่อพรรษาที่เปี่ยมสุข

ขอบคุณภาพจาก dhammajak.net

เจ้านายอทินนา

20160120_StealingBoss

ช่วงนี้ผมได้ยินได้ฟังเรื่องคนทำงานประเภทหนึ่งบ่อยๆ

เป็นคนที่อายุเพียงสามสิบปลายๆ ที่เติบโตในองค์กรอย่างรวดเร็วจนมีตำแหน่งใหญ่โตระดับมีลูกน้องในเครือหลายสิบหลายร้อยคน

คนเหล่านี้คือดาวเด่นในองค์กร บุคลิกดี มีเสน่ห์ คิดไว ทำไว

แต่ลูกน้องมักไม่รัก และมีคนในทีมลาออกเป็นประจำ

ที่ไม่รัก ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นคนใจไม้ไส้ระกำอะไร

แต่เพราะการทำงานแบบคิดไว ทำไว มักจะตามมาด้วยอาการเหล่านี้

  • สั่งวันนี้จะเอาพรุ่งนี้
  • ทำเสร็จแล้วสั่งให้กลับไปแก้ใหม่หลายรอบ
  • สั่งเปลี่ยนเนื้องานกลางคัน อันที่ทำอยู่เดิมใช้ไม่ได้หรือไม่ได้ใช้

อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ว่า motivation ที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทำงานคือการได้เห็นความคืบหน้าในงานที่มีประโยชน์ (make progress in meaningful work)

และสิ่งที่ demotivate ลูกน้องได้มากที่สุดก็คือ setbacks หรือความรู้สึกว่างานที่ทำมันไม่ไปไหนซะที

ยิ่งถ้ารู้สึกว่างานที่ทำมันไม่เมคเซ้นส์ ทำงานไปก็เกิดคำถามไปตลอดเวลาว่า “จะทำไปทำไม(วะ)” สภาพจิตใจคนทำงานยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

พอลูกน้องมาขอลาออก ผมก็ไม่แน่ใจว่าผู้นำไฟแรงจะคิดสำรวจตัวเองบ้างรึเปล่า เพราะเขาก็ทำแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรและมันก็ช่วยให้เขาเติบโตมาได้รวดเร็วขนาดนี้ ดังนั้นเขาอาจจะมองว่าลูกน้องที่มาลาออกนั้นไม่ fit กับวัฒนธรรมองค์กรหรืออาจไม่ strong พอ

ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย

เพราะจริงๆ แล้วคนที่ลาออกอาจจะ strong มาก และ fit มาก เพียงแต่เขารับไม่ได้กับวิธีการทำงานของหัวหน้าเท่านั้นเอง (People don’t leave their companies – they leave their bosses)

—–

คนเรายิ่งอยู่สูง ยิ่งมีโอกาสสร้างกรรมได้เยอะ ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว

เพราะทุกการกระทำของคุณมันกระทบกับคนหมู่มาก

ถ้าคุณเป็นนายกฯ ที่ตั้งใจทำงาน สร้างความเจริญให้กับบ้านเมือง คุณก็สร้างสิ่งดีๆ ให้กับคนถึงหลายสิบล้านคน ถือเป็นกุศลกรรมก้อนใหญ่

และในทางกลับกัน ถ้าคุณคิดร้ายทำลายบ้านเมือง คุณก็จะโดนชาวบ้านสาปแช่งไปถึงลูกถึงหลาน

คนเป็นหัวหน้าก็คล้ายๆ กัน เพียงแต่สเกลเล็กกว่าเท่านั้นเอง

ความคิดและการตัดสินใจของคุณจะกระทบคนเป็นสิบเป็นร้อยคน

ถ้าคุณคิดเร็ว ทำเร็ว แต่ไม่รอบคอบ นั่นหมายถึงลูกน้องของคุณต้อง suffer มหาศาล

และผมมองว่าเป็นการผิดศีลข้อสองด้วย จึงเป็นที่มาของชื่อบทความ “เจ้านายอทินนา” (ตอนแรกจะใช้ชื่อว่า “เจ้านายขี้ขโมย” ด้วย แต่เกรงจะดูแรงไป)

ผิดศีลข้อสองยังไง?

ผมเองก็ไม่ได้เป๊ะเรื่องพุทธศาสนานะครับ แต่ถ้าเป้าหมายหลักของการรักษาศีลคือการไม่เบียดเบียนใคร และศีลข้อสองหมายถึงการไม่ไปเอาของๆ ใครที่เขาไม่ได้เต็มใจจะให้

หัวหน้าที่ใช้งานลูกน้องหนักหามรุ่งหามค่ำ ก็ผิดศีลข้อสองไปเต็มๆ เพราะเขาได้เบียดเบียนและขโมยสมบัติที่มีค่ามากที่สุดที่คนๆ หนึ่งจะมี

นั่นก็คือเวลา

เวลาที่จะได้กินข้าวเย็นอร่อยๆ
เวลาที่จะได้ไปออกกำลังกายและได้นอนพักอย่างเต็มที่
เวลาที่จะได้พูดคุยกับคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นลูกที่ยังเล็ก คู่ชีวิตที่รักยิ่ง และบุพการีที่เหลือเวลาไม่มากนักบนโลกใบนี้

แทนที่พนักงานเหล่านี้จะได้มีชีวิตหลังหกโมง กลับกลายเป็นต้องมานั่งปั่นงานที่ออฟฟิศตอนสามทุ่ม เพียงเพราะว่าเจ้านายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหรือลืมสั่งงานให้เร็วกว่านี้

ยิ่งถ้ามีคนต้องเจอสภาพอย่างนี้หลายสิบคน แต่ละคนก็ทำงานด้วยความเครียดและกดดัน ลองคิดดูว่าก้อนพลังงานลบที่ลอยอยู่ในออฟฟิศมันจะเยอะขนาดไหน

และสุดท้ายแล้วมันจะไปรวมอยู่ที่ใคร

แน่นอนครับ โลกธุรกิจบางทีมันก็โหดร้าย ของบางอย่างมันรอไม่ได้ และในบางสถานการณ์เราจำเป็นต้องอยู่ดึกเพื่อให้งานมันเสร็จ

ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าสถานการณ์นั้นมาถึง ลูกน้อง(ที่ดีๆ) ย่อมเต็มใจที่จะช่วยให้มันเสร็จอยู่แล้ว (และถ้าเต็มใจที่จะอยู่ช่วย ก็แปลว่าไม่มีการขโมยเวลาเกิดขึ้น)

แต่สิ่งที่ลูกน้องดีๆ ทนไม่ได้ ก็คือการที่เขาต้องกลับดึกวันแล้ววันเล่านั่งแก้งานที่เขามองว่าไม่เมคเซ้นส์

เจ้านายที่ดี คือเจ้านายที่สามารถทำให้ทีมบรรลุเป้าหมายได้

แต่เจ้านายที่สุดยอด คือเจ้านายที่สามารถทำให้ทีมบรรลุเป้าหมายได้ แถมลูกน้องยังรักอีกต่างหาก

ผมอยากเห็นบ้านเรามีเจ้านายอย่างหลังเยอะๆ ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia