ชีวิตไม่มีรีโมต

20170420_remote

ถ้าอยากจะเปลี่ยน ก็ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนเอง

“Life has no remote….get up and change it yourself!”
― Mark A. Cooper

ไม่รู้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนกับผมรึเปล่า ว่าชีวิตหลังจบมหาวิทยาลัยนั้นมันผ่านไปเร็วมาก

เราอาจจะเริ่มมีผมหงอกแล้ว ตีนกาขึ้นชัดจนครีมดีๆ ก็ปิดบังไม่ได้ เดินขึ้นบันไดนิดหน่อยก็หอบ ทั้งๆ ที่ตัวตนข้างในเรายังรู้สึกเหมือนเด็กอายุ 21 อยู่เลย

ยิ่งตอนนี้มีอุปกรณ์ฆ่าเวลาอย่างโทรศัพท์มือถือ เราไม่เหลือเวลาให้เบื่อ เวลาแต่ละวันจึงผ่านไปเร็วมาก กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบเที่ยงคืน

แล้วชีวิตก็เหลือน้อยลงไปอีก 1 วัน

ถ้าเปรียบชีวิตเป็นทีวี ก็คงเป็นทีวีรุ่นเก่าที่ไม่มีรีโมตคอนโทรล เราจึงไม่อาจ “เปลี่ยนช่อง” ได้ด้วยการกดรีโมตจากโซฟาหรือบนเตียง

ถ้าชีวิตในตอนนี้ไม่ใช่ช่องที่เราอยากดู ก็คงต้องลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างแล้ว

อย่าทนดูช่องที่เราไม่ชอบจนถึงรายการสุดท้ายประจำวันเลยนะครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

รักคน ใช้สิ่งของ

20170420_lovepeople

อย่ารักสิ่งของ และ(หลอก)ใช้คน

“Most of us must learn to love people and use things rather than loving things and using people.”
― Roy T. Bennett

เราโตมากับโลกทุนนิยมและบริโภคนิยม และความคิดตามระบอบนี้คือเราต้องหาเงินให้ได้มากๆ เพื่อจะได้ซื้อได้เสพ

พออยู่กับโลกแบบนี้นานๆ เข้า บางทีเราก็หลงลืมไปว่าอะไรสำคัญ

โดยเฉพาะเวลาที่เรากำลังจดจ่ออยู่กับเป้าหมายอะไรบางอย่าง เช่นทำยอดให้ได้เท่านั้น หรือเก็บเงินให้ได้เท่านี้

เมื่อจดจ่อกับ “สิ่งของ” เราก็จะหลงลืม “ผู้คน” โดยเฉพาะคนใกล้ตัวที่ใกล้เสียจนเรามองข้ามไป

แต่ไม่ว่าทุนนิยมหรือบริโภคนิยมต่างก็(อ้างว่า) มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

คือการทำให้เรามีความสุข

ดังนั้น ทุกๆ อย่างที่ทำลงไป จริงๆ แล้วไม่ใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองหรือสิ่งของ แต่เพื่อให้เรามีความสุข

และถ้าลองมองย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาแห่งความสุขในอดีต หลายครั้งมันไม่ได้ใช้เงินมากมายเลย ภาพที่เด่นชัดในความทรางจำคือคนที่เราได้ใช้เวลาในห้วงนั้นด้วยต่างหาก

ผมเคยอ่านความเห็นผู้ใช้คนหนึ่งในพันทิปที่เขียนไว้ว่า ในคืนที่คุณรู้สึกหนาวเหน็บและอ้างว้าง ต่อให้คุณนอนกอดเงินสิบล้านมันก็ไม่ช่วยให้คุณอุ่นขึ้นมาหรอกนะ

“Most of us must learn to love people and use things rather than loving things and using people.

รักผู้คนและใช้สิ่งของ อย่ารักสิ่งของและใช้ผู้คนเลย

 


 

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

 

 

เสื้อของชีเปลือย

20170419_nakedshirt

“I don’t trust people who don’t love themselves and tell me, ‘I love you.’…There is an African saying which is: Be careful when a naked person offers you a shirt.”

“อย่าไปเชื่อคำว่า ‘ฉันรักเธอ’ ที่ออกจากปากคนที่ไม่รักตัวเอง เหมือนคำพังเพยแอฟริกันที่ว่า ถ้าชีเปลือยมายื่นเสื้อให้ ก็จงระวังให้ดีๆ ”

– Maya Angelou

—–
หลักการหนึ่งที่ผมใช้กับชีวิตมาตลอดก็คือ ทำตัวเองให้มีความสุขก่อน แล้วที่เหลือจะดีเอง

เพราะถ้าเรายังมีความสุขไม่ได้ โอกาสที่เราจะทำให้คนอื่นมีความสุขนั้นยิ่งได้เป็นไปได้ยาก

เหมือนเห็นคนกำลังจะจมน้ำ ถ้าเราว่ายน้ำไม่เป็นแล้วยังลงไปช่วย เหตุการณ์จะยิ่งแย่กว่าเดิม ตอนแรกมีคนจมน้ำแค่คนเดียว ตอนนี้มีคนจมน้ำสองคนแล้ว

เหมือนกฎหน้ากากอ๊อกซิเจนที่ผมเคยเขียนไป  ว่าเวลาเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราต้องสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้ตัวเราก่อน ไม่ใช่สวมให้เด็กก่อน

ฟังดูเหมือนเห็นแก่ตัว แต่จริงๆ แล้วมันเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า

ถ้าเรายังช่วยตัวเองไม่ได้ เราจะช่วยคนอื่นได้อย่างไร

ถ้าเราไม่มีเงินของตัวเอง เราจะให้เงินคนอื่นได้อย่างไร

ถ้าเราไม่มีความรักให้ตัวเอง เราจะมอบความรักให้คนอื่นได้อย่างไร

ต่อให้เราหวังดีแค่ไหน แต่เราก็ไม่อาจมอบสิ่งที่เราไม่มี – you cannot give what you don’t have.

ทุกอย่างจึงต้องเริ่มต้นจากตนเองเสมอ

ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นชีเปลือยที่คอยยื่นเสื้อให้คนอื่นอยู่ร่ำไปครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เราจะเป็นพระเอก

20170418_hero

เพราะสิ่งต่างๆ บังคับไม่ได้ ชีวิตจึงไม่ได้เป็นดั่งใจเราไปเสียหมด

ถ้าชีวิตคือหนังที่ดำเนินมาถึงฉากที่เกิดเหตุการณ์เลวร้าย เราเลือกได้ว่าจะเล่นบทไหน ระหว่างบทเหยื่อ (victim) กับบทพระเอก (hero)

สิ่งที่แยกแยะระหว่างเหยื่อกับพระเอกไม่ใช่รูปร่างหน้าตา การศึกษา ฐานะ หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ที่กำลังประสบอยู่ เพราะใครๆ ก็เจอเรื่องดีหรือร้ายได้ทั้งนั้น

ความแตกต่างเดียวคือสิ่งที่เขาเลือกที่จะทำหลังเกิดเหตุ

เหยื่อจะร้องระงมขอความช่วยเหลือ หรืออาจจะโกรธเกรี้ยวโทษฟ้าดินหรือโชคชะตาที่ไม่ยุติธรรม

ส่วนพระเอกจะรีบกลับมาตั้งสติแล้วหาทางออก เมื่อช่วยตัวเองได้แล้วยังช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย

ไม่ว่าชีวิตจะเล่นตลกกับเราแค่ไหน เราเลือกได้เสมอว่าจะสวมบทอะไรในละครเรื่องนี้

ถ้าเล่นบทเหยื่อจนเบื่อแล้ว ลองเปลี่ยนไปเล่นเป็นพระเอกนางเอกดูบ้างก็น่าจะดีนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก The Jame Altucher Show: Ryan Holiday

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ข้ออ้างที่เราใช้บ่อยเกินไป

20170414_excuse

“Two wrongs don’t make a right, but they make a good excuse.”
-Thomas Szasz

ผมเชื่อว่าความต้องการขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ คือความต้องการที่จะเห็นความยุติธรรม

เราจึงมัก “ของขึ้น” เวลาเห็นอะไรไม่ถูกต้อง

ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันรุมประชาทัณฑ์ผู้ต้องหาฆ่าข่มขืน และชาวเน็ตจึงแสดงความสะใจเมื่อเด็กวัยรุ่นเกเร ถูกลุงวิศวะยิงดับ

ความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญนะครับ แต่ก่อนที่เราจะทำอะไรเพื่อแสดงออกว่าเรารักความยุติธรรม ก็ต้องถามตัวเองให้ดี ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างการแสดงออก กับความเป็นมนุษย์ในตัวเรา

มนุษย์แปลว่าผู้มีจิตใจสูง ดังนั้นผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเท่าไหร่ที่จะปล่อยให้การกระทำไม่ดีของคนอื่นมาดึงจิตใจและการกระทำของเราให้ต่ำลงไปด้วย

และหากเรารู้สึกว่า “ถึงเราจะต่ำแต่ก็ยังดีกว่าเขา” ผมว่าเรากำลังโดนกิเลสในใจเราหลอกเข้าเต็มเปาแล้ว

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมองว่าการลงประชาทัณฑ์กับการสะใจในความตายของผู้อื่นเป็นเรื่องผิด แต่การทำผิดเพราะว่าคนอื่นทำผิดนั้นยังมาในรูปแบบอื่นที่แยบยลกว่ามาก

เช่นการมาสายหรืออู้งาน เพราะเห็นว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นมาสายกว่าเราอีก

หรือยัดเงินตำรวจเวลาทำผิดกฎจราจร เพราะขี้เกียจเสียเวลา และใครๆ ก็ทำกัน

หรือหลบหลีกไม่ยอมเสียภาษี โดยอ้างว่านักการเมืองชอบโกงกินภาษีประชาชน

“Two wrongs don’t make a right, but they make a good excuse.”

การอ้างความผิดของคนอื่น ไม่ได้ทำให้การทำผิดของเราถูกต้องขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

กรรมของเขาก็เป็นกรรมของเขา กรรมของเราก็ยังเป็นกรรมของเรา

ยิ่งใช้ข้ออ้างนี้บ่อยเท่าไหร่ ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเดือดร้อนมากขึ้นในภายภาคหน้าครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/