วาทศิลป์

20151026_Conversation

“The real art of conversation is not only to say the right thing in the right place, but to leave unsaid the wrong thing at the tempting moment”

“ศิลปะแห่งการสนทนาไม่ใช่เรื่องของการพูดให้เข้าหูอย่างถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการไม่พูดสิ่งที่ไม่เหมาะสมในจังหวะที่คันปากอีกด้วย”

-Dorothy Nevill

—–

คนจำนวนไม่น้อยสร้างเนื้อสร้างตัวจากการมีวาทศิลป์ที่ดี

ไม่ว่าจะเป็นโน๊ต อุดม น้าเน็ค โอปอลล์ รวมถึงนักการเมืองอีกหลายๆ คน

แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ไม่ต้องใช้วาทศิลป์ในการทำมาหากิน การฝึกพูดให้เก่งๆ อาจไม่สำคัญเท่ากับการฝึกที่จะ “เงียบในจังหวะที่ควรเงียบ”

เพราะส่วนใหญ่เรามักจะมาเสียตรงที่พูดจาที่ไม่ถูกกาละเทศะนี่แหละ

ผมนี่ตัวดีเลย

แต่ไหนแต่ไรมาผมเป็นสิงห์คะนองปาก แซวคนนั้นทีคนนี้ที หรือพูดจาประชดประชันโดยไม่ได้คิดอะไร แต่คนที่ได้ยินกลับเก็บเอาไปคิดน้อยใจกันเป็นสัปดาห์

ที่ผมทะเลาะกับแฟนก็มักจะเกิดจากการที่ผมพูดผิดที่ผิดเวลา ซึ่งนำไปสู่การผิดหูและผิดใจในที่สุด กว่าจะกลับมาดีกันได้ก็ต้องเสียพลังและเวลาไปไม่ใช่น้อย

“The real art of conversation is not only to say the right thing in the right place, but to leave unsaid the wrong thing at the tempting moment”

การพูดจาฉะฉานน่าฟังน่าติดตามนี่ จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

ง่ายเพราะมันไม่มีอะไรซับซ้อน ยากเพราะว่ามันต้องอาศัยการฝึกฝน

แต่การ “ไม่พูด” ในสิ่งที่ไม่เหมาะสมในจังหวะอยากจะโต้ตอบเสียเหลือเกินนี่สิ จะซ้อมกันยังไง?

เพราะนี่มันไม่ใช่เรื่องของ “ทักษะ” แล้ว แต่เป็นเรื่องของ “สติ” ซะมากกว่า

ตราบใดที่เรายังพูดโดยไม่ยั้งคิด เราก็ยังมีสิทธิ์ “ก่อกรรมทางวาจา” อยู่เรื่อยๆ

และการก่อกรรมทางวาจานี่แหละที่ทำให้เสียผู้เสียคน

ไม่อาจเป็นสาลิกาลิ้นทองได้ อาจไม่เสียหายเท่าไหร่

แต่เป็นปลาหมอตายเพราะปากนี่สิ มันน่าเจ็บใจยิ่งนัก!

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สู้ตาย

20151022_NeverLose

“ผมเคยอ่านประวัติของพวกนักริเริ่ม นักบุกเบิกต่างๆ เริ่มต้นเขาจะคล้ายๆ แบบนี้ คือไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน ไม่แคร์ใครยุบยับไปหมด…สิ่งสำคัญคือเขาต้องการทำในสิ่งที่มุ่งมาดปรารถนาที่แท้จริง แล้วก็ทุ่มเททุกอย่างทั้งชีวิตและจิตวิญญาณเพื่อทำมันออกมา ซึ่งไอ้แบบนี้แหละมันจะ success คนที่หลงใหลคลั่งไคล้อะไรสักอย่างมากๆ มี passion ที่มหาศาลเนี่ย มันมีสิทธิ์ที่จะชนะสูง คนเราพอสู้ตายซะแล้ว มันไม่แพ้หรอก เชื่อผม อย่างเลวที่สุดก็เสมอ”

– วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์
หนึ่งในผู้ก่อตั้งคนสำคัญของนิตยสาร a day
a day BULLETIN 100 Interview The Influencer
หน้า 132: a day The Legend Begins
สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

—–

ผมเคยเจอพี่โหน่ง วงศ์ทนง สองครั้ง

ครั้งแรกเป็นงานเปิดตัวหนังสือแปลของโรเบิร์ต ฟูลกัม จำไม่ได้แล้วว่าเรื่องไหน ระหว่าง “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” “จากต้นสู่ปลาย” และ “รักแท้” 

พี่โหน่งไปร่วมพูดคุยถึงหนังสือเล่มนี้ พอจบแล้วผมก็เข้าไปขอทำความรู้จัก และบอกว่า ผมซื้อ a day ฉบับปฐมฤกษ์ของพี่มาแล้วนะครับ

ครั้งที่สอง ผมไปเจอพี่โหน่งที่ออฟฟิศของ a day ย่านเอกมัย จำไม่ได้แล้วว่าไปเรื่องอะไร แต่พอผมเปรยกับพี่เขาว่าหาซื้อ a day ฉบับนูโวไม่ได้ เขาก็ไปหยิบมาให้ผมเล่มหนึ่ง (ตอนนั้น a day ปก “ต้อม นูโว” ขายดีมาก เพราะเป็นการกลับมารวมตัวกันครั้งแรกหลังจากที่ห่างหายกันไปนาน)

—–

ผมมีความผูกพันกับ a day เป็นพิเศษ

อาจเป็นเพราะได้รับรู้เรื่องราวความพยายามก่อนจะเกิดนิตยสารเล่มนี้ เพราะพี่โหน่งและทีมผู้ก่อตั้งไม่ได้มีทุนรอนอะไรมากนัก พี่โหน่งจึงหาทุนด้วยการเขียนจดหมายหาผู้อ่านหลายพันคนเพื่อเชิญชวนให้มาเป็นผู้ถือหุ้น a day

นอกจากเนื้อหาจะแตกต่างจากนิตยสารเล่มอื่นๆ แล้วอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมชอบ a day ฉบับแรกๆ มาก ก็คือมันเบาดี ถืออ่านนานๆ แล้วไม่เมื่อย

สมัยนั้น a day ยังเข้าเล่มแบบเย็บมุมหลังคาอยู่เลย ที่เล่มบางขนาดนั้นได้ก็เพราะว่ามันยังไม่มีโฆณา

สัมภาษณ์ของพี่โหน่งใน a day BULLETTIN นั้นมีพูดถึงความเจ็บช้ำจากอุปสรรคในการหาสปอนเซอร์ในช่วงตั้งไข่ด้วย

“คืนวันนั้นก็โทร.นัดเอเจนซีแห่งหนึ่ง นัดกันไว้บ่ายโมง ไปถึงเขาก็ให้เรานั่งรอที่ล็อบบี้ ไม่ได้ให้ขึ้นไปออฟฟิศ ให้รออยู่ตรงนั้นชั่วโมงนึง เสร็จแล้วหนึ่งชั่วโมงผ่านไป Media Planner เขาก็ให้คนลงมาบอกกับเราห้วนๆ ว่า วันนี้ไม่ว่างพบ ขอเลื่อนนัดไปวันหลัง ตอนนั้นเกิดความรู้สึกปะปนกันบอกไม่ถูกเลย ทั้งเสียใจ เจ็บ บอบช้ำ คือผมรู้สึกว่าเจ็บจริงๆ ว่ะ รู้สึกด้อยค่ามากเลย เพราะก่อนหน้าที่เราจะทำ a day นี่ เราก็พอมีชื่อในวงการนะ ผมก็เป็น บ.ก. Trendy Man เป็น บ.ก. IMAGE ปีใหม่ทีก็มีคนเอากระเช้าของขวัญมาให้ (หัวเราะ) ซึ่งมันก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเคลิ้มๆ ว่าเราเป็น somebody ก็ได้ แต่วันที่เราไปขายโฆษณาหนังสือหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักชื่อ a day ผมแม่งก็แค่ nobody คนหนึ่ง”

จากวันนั้นถึงวันนี้ a day เดินทางมาไกลมาก

a day ฉบับที่ 1 (กันยายน 2000) หนา 72 หน้า ไม่มีโฆษณาเลย
a day ฉบับที่ 180 (สิงหาคม 2015) หนา 208 หน้า แค่ Uniqlo เจ้าเดียวก็ลงโฆษณา 9 หน้าแล้ว

จากนิตยสารอินดี้ที่รู้จักกันเฉพาะในกลุ่มเด็กแนว กลายเป็นนิตยสารที่คนรู้จักทั่วบ้านทั่วเมือง

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ทีมงาน a day คงต้องผ่านพบอุปสรรคมากมาย

และถ้าไม่รักงานทำหนังสืออย่างจริงจัง คงไม่สามารถยืนหยัดจนมีวันนี้ได้

—–

“คนเราพอสู้ตายซะแล้ว มันไม่แพ้หรอก เชื่อผม อย่างเลวที่สุดก็เสมอ”

อ่านประโยคนี้แล้วผมนึกถึงโดราเอมอนตอนสุดท้าย ที่โนบิตะตัดสินใจสู้กับไจแอนท์โดยไม่ขอความช่วยเหลือจากโดราเอมอน ต่อให้โดนต่อยกระเด็นไปกี่ครั้งก็ลุกขึ้นมาสู้ต่อ จนสุดท้ายไจแอนท์ยอมแพ้ 

บางคนอาจไม่เห็นด้วย เพราะบางทีสู้ตายก็แล้วยังแพ้เละเทะอยู่ดี

แต่เรื่องบางเรื่อง ต้องดูกันยาวๆ

แข่งฟุตบอลแพ้หนึ่งเกม แต่ถ้าชนะเกมที่เหลือก็เป็นแชมป์ลีกได้

ในการประยุทธ์ เราอาจแพ้ศึกบางศึก แต่ยังชนะสงครามได้

บางคนทำธุรกิจเจ๊งหลายตัว กว่าจะเจอธุรกิจที่ทำให้กลับมาผงาดได้

ที่สำคัญ “ชัยชนะ” อาจไม่ได้วัดกันแค่ที่ยอดขายหรือถ้วยรางวัล

แต่ควรจะวัดกันที่ “ความสุขระหว่างทาง” ที่เราได้ทำมันด้วย

ถ้าทำแล้วมีความสุข และไม่ประมาทจนสิ้นเนื้อประดาตัว ผมว่าอย่างน้อยต้องถือว่าเกมนี้ “เสมอ”

เพราะเราก็มาตัวเปล่าไปตัวเปล่าอยู่แล้ว

แต่ถ้าไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ละวันผ่านไปโดยปราศจากความชื่นใจหรือความภาคภูมิใจ

ต่อให้ได้เงินมามากมาย ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเรียกว่า “ชนะ” ได้เต็มปากเต็มคำรึเปล่า

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก a day BULLETIN 100 Interview The Influencer

ขอบคุณภาพจาก godaypoets 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Tool or Toy?

20151015_ToolOrToy

สมัยเด็กๆ ใครเคยโดนตีเพราะติดเกมบ้างมั้ยครับ?

ผู้หญิงไม่น่าจะเคย แต่ผู้ชายอย่างเราๆ ที่โตมากับเครื่องเกมอย่าง Family / Nintendo / Play Station น่าจะต้องเคยโดนกันบ้าง

ผมเคยโดนตีเพราะเรื่องเกมสองครั้ง ครั้งแรกเพราะเล่นเกมที่บ้านแล้วไม่ยอมกินข้าวกินปลา น้าแดง (ซึ่งเป็นน้องสาวของแม่ที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก) เลยสั่งสอนไปหนึ่งยก

ครั้งที่สองผมโดนตีเพราะว่าไปเล่นเกมที่ร้านเกมโดยไม่ได้บอกใครที่บ้าน แถมวันนั้นเขามีนัดจะไปดูหนังกันด้วย สุดท้ายแม่แกะรอยจนเจอแล้วก็เอาไม้เรียวมาตีถึงในร้านเลย เจ็บก็เจ็บ เขินก็เขิน

—–

สัปดาห์ที่ผ่านมานี้มีเหตุให้ผมต้องคิดถึงความแตกต่างระหว่าง เครื่องมือ กับ ของเล่น – Tool & Toy

“เครื่องมือ” คือสิ่งที่เราใช้เพื่อทำงานหรือบรรลุจุดประสงค์อะไรบางอย่าง

ตัวอย่างของเครื่องมือก็เช่นไม้บรรทัด ที่เราหยิบมาใช้เพื่อตีเส้นหรือวัดความยาว

“ของเล่น” คืออะไรซักอย่างที่เราใช้เพื่อความเพลิดเพลิน โดยไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรที่มีสาระแก่นสารนัก

ตัวอย่างของของเล่นก็คือเกม ที่ผมเคยเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน และการเล่นเกมก็ไม่มีจุดประสงค์อะไรนอกจากเอาชนะบอส หรือเก็บแต้มให้ได้เยอะที่สุด ซึ่งในสายตาของ “ผู้ใหญ่” ก็คงดูเป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลาชะมัด

ความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่าง “เครื่องมือ” กับ “ของเล่น” ก็คือเครื่องมือจะไม่ทำให้เราเสพติด แต่ของเล่นทำให้เราเสพติดได้

คนที่ติดเกมจึงมีมากมาย แต่คนที่ติดไม้บรรทัดคงหาได้ยาก

ความแตกต่างระหว่าง “เครื่องมือ” กับ “ของเล่น” อีกหนึ่งอย่างก็คือ เครื่องมือเป็นสิ่งที่เราต้องใช้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่

แต่ของเล่นนั้น พอเรา “โตขึ้น” ระดับหนึ่ง เราก็จะเลิกเล่นไปเอง

—–

สมัยผมเป็นเด็ก เรามีแต่โทรศัพท์บ้าน ที่ใช้เป็น “เครื่องมือ” สำหรับติดต่อและพูดคุยกับคนโน้นคนนี้

จากนั้นพวกเราก็มีโทรศัพท์มือถืออย่าง Nokia 3310 ที่เป็นทั้ง “เครื่องมือ” และ “ของเล่น” เพราะมันเปิดโอกาสให้เราส่งข้อความและเล่นเกมงูได้

จากนั้นเราก็มีอินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนและไอแพดและเฟซบุ๊คและไลน์

แล้วโทรศัพท์ก็ได้กลายร่างจาก “เครื่องมือ” มาเป็น “ของเล่น” โดยสมบูรณ์

เพราะ 8 ใน 10 ครั้งที่เราหยิบมือถือขึ้นมา ไม่ใช่เพราะเราต้องการจะติดต่อใครหรือหาข้อมูลอะไร

แต่เราใช้มันเพื่อจะเปิดเฟซบุ๊คแล้วสโครลดาวน์ทามไลน์อย่างเพลิดเพลิน หรือนั่งไล่อ่านข้อความในกรุ๊ปไลน์ที่เขาบอกว่า “วีดีโอนี้ดีมากต้องดู” หรือ “บทความนี้ดีมาก อ่านแล้วอย่าลืมส่งต่อ” ฯลฯ

เผลอแป๊บเดียว ก็หมดไปอีกหนึ่งวัน

นี่น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เด็กอายุ 6 ขวบและ 60 ขวบติดของเล่นชิ้นเดียวกัน

แถมติดแค่ไหนก็ไม่มีใครกล้าตีด้วย

—–

ตั้งแต่ผมหยุดเล่นเฟซบุ๊คบนมือถือ ผมก็ใช้มือถือน้อยลงไปมาก

แอพที่อยู่บนหน้าจอ ผมคัดเฉพาะที่ spark joy และใช้ประจำจริงๆ จนเหลือแค่เพียงหน้าเดียว วันก่อนน้องชายจะมาดูว่ามือถือของผม “ลื่น” แค่ไหนก็ทดสอบไม่ได้เพราะมันไม่มีหน้าอื่นให้หมุนไปดู

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างที่นั่งทานข้าว ผมหยิบมือถือขึ้นมาตามความเคยชิน แล้วพบว่าไม่มีอะไรให้ดูเพื่อ “ฆ่าเวลา” อีกแล้ว

และผมก็รู้สึกได้ถึง “ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป” ระหว่างผมกับมือถือ

ผมรู้สึกว่ามือถือได้กลับมาเป็นเพียงแค่ “เครื่องมือ” อย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ “ของเล่น” อีกต่อไป

แว้บแรก ก็แอบรู้สึกเศร้านิดๆ ที่ต้องอำลาของเล่นชิ้นนี้

แต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่ตัวเอง “โตขึ้น” อีกนิดนึงแล้ว

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

แค่ทำก็สำเร็จ

20151010_Try

“ผมว่าคนไปโฟกัสที่ความสำเร็จมากกว่าการกระทำ เหมือนคนบางคนชอบบอกว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แต่ผมว่าไม่จริง เพราะว่าความสำเร็จเป็นเรื่องของคนอื่นที่มาตัดสิน ฉะนั้นถ้าเราได้ทำแล้ว งานที่เราทำเสร็จมันสำคัญที่สุด ความสำเร็จที่คนอื่นยกมาให้มันก็ไม่ใช่เรื่องของเรา เราควบคุมไม่ได้เลยว่าคนอื่นจะชอบเพลงของเรารึเปล่า ชุดหน้าทำแล้วคนอาจจะไม่ชอบก็ได้ โลกมันก็เป็นแบบนี้ ความสำเร็จมันเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุมของคน”

– ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า
a day 100 idols ธันวาคม 2551
หน้า 74 The Poetic Rocker
เรื่องโดยดุสิตา อิ่มอารมณ์
—–

เค้าว่ากันว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

และเค้าก็ว่ากันอีกว่า ตั้งเป้าให้เร้าใจ มีเดดไลน์ที่ชัดเจน เขียนมันลงกระดาษ วางแผน ตั้งใจลงมือทำ และไม่ยอมแพ้ ยังไงก็ประสบความสำเร็จแน่ๆ

แล้วเราจะเชื่อ “เค้า” พวกแรก หรือ “เค้า” พวกหลังดี?

พี่ตุล นักร้องนำวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า ดูเหมือนจะอยู่ในเค้าพวกแรก

อ้อ ถ้าผู้อ่าน Anontawon’gs Musings คนไหนไม่รู้จักวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า แสดงว่าคุณยังวัยรุ่นไม่พอนะครับ ขอแนะนำให้ลองไปฟังดูใน Youtube จะได้รู้ว่าผู้เขียนโตมากับเพลงแบบไหน

วงอพาร์ตเมนต์คุณป้าคือวงสุดโปรดของผม อาจไม่ถึงขนาดคลั่งไคล้ตามติดทุกฝีก้าว แต่ผมก็ซื้อแผ่นจริงเค้าครบทุกอัลบั้ม (อัลบััมล่าสุดอย่าง “สมรสและภาระ” ผมซื้อสองรอบด้วยเพราะทำแผ่นหาย) และผมกับแฟนก็ไปดูคอนเสิร์ตสุขสิบสามของพวกพี่ๆ เขาเมื่อปีที่แล้ว

ที่สำคัญ ผมเอาเนื้อเพลงของวงนี้มาใช้ในการทำ Independent Study จนจบปริญญาโทที่นิด้าอีกด้วย! (Independent Study ที่ภาษาไทยเรียกว่า “วิจัยอิสระ” อารมณ์คล้ายๆ วิทยานิพนธ์ฉบับมินิ ไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง)

แวะข้างทางซะนาน กลับมาที่ประเด็นของพี่ตุล

“ผมว่าคนไปโฟกัสที่ความสำเร็จมากกว่าการกระทำ เหมือนคนบางคนชอบบอกว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แต่ผมว่าไม่จริง เพราะว่าความสำเร็จเป็นเรื่องของคนอื่นที่มาตัดสิน ฉะนั้นถ้าเราได้ทำแล้ว งานที่เราทำเสร็จมันสำคัญที่สุด”

ความสำเร็จเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่พี่ตุลก็พูดไว้อย่างน่าคิดว่า “ความสำเร็จ” ในนิยามของกระแสหลักมักจะหนีไม่พ้นที่จะต้องได้รับความยอมรับผู้อื่น โดยอาจสะท้อนมาเป็นยอดวิว ยอดไลค์ ยอดแชร์ ยอดขาย หรือการได้ไปออกรายการของสรยุทธ์

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ขึ้นกับคนอื่นทั้งนั้นเลย

ดังนั้นถ้าเราเอาความสำเร็จของเราไปแขวนไว้กับสิ่งเหล่านี้ ก็เหมือนกำลังเอาความสุขของเราไปแขวนไว้กับคนอื่นนั่นเอง

ผมเองก็ฝากความสุขของตัวเองไว้กับการตัดสินของคนอื่นเป็นประจำ เขียนบล็อกเสร็จแล้วต้องคอยมาดูว่ามีคนแชร์เท่าไหร่แล้ว ถ้าวันไหนได้เกิน 100 แชร์หัวใจจะพองโต ถ้าวันไหนต่ำกว่า 30 แชร์มันก็จะรู้สึกแฟ่บๆ พิกล

เคราะห์ดีที่ผมต้องเขียนตอนใหม่ทุกวัน จึงไม่มีเวลามานั่งภูมิใจกับ “ความสำเร็จ” หรือนั่งจิตตกกับ “ความล้มเหลว” ได้เกิน 24 ชั่วโมง

และที่สำคัญ บล็อกบางตอนที่ผมรู้สึกว่าเขียนออกมาได้ดีมากๆ อาจจะมีคนแชร์ไม่เท่ากับบล็อกตอนที่ผมไม่ได้รู้สึกว่าดีเด่อะไร

บทความที่คนแชร์เยอะ จึงไม่ได้แปลว่าเป็นบทความที่ดีเสมอไป

ดังนั้น ผมจึงต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอ ว่าวันไหนที่เขียนได้ดั่งใจและได้นำเสนอประเด็นที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน วันนั้นผมควรจะพอใจได้แล้ว ไม่ต้องรอให้ได้ร้อยแชร์ก่อนซะหน่อย

และหากเรานิยามว่า “ความสำเร็จ” คือความพอใจในผลงานของตัวเอง

เราก็จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้ทุกวัน โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Slowlylife.net (ที่บอกว่าเอามาจาก Facebook Page Apartment Khunpa อีกที)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เคล็ดลับความสำเร็จของ Tony Robbins

20151006_Tony

ผู้ชายคนนี้หน้าคุ้นๆ มั้ยครับ?

ชื่อของเขาคือโทนี่ รอบบิ้นส์ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ (motivational speaker) และ “โค้ช” ที่ดังที่สุดคนหนึ่งในอเมริกา

และดูเหมือนนักสร้างแรงบันดาลใจในเมืองไทยหลายคนก็มีชายคนนี้เป็นไอดอลซะด้วย

โทนี่เขียนหนังสือดังๆ หลายเล่มเช่น Awaken the Giant Within และ Unlimited Power

โทนี่ดังแค่ไหนดูได้ที่ราคาสัมมนาที่เขาจัดอย่าง Unleash The Power Within ตั๋วราคาถูกที่สุดคือ $895 หรือสามหมื่นกว่าบาทเท่านั้นเอง! (และแพ็คเกจแพงสุดราคาแสนนึงเหนาะๆ)

ส่วนตัวผมไม่ได้ชื่นชอบโทนี่เป็นพิเศษ แต่ถ้าเห็นเขาพูดหรือแชร์อะไรก็จะตามอ่านตามดูครับ

เผอิญบล็อกเกอร์คนหนึ่งที่ผมชื่นชมนาม James Altucher (ที่เป็นคนทำให้ผมรู้จัก KonMari) ได้ไปสัมภาษณ์โทนี่ และมาสรุปบทเรียนให้ฟังในบล็อกตอน 10 Things I Learned While Interviewing Tony Robbins About His New Book “Money”

มีบทเรียนหนึ่งที่ผมชอบมากเลยอยากมาแชร์ให้ฟังครับ

ตอนอายุ 24 โทนี่รับอาสาไปเป็น “โค้ช” เพื่อพัฒนาทักษะการยิงปืนของทหารในกองทัพของอเมริกา

เมื่อโทนี่สอนเสร็จแล้ว ทหารกลุ่มที่เขาฝึกสอนมีอัตราการยิงปืนที่แม่นขึ้นถึง 50%

ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือ ตอนที่เขาตกปากรับงานนี้ โทนี่ไม่เคยยิงปืนซักครั้งในชีวิต!

เขาทำได้ยังไง?

ก่อนจะเข้าไปสอน โทนี่เตรียมตัวด้วยการค้นคว้าหาชื่อนักแม่นปืนขั้นเทพ 5 คน และนัดสัมภาษณ์พวกเขาอย่างถึงพริกถึงขิง จากนั้นจึงมานั่งดูว่าคนกลุ่มนี้ทำอะไรเหมือนกันบ้าง

เมื่อหา “แพทเทิร์น” เจอแล้ว โทนี่จึงนำเทคนิคนั้นไปประยุกต์กับการสอนของเขา

วิธีที่โทนี่ใช้กับทหารที่เขาฝึกสอนก็คือ “ดึงเป้าเข้ามาใกล้ตัว” (Bring the target closer) เป้าอาจจะตั้งห่างจากทหารแค่สองสามฟุตเท่านั้น

แน่นอน ทหารทุกคนที่ได้ยิงเป้าใกล้แค่นี้ ก็ต้องยิงเข้าตรงกลางเป้าอยู่แล้ว (Bullseye)

จากนั้นโทนี่ก็ถอยเป้าออกไปหนึ่งฟุต…เข้าเป้าอีกเช่นเคย…แล้วเขาก็ถอยเป้าไปอีกหนึ่งฟุต

ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนทหารคุ้นชินและมั่นใจกับการยิงให้เข้าเป้า แม้ว่ามันจะห่างออกไปไกลกว่าเดิมหลายเมตรก็ตาม

—–

ผมว่าการดึงเป้าเข้ามาให้ใกล้มากๆ แล้วค่อยๆ ถอยห่างออกไปก็อารมณ์ไม่ต่างจากที่นินจาฝึกกระโดดข้ามต้นไผ่ตั้งแต่มันยังเป็นต้นอ่อนทุกๆ วัน จนวันหนึ่งก็กระโดดได้สูงกว่าคนปกติทั่วไป

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกนี้จริงๆ จังๆ เมื่อต้นปี ผมก็แค่ตั้งเป้าว่าจะเขียนให้ได้ซักสามวัน

พอเขียนครบสามวัน ก็เปลี่ยนเป้าเป็นเขียนให้ได้หนึ่งสัปดาห์ จากนั้นก็เพิ่มเป็นหนึ่งเดือน และสามเดือนตามลำดับ

ตอนที่ผมฝึกนั่งสมาธิใหม่ๆ ตอนแรกก็นั่งแค่สามนาที แล้วมันก็เพิ่มระยะเวลาได้มากขึ้นเรื่อยๆ ไปเอง

ถ้าคุณมีเป้าหมายอะไรที่ดูยิ่งใหญ่และทำได้ยาก ลอง “ขยับเป้าให้เข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น” ในระดับที่ว่าคุณลงมือทำทีไรก็ “เข้าเป้า” ทุกครั้งดูนะครับ พอความมั่นใจเริ่มมาแล้วจึงค่อยๆ ขยับเป้าออกไป

ตราบใดที่เราใจเย็นพอ ไม่รีบร้อนตั้งเป้าให้ห่างเกินไปนัก

ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเราจะยิงเข้าเป้าระยะไกลได้ครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Flickr : Brian Solls

ขอบคุณข้อมูลจาก James Altucher: 10 Things I Learned While Interviewing Tony Robbins About His New Book “Money”

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่