ชีวิตเกินร้อย

20160911_150

ทำงานมา 22 ปี เจอสัจธรรมอะไรในการทำงานหรือในชีวิตของคนทำธุรกิจนี้ไหม
คุณเมฆ: สิ่งที่จะเทียบเท่ากับสัจธรรมในชีวิตเลยก็คือ การที่เราพบว่าไม่มีอะไรที่ทำได้ 100% จริงๆ โดยเฉพาะสำหรับงานประเภทนี้ คือคุณต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่างานอีเวนต์หรืองานครีเอทีฟนี่จะได้ให้ได้ 100% มันไม่มีหรอก มันต้องมีปัจจัยอะไรสักอย่างที่ทำให้ไอเดียของเราไปไม่สุดเสมอ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นระหว่างทางทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราก็ทำใจไว้ว่า เอาสัก 80-90% นี่แหละ โอเคแล้ว ก็ถือว่าสุดๆ แล้วสำหรับงานประเภทนี้

แล้วไม่เสียดายหรือที่ไม่ได้  100%
คุณเมฆ: ไม่เสียดาย เพราะ 80-90% ของเรามันคือ 150% ของคนอื่น สแตนดาร์ดของเราอยู่ตรงนี้ เพราะเวลาเราตั้งเป้ามันคือ 200% ถ้าถูกลดลงมาเราก็ยังเกิน 100% อยู่

– เกรียงไกร กาญจนะโภคิน

a day BULLETIN issue 200, 18-24 May 2012
สัมภาษณ์: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, อาทิตย อาศิรวาท
ถ่ายภาพ: กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

อ่านคำพูดนี้แล้วก็ทำให้ผมได้นั่งนึกถึงความแตกต่างระหว่างชีวิตวัยเรียนและวัยทำงาน

ตอนเราเป็นนักเรียน พ่อแม่จ่ายตังค์ให้เราได้ไปเรียน

ตอนเราทำงาน บริษัทจ่ายตังค์ให้เราได้ไปเรียน

ตอนเราเป็นนักเรียน อาจารย์จะสอนบทเรียนก่อน แล้วให้เราทำข้อสอบทีหลัง

ตอนเราทำงาน เรามักต้องทำข้อสอบก่อน แล้วถึงจะได้บทเรียนทีหลัง

ตอนเราเป็นนักเรียน ทุกคนจะได้ข้อสอบเหมือนกันหมด และนักเรียนที่เรียนเก่งมากๆ ก็จะทำได้ 100 คะแนนเต็ม

ตอนเราทำงาน แต่ละคนจะได้ข้อสอบแตกต่างกันไป และคนที่ทำงานเก่งมากๆ จะนิยาม “100 คะแนนเต็ม” ของตนเองแตกต่างจากคนอื่น

การตั้งมาตรฐานให้สูง จน 100% ของเราเท่ากับ 200% ของคนอื่นนั้นย่อมทำให้เราเหนื่อยกว่าแน่นอน

แต่มันก็เป็นทางเดียวที่จะช่วยให้เราได้เติบโตในหน้าที่การงาน

ที่สำคัญกว่านั้น การตั้งมาตรฐานให้สูง จะทำให้ทำงานสนุกขึ้นเยอะ เพราะเราจะได้ใช้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของเราอย่างเต็มที่

แต่แม้ว่าเราจะทำเต็มที่แล้ว ก็ต้องเผื่อใจไว้ก่อนเลยว่ามันจะไม่ออกมาเพอร์เฟ็กต์หรอก เพราะโลกไม่ได้เป็นไปตามใจเรา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยอีกร้อยพันที่เราคุมไม่ได้

ใช้ชีวิตเกินร้อยให้เป็นนิสัย และปล่อยวางกับผลลัพธ์

จะได้ทั้ง สุข สนุก และ สำเร็จครับ


ขอบคุณบทสัมภาษณ์จาก a day BULLETIN issue 200, 18-24 May 2012

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ใช้ชีวิตตามลูก

20160910_likedaugther

ตอนนี้ปรายฝน ลูกสาวผมอายุสิบเดือนกว่าแล้ว

ตั้งแต่พ้นช่วงสามเดือนแรกมา ลูกเริ่มนอนเป็นเวลามากขึ้น ตื่นตอนกลางคืนน้อยลง ซึ่งก็ทำให้ชีวิตของผมและแฟนดีขึ้นตามลำดับ

สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ คือเราทั้งคู่กลายเป็นคนทำอะไรตามตารางเวลาลูกไปโดยปริยาย

วันธรรมดาเราจะกล่อมเขานอนประมาณสามทุ่มครึ่ง และประมาณสี่ทุ่มเราจะเข้านอนกัน

ตอนเช้าพวกเราก็จะตื่นไม่เกินหกโมง เพราะนั่นคือเวลาที่ลูกจะตื่น

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะการเข้านอนก่อนสี่ทุ่มและตื่นก่อนหกโมงเช้าก็เป็นอะไรที่สอดคล้องกับนาฬิกาในร่างกายคนเราอยู่แล้ว


ทั้งบ้านผมมีทีวีอยู่หนึ่งเครื่องถ้วน เพราะเราไม่ค่อยได้ดูทีวีกัน

ตลอดทั้งปี จะมีเพียงรายการเดียวที่ผมกับแฟนจะติดตามดู คือรายการเดอะว้อยซ์ ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นซีซั่นใหม่วันนี้พอดี

นอกนั้นเราแทบไม่ได้ใช้ทีวีเลย ทำให้ลูกไม่ได้ดูทีวีไปโดยปริยาย แต่ให้โตกว่านี้หน่อยคงจะเริ่มให้ดูการ์ตูนบ้าง

เมื่อไม่มีทีวี การเสพสื่อของผมกับแฟนจึงใช้มือถือเป็นหลัก แต่ถึงกระนั้นเราก็ระวังอย่างมากที่จะไม่เล่นมือถือต่อหน้าลูก และตั้งใจจะไม่ให้ลูกเล่นมือถือหรือไอแพดเลย เพราะเราไม่อยากให้ลูกเป็นเด็กสมาธิสั้น


เมื่อเดือนที่แล้ว ผมกับแฟนไปเที่ยวหัวหินกัน

เราแวะกินอาหารเช้าที่แม็คโดนัลด์ และแน่นอน เราไม่พลาดที่จะซื้อเฟรนช์ฟรายที่เป็นของโปรดของเราทั้งคู่

พอปรายฝนเห็นเฟรนช์ฟราย ก็ทำท่าสนอกสนใจอยากกิน ผมกับแฟนปรึกษากันว่าเอาไงดี แล้วก็ลงความเห็นว่าให้ลองกินนิดหน่อยแล้วกัน เพราะจริงๆ ปรายฝนก็เริ่มกินอาหารพวกข้าวบด-ผักบดมาซักพักแล้ว

ปรายฝนกินแล้วชอบใจมาก ทำท่าขอกินอีก เราก็เลยให้กินอีกนิดนึง แล้วผมก็บอกลูกว่า “พอแล้วนะคะ กินเยอะๆ ไม่ดีนะ”

ตอนที่ผมพูดประโยคนี้ออกไป ก็พลันตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งได้

ว่าอะไรที่ไม่ดีต่อลูก ก็ย่อมไม่ดีต่อเราเช่นกัน

เป็นความจริงที่เบสิคมากๆ แต่ผมไม่เคยนึกถึงมันเลย

เพราะคิดมาตลอดว่าร่างกายผู้ใหญ่นั้นต่างจากเด็ก ผู้ใหญ่จึงสามารถทำเรื่องที่เด็กทำไม่ได้

แต่เพียงเพราะว่าร่างกายของผู้ใหญ่ทนทานกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนั้นมันจะดีต่อเราซะหน่อย

ถ้าเฟรนช์ฟรายไม่ดีต่อร่างกายลูก มันก็ย่อมไม่ดีต่อร่างกายผมเช่นกัน

ถ้ามือถือทำให้ลูกสมาธิสั้น มันก็ทำให้ผมสมาธิสั้นได้เช่นกัน

ถ้านอนดึกตื่นสายเป็นเรื่องไม่ดีสำหรับลูก มันก็เป็นเรื่องไม่ดีสำหรับผมด้วยเช่นกัน

ในทางกลับกัน อะไรก็ตามที่ดีต่อเด็ก ก็ย่อมดีต่อผู้ใหญ่

ถ้าผมให้ลูกกินอาหารละเอียด แสดงว่าผมเองก็ควรเคี้ยวข้าวให้ละเอียด

ถ้าผมอยากให้ลูกกินผักกับผลไม้เยอะๆ ผมเองก็ควรกินผักและผลไม้ให้เยอะๆ

ถ้าผมชอบให้ลูกยิ้มบ่อยๆ ผมเองก็ควรยิ้มบ่อยๆ ด้วย

ผมว่ามันเป็นกฎพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิตได้เลยนะ

ว่าอะไรก็ตามที่อยากให้เด็กทำ เราเองก็ควรทำตาม และอะไรก็ตามที่ไม่อยากให้เด็กทำ เราเองก็ควรหลีกเลี่ยง

จะได้มีสุขภาพที่ดี

และจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันไปนานๆ ครับ


ขอบคุณภาพจากแฟน ที่แอบถ่ายตอนที่ผมผลอยหลับหลังจากป้อนนมปรายฝนเสร็จแล้ว

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ลูกแมวหรือลูกลิง

20160910_kitten

เคยสังเกตมั้ยครับว่าพฤติกรรมของลูกแมวกับลูกลิงนั้นต่างกันอย่างไร

เวลาลูกแมวเจอปัญหา แม่ของมันจะมาช่วยด้วยการงับคอแล้วพามันออกไป

เวลาลูกลิงเจอปัญหา แม่มันจะมาเดินผ่านมาเช่นกัน แต่เป็นหน้าที่ของลูกลิงที่จะกระโดดเกาะหลังแม่เอาไว้ให้แน่นๆ

ลูกแมวจะรอความช่วยเหลือ ขณะที่ลูกลิงต้องออกแรงช่วยตัวเอง

ก่อนปี 2000 พวกเราส่วนใหญ่ก็เหมือนลูกแมว

ถ้าคุณอยากเป็นนักดนตรี คุณต้องส่งเทปไปให้ค่ายเพลงพิจารณา

ถ้าคุณอยากเป็นนักเขียน คุณต้องรอให้บ.ก.นิตยสารตอบรับผลงานที่คุณส่งไปให้เขาพิจารณา

ถ้าคุณอยากเป็นนักธุรกิจ คุณต้องร่างโครงการไปให้นายทุนพิจารณา

แต่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว

อยากเป็นนักดนตรีก็ทำเพลงอัพขึ้น  Soundcloud เองได้

อยากเป็นนักเขียนก็เปิดบล็อกและ Facebook page ได้ฟรีๆ

อยากเป็นนักธุรกิจก็สามารถเริ่มได้โดยใช้ต้นทุนน้อยกว่าแต่ก่อนมากมาย

จะเป็นลูกแมวที่รอคอยความช่วยเหลือหรือจะเป็นลูกลิงที่พึ่งพาตนเอง

เลือกได้ตามอัธยาศัยนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Icarus Deception by Seth Godin

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานจานบิ่น

20160908_plate

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

(ขอขอบคุณคุณขจรศักดิ์ที่ช่วยแปลจากต้นฉบับภาษาจีนครับ)

ครอบครัวเรามีพี่น้องสี่คน เราเป็นคนที่สาม พวกเราพี่น้องรักกันมาก เพราะพ่อแม่ปลูกฝังให้พวกกันรู้รักสามัคคีตั้งแต่เล็ก เราไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวย แต่คุณพ่อก็พยายามทำงานหนักเพื่อครอบครัว

คุณแม่ดูแลทุกอย่างในบ้านอย่างมีระเบียบให้น่าอยู่ ฝีมือทำอาหารนี่เกินคำบรรยาย แม้พวกเราไม่เคยมีโอกาสไปชิมอาหารตามภัตตาคารหรู แต่เชื่อมั่นว่าฝีมือคุณแม่ไม่มีแพ้พวกเขา

บ้านเราไม่ได้มีข้าวของเครื่องใช้ที่แพงนักหนา จะดีหน่อยก็จะเป็นชุดจานชามชุดใหญ่ที่เราใช้กันทุกมื้อ นั่นเพราะคุณแม่ต้องการให้พวกเราฝึกและคุ้นเคยกับมารยาทบนโต๊ะอาหาร จานชามชุดนี้แหละที่น่าจะหรูสุดในบ้านแล้ว

วันหนึ่งตอนที่คุณแม่กำลังเสริฟมันฝรั่งต้มใส่จาน เรายกจานเร็วไปหน่อยจนจานไปกระทบจานของพี่สาว ทำให้จานเราบิ่นไปเล็กน้อย เราใจเสียขึ้นมาทันที เพราะจานชามชุดนี้เราต้องใช้ร่วมกันหกคนทุกครั้ง แต่คุณแม่ก็ไม่ได้ดุว่าตำหนิเรา เพียงบอกว่าบิ่นนิดนึงยังใช้การได้ แต่เตือนเราว่าวันหลังให้ระวัง

หลังจากนั้น พอทุกครั้งที่ใครได้รับจานใบนี้ ก็จะบ่นเป็นเชิงหยอกล้อว่าวันนี้โชคร้ายจัง เราไม่สบายใจ มันเหมือนตอกย้ำความสะเพร่าของเราครั้งแล้วครั้งเล่า

วันนี้น้องเราก็ได้จานใบนี้ แกเบ้ปากทำท่าจะเริ่มบ่น อยู่ๆ คุณพ่อก็ประกาศว่า จากนี้ไปถ้าใครได้รับจานบิ่นใบนี้ ทุกคนต้องไปหอมแก้มเขา ว่าแล้วคุณพ่อก็เข้าไปหอมแก้มน้องเป็นคนแรก แล้วทุกคนก็ทำตาม น้องยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้รับความรักมากมายขนาดนี้

หลังจากวันนั้น ใครได้จานใบนั้นกลายเป็นสิ่งที่มีความสุข และถ้าวันไหนใครแบกความทุกข์เข้าบ้าน พวกเราก็จะจงใจวางจานใบนั้นข้างหน้าเขา แล้วทุกคนก็จะไปรุมหอมเขาพร้อมรอยยิ้ม ความทุกข์ความเศร้าหมองทั้งหลายก็แทบจะมลายหายไปในชั่วพริบตา

จานชามชุดนั้นสุดท้ายก็ต้องโละทิ้งตามสภาพและกาลเวลา ฐานะบ้านเราค่อยๆดีขึ้น เดี๋ยวนี้บ้านเรามีจานชามมากกว่าหนึ่งชุดแล้ว แต่เรามักจะระลึกถึงบรรยากาศของการโอบกอดหอมแก้มกันอยู่เสมอ

หลายปีผ่านไป วันหนึ่งเราไปทานข้าวที่ภัตตาคารพร้อมกัน ตอนบริกรเอาจานมาเสริฟ พวกเราสังเกตุเห็นว่า จานตรงข้างหน้าคุณพ่อมีรอยบิ่นเล็กๆ แทนที่เราจะเรียกให้บริกรเปลี่ยนจาน แต่เปล่า พวกเราทุกคนลุกขึ้นแล้วเดินไปหอมแก้มและโอบกอดคุณพ่ออย่างมีความสุข


รอยบิ่นแท้จริงแล้วคือจุดบกพร่อง แต่มันกลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขของเรา ทุกวันนี้แม้เราจะเจอสิ่งเลวร้ายขนาดไหน แต่เราก็สามารถเอาอีกมุมมองหนึ่งมาสยบความรู้สึกที่ไม่ดีออกไป

ขอบคุณคุณพ่อมากๆ ที่สอนให้เรารู้จักวิธีการมองต่างมุม เพื่อค้นหาความหมายใหม่ๆที่มีคุณค่ามากยิ่งๆขึ้น

ทุกสิ่งล้วนมีสองมุมมอง จะมองในแง่บวกหรือแง่ลบก็อยู่ที่ใจเรา หากมัวแต่มองด้านลบ เราคงสลัดปัญหาและความเศร้าหมองไม่พ้น แต่ถ้าฉลาดพอที่จะมองในแง่บวก ปัญหาต่างๆน่าจะกลายเป็นเรื่องง่ายที่จะแก้ไข

เป็นเพราะคุณพ่อสอนให้เรารู้จักความหมายที่มีคุณค่าจากเหตุการณ์จานใบนั้น ยิ่งทำให้ครอบครัวเราเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความสุขทุกคืนวัน


หมายเหตุ นิทานเรื่องนี้ผมได้รับฟอร์วอร์ดมาจากพี่สาวแฟน ลงท้ายเครดิตว่า “ขจรศักดิ์ แปลและเรียบเรียง 3/9/16” ผมพยายามหาในเว็บแล้วก็ไม่เจอว่าคุณขจรศักดิ์มีเว็บหรือเพจของตัวเอง จึงขอเดาว่าคุณขจรศักดิ์น่าจะแปลเรื่องราวจากไลน์ภาษาจีนอันนี้  ที่โพสต์เรื่องเดียวกันไว้เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมครับ

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีตัดสินใจเรื่องยากๆ

20160908_decide

เวลาเจอเรื่องสำคัญๆ ที่การตัดสินใจจะมีผลระยะยาวต่อชีวิตของเรา คุณผู้อ่านใช้วิธีไหนครับ?

Richard Muller หนึ่งในคนที่มีผู้ติดตามเยอะที่สุดใน Quora (เว็บแห่ง Q&A) ได้เล่าให้ฟังว่า โรสแมรี่ภรรยาของเขาสอนให้เขาใช้วิธีนี้มากว่า 50 ปีแล้ว

วิธีการนั้นมีสองขั้นตอน และจำเป็นมากที่จะต้องทำให้ครบทั้งสองข้อ

ขั้นตอนแรก – ทำรายการออกมาให้ละเอียดว่า ทางเลือกแต่ละทางมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง ให้ดีที่สุดก็กรอกลง Excel แล้วคำนวณคะแนนออกมาเป็นตัวเลข

ขั้นตอนที่สอง – ปิดโปรแกรม Excel ซะ แล้วใช้สัญชาติญาณตัดสินใจว่าทางเลือกไหนดีที่สุด

คนกลุ่มหนึ่งมักจะพลาดด้วยการข้ามไปทำขั้นที่สองเลย แต่ถ้าคุณทำอย่างนั้นสัญชาติญาณของคุณจะยังเชื่อถือไม่ได้ เพราะว่าคุณยังไม่ได้พิจารณาข้อมูลต่างๆ ให้ครบถ้วนเสียก่อน

ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ทำแต่ขั้นแรกอย่างเดียว เพราะดูมีตรรกะและเป็นวิทยาศาสตร์ดี แต่จริงๆ แล้วปัจจัยหลายๆ อย่างเราไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดหรือให้คะแนนได้อย่างแม่นยำหรอก การใช้แค่การคำนวณอย่างเดียวจึงไม่อาจสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของเราได้

สุดท้ายแล้ว เราต้องเชื่อมั่นในสัญชาติญาณ แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อเราได้รับข้อมูลและทำการวิเคราะห์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเท่านั้นครับ

(ป.ล. ริชาร์ดบอกว่า จริงๆ แล้วไม่ต้องใช้ Excel ก็ได้ เพียงแต่ต้องไม่ข้ามขั้นตอนของการมองหาข้อดีข้อเสียของทุกทางเลือกให้ครบถ้วนครับ)


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Richard Muller’s answer to How do successful people make long term decisions?

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com