นิทานขอทานขนอิฐ

20170323_beggarbricks

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีขอทานพิการเหลือแขนเพียงข้างเดียวผู้หนึ่ง เดินทางเข้าไปยังวัดเซนที่พระเซนนามฟังจั้งพำนักอยู่ เพื่อขอรับทาน ทว่าเมื่อเอ่ยปาก พระฟังจั้งกลับชี้มือไปยังกองอิฐและบอกกับขอทานแขนเดียวว่า “ท่านช่วยย้ายอิฐกองนั้นไปยังหลังวัดก่อนเถอะ”

ขอทานแขนเดียวได้ยินครั้งแรกก็ไม่พอใจ กล่าวว่า “ข้าเหลือแขนเพียงข้างเดียวจะย้ายอิฐได้อย่างไร ข้ามาขอทาน หากท่านไม่อยากให้ทานก็ไม่เป็นไร ไฉนต้องล้อเลียนผู้อื่นถึงเพียงนี้”

พระเซนไม่เอ่ยโต้ตอบ เพียงแต่เดินไปยกก้อนอิฐโดยใช้แขนเพียงข้างเดียว จากนั้นค่อยกล่าวเรียบๆ ว่า”งานประเภทนี้ แม้มีแขนข้างเดียวก็สามารถทำได้”

เมื่อเห็นดังนั้น ขอทานจึงได้แต่ทำตาม โดยค่อยๆ ย้ายก้อนอิฐไปยังหลังวัด ทีละก้อน ทีละก้อน ใช้เวลาพักใหญ่จึงย้ายก้อนหินได้หมดกอง จากนั้นพระเซนจึงมอบเงินค่าตอบแทนให้กับขอทานจำนวนหนึ่ง ขอทานเห็นดังนั้นก็ดีใจมากพลางกล่าวคำ “ขอบคุณท่าน ขอบคุณท่าน” ไม่หยุด

พระฟังจั้งจึงตอบว่า “ไม่ต้องขอบคุณเรา เพราะเงินนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของท่านเอง”

ขอทานจึงเอ่ยด้วยความสำนึกว่า “ข้าจะจดจำวันนี้เอาไว้” จากนั้นจึงก้มตัวค้อมคำนับด้วยความตื้นตันก่อนเดินทางจากไป

ผ่านไปหลายวัน มีขอทานอีกผู้หนึ่งเดินทางมาขอทานที่วัดนี้ พระฟังจั้งพาขอทานผู้นี้เดินมาที่หลังวัดจากนั้นชี้ไปยังกองอิฐและกล่าวว่า “ท่านช่วยย้ายอิฐกองนั้นไปยังหน้าวัดก่อนเถอะ” ทว่าขอทานผู้มีแขนขาครบผู้นี้กลับไม่สนใจคำกล่าวของพระเซน ได้แต่หันกายจากไปโดยพลัน

บรรดาสานุศิษย์ในวัดเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถามพระฟังจั้งว่า “คราวก่อนท่านอาจารย์ให้ขอทานย้ายอิฐมายังหลังวัด ไฉนวันนี้กลับประสงค์ให้ขอทานอีกผู้หนึ่งย้ายอิฐกลับไปหน้าวัด ที่แท้แล้วท่านอาจารย์อยากให้นำก้อนอิฐไปไว้ที่ใดกันแน่?”

พระเซนฟังจั้งตอบศิษย์เพียงสั้นๆ ว่า “อิฐวางไว้หน้าวัดหรือหลังวัดล้วนไม่ต่างกัน ทว่าจะย้ายหรือไม่ย้ายต่างหากที่สำคัญสำหรับขอทานเหล่านั้น”

วันเวลาผ่านไปหลายปี วันหนึ่งปรากฏคนผู้หนึ่งท่าทางภูมิฐานเดินทางมาที่วัด คนผู้นี้มีแขนเพียงข้างเดียว ที่แท้แล้วคือขอทานแขนเดียวเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เขาพบพระฟังจั้งในครั้งนั้น เขาจึงค่อยได้รู้ถึงคุณค่าในตัวเอง จากนั้นจึงหาทางประกอบสัมมาอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย จนในที่สุดได้พบกับความสุข สำเร็จในชีวิต…ส่วนขอทานอีกผู้หนึ่งนั้น ยังคงเป็นขอทานอยู่เรื่อยมา


ขอบคุณนิทานจาก ASTV ผู้จัดการ นิทานเซน : พระเซนกับขอทาน

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ตรงข้ามกับรักไม่ใช่เกลียด

20170404_lovehate

แต่เป็นความเมินเฉย

ตรงข้ามกับศิลปะไม่ใช่ความอัปลักษณ์
แต่เป็นความเมินเฉย
ตรงข้ามกับศรัทธาไม่ใช่การนอกรีต
แต่เป็นความเมินเฉย
และตรงข้ามกับชีวิตไม่ใช่ความตาย
แต่เป็นความเมินเฉย

“The opposite of love is not hate, it’s indifference. The opposite of art is not ugliness, it’s indifference. The opposite of faith is not heresy, it’s indifference. And the opposite of life is not death, it’s indifference.”

― Elie Wiesel


พระพุทธเจ้าสอนว่าเราควรมีอุเบกขาหรือมีใจเป็นกลางกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิต

แต่ถ้าเป็นกลางมากเสียจนกลายเป็นเมินเฉย มันจะดีจริงรึเปล่า?

สองคำนี้ฟังเผินๆ ดูจะคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วเป็นคนละเรื่องกัน

เราสามารถแคร์คนคนหนึ่งด้วยความเป็นกลางได้ แต่เราไม่สามารถแคร์เขาด้วยความเมินเฉยได้

แคร์ด้วยความเป็นกลาง คือเป็นห่วงเป็นใยและพร้อมจะช่วยเหลือ แต่ถ้าเขาไม่ตอบสนองหรือทำตัวไม่น่ารักเราก็ไม่ทุรนทุรายหรือน้อยอกน้อยใจจนเกินเหตุ

เราจึงควรทำทุกๆ อย่างด้วยใจที่เป็นกลาง แต่อย่าไปสับสนกับการเมินเฉยหรือเพิกเฉย

เพราะเป็นกลางคือเป็นกลางกับผลลัพธ์แต่เต็มที่กับการกระทำ

แต่เมินเฉยคือไม่ทำอะไรเลย

และคนที่ไม่ทำอะไรเลย ไม่แคร์อะไรเลย ก็ไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้วเลย


Facebook: Anontawong’s Musings
Archives

ถ้าไม่เจอทางออก

20170403_wayout

ก็จงออกที่ทางเข้า

ถ้าพยายามตื่นเช้าแล้วทำไม่ได้ซักที ลองนอนให้เร็วขึ้นดีมั้ย

ถ้าออกกำลังกายแล้วไม่ผอมซักที ลองกินให้น้อยลงดีมั้ย

ถ้าอ่านเมลไม่ทันซักที ลอง unsubcribe เมลดีมั้ย

ถ้าหญิงสาวคนนั้นไม่สนใจซักที ลองเปลี่ยนคนหรือเปลี่ยนเรื่องที่จะโฟกัสดีมั้ย

ถ้าทำงานไม่ทันซักที ลองหัด say no บ้างดูมั้ย

ถ้าทำยังไงก็ไม่มีความสุขเสียที ลองสำรวจความคาดหวังของตัวเองดูมั้ย

(เพราะความสุขคือ reality – expectations)


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

ล่าหนูหรือละมั่ง

20170403_mouse_antelope

เมื่อคืนผมได้อ่านเรื่องเล่าตอนหนึ่งจากหนังสือ Tools of Titans ของ Tim Ferriss (ซึ่งเขาอ้างอิงจากหนังสือเล่มอื่นมาอีกทีแต่ต้องขออภัยที่ผมไม่ได้จดชื่อเอาไว้)

เป็นเรื่องเล่าของราชสีห์ตัวหนึ่ง ที่แต่ละวันต้องออกล่าเหยื่อ

มันเลือกได้ว่าจะล่าอะไร ระหว่างหนูกับละมั่ง

การล่าหนูทำได้ง่ายกว่ามาก เพราะมันตัวเล็กกว่า ช้ากว่า และอ่อนแอกว่าราชสีห์อย่างเทียบไม่ได้

แต่แรงที่ใช้ไปกับการล่าหนู แลกกับแคลอรี่ที่จะได้มาจากการกินหนูมันไม่คุ้มกัน

กว่าจะล่าหนูมาหนึ่งตัวอาจะต้องใช้พลังงาน 500 แคลอรี่ แต่หนูตัวนั้นให้พลังงานแค่ 200 แคลอรี่

ดังน้้นต่อให้จับหนูได้ทุกวัน สุดท้ายราชสีห์ตัวนี้ก็จะผอมโซและล้มตายลงในที่สุด

กลับกัน การล่าละมั่งนั้นยากกว่ามาก ต้องออกแรงเยอะกว่า มีความเสี่ยงสูงกว่า

แต่การล่าละมั่งได้หนึ่งตัว จะช่วยให้ราชสีห์อิ่มท้องไปหลายวัน

การล่าละมั่งต้องใช้พลังงานมากกว่าการล่าหนูแน่นอน อาจจะประมาณ 5,000 แคลอรี่ หรือ 10 เท่าของการล่าหนู

แต่พลังงานที่ได้จากการกินละมั่งอาจจะเท่ากับ 20,000 แคลอรี่ หรือ 100 เท่าของพลังงานที่ได้จากหนูเลยทีเดียว


คนทำงานก็เหมือนราชสีห์ตัวนั้น

แต่ละวันเราเลือกได้ว่าจะใช้พลังงานไปกับการล่าหนูหรือล่าละมั่ง

งานบางอย่างก็เป็น “หนู” เพราะทำง่าย เสร็จชัวร์ๆ สำเร็จชัวร์ๆ ไม่ต้องใช้ความพยายามหรือมันสมองมากนัก

แต่แม้จะลงแรงน้อย ผลที่ตอบแทนจากงานชิ้นนั้นอาจจะน้อยยิ่งกว่า

ขณะที่งานบางอย่างก็เหมือนละมั่ง ที่หินกว่า ต้องใช้แรงเยอะกว่า และโอกาสพลาดมีสูงกว่า

แต่ถ้าล่าได้สำเร็จ เราก็จะสบายไปนาน

ทุกวันตอนเช้า ก่อนจะเปิดคอมหรือ To Do List อย่าลืมถามตัวเองให้ดีๆ นะครับว่า

วันนี้จะล่าหนู หรือจะล่าละมั่ง


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก

20170402_sapiens15

ก่อนปี 1500 กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน หรือโปรตุเกสนั้นเป็นเพียง “พื้นที่ห่างไกลความเจริญ” ในแถบเมดิเตอเรเนียนเท่านั้น

ยุโรปเพิ่งจะเริ่มมีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้นในช่วงปี 1500-1750 เมื่อพวกเขาออกทะเลและพิชิต “โลกใหม่” อย่างอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แต่ถึงกระนั้นยุโรปก็ยังถือว่าจิ๊บจ๊อยมากเมื่อเทียบกับประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชีย ในปี 1775 ขนาดเศรษฐกิจของของอินเดียกับจีนสองประเทศรวมกันก็คิดเป็น 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลกแล้ว

ศูนย์กลางทางอำนาจเพิ่งจะถูกปรับเปลี่ยนในช่วงปี 1750-1850 หลังจากที่ยุโรปพิชิตประเทศในเอเชียครั้งแล้วครั้งเล่า พอถึงปี 1900 ยุโรปก็ได้ครอบครองพื้นที่เกือบทั้งโลก ขนาดเศรษฐกิจของยุโรปและสหรัฐรวมกันมีมูลค่าเท่ากับ 50% ของเศรษฐกิจโลก ขณะที่จีนนั้นมีมูลค่าเพียง 5% เท่านั้น

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ยุโรปผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำโลกในเวลาแค่ 100 ปี?


เมื่อยอมรับว่าไม่รู้

ในสองตอนที่ผ่านมาผมได้พูดถึงการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ในยุโรป ซึ่งเริ่มจากทัศนคติที่ว่า “เรายังไม่ได้รู้ทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องรู้”

วิธีคิดแบบนี้สำคัญมาก เพราะก่อนหน้านี้มนุษย์ต่างเชื่อว่าพวกเขารู้ทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้แล้วผ่านคำสอนของพระบรมศาสดาทั้งหลาย

แต่เมื่อมนุษย์ยอมรับได้ว่าตัวเองไม่รู้ จึงพร้อมออกเดินทางเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่ๆ และความรู้นั้นก็ถูกนำมาแปรรูปเป็นเทคโนโลยีและเครื่องมือที่นำมาซึ่งอำนาจที่มากมายยิ่งขึ้น


แผนที่อันว่างเปล่า

มนุษย์นั้นชอบเขียน “แผนที่โลก” มาแต่ไหนแต่ไร แม้ว่าตัวเองไม่เคยได้ออกไปสำรวจดินแดนอื่นๆ มาก่อน

คนในแอฟริกา เอเชีย และยุโรป ไม่เคยรู้ถึงการมีอยู่ของทวีปอเมริกา ส่วนคนในอเมริกาก็ไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของแอฟริกา เอเชีย และยุโรป แต่แผนที่โลกสมัยนั้นก็ถูกเขียนขึ้นราวกับว่าทวีปที่เขาไม่รู้จักนี้ไม่มีอยู่ หรือไม่พื้นที่เหล่านั้นก็จะเต็มไปด้วยภาพสัตว์ประหลาด “แผนที่โลก” สมัยเก่าจึงไม่มีพื้นที่ว่างเผื่อไว้สำหรับดินแดนที่ยังไม่ถูกค้นพบเลย

แต่ในศตวรรษที่ 15 และ 16 คนยุโรปเริ่มวาดแผนที่โลกโดย “เว้นพื้นที่ว่าง” เอาไว้เยอะมาก ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคนยุโรปยอมรับแล้วว่าพวกเขายังไม่รู้อะไรอีกมาก และยังมีดินแดนอีกมากมายที่พวกเขาอาจยังไม่เคยไปถึง


ค้นพบทวีปอเมริกา

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 1492 เมื่อเรือพินต้า (Pinta) ของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christoper Columbus) ได้แล่นออกจากสเปนและล่องเรือมาทางทิศตะวันตกด้วยจุดประสงค์ที่จะหาเส้นทางใหม่สู่ญี่ปุ่น (ก่อนหน้านั้นคงแล่นไปทางทิศตะวันออกตลอด) โดยโคลัมบัสคำนวณว่าระยะทางจากสเปนไปญี่ปุ่นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7,000 ไมล์

ความเป็นจริงก็คือญี่ปุ่นอยู่ห่างจากสเปนถึง 20,000 ไมล์ และระหว่างทางจากสเปนไปญี่ปุ่นนั้นมีทวีปขนาดใหญ่คั่นกลางอยู่!

ณ เวลาตี 2 ของ วันที่ 12 ตุลาคม ปี 1492 Juan Rodriguez Bermejo ซึ่งอยู่บนเสากระโดงเรือพินต้าตะโกนเสียงดังว่า “แผ่นดิน แผ่นดิน!” (Land! Land!)

โคลัมบัส (ซึ่งคิดว่าแผนที่ในมือเขานั้นมีข้อมูลเรื่องทวีปต่างๆ ในโลกครบถ้วนแล้ว) เชื่อว่าพวกเขาได้เดินทางมาถึงชายฝั่งตะวันออกของหมู่เกาะ East Indies (หมู่เกาะของอินโดนีเซีย) โคลัมบัสจึงเรียกคนที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ว่า Indians

โคลัมบัสไม่เคยยอมรับว่าเขาได้ค้นพบทวีปใหม่ตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต เพราะสำหรับคนในยุคนั้น ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีทวีปอีกทวีปหนึ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้จัก เพราะในคัมภีร์ไบเบิลรวมถึงนักปราชญ์ทุกคนก่อนหน้านี้ก็พูดถึงแต่แอฟริกา ยุโรป และเอเชียเท่านั้น ใครเล่าจะเชื่อว่าคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์จะตกหล่นทวีปไปทั้งทวีปได้!

คนแรกที่เชื่อว่านี่คือทวีปใหม่จริงๆ คือนักเดินทะเลชาวอิตาเลียนนาม Amerigo Vespucci ที่ได้เดินทางไปแผ่นดินใหม่นี้หลายครั้งในปี 1492-1504 และได้เขียนถึงการเดินทางครั้งนี้ว่าแผ่นดินที่โคลัมบัสค้นพบนั้นไม่ใช่ชายฝั่งตะวันออกของประเทศในเอเชีย แต่เป็นทวีปใหม่ที่ไม่เคยมีการบันทึกในไบเบิล

ในปี 1507 นักวาดแผนที่ชื่อ Martin Waldseemuller ก็ได้ตีพิมพ์แผนที่โลกฉบับใหม่ที่เพิ่มทวีปใหม่นี้เข้าไป และด้วยความเข้าใจผิดว่านาย Amerigo เป็นคนค้นพบทวีปนี้ เขาจึงตั้งชื่อทวีปนี้ว่าอเมริกาเป็นเกียรติแก่นายอเมริโก แผนที่ใหม่นี้ป๊อปูล่าร์มากและถูกนักวาดแผนที่อื่นๆ ก๊อปปี้ไปใช้ ทวีปใหม่นี้จึงถูกจารึกชื่อว่าเป็นอเมริกาไปโดยปริยาย


หรือยุโรปจะเก่งกว่าเอเชีย?

ทำไมยุโรปถึงค้นพบทวีปอเมริกาก่อนจีน ทั้งๆ ที่จีนก็มีความรู้ด้านการเดินทะเลดีพอๆ กับคนยุโรปหรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ

ราว 80 ปีก่อนโคลัมบัสจะค้นพบอเมริกา เจิ้งเหอ (Zheng He) ผู้บัญชาการทหารเรือจีนในยุคราชวงศ์หมิง ได้นำพาเรือ 300 ลำและลูกเรือถึง 30,000 คนออกท่องทะลไปถึงดินแดนอย่างอินโดนีเซีย ศรีลังกา ทะเลแดง และแอฟริกาตะวันออก

กองเรือของเจิ้งเหอนั้นใหญ่กว่าของโคลัมบัสมาก เพราะโคลัมบัสมีเรือแค่ 3 ลำและลูกเรือ 120 คนเท่านั้นเอง

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างเจิ้งเหอกับโคลัมบัสก็คือ เจิ้งเหอไม่ได้ไปเยือนดินแดนเหล่านั้นเพื่อรุกรานหรือนำมาเป็นดินแดนอาณานิคมแต่อย่างใด และเมื่อจีนเปลี่ยนแผ่นดินในปี 1430 การออกเดินทางของเจิ้งเหอก็จบลงด้วย ข้อมูลต่างๆ สูญหาย และไม่เคยมีกองเรือที่ใหญ่ขนาดนี้ออกจากน่านน้ำของจีนอีกเลย

ดังนั้น การที่ยุโรปค้นพบอเมริกาก่อนเมืองจีนนั้น ไม่ใช่เพราะคนยุโรปเก่งกว่าหรือมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า แต่เป็นเพราะค่านิยมและความเชื่อที่ต่างกันต่างหากที่ทำให้ชาวจีนไม่เคยคิดออกล่าอาณานิคมในแดนไกล


เร่งเครื่องพัฒนา

การค้นพบทวีปอเมริกาถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ เพราะนอกจากมันจะสอนให้ชาวยุโรปรู้ว่าควรจะให้น้ำหนักกับหลักฐานปัจจุบันมากกว่าความรู้ในอดีตแล้ว มันยังบังคับให้ชาวยุโรปต้องเร่งศึกษา ค้นคว้าและพัฒนาโดยเร็ว เพราะหากพวกเขาต้องการจะยึดครองดินแดนใหม่ที่เรียกว่าอเมริกานี้ ก็ย่อมต้องศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลเชิงชีววิทยาและนิเวศน์วิทยาของโลกใหม่นี้ให้ได้มากที่สุด ความรู้ที่มีอยู่ในพระคัมภีร์นั้นไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว

ในศตวรรษที่ 15 และ 16 ชาวยุโรปออกท่องไปทั่วโลกและล่าอาณานิคมมาได้มากมาย และที่สำคัญยังได้สร้างเครือข่ายทางการค้าที่เชื่อมโลกผู้คนทั้งโลกไว้ด้วยกัน การล่าอาณานิคมอย่างหิวกระหายได้นำพาผู้คนและประวัติศาสตร์ที่เคยอยู่อย่างเอกเทศให้มาอยู่ในประวัติศาสตร์เล่มเดียวกัน


สเปนบุกอเมริกาใต้

ภายใน 20 ปีหลังการค้นพบทวีปอเมริกา สเปนได้เข้ายึดครองหมู่เกาะแคริบเบียนและบังคับให้คนท้องถิ่นเป็นทาสเกือบหมด คนพื้นเมืองเหล่านี้ล้มตายจากการถูกใช้งานอย่างทารุณและจากโรคที่พวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกันที่แฝงมากับลูกเรือชาวสเปน

เมื่อยึดหมู่เกาะแคริบเบียนได้เสร็จสรรพแล้ว อาณาจักแอซเท็กก็เป็นเหยื่อรายต่อไป (Aztec – ปัจจุบันคือเม็กซิโก) เมื่อนายเฮอร์นัน คอร์เทส (Hernán Cortés) และพรรคพวก 550 คน จอดเรือริมหาดในเมือง Vera Cruz ในปี 1519 และประกาศกับชาวพื้นเมืองว่า “เราถูกกษัตริย์สเปนส่งมา เรามาโดยสันติ โปรดพาเราไปพบผู้นำของท่าน” (คอร์เทสโกหกหน้าด้านๆ เพราะกษัตริย์สเปนไม่เคยรู้จักคอร์เทส พวกเขาเดินทางมากันเองต่างหาก)

เมื่อได้พบและพูดคุยกับจักรพรรดิมอนเตซูม่า (Emperor Montezuma) คอร์เทสก็ออกคำสั่งให้ลูกทีมสังหารองค์รักษ์ของจักรพรรดิและจับมอนเตซูม่าเอาไว้เป็นตัวประกัน เป็นระยะเวลาหลายเดือนที่มอนเตซูม่ายังคงทำหน้าที่เป็นผู้นำของแอซเท็กโดยมีคอร์เทสชักใยอยู่เบื้องหลัง ระหว่างนั้นคอร์เทสก็ได้ส่งลูกเรือให้เข้าไปแทรกซึมกับชาวนครแอ๊ซเท็กเพื่อทำความคุ้นเคยกับคนในพื้นที่

แต่แล้ว “อำมาตย์” กลุ่มหนึ่งก็ตัดสินใจปฏิวัติ ตั้งจักรพรรดิองค์ใหม่ และอัปเปหิคอร์เทสและมอนเตซูม่าออกจากเมืองหลวง

เรื่องมาไคลแมกซ์เมื่อคอร์เทสได้เข้าไปชักชวนชาวบ้านที่ลูกเรือเคยสร้างสัมพันธ์เอาไว้ให้มาร่วมมือกับคอร์เทสเพื่อทำการปฏิวัติซ้อน ชาวบ้านนับหมื่นให้ความร่วมมือและช่วยให้คอร์เทสกลับมายึดเมืองหลวงได้อีกครั้งโดยเบ็ดเสร็จ กว่าชาวบ้านจะรู้ตัวว่าถูกหลอกใช้ก็สายไปเสียแล้ว

อีก 10 ปีต่อมา ชายชื่อปิซาโร่ก็เดินทางถึงอาณาจักรอินคาในอเมริกาใต้ (เปรูในปัจจุบัน) และใช้วิธีแบบเดียวกับคอร์เทสเป๊ะๆ แถมคราวนี้มีลูกเรือไปด้วยเพียง 168 คนเท่านั้น! ปิซาโร่อ้างว่าพระราชาแห่งสเปนได้ส่งเขามา เรามาอย่างสันติ และขอเข้าพบผู้นำอาณาจักรอินคา แล้วปิซาโร่ก็ลักพาตัวผู้นำไป ทำให้เมืองระส่ำระสาย และการยึดอาณาจักรอินคาได้สำเร็จ

ภายในเวลาเพียง 100 ปีหลังการมาเยือนของคอร์เทสและปิซาโร่ ชาวพื้นเมืองในทวีปอเมริกาล้มตายไปราว 90% โดยมีสาเหตุหลักมาจากโรคที่ชาวสเปนนำมาจากยุโรป (และเป็นโรคที่คนท้องถิ่นไม่มีภูมิคุ้มกัน) ส่วนคนที่เหลืออยู่ก็ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างทารุณ


การเมืองและวิทยาศาสตร์

ในยุคล่าอาณานิคมนี้ การเมืองและวิทยาศาสตร์ผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก ทุกกองทัพที่ถูกส่งไปพิชิตดินแดนอันไกลโพ้นมักจะมีนักวิทยาศาสตร์ติดไปด้วยเสมอ

ยกตัวอย่างเช่นตอนที่นโปเลียนบุกอียิปต์ในปี 1798 ก็มีนักวิชาการถึง 165 คนเข้าร่วมไปกับกองทัพด้วย

หรือในปี 1831 กองทัพเรือของอังกฤษถูกส่งไปสำรวจพื้นที่ชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ หมู่เกาะฟอล์คแลนด์ และหมู่เกาะกาลาปากอส เหตุผลหลักก็เพื่อที่จะเข้าใจภูมิศาสตร์ของพื้นที่เหล่านี้เพื่อเพิ่มความได้เปรียบด้านการทหาร

กัปตันเรือซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์มือสมัครเล่นคิดว่าน่าจะดีถ้าได้นักธรณีวิทยาไปด้วยซักคน นักธรณีวิทยาคนแล้วคนเล่าปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการเดินทางครั้งนี้ จนกระทั่งกัปตันได้มาเจอเด็กอายุ 22 ปีที่เพิ่งจบจากเคมบริดจ์ที่ชื่อว่าชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) และเมื่อดาร์วินได้รับคำเชิญก็ตัดสินใจขึ้นเรือโดยไม่ลังเล

ตลอดการสำรวจกัปตันเรือใช้เวลาไปกับการวาดแผนที่ทางการทหาร ส่วนดาร์วินเองก็ใช้เวลาไปกับการเก็บข้อมูลและคิดวิเคราะห์จนออกมาเป็นทฤษฏีวิวัฒนาการอันเลื่องลือ


ภาระของคนขาว

การค้นคว้าเพื่อค้นพบนั้นกลายมาเป็นอุดมการณ์ใหม่ที่ชาวยุโรปยึดถือและใช้ในการสร้างความชอบธรรมในการออกเดินทางไปยังดินแดนใหม่ๆ

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ความรู้ใหม่ที่ได้จากการสำรวจและค้นพบนั้น สามารถสร้างประโยชน์และ “ความก้าวหน้า” ให้กับคนในพื้นที่ที่ถูกยึดครองด้วย ไม่ว่าจะเป็นยารักษาโรค การศึกษา หรือทางรถไฟ

นักล่าอาณานิคมจึงบอกตัวเองว่า สิ่งที่พวกเขาทำไม่ใช่การเอารัดเอาเปรียบ แต่เป็นงานการกุศลที่ช่วยให้พวกล้าหลังมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

Rudyard Kipling เคยแต่งกลอน “ภาระของคนขาว” (White Man’s burden) เอาไว้ว่า

Take up the White Man’s burden,
Send forth the best ye breed
Go bind your sons to exile,
to serve your captives’ need;
To wait in heavy harness,
On fluttered folk and wild—
Your new-caught, sullen peoples,
Half-devil and half-child.

จงแบกรับภาระของคนขาว
ด้วยคนที่ดีที่สุดของเผ่าพันธุ์เรา
จงส่งลูกชายไปต่างแดน
เพื่อดูแลเหล่าเชลย
ล่ามด้วยบังเหียนอันหนักอึ้ง
ไม่เชื่องและวุ่นวาย
เหล่าเชลยผู้บึ้งตึง
ครึ่งเด็กครึ่งมารร้าย

แน่นอนว่ากลอนนี้เขียนขึ้นเพื่อยกการกระทำของคนขาวให้ดูสูงส่งเกินจริง

ในปี 1764 อังกฤษเข้ายึดเมืองเบงกาลในอินเดีย ผู้ปกครองกลุ่มใหม่ไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่าทำให้ตัวเองร่ำรวยขึ้น พวกเขาใช้นโยบายเศรษฐกิจอันนำไปสู่การอดอาหารครั้งใหญ่ในเบงกาล (The Great Bengal Famine) ที่กินเวลาถึง 4 ปีและทำให้ชาวเบงกาลล้มตายถึง 1 ใน 3 หรือประมาณ 10 ล้านคน

ยุคแห่งการล่าอาณานิคมนั้นมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เราจะวางให้ชาวยุโรปเป็นผู้ร้ายก็ได้เพราะพวกเขาสังหารและสร้างความสูญเสียให้กับคนท้องถิ่นอย่างเหลือแสน หรือจะมองชาวยุโรปเป็นพระเอกก็ได้เพราะพวกเขาได้วางระบบสาธารณูปโภคและรากฐานทางการศึกษาที่คนรุ่นหลังยังได้รับประโยชน์จนถึงทุกวันนี้

ประวัติศาสตร์นั้นซับซ้อนเกินกว่าจะชี้ว่าใครคือพระเอกหรือผู้ร้าย

ในตอนหน้าเราจะมาพูดถึงจิ๊กซอว์อีกหนึ่งตัวที่ขับเคลื่อนการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และการล่าอาณานิคม

จิ๊กซอว์สำคัญตัวนี้มีชื่อว่าทุนนิยม


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า