ข้ออ้างที่เราใช้บ่อยเกินไป

20170414_excuse

“Two wrongs don’t make a right, but they make a good excuse.”
-Thomas Szasz

ผมเชื่อว่าความต้องการขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ คือความต้องการที่จะเห็นความยุติธรรม

เราจึงมัก “ของขึ้น” เวลาเห็นอะไรไม่ถูกต้อง

ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันรุมประชาทัณฑ์ผู้ต้องหาฆ่าข่มขืน และชาวเน็ตจึงแสดงความสะใจเมื่อเด็กวัยรุ่นเกเร ถูกลุงวิศวะยิงดับ

ความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญนะครับ แต่ก่อนที่เราจะทำอะไรเพื่อแสดงออกว่าเรารักความยุติธรรม ก็ต้องถามตัวเองให้ดี ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างการแสดงออก กับความเป็นมนุษย์ในตัวเรา

มนุษย์แปลว่าผู้มีจิตใจสูง ดังนั้นผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเท่าไหร่ที่จะปล่อยให้การกระทำไม่ดีของคนอื่นมาดึงจิตใจและการกระทำของเราให้ต่ำลงไปด้วย

และหากเรารู้สึกว่า “ถึงเราจะต่ำแต่ก็ยังดีกว่าเขา” ผมว่าเรากำลังโดนกิเลสในใจเราหลอกเข้าเต็มเปาแล้ว

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมองว่าการลงประชาทัณฑ์กับการสะใจในความตายของผู้อื่นเป็นเรื่องผิด แต่การทำผิดเพราะว่าคนอื่นทำผิดนั้นยังมาในรูปแบบอื่นที่แยบยลกว่ามาก

เช่นการมาสายหรืออู้งาน เพราะเห็นว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นมาสายกว่าเราอีก

หรือยัดเงินตำรวจเวลาทำผิดกฎจราจร เพราะขี้เกียจเสียเวลา และใครๆ ก็ทำกัน

หรือหลบหลีกไม่ยอมเสียภาษี โดยอ้างว่านักการเมืองชอบโกงกินภาษีประชาชน

“Two wrongs don’t make a right, but they make a good excuse.”

การอ้างความผิดของคนอื่น ไม่ได้ทำให้การทำผิดของเราถูกต้องขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

กรรมของเขาก็เป็นกรรมของเขา กรรมของเราก็ยังเป็นกรรมของเรา

ยิ่งใช้ข้ออ้างนี้บ่อยเท่าไหร่ ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเดือดร้อนมากขึ้นในภายภาคหน้าครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

นิทานถ้วยชาของอาจารย์

20170323_china

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ อารามเซนแห่งหนึ่ง ยังมีเณรน้อยที่ฉลาดปราดเปรื่องผู้หนึ่ง พำนักอยู่กับอาจารย์เซน

วันหนึ่งเณรน้อยพลาดพลั้งทำถ้วยชาล้ำค่าที่อาจารย์ของตนรักถนอมยิ่งตกแตกด้วยความไม่ตั้งใจ ในใจเกิดเป็นรสชาติสุดบรรยาย แต่ยังไม่ทันคิดอ่านอันใด พลันได้ยินเสียงฝีเท้าของอาจารย์เดินเข้าห้องมา จึงได้แต่นำเศษถ้วยชาแตกบิ่นแอบไว้ด้านหลังของตน

เมื่ออาจารย์เซนมาถึง เณรน้อยจึงรีบชิงเอ่ยปากถามว่า “ท่านอาจารย์ ทำไมคนเราต้องตายด้วยครับ?”

อาจารย์เซนตอบศิษย์อย่างไม่ทราบเรื่องราวว่า “เป็นเรื่องธรรมชาติ สรรพสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีเกิดและมีดับด้วยกันทั้งนั้น”

ยามนั้น เณรน้อยจึงค่อยได้ที ยื่นมือที่ถือถ้วยชาใบโปรดของอาจารย์ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นเศษถ้วยแตกบิ่นออกมาให้อาจารย์ชมดู พลางกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น วันนี้ ถ้วยชาของท่านใบนี้ ก็ถึงอายุขัยของมันแล้วครับ!”


ขอบคุณนิทานจาก ASTV Manager นิทานเซน : สรรพสิ่งล้วนเกิดดับ

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ถ้าคุณฉลาดที่สุดในห้อง

20170413_smartest

งั้นคุณก็อยู่ผิดห้องแล้วล่ะ

“If you are the smartest person in the room, then you are in the wrong room.”
-Unknown

—–

ข้อดีอย่างหนึ่งของการทำงานบริษัท (ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยนึกถึง) คือโอกาสได้ทำงานกับคนเก่งๆ

ยิ่งช่วงที่จบมาใหม่ๆ มีแค่ใบปริญญาและความรู้จากห้องเรียน ก็ยิ่งเป็นเรื่องดีที่เราจะได้ทำงานกับคนที่มีประสบการณ์มากกว่า เพราะเขาสามารถสอนเราได้มากมาย ทั้งสอนแบบตรงๆ และสอนแบบครูพักลักจำ

ที่สำคัญ สิ่งที่เขาสอนไม่ใช่เฉพาะเรื่องงาน แต่ยังรวมไปถึงการวางตัว การใช้คำพูด และการดูอารมณ์ของคนอื่นก่อนที่จะทำอะไรลงไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่อให้เรียนถึงปริญญาเอกก็ไม่มีทางเข้าใจถ้าไม่ได้มาอยู่ในสถานการณ์จริง

การทำงานบริษัทจึงเหมือนการเรียนที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี เป็นโอกาสให้เราได้เติบโตในฐานะมืออาชีพและในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

แต่เมื่อเราเติบโตมาได้ถึงจุดหนึ่ง ถ้าเริ่มรู้สึกว่างานไม่ท้าทายอีกต่อไปแล้ว ก็ควรคิดให้ดีๆ ว่าจะเอายังไงต่อ

อาจจะไปปรึกษาเจ้านายเพื่อของานที่ท้าทายกว่านี้ หรืออาจจะขอย้ายแผนกเพื่อไปลองอะไรที่ไม่เคยลอง

เพราะในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน วิธีการใช้ชีวิตที่เสี่ยงที่สุด คือการอยู่แต่ใน comfort zone ของตัวเอง

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

หัวหน้าและความเข้าใจลูกน้อง 4 ระดับ

20170411_sympathy

เมื่อวานนี้ที่ Wongnai เพิ่งทำ Wongnai Manager Onboarding Program (WMOP) ให้กับหัวหน้าทีมราว 20 กว่าคนเสร็จ

ยอดที่เป็น CEO เป็นคนสอน WMOP เกือบทั้งหมด โดยมีผมและน้องอีกคนช่วยสอนอีกนิดหน่อย เนื้อหาส่วนใหญ่เราเอามาจากที่ Google ใช้สอนพนักงานของเขา

มีหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจและอยากนำมาเล่าไว้ตรงนี้นั่นคือเรื่อง Emotional Intelligence หรือความฉลาดทางอารมณ์ และหนึ่งในตัวชี้วัดว่าเรามีความฉลาดทางอารมณ์หรือไม่ก็คือความเข้าอกเข้าใจคนอื่น

กูเกิ้ลบอกว่าการเข้าใจคนอื่นนั้นมี 3 ระดับ คือ Sympathy, Empathy, และ Compassion

ยอดถามผมในห้องว่าสามคำนี้แปลว่าอะไรบ้าง ผมบอกไปว่า Compassion คือความเมตตา, Empathy คือความเข้าอกเข้าใจ ส่วน Sympathy ไม่รู้จะแปลยังไงเพราะความหมายมันก็ใกล้เคียงกับ Empathy พอสมควร

ยอดเลยเปิดสไลด์อธิบายสามคำนี้ตามนิยามที่ใช้กันที่กูเกิ้ล

Sympathy คือความสามารถในการรับรู้ถึงความรู้สึกของคนอื่นและรู้ว่าเราสามารถช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นได้

“Sympathy is the awareness of another’s feelings and experiences and understanding that one might help by easing those feelings.”

Empathy นั้นคือความสามารถในการเอาความรู้สึกของคนอื่นมาอยู่ในใจเราราวกับว่าเราเป็นคนที่กำลังประสบสภาวะนี้ด้วยตัวเอง

“Empathy takes the feelings and experiences of others and internalizes them, a vicarious experience of another’s emotions and situation.”

ส่วน Compassion นั้นคือการไปไกลกว่าความเห็นอกเห็นใจ เป็นความปรารถนาที่จะทำอะไรซักอย่างเพื่อให้คนๆ นั้นทุกข์ใจน้อยลง

“Compassion takes it a step further so that empathy then leads to a desire to take action to help alleviate the suffering of another person.”

พอเห็นอย่างผมนี้ก็เลยรู้แล้วว่า Compassion ไม่น่าจะแปลว่าความเมตตา แต่เป็นความกรุณาต่างหาก (เมตตา = อยากให้คนอื่นมีความสุข, กรุณา = อยากให้คนอื่นพ้นทุกข์)

ส่วน Empathy ก็คือความสามารถในการเอาใจเขามาใส่ใจเรา และ Sympathy คือความไวต่อความรู้สึกคนอื่น

ผมจึงคิดว่าเราอาจแบ่งความเห็นอกเห็นใจได้เป็น 4 ระดับ

ระดับที่ 1 คือไม่มี Sympathy เลย คือไม่สามารถ detect ได้ว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร ซึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นคนไม่ดี แต่อาจเป็นเพราะธรรมชาติเขาเป็นคนอย่างนี้ และเมื่อไม่มี Sympathy ก็เลิกหวังว่าจะมี Empathy หรือ Compassion ไปได้เลยเพราะว่าเขาไม่ได้เห็นปัญหาตั้งแต่แรก

ระดับที่ 2 คือมี Sympathy อย่างเดียว คือรู้แหละว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร จึงอาจเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสมกับสถานการณ์และอารมณ์ของคนที่เขากำลังคุยด้วย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าต้องทำอะไรไปมากกว่านี้

ระดับที่ 3 คือมีทั้ง Sympathy และ Empathy คือรับรู้ว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร และรู้สึกอินไปกับลูกน้องด้วย หัวหน้าที่เห็นอกเห็นใจเช่นนี้อาจป๊อปปูล่าร์เป็นพิเศษเพราะทุกคนก็อยากมีคนเข้าใจ อยากมีคนกอดคอร้องไห้ไปด้วยกัน (เพื่อนเจ็บฉันก็เจ็บเหมือนกัน)  แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่เจ้านายผู้แสนดีจะกลายเป็น emotional sponge หรือ “ฟองน้ำรองรับอารมณ์” ลบๆ ของลูกน้องที่นำมาโยนไว้ให้ ซึ่งถ้ามากไปก็อาจจะทำให้เครียดหรือ burnout ได้ และที่สำคัญแม้ว่าจะได้ระบาย แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอยู่ดี

ระดับที่ 4 คือมีทั้ง Sympathy, Empathy และ Take Compassionate Action คือทั้งจับความรู้สึกได้ รับรู้ด้วยว่านายเจ็บยังไง แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเราจะช่วยนายเอง หัวหน้าประเภทนี้แม้จะเข้าอกเข้าใจ แต่ก็สามารถถอยตัวเองออกมาจนเห็นภาพใหญ่และแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา ซึ่งนี่ต่างหากคือสิ่งที่ลูกน้องและองค์กรต้องการจริงๆ

อ้อ ตอนที่ยอดพูดเสร็จมีน้องอีกคนเสนอว่า บางทีเราสามารถข้ามสเต็ป Empathy ไปได้เลย คือรู้นะว่านายคิดอะไรอยู่ ถึงเราไม่อินไปกับนายแต่เราก็ช่วยนายได้เช่นกัน

ลองสำรวจดูนะครับว่าหัวหน้าเรามีความเข้าใจลูกน้องระดับไหน

และที่สำคัญกว่าคือสำรวจตัวเองว่าเราอยู่ระดับไหน

อนาคตจะได้มีโอกาสเป็นหัวหน้าที่ดีได้ครับ


ติดตามเพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

วินัยคืออิสรภาพ

20170410_discipline

Discipline equals freedom
– Jocko Willink, retired Navy SEAL Commander

เวลาเรานึกถึงคำว่าวินัย เรามักจะนึกถึงทหารในกองบัญชาการหรือพระที่เคร่งครัดกับการปฏิบัติ

ต้องทำทุกอย่างตามระเบียบและมีตารางเวลาที่ชัดเจน อย่างนี้จะเรียกว่ามีอิสรภาพได้อย่างไร?

แต่สิ่งที่ Jocko พยายามจะบอกก็คือ การมีวินัยของเราในวันนี้จะทำให้เรามีอิสรภาพในระยะยาว

หากเรามีวินัยในการเรียนและอ่านหนังสือ เราก็จะสอบได้คะแนนสูงพอที่จะเลือกเข้าคณะอะไรก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการตื่นแต่เช้า เราก็จะถึงที่ทำงานโดยไม่ต้องเจอรถติด แล้วเราก็จะมีเวลามากพอที่จะเอางานอะไรขึ้นมาทำก่อนก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการใช้จ่ายและในการอดออม ถึงวันหนึ่งเราจะมีเงินเก็บมากพอที่จะออกจากงานเมื่อไหร่ก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์ แม้วันที่เราแก่ตัวไป เราก็จะยังมีสุขภาพที่แข็งแรงพอที่จะทำอะไรที่คนรุ่นราวคราวเดียวกันทำไม่ไหวแล้ว

หัดใส่ข้อจำกัดให้ตัวเองตั้งแต่วันนี้ แล้ววันหนึ่งเราจะมีทางเลือกมากกว่าใครครับ


ติดตามเพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/