จุดไฟเผาฟ้า

20160907_sky

หนังสือโอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน ได้สอนเอาไว้น่าฟังว่า “การนินทาเหมือนการจุดไฟเผาฟ้า กองไฟจะใหญ่มหึมาเพียงใดก็ตามแต่ฟ้านั้นว่างเปล่า ไม่มีเชื้อที่จะติดไฟได้ กองไฟจะลุกโชติช่วงสักเพียงใดก็จะไหม้และมอดไปข้างเดียว”

– ประสาร มฤคพิทักษ์, หนังสือคำบันดาลใจ


ไม่มีใครชอบถูกนินทา

และไม่มีใครไม่ถูกนินทา

พอรู้ตัวว่าเราถูกนินทา เราก็มักจะโกรธ

ถ้าเป็นเรื่องโกหก เราจะโกรธเพราะเขากุเรื่องขึ้น

ถ้าเป็นเรื่องจริง เราก็ยิ่งโกรธเพราะเขาทำให้เราอับอาย

แต่ถ้าเรายอมรับความจริงได้ว่าไม่มีใครไม่ถูกนินทา

ทุกครั้งที่เราโดนตำหนิลับหลัง ถ้าเรื่องที่เขาพูดเป็นความจริง ก็ควรจะถือเป็นของขวัญสำหรับการปรับปรุงตัวเอง

และถ้าเรื่องที่เขาพูดไม่เป็นความจริง ก็ควรระลึกถึงคำว่า “จุดไฟเผาฟ้า” ที่กล่าวมาข้างต้น

ต่อให้คนจุดจะโหมไฟแรงแค่ไหน สุดท้ายไฟนั้นก็ต้องมอดดับเพราะมันไม่เหลืออะไรให้เผา และคนจุดไฟก็จะหมดแรงและหนีไปจุดไฟที่อื่น

แทนที่จะเอาเวลาไปหัวเสียกับคนจุดไฟ

สู้เอาเวลามาใส่ใจการกระทำของตัวเองให้เหมือนท้องฟ้ากันดีกว่าครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)

20160906_possible

ประโยคนี้ ผมได้มาจากการดูดีวีดีคอนเสิร์ต Bodyslam ที่ตูนพูดถึงพี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อก

ตูนบอกว่าพี่ป๊อดเป็นไอดอลของเขา เป็นคนเปิดโลกทัศน์ของการเป็นนักร้อง

สมัยเรียนหนังสือ ตูนได้ดูพี่ป๊อดออกคอนเสิร์ตแล้วลงไปชักดิ้นชักงอยู่กลางเวที ตูนก็อุทานกับตัวเองว่า “อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)”

หรือบางครั้ง ป๊อดร้องเพลงอยู่ดีๆ ก็กระโดดขึ้นไปปีนเสาไฟ ตูนก็ถามตัวเองว่า “อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)”

ที่ประโยคนี้ติดอยู่ในใจผมมานาน เพราะผมรู้สึกว่า มันช่วยเตือนสติเราดี

ว่าเราอาจกำลังติดอยู่ในกรอบที่เราเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่

บางครั้ง สิ่งที่เราต้องการ ก็แค่ใครบางคนมาโชว์ให้เห็นว่า เฮ้ย มันทำอย่างนี้ก็ได้นี่หว่า ที่ผ่านมาเราคิดไปเองว่าทำไม่ได้ เพราะเราได้ตั้งสมมติฐานที่ปิดกั้นความเป็นไปได้นั้นโดยไม่รู้ตัว

ขอยกตัวอย่างที่ผมพอจะคิดออก

ถ้าเข้าใจไม่ผิด ในโลกอินเตอร์เน็ตก่อนปี 2009 นั้น วิธีการเดียวที่เราจะมีส่วนร่วมกับเนื้อหาในแต่ละหน้าได้ คือการกดปุ่ม Comment แล้วเขียนอะไรลงไป

แม้กระทั่งเฟซบุ๊คเองก็เป็นเช่นนั้น คือถ้าใครอยากจะแสดงความชอบใจในรูปของเพื่อน ก็ต้องเข้าไปคอมเม้นท์ด้วยถ้อยคำ

จนกระทั่งวันที่ 9 กุมภาพันธ์ปี 2009 เฟซบุ๊คก็เปิดตัวปุ่ม Like 

และโลกอินเตอร์เน็ตก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่เราสามารถแสดงความเห็นได้โดยไม่ต้องแตะคีย์บอร์ด

ซึ่งก็ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมปุ่ม Like ถึงไม่มีใครคิดทำมาก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่อินเตอร์เน็ตก็มีคนใช้เป็นพันล้านคนมาตั้งแต่ก่อนปี 2009 แล้ว


อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เกิดคำอุทานในใจว่า “อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)” ก็คือโปรแกรมที่เราใช้ทุกวันอย่าง Microsoft Office

พวก Tips & Tricks บางอย่างที่ทำให้เราทำงานง่ายขึ้น แต่ก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดแม้แต่จะหา เพราะไม่เคยตั้งคำถามด้วยซ้ำว่ามันทำได้หรือเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนส่งไฟล์พาวเวอร์พ้อยท์มาให้คุณ แล้วคุณถูกใจรูปบางรูปในนั้น คุณจะทำยังไง?

ถ้าวิธีบ้านๆ หน่อยก็คือกดปุ่ม PrintScrn แล้วแปะลงใน Paint จากนั้นก็ครอปรูปแล้วค่อยเซฟไฟล์อีกที

แต่ถ้ามีรูปที่อยากได้หลายรูป เราต้องมานั่งทำทีละรูปเหรอ?

มันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้นมาก คือตั้งนามสกุลใหม่จาก .pptx ให้เป็น .zip

เช่นไฟล์ชื่อว่า Anontawong.pptx ก็ให้แก้เป็น Anontawong.zip

แล้วพอคลิ้กเข้าในซิปไฟล์และเข้าโฟลเดอร์ ppt\media ก็จะเจอรูปภาพและวีดีโอทั้งหมด

อีกทริคหนึ่งใน Powerpoint ที่ผมชอบมาก คือเวลาที่เราพรีเซ้นต์เสร็จแล้ว และยังต้องคุยกันต่อ และไม่อยากให้จอโชว์สไลด์ แต่ก็ไม่อยากปิดโปรเจ็คเตอร์

วิธีที่ง่ายที่สุดคือให้กดปุ่ม b บนแป้นคีย์บอร์ด ซึ่งจะทำให้จอเป็นสีดำ (black) ทันที

หรือถ้าอยากให้จอขาว ก็แค่กดปุ่ม w ที่มาจากคำว่า white นั่นเอง (ต้องกดตอนที่อยู่ในโหมด slide show นะครับ)


ตัวอย่างที่ผมยกมาวันนี้อาจจะดูหลากหลายไปนิดนึง แต่ก็น่าจะช่วยให้เห็นภาพว่า เรามีกรอบที่มองไม่เห็นอยู่มากมาย

และเมื่อใดก็ตามที่เราติดปัญหาอะไร ให้คิดเผื่อไว้ก่อนเลยว่า ใครบางคนก็เคยเจอปัญหานี้ และหาทางแก้ให้เราไว้เรียบร้อยแล้ว

เราจะได้ใช้ Google ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งก็อาจจะทำให้เราเจอทางออกที่ทำให้เราต้องอุทานว่า

“อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)”


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: What’s the history of the Awesome Button (that eventually became the Like button) on Facebook? 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ทุกคนมีคริปโตไนต์ของตัวเอง

20160905_Kryptonite

ผมเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนรู้จักซูเปอร์แมน

ขณะที่ยังแบเบาะ พ่อแม่ของซูปเปอร์แมนได้ส่งเขามายังโลกมนุษย์ก่อนที่ “คริปตัน” ดาวบ้านเกิดของตัวเองจะระเบิด

ว่ากันว่าเพราะดาวคริปตันนั้นมีแรงโน้มถ่วงมากกว่าโลกหลายเท่า ซูเปอร์แมนจึงมีซูเปอร์พาวเวอร์ที่ทำให้วิ่งเร็วกว่ารถไฟ แรงเยอะกว่าช้างสาร และหูดียิ่งกว่าค้างคาว ช่วยโลกได้หลายครั้งหลายครา

แต่มนุษย์เหนือมนุษย์ผู้นี้กลับแพ้ธาตุเรืองแสงสีเขียวนาม “คริปโตไนต์” ที่มาจากดาวบ้านเกิด (ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ร้ายไปหามาจากไหน)


ตอนเด็กๆ ผมเป็นคนกลัวการฉีดยามาก

จำได้ว่าตอนประมาณป.4 ต้องไปฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีถึงสามครั้ง และแต่ละครั้งก็ร้องไห้จ้าทุกที

มาช่วงป.6 นี่แหละ ที่พบว่าตัวเองเป็นภูมิแพ้และต้องไปฉีดยาทุกสัปดาห์ อาการกลัวเข็มฉีดยาจึงค่อยๆ ทุเลาลง (โรคภูมิแพ้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่แม่ตัดสินใจส่งผมไปเรียนนิวซีแลนด์)

พอมาเรียนมหาวิทยาลัย ก็ได้พบจุดอ่อนตัวเองอีกอย่างหนึ่ง คือแพ้การเจาะเลือด

ผมโดนเจาะเลือดแค่ปลายนิ้ว แต่พอลุกขึ้นเดินกลับเห็นทุกอย่างรอบๆ ตัวค่อยเปลี่ยนเป็นสีดำหมดเลย (นั่นเป็นอาการหน้ามืดครั้งแรกในชีวิตด้วยเลยจำได้แม่น) โชคดีที่ไก่ เพื่อนที่ไปด้วยกันพยุงตัวไว้ทันก่อนที่ผมจะหัวฟาดพื้น

ผมยังมีจุดอ่อนอีกหลายข้อ

ไม่ชอบเสียงดังๆ อย่างเสียงประทัดหรือเสียงฟ้าผ่า

ไม่ชอบขับหรือนั่งรถเร็ว จนแฟนแซวว่าขับรถเหมือนคุณลุง

ไม่ชอบเดินเข้าใกล้หมา โดยเฉพาะตัวที่ดูท่าทางว่าอาจทำร้ายเราได้

อะไรก็ตามที่จะทำให้ “ร่างกายบาดเจ็บ” ได้ ผมจะหลีกเลี่ยงเกือบทั้งนั้น

แต่ถึงผมจะกลัวสิ่งที่ทำให้เกิดความบาดแผลทางร่างกาย แต่ผมกลับไม่กลัวสิ่งที่อาจทำให้เกิดบาดแผลทางอารมณ์

ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเวทีพูดหรือร้องเพลงต่อหน้าคนเป็นพันคน

หรือจะพรีเซ็นต์หน้าห้องให้ผู้บริหารฟัง

หรือจะนั่งเขียนบล็อกเล่าจุดอ่อนและความผิดพลาดของตัวเองให้คนที่เราไม่รู้จักได้อ่านและรับรู้


ที่บ้านผมเคยมีพี่เลี้ยงเด็กคนหนึ่งชื่อตุ้ม

ตุ้มเป็นคนต่างจังหวัด ตัวเล็กและผอมแห้งจนเหมือนคนขาดสารอาหาร

เวลาให้ตุ้มอุ้มปรายฝน ลูกสาววัย 6 เดือนในขณะนั้น ก็ต้องลุ้นจนเหนื่อยแทน เพราะปรายฝนกินเก่งและตัวใหญ่เกือบเท่าน้าตุ้มแล้ว

ค่ำวันหนึ่งเราเจอจิ้งจกมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ ใต้บันได ไม่ไกลจากตู้เสื้อผ้าและเครื่องนึ่งขวดนมของปรายฝน

แฟนผมเป็นคนกลัวจิ้งจกมากจนไม่กล้าเข้าไปบริเวณนั้น ส่วนผมกับพี่ชายแฟนถึงไม่ได้กลัวเท่า แต่ก็ขยะแขยงเกินกว่าจะกล้าทำอะไรกับมัน

ปรากฎว่าตุ้ม ผู้หญิงที่ตัวเล็กที่สุดในบ้านกลับอาสาจับจิ้งจกด้วยมือเปล่าเพื่อไปปล่อยนอกบ้านด้วยตัวเอง และทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเราถึงกลัวมันนักหนา


สมัยเด็กๆ ผมดูหนังซูเปอร์แมนแล้วก็หงุดหงิด ที่ผู้เป็นหนึ่งในโลกหล้ากลับแพ้ก้อนหินเรืองแสงที่ชาวบ้านชาวช่องเค้าไม่แพ้กัน

แต่โตมาถึงพอเข้าใจว่า เพราะซูเปอร์แมนแพ้คริปโตไนต์นี่แหละ ที่ทำให้ซูเปอร์แมนจับต้องได้ และทำให้มนุษย์เดินดินอย่างเรา “เชื่อมโยง” กับซูเปอร์แมนได้

ถ้าหากซูเปอร์แมนไม่แพ้คริปโตไนต์และไม่มีจุดอ่อนใดๆ เลย หนังเรื่องนี้ก็คงไม่สนุก

เพราะถ้าสู้กับใครก็ชนะหมด แล้วคนดูจะเหลืออะไรให้ลุ้นอีก?

มนุษย์เราทุกคนมีคริปโตไนต์ของตัวเอง

แต่มนุษย์เราทุกคนก็มีซูเปอร์พาวเวอร์ด้วยเช่นกัน

คริปโตไนต์ของผมอาจจะเป็นเข็มฉีดยา แต่ผมก็เชื่อว่าตัวเองมีซูเปอร์พาวเวอร์ในการสื่อสารกับคนหมู่มาก

คริปโตไนต์ของตุ้มอาจจะเป็นปรายฝนตัวใหญ่ แต่ซูเปอร์พาวเวอร์ของตุ้มคือการจับจิ้งจกที่ชายอกสามศอกหลายคนไม่กล้าทำกัน

คริปโตไนต์ของคุณคืออะไร?

และซูเปอร์พาวเวอร์ของคุณคืออะไร?

อย่าไปกังวลหรืออับอายกับคริปโตไนต์ เพราะจริงๆ แล้วจุดอ่อนของเรานี่แหละที่ทำให้ชีวิตมีรสชาติ และทำให้ “หนังเรื่องนี้” น่าติดตาม

ที่สำคัญกว่า คือเราจะใช้ซูเปอร์พาวเวอร์ที่เรามีช่วยโลกใบนี้ได้อย่างไรต่างหาก


ขอบคุณภาพจาก Flickr: Gúnna

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

6 ปัจจัยที่ทำให้เราผัดวันประกันพรุ่ง (พร้อมวิธีแก้)

20160904_procrastinate

ผมเป็นนักผัดวันประกันพรุ่งมืออาชีพ

สมัยผมเรียนประถม ยังมีวิชาการงานและพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) อยู่ จำได้ว่าคุณครูมักจะให้การบ้านงานฝีมือมา โดยให้เวลาเป็นเดือน แต่ผมก็จะไม่ยอมทำมันจนสามวันสุดท้าย แล้วค่อยไปขอให้น้าหรือเพื่อนผู้หญิงช่วยทำให้หน่อย

พอเรียนมหาวิทยาลัย ต้องทำซีเนียร์โปรเจ็ค มีเวลาตั้งสองเทอมเต็มๆ แต่กว่าจะได้เริ่มทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็เดือนสุดท้ายก่อนสอบไฟนอล

พอมาทำงาน ต้องทำสไลด์สำหรับการประชุม หลายต่อหลายครั้งที่ผมมาเริ่มทำเอาเช้าวันที่ประชุมนั่นแหละ

การผัดวันประกันพรุ่งเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนเคยทำกันทั้งนั้น

แต่ก็น่าแปลกใจเหมือนกันที่เราไม่เคยศึกษามันอย่างถ่องแท้ซักทีว่าการผัดวันประกันพรุ่งนั้นเกิดจากอะไรกันแน่

โชคดีที่นาย Chris Bailey เจ้าของบล็อก A Life of Productivity และผู้เขียนหนังสือ The Productivity Project ได้ทำการวิเคราะห์ไว้ให้แล้ว

คริสบอกว่า เหตุผลที่เราผัดวันประกันพรุ่งกับงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งนั้นเพราะว่างานชิ้นนั้นมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งในหกข้อต่อไปนี้

1. น่าเบื่อ (Boring)
2. ยาก (Difficult)
3. ทำแล้วหงุดหงิด (Frustrating)
4. ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน (Unstructured and Ambiguous)
5. ไม่มีความหมายกับเรา (Lack of Personal Meaning)
6. ไม่มีรางวัลในตัวมันเอง (Lacking in intrinsic reward – not fun/engaging)

เมื่อใดก็ตามที่พบว่าเรากำลังผัดผ่อนงานชิ้นหนึ่ง ลองถามตัวเองดีๆ ว่างานชิ้นนั้นมันมีองค์ประกอบใดบ้างในหกข้อที่กล่าวมา และเมื่อรู้แล้วก็หาทางพลิกมันซะ

ถ้างานชิ้นนั้นมันน่าเบื่อ เราทำให้มันสนุกขึ้นด้วยการเปลี่ยนสถานที่การทำงาน หรือแบ่งงานกับเพื่อนและมีให้มีการแข่งขันกันได้ไหม

ถ้างานมันยาก ลองใช้เวลาในการหาข้อมูลเพิ่มเติมและแตกงานให้มันเล็กลง เพื่อให้งานแต่ละชิ้นมันง่ายลงได้มั้ย

ถ้าทำแล้วหงุดหงิด ลองบอกกับตัวเองว่า จะให้เวลากับงานชิ้นนี้แค่ 30 นาทีเท่านั้น เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะพักผ่อนหรือทำงานชิ้นอื่นที่เราอยากทำมากกว่า

ถ้าไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน ก็อาจจะระบุให้ได้ว่า อย่างน้อยในสามสเต็ปถัดไปเราต้องทำอะไรบ้าง

ถ้างานชิ้นนี้ไม่มีความหมายกับเรา แต่อย่างน้อยงานชิ้นนี้มันควรจะมีความหมายกับใครซักคน (เช่นหัวหน้าเราเป็นต้น) และเมื่อเราเห็นว่ามันสำคัญต่อหัวหน้า และหัวหน้าสำคัญกับเรา งานชิ้นนี้ก็จะเริ่มมีความหมายมากขึ้น

ถ้างานชิ้นนี้ไม่มีรางวัลในตัวมันเอง เราก็อาจต้องตั้งมันขึ้นมาเอง เช่นถ้าทำงานชิ้นนี้เสร็จ จะให้รางวัลตัวเองด้วยการไปกินซูชิร้านโปรดเป็นต้น

เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ในแรงต้านคือเข็มทิศว่า ยิ่งงานชิ้นนั้นมีความหมายมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะหลีกเลี่ยงมันมากขึ้นเท่านั้น เพราะว่ามันยาก

แต่เพราะว่ามันยาก จึงไม่มีคนอยากทำ

และถ้าเราทำสำเร็จ เราก็จะเป็นคนไม่กี่คนที่เอาชนะงานยากๆ ได้

ซึ่งก็จะทำให้เราเติบโตได้เร็วกว่าคนที่เอาแต่ทำงานง่ายๆ และผัดผ่อนงานยากๆ ครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Productivity Project by Chris Bailey

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ตัดสิน

20160903_judge

Q: หลายคนบอกว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่เหนื่อย แล้วคุณคิดว่าความเหนื่อยของวัยรุ่นยุคนี้คืออะไร

A: ผมว่าเหนื่อยที่ต้องมานั่งเล่นโทรศัพท์นี่แหละ เหนื่อยที่ต้องมารับรู้อะไรที่มันตื้นๆ แต่ก็เข้าใจว่าตัวเองรับรู้อะไรได้เยอะและเร็ว ผมรู้สึกว่าความง่ายของการรับรู้ข่าวสารมันเป็นปัญหามากเลยนะครับ เพราะพอมันง่ายปุ๊ป ความยากที่ตามมาก็คือ เราจะแยกความจริงออกจากของปลอมที่มีอยู่มากมายได้ยังไง อย่างเมื่อก่อนเราอ่านหนังสือพิมพ์ได้ไม่เกิน 3 ฉบับ มีข่าวสารประมาณนี้ แต่ค่อนข้างถูกกรองมาแล้ว แต่ทุกวันนี้มีทั้งทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก อ่านกันเข้าไป อ่านไปพันหัวข้อ แต่มีเรื่องจริงถึง 10 หัวข้อหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งตัวเองผมเองก็จะไม่ค่อยเล่นเลย ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่รู้อะไรเลย ซึ่งอันนี้ก็คงสุดโต่งไปในด้านที่ไม่ถูกต้อง เพราะผมคิดว่าอะไรก็ตามที่อยู่ตรงกลางน่าจะดีที่สุด เพราะฉะนั้นผมมองว่าปัญหาของวัยรุ่นทุกวันนี้คือการไม่รู้ แล้วไปตัดสินสิ่งที่ตัวเองไม่รู้นั่นแหละ

a day BULLETIN issue 360: 15-21 June 2015
สัมภาษณ์: เอกพล บรรลือ, ปริญญา ก้อนรัมย์
ภาพ: ภาสกร ธวัชธาตรี


ช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา ผมมีความมั่นใจในตัวเองน้อยลงไปมาก

โดยเฉพาะกับเรื่องเหตุการณ์ที่เป็นข่าวคราวครึกโครม

พระธัมมชโยผิดจริงรึเปล่า? รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะสร้างปัญหาอะไรบ้าง? ใครจะเป็นนายกคนต่อไป?

เรื่องพวกนี้ผมไม่เคยประกาศจุดยืน แถมบางเรื่องไม่มีจุดยืนเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ติดตามข่าวเพียงพอ ข้อมูลที่มีจึงเป็นข้อมูลที่ตื้นเขินเกินกว่าจะฟันธงเรื่องใดๆ

แต่ก่อนผมก็ชอบตามข่าวดาราและข่าวการเมือง เพราะว่ามันสนุกดีที่ได้ตัดสินและวิจารณ์คนนั้นคนนี้ว่าเป็นยังไง

แต่ผมก็ได้พบว่าข่าวกว่า 99% ที่ผมตามอยู่นั้น ไม่มีผลกระทบอะไรต่อชีวิตผมเลย

ส่วนอีก 1% ที่เหลือ ที่มีผลกระทบกับชีวิตผมอย่างมีนัยสำคัญ ยังไงผมก็จะรู้มันได้จากคนรอบข้างอยู่ดี

ดังนั้น การตามข่าว (และคอยตัดสิน) คนอื่นนั้นจึงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่

ผมเชื่อว่าข่าวสารต่างๆ มันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราเอามันมาช่วยตัดสินการกระทำของตัวเอง

พระธัมมชโยจะผิดไหม จึงไม่สำคัญเท่ากับว่าผมเองได้ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนรึยัง

รัฐธรรมนูญจะสร้างปัญหาอะไรบ้าง จึงไม่สำคัญเท่ากับว่าผมจะออกไปใช้สิทธิ์ประชามติรึเปล่า

และใครจะเป็นนายกคนต่อไป ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าผมจะช่วยสังคมไทยอย่างไรได้บ้าง (หนึ่งในคำตอบคือการเขียนบล็อกนี้)

เขาถึงมีคำพูดว่า ดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัว

ถ้ามัวแต่ดูคนอื่น วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นโดยไม่หันมาวิพากษ์ตัวเองบ้างเลย

ก็นับได้ว่าเป็นการเสียโอกาสอย่างร้ายกาจเลยทีเดียว


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN issue 360: 15-21 June 2015 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com