เคล็ดลับความสำเร็จของ Tony Robbins

20151006_Tony

ผู้ชายคนนี้หน้าคุ้นๆ มั้ยครับ?

ชื่อของเขาคือโทนี่ รอบบิ้นส์ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ (motivational speaker) และ “โค้ช” ที่ดังที่สุดคนหนึ่งในอเมริกา

และดูเหมือนนักสร้างแรงบันดาลใจในเมืองไทยหลายคนก็มีชายคนนี้เป็นไอดอลซะด้วย

โทนี่เขียนหนังสือดังๆ หลายเล่มเช่น Awaken the Giant Within และ Unlimited Power

โทนี่ดังแค่ไหนดูได้ที่ราคาสัมมนาที่เขาจัดอย่าง Unleash The Power Within ตั๋วราคาถูกที่สุดคือ $895 หรือสามหมื่นกว่าบาทเท่านั้นเอง! (และแพ็คเกจแพงสุดราคาแสนนึงเหนาะๆ)

ส่วนตัวผมไม่ได้ชื่นชอบโทนี่เป็นพิเศษ แต่ถ้าเห็นเขาพูดหรือแชร์อะไรก็จะตามอ่านตามดูครับ

เผอิญบล็อกเกอร์คนหนึ่งที่ผมชื่นชมนาม James Altucher (ที่เป็นคนทำให้ผมรู้จัก KonMari) ได้ไปสัมภาษณ์โทนี่ และมาสรุปบทเรียนให้ฟังในบล็อกตอน 10 Things I Learned While Interviewing Tony Robbins About His New Book “Money”

มีบทเรียนหนึ่งที่ผมชอบมากเลยอยากมาแชร์ให้ฟังครับ

ตอนอายุ 24 โทนี่รับอาสาไปเป็น “โค้ช” เพื่อพัฒนาทักษะการยิงปืนของทหารในกองทัพของอเมริกา

เมื่อโทนี่สอนเสร็จแล้ว ทหารกลุ่มที่เขาฝึกสอนมีอัตราการยิงปืนที่แม่นขึ้นถึง 50%

ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือ ตอนที่เขาตกปากรับงานนี้ โทนี่ไม่เคยยิงปืนซักครั้งในชีวิต!

เขาทำได้ยังไง?

ก่อนจะเข้าไปสอน โทนี่เตรียมตัวด้วยการค้นคว้าหาชื่อนักแม่นปืนขั้นเทพ 5 คน และนัดสัมภาษณ์พวกเขาอย่างถึงพริกถึงขิง จากนั้นจึงมานั่งดูว่าคนกลุ่มนี้ทำอะไรเหมือนกันบ้าง

เมื่อหา “แพทเทิร์น” เจอแล้ว โทนี่จึงนำเทคนิคนั้นไปประยุกต์กับการสอนของเขา

วิธีที่โทนี่ใช้กับทหารที่เขาฝึกสอนก็คือ “ดึงเป้าเข้ามาใกล้ตัว” (Bring the target closer) เป้าอาจจะตั้งห่างจากทหารแค่สองสามฟุตเท่านั้น

แน่นอน ทหารทุกคนที่ได้ยิงเป้าใกล้แค่นี้ ก็ต้องยิงเข้าตรงกลางเป้าอยู่แล้ว (Bullseye)

จากนั้นโทนี่ก็ถอยเป้าออกไปหนึ่งฟุต…เข้าเป้าอีกเช่นเคย…แล้วเขาก็ถอยเป้าไปอีกหนึ่งฟุต

ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนทหารคุ้นชินและมั่นใจกับการยิงให้เข้าเป้า แม้ว่ามันจะห่างออกไปไกลกว่าเดิมหลายเมตรก็ตาม

—–

ผมว่าการดึงเป้าเข้ามาให้ใกล้มากๆ แล้วค่อยๆ ถอยห่างออกไปก็อารมณ์ไม่ต่างจากที่นินจาฝึกกระโดดข้ามต้นไผ่ตั้งแต่มันยังเป็นต้นอ่อนทุกๆ วัน จนวันหนึ่งก็กระโดดได้สูงกว่าคนปกติทั่วไป

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกนี้จริงๆ จังๆ เมื่อต้นปี ผมก็แค่ตั้งเป้าว่าจะเขียนให้ได้ซักสามวัน

พอเขียนครบสามวัน ก็เปลี่ยนเป้าเป็นเขียนให้ได้หนึ่งสัปดาห์ จากนั้นก็เพิ่มเป็นหนึ่งเดือน และสามเดือนตามลำดับ

ตอนที่ผมฝึกนั่งสมาธิใหม่ๆ ตอนแรกก็นั่งแค่สามนาที แล้วมันก็เพิ่มระยะเวลาได้มากขึ้นเรื่อยๆ ไปเอง

ถ้าคุณมีเป้าหมายอะไรที่ดูยิ่งใหญ่และทำได้ยาก ลอง “ขยับเป้าให้เข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น” ในระดับที่ว่าคุณลงมือทำทีไรก็ “เข้าเป้า” ทุกครั้งดูนะครับ พอความมั่นใจเริ่มมาแล้วจึงค่อยๆ ขยับเป้าออกไป

ตราบใดที่เราใจเย็นพอ ไม่รีบร้อนตั้งเป้าให้ห่างเกินไปนัก

ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเราจะยิงเข้าเป้าระยะไกลได้ครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Flickr : Brian Solls

ขอบคุณข้อมูลจาก James Altucher: 10 Things I Learned While Interviewing Tony Robbins About His New Book “Money”

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เทคนิค 5 Why’s

20150923_FiveWhys

ใครอายุเกิน 30 ขวบยกมือขึ้น!

ถ้าอายุถึง ก็น่าจะเคยได้ดูการ์ตูน อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ที่มักเอามาฉายช่วงเย็นๆ หลังเลิกเรียนนะครับ

อิคคิวซังเป็นเณรที่ฉลาดปราชญ์เปรื่อง สามารถไขปัญหาได้ทั่วราชอาณาจักร ขนาดโชกุนยังต้องมาพึ่งพาอิคคิวซังหลายครั้ง

ในการ์ตูนเรื่องนี้มีตัวละครอยู่ตัวนึงชื่อ “เจ้าหนูจำไม” ที่ชื่ออย่างนี้เพราะชอบถามว่า “ทำไม” อยู่ตลอดเวลา (แต่เผอิญพูดไม่ชัดเลยกลายเป็นจำไม)

จำไมถึงเป็นอย่างนั้น จำไมถึงเป็นอย่างนี้ ถามจี้ไปเรื่อยๆ จนแม้กระทั่งอิคคิวซังผู้ชาญฉลาดยังไปต่อไม่เป็น

ความขี้สงสัยของเจ้าหนูจำไมอาจจะดูน่ารักหรือน่ารำคาญก็ตาม แต่รู้มั้ยครับว่าเราสามารถนำนิสัยนี้มาใช้ในที่ทำงานหรือในชีวิตประจำวันได้

ฝรั่งเรียกเทคนิคนี้ว่า 5 Why’s

ผมได้ยินเทคนิคนี้ครั้งแรกสมัยที่ถูกบริษัทส่งไปเทรนเรื่อง Six Sigma โดยผู้สอนเป็น Six Sigma Black Belt จากสิงคโปร์

เทคนิคนี้ก็ง่ายๆ ตามชื่อเลยครับ

ถามคำถามว่า “ทำไม” (ห้าครั้ง หรืออาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านั้นก็ได้) จนกว่าจะค้นพบต้นตอของปัญหา

เป็นเทคนิคที่คิดค้นโดยซาคิชิ โตโยดะ (Sakishi Toyoda) ผู้ก่อตั้งบริษัทโตโยต้าและบิดาการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น

ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ

ตัวอย่างแรก 

สมมติว่าเรารับปริ๊นท์โปสเตอร์ และปัญหาที่เราเจอคือลูกค้าไม่ยอมจ่ายเงิน

Why ที่ 1 ทำไมลูกค้าไม่ยอมจ่ายเงิน
เพราะเราส่งของช้า ลูกค้าเอาโปสเตอร์ไปใช้ไม่ทันแล้ว

Why ที่ 2 ทำไมเราถึงส่งของช้า?
เพราะมันใช้เวลามากกว่าที่เราคิด

Why ที่ 3 ทำไมถึงใช้เวลามากกว่าที่คิด
เครื่องพิมพ์เราหมึกหมด

Why ที่ 4 ทำไมเครื่องพิมพ์ถึงหมึกหมด?
เพราะก่อนหน้านั้นมีออเดอร์ล็อตใหญ่เข้ามาในนาทีสุดท้าย เราเลยใช้หมึกหมดเกลี้ยงสต๊อก

Why ที่ 5 ทำไมหมึกถึงหมดสต๊อก
เพราะเราไม่ได้สำรองหมึกมากพอและไม่สามารถหาซื้อหมึกใหม่ได้ทันการณ์

เมื่อถาม Why ครบ 5 รอบแล้ว เราก็จะรู้วิธีแก้ปัญหาที่ “ต้นน้ำ” ได้มากขึ้น นั่นคือเราควรจะหาซัพพลายเออร์ที่พร้อมจะส่งหมึกให้เราทันทีที่เราจำเป็นต้องใช้หมึกเพิ่มกะทันหัน

ข้อดีมากๆ ของ 5 Why ก็คือ ถ้าเราถาม Why แค่ครั้งเดียว เรามักจะสรุปว่าปัญหาอยู่ที่คน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะทำให้เรามีอคติหรือแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

แต่ถ้าเราถาม Why มากเพียงพอ เรามักจะพบว่าปัญหานั้นอยู่ที่กระบวนการ (process) มากกว่า

—-
ตัวอย่างที่สอง (ดัดแปลงมาจาก Educational Business Articles)

ในโรงงานแห่งหนึ่ง มีปัญหาว่าโปรดักชั่นไลน์หนึ่งมีของเสียที่ต้องคัดทิ้งเยอะมาก สาเหตุมาจากการที่คนงานดันไปกดปุ่ม Stop แทนที่จะกดปุ่ม Start

พอผมถามผู้จัดการว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์นี้ เขาก็แค่ตอบว่า “เป็นความผิดพลาดของคนงาน” พอผมถามว่าทำไมถึงนึกว่าปัญหาอยู่ที่คนงาน เขาก็ตอบว่า “เพราะมันเกิดขึ้นหลายหนแล้ว” ผมบอกว่าผมไม่เชื่อ เราน่าจะมีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้อีก ผู้จัดการก็ตอบว่า “ทำไม่ได้หรอก ม้นต้องเป็นอย่างนี้แหละ” จนผู้จัดการที่ยืนอยู่ข้างๆ ทนไม่ได้ จึงชวนกันเดินลงไปดูที่ไลน์ผลิตให้เห็นกับตา

Why ที่ 1 ทำไมคนงานถึงกดปุ่มผิด?
เพราะปุ่ม Start กับ Stop อยู่ใกล้กันและดูลำบากว่าอันไหนเป็นอันไหน

Why ที่ 2 ทำไมถึงดูลำบาก
เพราะทั้งสองปุ่มมันเขรอะมากจนมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างปุ่มสีแดง (Stop) กับปุ่มสีเขียว (Start)

Why ที่ 3 ทำไมปุ่มถึงเขรอะได้ขนาดนี้?
เพราะไม่มีคนทำความสะอาดมันเลย

Why ที่ 4 ทำไมถึงไม่มีคนทำความสะอาด
เพราะเราไม่มีกฎเกณฑ์หรือกระบวนการอะไรที่จะสร้างความกระตือรือล้นให้คนงานทำความสะอาดปุ่มเป็นประจำ

ในกรณีนี้ แค่ถาม Why 4 ครั้ง เราก็สามารถจะแก้ปัญหาที่กระบวนการ โดยอาจจะบังคับใช้ 5 ส หรือสั่งให้แม่บ้านมาทำความสะอาดปุ่มอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง หรือถ้าเป็นไปได้ก็ย้ายปุ่ม Stop ไปให้ไกล จากปุ่ม Start ได้ยิ่งดี

—–

การถาม 5 Why’s ไม่จำเป็นต้องใช้กับการแก้ปัญหาเท่านั้น แต่อาจจะช่วยให้เราคิดอะไรได้ชัดเจนมากขึ้นด้วยเช่น

ทำไมอยากลาออกจากงาน -> เพราะอยากทำธุรกิจส่วนตัว
ทำไมอยากทำธุรกิจส่วนตัว -> เพราะเป็นพนักงานเงินเดือนแล้วไม่รวย
ทำไมถึงอยากรวย -> ฯลฯ

แต่ละคนก็จะมีคำตอบที่แตกต่างออกไป

ซึ่งพอเราถาม Why ไปจนสุดแล้วจริงๆ เราอาจจะค้นพบว่า สิ่งที่เราต้องการจริงๆ อาจจะสามารถทำได้โดยไม่ต้องออกจากงานก็ได้

ถ้าเราถาม Why แค่ครั้งหรือสองครั้ง ทางเลือกและวิธีแก้ปัญหาของเราก็ถูกจำกัดและอาจไม่ยั่งยืน

แต่ถ้าเราถาม Why จนทะลุปรุโปร่งว่าอะไรคือแรงผลักดัน / ต้นเหตุของปัญหา ก็จะเพิ่มโอกาสให้เราหาทางออกที่ดีที่สุดได้ครับ

—–

UPDATE: 25 Aug 2017: “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณข้อมูลจาก MindTools และ Educational Business Articles

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

3 ขั้นตอนสำหรับการสร้างอุปนิสัยใหม่

20150919_HabitBuilding

ช่วงปีที่ผ่านมานี้ผมได้ทดลองวิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราสร้างนิสัยใหม่ๆ เช่นการเขียนบล็อก ออกกำลังกาย ฝึกภาษา หรือเล่นดนตรีได้

เคล็ดลับที่ว่านั้นมีสามขั้นตอนง่ายๆ

1. เลือกสิ่งที่เราอยากทำเป็นนิสัย
2. เลือกสิ่งที่เราทำเป็นนิสัยอยู่แล้ว
3. ทำข้อ 1 ก่อนข้อ 2

ตัวอย่างเช่น

1. เลือกสิ่งที่เราอยากทำเป็นนิสัย = เขียนบล็อกทุกวัน
2. เลือกสิ่งที่เราทำเป็นนิสัยอยู่แล้ว = เล่นเฟซบุ๊ค
3. เขียนบล็อกให้เสร็จก่อน ถึงจะเล่นเฟซบุ๊ค

อย่างวันนี้ใกล้จะสามทุ่มแล้ว ผมก็ยังไม่ได้เขียนบล็อก และก็ยังไม่ได้เล่นเฟซบุ๊คด้วย (เนื่องจากผมหยุดเล่นเฟซบุ๊คบนมือถือมาเกือบเดือนแล้ว)

ตอนนี้ก็เลยมานั่งเขียนบล็อกให้เสร็จ แล้วค่อยไปเล่นเฟซบุ๊คเพื่อเป็นการให้รางวัลตัวเอง

อีกสองตัวอย่างที่ผมใช้วิธีการคล้ายคลึงกัน

1. สิ่งที่อยากทำ = นั่งสมาธิทุกวัน
2. สิ่งที่ทำอยู่แล้ว = เข้านอน
3. นั่งสมาธิก่อน ถึงจะเข้านอน

1. สิ่งที่อยากทำ = วิดพื้น
2. สิ่งที่ทำอยู่แล้ว = แต่งตัวไปทำงาน
3. วิดพื้นก่อน แล้วค่อยแต่งตัว

และนี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่ผมคิดว่าได้ผลดีทีเดียว ลองเอาไปใช้ดูนะครับ

ผมต้องขอตัวไปเล่นเฟซบุ๊คละ!

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ก้าวเล็กๆ ที่เปลี่ยนโลก

20150831_BabySteps - Copy

แป๊บๆ ปี 2558 ก็หมดไปสองในสามแล้ว

คนที่เมื่อต้นปีตั้ง New Year’s Resolutions เอาไว้ ตอนนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้วครับ?

บางคนตั้งใจว่าอยากจะพักผ่อนให้มากขึ้น นั่งสมาธิทุกเช้า ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก หรือออกไล่ล่าความฝัน

แต่หลังจากทำไปได้สักพัก หลายคนก็กลับมาสู่วังวนเดิม แล้วเราก็มานั่งรู้สึกแย่กับตัวเองว่า เรานี่ช่างไม่มีวินัยเอาเสียเลย

ทำไมการสร้างนิสัยใหม่ๆ หรือการเลิกนิสัยเก่าๆ มันช่างยากเย็นเหลือเกิน

และเราจะพอมีทางแก้ปัญหานี้ได้มั้ย?

คงต้องเริ่มถกกันที่ประเด็นว่า เหตุใดเวลาเราตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงอะไร บ่อยครั้งเรามักจะทำไม่สำเร็จ คือแม็คก็คิดนะว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ แต่ก็แพ้ใจตัวเองทุกที!

แน่นอนครับ ส่วนหนึ่งอยู่ที่ความมุ่งมั่นและวินัยของเรา แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากๆ และเรามักจะละเลยหรือไม่เคยนึกถึง คือกลไกสมองของเราครับ

เนื้อหาต่อไปนี้นำมาจากหนังสือที่ผมเคยอ่านเมื่อหลายปีมาแล้ว ชื่อว่า One Small Step can Change Your Life โดย Robert Maurer

มนุษย์เรามีสมองอยู่สามส่วน ส่วนที่เก่าแก่และอยู่ชั้นในสุดคือสมองส่วนสัตว์เลื้อยคลาน (reptilian brain) ซึ่งทำหน้าที่ขั้นพื้นฐาน เช่นสั่งหัวใจให้เต้น สั่งให้เราง่วงนอนตอนกลางคืน และตื่นในตอนเช้า

สมองส่วนที่สองซึ่งอยู่ตรงกลาง คือสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (limbic brain) สมองส่วนนี้ควบคุมอารมณ์และอุณหภูมิของร่างกาย ในสมองส่วนนี้ยังมีต่อมที่เรียกว่า อมิกดาลา (Amygdala) เรียกชื่อยากนิดนึง แต่จำเอาไว้ให้ดีๆ เพราะต่อมนี้เป็นตัวเอกของเราครับ

สมองส่วนสุดท้ายคือ นีโอ คอร์เท็กซ์ (neo-cortex) เป็นสมองส่วนที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์เดรัจฉาน เพราะคณิตศาสตร์ ดนตรี ภาษา และความคิดสร้างสรรค์ล้วนแต่ต้องใช้สมองส่วนนี้

สมองทั้งสามส่วนทำงานไปด้วยกัน แต่ไม่ได้ทำงานเท่าเทียมกันเสมอไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาเราตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายต่อมอมิกดาลาที่อยู่ในสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะทำงานเต็มกำลัง และปิดกั้นไม่ให้สมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์ทำงาน

การทำงานของสมองในรูปแบบนี้ จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์ถ้ำ เช่นเมื่อเราออกไปหาอาหารแล้วเจอเสือ เราคงไม่ต้องการมาพิจารณาว่า เสือตัวนี้ลายสวยดี หรือคำนวณว่าเสือน้ำหนักเท่าไหร่ (ซึ่งเป็นงานที่สมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์โปรดปราน)

สิ่งที่จำเป็นที่สุด ณ ขณะนั้น คือการเอาชีวิตรอดให้ได้ ดังนั้น ต่อมอมิกดาลาจะตื่นตัวเต็มที่ และจะตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้นว่า เราควรจะสู้หรือจะหนี (fight or flight)

มาปัจจุบัน เราไม่ต้องเผชิญหน้ากับเสือตัวเป็นๆ อีกต่อไป แต่เราก็ยังเจอ “เสือ” ในรูปแบบอื่น เช่น เจ้านายอารมณ์ร้อน แก๊งซิ่ง แผ่นดินไหว และสถานการณ์ “แปลกปลอม” อื่นๆ ที่ทำให้ต่อมอมิกดาลาได้รับการปลุกอยู่บ่อยๆ

ประเด็นก็คือ เวลาเราพยายามเปลี่ยนแปลงนิสัย สมองของเราก็จะตีความว่านิสัยใหม่ที่เราจะพยายามมีนั้นเป็นสถานการณ์ “แปลกปลอม” หรือเป็นเสืออีกตัวเช่นเดียวกัน ดังนั้นต่อมอมิกดาลาจึงทำงานอีกครั้ง โดยช่วงแรกเราจะสู้ยิบตา (fight) เช่นออกกำลังกายวันละหนึ่งชั่วโมงทุกวัน แต่พอทำไปได้ซักสองสามวัน ร่างกายชักเริ่มล้า งานชักเริ่มเยอะ และเริ่มรู้สึกไม่อยากออกกำลังกายแล้ว เราจึงหยุดออกกำลังกายไปดื้อๆ (flight – หนีการออกกำลังกาย) ทั้งๆ ที่สมองส่วนตรรกะ (นีโอ คอร์เท็กซ์) ของเราก็รู้ทั้งรู้ว่าเราควรจะออกกำลังกายตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่เผอิญการทำงานของอมิกดาลามันไปบดบังการทำงานของสมองส่วนตรรกะของเรา ความคิดแบบมีเหตุมีผลก็เลยแพ้อารมณ์ไปโดยปริยาย และนี่คือสาเหตุที่เรามักจะไม่ประสบความสำเร็จกับการสร้างนิสัยใหม่ๆ

แล้วจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

เมื่อต่อมอมิกดาลาเป็นตัวป่วน วิธีที่ดีก็คืออย่าไปเร้าให้ต่อมนี้มันทำงานครับ

อมิกดาลาจะไม่ถูกปลุก ถ้ามันไม่รู้สึกว่าเจอ “เสือ” หรือสิ่งแปลกปลอม

ดังนั้น วิธีทีเดียวที่จะเปลี่ยนนิสัยโดยไม่ให้สมองคิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม คือเราต้องนิสัยทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งเป็นไปตามหลักการไคเซน (Kaizen) ของญี่ปุ่นหรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า continuous improvement นั่นเอง

เคยมีกรณีศึกษาของหญิงชาวอเมริกันคนหนึ่งที่เป็นแม่หม้ายลูกติด ทำงานสองกะเพื่อจะได้มีเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว เลิกงานมาเหนื่อยๆ ก็เลยกินพิซซ่าและดูทีวีเพื่อเป็นการให้รางวัลตัวเอง

ผลก็คือน้ำหนักเธอขึ้น สุขภาพของเธอก็แย่ลงเรื่อยๆ สุดท้ายเมื่อไปหาหมอ หมอบอกว่าเธอต้องเริ่มออกกำลังกายแล้ว ซึ่งเธอก็ตอบหมอไปว่า เธอเคยพยายามมาหลายครั้งแล้ว ซื้อลู่วิ่งมาไว้ที่บ้านด้วยซ้ำ แต่ด้วยภาระต่างๆ ที่เธอมี กว่าจะกลับถึงบ้านเธอก็ไม่มีแรงกายและแรงใจเหลือที่จะออกกำลังกายแล้ว

คุณหมอจึงบอกกับเธอว่า หมอไม่ขออะไรมาก แค่อยากให้ขึ้นไปยืนบนลู่วิ่งเฉยๆ แค่วันละหนึ่งนาที คุณจะทำให้หมอได้ไหม

คุณผู้หญิงก็อึ้งสิครับ ต่อให้จะยุ่งหรือเหนื่อยแค่ไหน ยังไงทุกคนต้องมีเวลาพอที่จะยืนบนลู่วิ่งแค่วันละหนึ่งนาทีอยู่แล้ว สุภาพสตรีท่านนี้ก็เลยรับปากไปแบบงงๆ

สุดท้ายพอผ่านไปได้สองสัปดาห์ คนไข้ก็กลับมารายงานตัวกับคุณหมอว่าได้ขึ้นไปยืนบนลู่วิ่งวันละหนึ่งนาทีทุกวันไม่เคยขาดตามที่รับปากกับหมอไว้

คราวนี้หมอก็ให้เพิ่มเป็นยืนวันละสามนาทีแทน

และอีกสองสัปดาห์ เมื่อหมอเจอคนไข้ (ที่มาส่งการบ้านว่ายืนวันละสามนาทีได้แล้ว) หมอก็ขอให้เปลี่ยนเป็นเดินช้าๆ แทน ซึ่งเธอก็ทำตามนั้นทุกวันเช่นกัน

คุณผู้อ่านพอจะเห็นภาพแล้วใช่มั้ยครับ ทุกๆ สองสัปดาห์ เธอค่อยๆ เปลี่ยนจากยืนเป็นเดิน จากเดินเป็นวิ่ง จากหนึ่งนาที เป็นสามนาที เป็นห้านาที เป็นสิบนาที เป็นสิบห้านาที สุดท้ายเธอก็สามารถออกกำลังกายได้ทุกวัน วันละยี่สิบนาที สุขภาพเธอกลับมาดีขึ้น และหยุดนิสัยกินตอนดึกไปโดยปริยาย การออกกำลังกายได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอเหมือนกับการแปรงฟันและอาบน้ำ

การปรับอุปนิสัยทีละน้อยนั้น คือการเปลี่ยนแปลงที่จิ๊บจ๊อยเสียจนสมองไม่สามารถตรวจจับ (detect) ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม ต่อมอมิกดาลาจึงไม่ถูกเร้าให้ทำงาน และอาการ Fight or Flight (สู้หรือหนี) จึงไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

หลักการนี้สามารถใช้กับการเปลี่ยนนิสัยอื่นๆ ได้อีกมากมายครับ เพียงแค่เริ่มต้นด้วยก้าวที่เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ เล็กซะจนที่ว่าไม่มีทางที่คุณจะทำไม่ได้ (Make it so easy, it is impossible to fail)

อยากนอนตื่นเช้าขึ้น? ตั้งเวลานาฬิกาให้ปลุกเร็วขึ้นห้านาที

อยากนั่งสมาธิ? เริ่มจากการรับรู้ลมหายใจตัวเองวันละสิบห้าวินาที

อยากกินข้าวให้น้อยลง? ตักข้าวคืนหม้อไปหนึ่งช้อน

สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำต่อเนื่องทุกๆ วัน และต้องไม่ใจร้อน

โดยส่วนตัวผมคิดว่าเราควรจะทำเรื่องเดิมๆ อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยเพิ่มปริมาณ เช่นถ้าตอนนี้ตื่นเจ็ดโมงเช้า ช่วงสัปดาห์แรกก็ให้ตั้งนาฬิกาปลุกเป็น 6:55 am สัปดาห์ที่สองเป็น 6:50 am ด้วยวิธีนี้ ภายในสามเดือน คุณก็จะตื่นนอนตอนหกโมงเช้าไปโดยปริยาย

แต่ถ้าเราใจร้อน วันแรก 6:55 วันที่สองตั้งเป็น 6:30 เลย โอกาสสูงมากที่ต่อมอมิกดาลาจะอาละวาด และการเปลี่ยนแปลงนิสัยก็จะล้มเหลวตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

ใจเย็นๆ ไปช้าๆ ถ้าเราหันหน้าถูกทางและเดินตามเป้าหมายทุกวัน ยังไงก็ต้องไปถึงแน่นอนครับผม

—–

ขอบคุณข้อมูลจากหน้งสือ One Small Step Can Change Your Life by Robert Maurer

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีการจัดบ้านแบบ KonMari

20150810_KonMari

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาเขียนบล็อกเรื่องวิธีจัดบ้านแบบ KonMari (คอนมาริ) นะครับ

จริงๆ ตอนแรกผมกะจะรอเก็บบ้านให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาเขียนเล่าให้ฟัง แต่เนื่องจากว่าวันพุธนี้เป็นวันแม่ และทุกคนอยู่บ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตา เลยจะถือโอกาสจัดบ้านแบบคอนมาริซะเลย ก่อนที่จะต้องเตรียมย้ายเข้าบ้านใหม่เดือนหน้า

และเจตนาของผมคือเขียนบล็อกตอนนี้ขึ้นมาให้ พ่อ แม่ น้อง และภรรยาได้อ่าน จะได้เข้าใจภาพตรงกันก่อนจะลงมือครับ ดังนั้นเนื้อหาอาจจะไม่ได้ครอบคลุมหนังสือทั้งหมดนะครับ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าวิธีเก็บบ้านแบบ KonMari นั้น อยู่ในหนังสือชื่อ The Life-Changing Magic of Tidying Up ซึ่งเขียนโดยสุภาพสตรีชาวญี่ปุ่นชื่อ Kondo Marie (คนโด มาริเอะ) ดูภายนอกเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่หนังสือของเธอได้สร้างปรากฎการณ์มาแล้วทั้งในญี่ปุ่น อเมริกา และยุโรป จนนิตยสารไทม์ยกย่องให้เธอเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกประจำปี 2015 (100 Most Influential people)

ผมเองได้รู้จักวิธีการนี้จากบล็อกเกอร์สามีภรรยาชื่อ James & Claudia Altucher ที่บอกว่าหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเขาก็โยนของในบ้านออกไปเกือบหมด

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงกลัวว่า เฮ้ย มันจะบ้ารึเปล่า อดทนอ่านต่ออีกสักนิดนะครับ ผมไม่ได้มาชวนให้ทุกคนโยนของทุกอย่างออกจากบ้านแน่ๆ

หลังจากเห็นฝรั่งหลายคนพูดถึงหนังสือเล่มนี้บ่อยเข้า กอปรกับผมกำลังจะย้ายเข้าบ้านใหม่ด้วย เลยถือเป็นโอกาสอันดีที่จะลองไปหาซื้อหนังสือมาอ่าน โดยผมไปเดินดูที่คิโนะคุนิยะพารากอน และกว่าจะหาได้ก็ยากเย็นเพราะมันไม่ได้เป็นหนังสือแนะนำหรือติดอันดับขายดีอะไรทั้งนั้น (ผมซื้อหนังสือเล่มนี้เมื่อตอนต้นเดือนกรกฎาคม 2558)

ปกหนังสือที่ผมได้มา ต่างจากที่เห็นในเว็บไซต์ tidyingup.com พอสมควร แถมชื่อยังขาดคำว่า “Up” ต่อท้าย เหลือเพียง The Life-changing Magic of Tidying เฉยๆ แต่คิดว่าคงไม่ใช่ของปลอมหรอกเนอะ!

ทั้งๆ ที่เป็นหนังสือเรื่องการเก็บบ้าน แต่กลับไม่มีภาพประกอบเลย ผมเลยต้องใช้วิธีเปิด Youtube แล้วพิมพ์คำว่า KonMari ก็จะเจอวีดีโอที่คนเอามาแชร์กันเยอะแยะ

แค่เปิดหนังสือมาอ่านหน้าแรกๆ มาริเอะก็พูดถึงสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ คือเธอบอกว่าวิธีจัดบ้านของเธอจะทำให้เราต้องจัดบ้านแค่ครั้งเดียว และใช้ได้กับทุกคนแม้ว่าจะเป็นคนขี้เกียจหรือไร้ระเบียบแค่ไหนก็ตาม

ผมใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้ราวหนึ่งสัปดาห์ แล้วก็เริ่มลงมือทดลองด้วยการจัดถุงเท้าเมื่อตอนกลางเดือนกรกฎาคม จนบัดนี้ผ่านมาเดือนหนึ่งแล้วถุงเท้าของผมก็ยังเรียบร้อยอยู่จริงๆ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วหลังจากผมเขียนบทความเรื่อง จะรีบไปไหน น้องสาวที่ชื่อหญิงก็มาคอมเม้นท์บอกว่าทางสำนักพิมพ์วีเลิร์นกำลังจะวางแผงหนังสือเล่มนี้แล้วนะ โดยมีชื่อไทยว่า “ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านครั้งเดียว” ซึ่งแฟนผมก็ไปสอยมาให้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

จากนี้ไปผมจึงจะขอสรุปบทเรียนที่ได้มาจากหนังสือเล่มนี้ แล้วก็ให้คุณผู้อ่านได้ตัดสินกันเอาเองนะครับว่ามันจะ Life-Changing จริงรึเปล่า

หลักการเก็บบ้านสไตล์ KonMari มีดังนี้

เก็บรวดเดียวให้เสร็จ ถ้าคุณเก็บบ้านวันละนิดวันละหน่อย คุณจะต้องเก็บบ้านไปตลอดชีวิต (ซึ่งดูจากชีวิตที่ผ่านมาของผมมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ) และวิธีการเก็บรวดเดียวให้เสร็จ จะสร้าง “ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด” กับชีวิตคุณ จนคุณจะไม่ยอมให้บ้านคุณรกอีกเลย ทั้งนี้ การเก็บรวดเดียวให้เสร็จไม่ได้หมายความว่าต้องเก็บวันเดียวเสร็จนะครับ แต่อาจจะทำสามวันติดต่อกัน หรือวันเสาร์สามเสาร์ติดต่อกันก็ได้ เพราะขนาดห้อง/บ้านแต่ละคนไม่เท่ากันอยู่แล้ว

ให้ถือว่าการเก็บบ้านเป็นวาระพิเศษ เหมือนกับที่เราให้การไปเที่ยวต่างประเทศหรือการจัดงานวันเกิดเป็นเหตุการณ์พิเศษ (special occasion) ที่เราต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม

ให้จัดบ้านตามหมวดหมู่ ไม่ใช่จัดตามห้อง เพราะมีความเสี่ยงสูงว่าของอย่างเดียวกันจะมีที่เก็บมากกว่าหนึ่งที่ ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่งความยุ่งยากในภายหลังอย่างแน่นอน อย่างบ้านผมตอนนี้มีที่เก็บกระดาษทิชชู่อยู่สองที่คือห้องน้ำแม่และหลังตู้เย็นชั้นสอง ดังนั้นแทนที่จะเก็บห้องน้ำหนึ่งวันนี้ และเก็บห้องน้ำสองวันพรุ่งนี้ ก็ควรจะ “เก็บอุปกรณ์ในห้องน้ำ” ภายในคราวเดียวไปเลย

สองขั้นตอนหลักในการเก็บบ้านแบบ KonMari คือการคัดของออกและการจัดเก็บของเข้าที่ เพราะถ้าคุณไม่คัดของทิ้งซะก่อน รับรองเลยว่าบ้านคุณจะกลับมารกอีกครั้งแน่นอน เพราะสาเหตุหลักที่บ้านเรารกก็เพราะเรามีของเยอะเกินไป ไม่ใช่เพราะเรามีพื้นที่จัดเก็บน้อยเกินไป (และยิ่งคุณมีของมากเท่าไหร่ คุณจะซื้อของเข้าบ้านเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น เดี๋ยวจะอธิบายว่าทำไม)

วิธีการคัดของออกควรจะเรียงตามนี้ คือเริ่มจากเสื้อผ้า ต่อด้วยหนังสือ ตามด้วยเอกสาร ต่อด้วยของจิปาถะ และจบท้ายด้วยของที่มีคุณค่าทางจิตใจเช่นจดหมายหรืออัลบั้มรูป เพราะถ้าเราคัดของโดยไม่เลือกประเภทเสียก่อน สิ่งที่เราจะเจอคือรูปเก่าๆ หรือจดหมายเก่าๆ แล้วเราก็จะใช้เวลามากมายไปกับการละเลียดความหลัง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว ทำให้การเก็บของล่าช้าไปมาก ทางที่ดีคือถ้าเราเจอสมบัติอะไรที่มีคุณค่าทางจิตใจ ให้เราเอาไปกองรวมกันเอาไว้ แล้วค่อยมาจัดการทีหลังสุด เพราะพอถึงตอนนั้น “กระดูกเราจะแข็งพอ” เพราะเราได้ฝึกฝนผ่านการทิ้งของอื่นๆ ที่ง่ายกว่าอย่างเสื้อผ้า หนังสือและเอกสารมาแล้ว

วิธีการคัดของออก – อันนี้ถือเป็นหัวใจของวิธี KonMari เลยนะครับตั้งใจอ่านดีๆ

สมมติเราเริ่มต้นจากเสื้อผ้า เราต้องเอาเสื้อผ้าที่เรามีทั้งหมดมากองไว้ที่พื้นหรือบนเตียง และต้องให้แน่ใจว่านี่คือเสื้อผ้าทั้งหมดที่เรามีแล้วจริงๆ (อาจต้องเดินไปดูว่ามีเสื้อผ้าของเราตกหล่นอยู่ที่ห้องอื่น หรืออยู่ในกล่องอื่นๆ อีกรึเปล่า) วิธีการนี้จะช่วยให้เราเห็นว่า แท้จริงแล้วเรามีเสื้อผ้าอยู่เยอะแค่ไหน ซึ่งคำตอบที่คุณจะเจอก็คือ “เยอะกว่าที่คิด”

ยกตัวอย่างผมเป็นต้น ธรรมดาผมไม่ใช่คนชอบชอปปิ้งอยู่แล้ว เสื้อผ้าก็วิ่งไปซื้อที่แพลตตินัมแค่ปีละครั้ง และนานๆ ทีแฟนก็อาจจะซื้อเสื้อเชิ๊ตมาให้บ้าง แต่พอผมลองเอาเสื้อผ้ามากองรวมกันดูก็อดตกใจไม่ได้ว่า นี่เรามีเสื้อผ้าเยอะขนาดนี้จริงๆ เหรอ?

20150730_091622

20150730_090654

2015-08-11_001417

20150712_152914

หลังจากเอาเสื้อผ้าทุกอย่าง มากองรวมกันแล้ว ก็ให้หยิบเสื้อผ้าขึ้นมาทีละชิ้น แล้วถามตัวเองว่า Does it spark joy? (ภาษาญี่ปุ่นใช้คำว่า Tokimeku)

Spark = จุดประกาย
Joy = ความสุข

แปลตรงตัวก็คือพอคุณหยิบเสื้อตัวนี้ขึ้นมาแล้วมันจุดประกายความสุขให้คุณรึเปล่า?

สำนวนของสำนักพิมพ์วีเลิร์นเขาใช้คำว่า “มันปลุกเร้าความสุขได้ไหม”

ส่วนถ้าจะใช้สำนวนผม ผมก็คงใช้ทับศัพท์ว่า “มันสปาร์คจอยรึเปล่า” หรือไม่ก็ “มันทำให้ชื่นใจรึเปล่า”

ขอย้ำว่า ก่อนที่คุณจะถามว่ามันทำให้คุณชื่นใจรึเปล่า คุณต้องหยิบเสื้อตัวนั้นขึ้นมา ห้ามตัดสินด้วยการดูเฉยๆ การจับเสื้อขึ้นมาดูจะทำให้เราตัดสินใจโดยใช้สัญชาติญาณได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับว่าเรายังอยากจะใส่เสื้อตัวนี้อยู่รึเปล่า

เสื้อหรือกางเกงตัวไหนที่ทำให้คุณชื่นใจ ก็เก็บมันไว้ ตัวไหนที่ไม่ได้สปาร์คจอย ก็จงปล่อยมันไปซะ

แต่ก่อนจะเอาเสื้อผ้าที่ไม่ได้สปาร์คจอยยัดลงถุงดำ อย่าลืมกล่าวขอบคุณมันด้วย “ขอบคุณที่ดูแลกันมานะ”

วิธีการคัดของแบบเก่าๆ ของเราไม่เวิร์คเพราะเราเลือกว่าจะทิ้งอะไร แทนที่จะเลือกว่าจะเก็บอะไรไว้ วิธีสองแบบนี้ดูจะเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วไม่เหมือนกันเลย

วิธีการเลือกของที่จะทิ้งจะทำให้เราไม่มีความสุข (เพราะเราไปโฟกัสแต่สิ่งที่ไม่อยากได้) แต่ถ้าเราเลือกว่าจะเก็บเฉพาะของที่ทำให้เราชื่นใจ เราจะมีความสุข ไม่เชื่อลองดูได้ครับ

อีกสาเหตุหนึ่งที่วิธีการแบบเก่าๆ ของเราต่างกับวิธีคอนมาริก็คือ พอเราเลือกว่าจะทิ้งของชิ้นไหนแล้ว เราจะโยนมันทิ้งอย่างไม่แยแส

แต่วิธีคอนมาริจะปฏิบัติกับสิ่งของทุกชิ้นด้วยความเคารพราวกับว่ามันคือสิ่งมีชีวิต ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เราสามารถ “สะสาง” ความรู้สึกภายในใจของเราได้เวลาเราต้องอำลาจากของชิ้นนั้น

ผู้อ่านบางท่านอาจจะคิดว่าวิธีคิดอย่างนี้ดูเด็กๆ และเพ้อฝัน แต่ถ้าลองได้ทำดูจะรู้ว่ามันช่วยคลายปมบางอย่างภายในใจได้จริงๆ และการคัดเลือกของก็จะกลายเป็นการนั่งสนทนากับตัวเอง เป็นประสบการณ์แสนรื่นรมย์ที่วิธีการแบบเดิมๆ ไม่มีทางให้เราได้

อ้อ เวลาคัดเสื้อผ้าออก มันก็จะมีปัญหาบางอย่างเช่น เสียดาย เสื้อตัวนี้ยังไม่ได้ใส่เลย หรือกลัวว่าถ้าคัดเก็บแต่ของที่ spark joy เราจะมีเสื้อผ้าไม่พอใช้

มาริเอะก็บอกเราอีกว่า เมื่อเจอสิ่งของที่ไม่ได้สปาร์คจอยแต่ยังเสียดายที่จะทิ้ง ให้ลองถามตัวเองดูดีๆ ว่า ตอนที่เราซื้อเสื้อตัวนี้มานั้น เราซื้อมาด้วยเหตุผลอะไร

เพราะของแต่ละชิ้นมีวัตถุประสงค์ของมันอยู่ ถ้าเสื้อตัวนี้คุณซื้อมาเป็นปีแล้วแต่คุณก็ยังไม่ได้ใส่ และตอนนี้พอคุณจับมันมาแล้วคุณไม่รู้สึกถึงความชื่นใจอะไรเลย แสดงว่าวัตถุประสงค์ของเสื้อตัวนี้ก็คือการสอนให้คุณรู้ว่า เสื้อสไตล์นี้ไม่เหมาะกับคุณและไม่ใช่เสื้อที่คุณอยากจะใส่อะไรมากมายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่จังหวะที่ซื้ออาจเพราะเห็นว่าอยู่บนหุ่นแล้วดูดี หรือกำลังลดราคาเท่านั้นเอง เมื่อคุณรู้แล้วว่าเสื้อตัวนี้มันได้บรรลุวัตถุประสงค์ของมันแล้ว ก็จงกล่าวขอบคุณที่มันช่วยให้บทเรียนกับเราและลาจากมันไปด้วยดี

ส่วนเรื่องเสื้อผ้าไม่พอ มาริเอะบอกว่า ถ้าคุณเลือกเฉพาะเสื้อผ้าที่ทำให้คุณชื่นใจ คุณจะมีเสื้อผ้าเพียงพอแน่นอน เพราะลูกค้าหลายพันคนที่เธอเคยให้บริการเรื่องการจัดบ้าน ไม่เคยมีใครซักคนที่กลับมาบ่นกับเธอว่าเสื้อผ้าไม่พอใส่

แต่ถ้าคุณกลัวจริงๆ ว่าเสื้อผ้าจะไม่พอ ก็อาจจะลองเก็บไว้ในถุงแล้วทิ้งไว้ในห้องเก็บของซักพักก็ได้ (อันนี้ผมพูดเอง มาริเอะไม่ได้พูด)

ขอนอกเรื่องนิดนึง เคยมั้ยครับที่มีเสื้อผ้าหรือถุงเท้าอยู่เต็มตู้ แต่ก็รู้สึกว่าหาเสื้อที่ถูกใจใส่ไม่ได้เลย?

ปัญหาจริงๆ ก็คือ เรามีเสื้อผ้าที่ไม่ได้อยากใส่แล้วเยอะเกินไป เสื้อผ้าที่ไม่ได้ทำให้เราชื่นใจจึงมาเบียดบังเสื้อผ้าที่เราอยากใส่จริงๆ เกือบหมด นั่นคือเหตุผลที่เรารู้สึกว่ามีเสื้อผ้าเยอะแต่ไม่มีตัวไหนถูกใจ จิตใต้สำนึกของเราจึงคอยบอกให้เราซื้อเสื้อใหม่ตลอดเวลา และการซื้อเสื้อผ้าเข้ามาเพิ่มก็ยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลงไปอีก

ก่อนจะจัดระเบียบถุงเท้า ผมก็รู้สึกเสมอๆ ว่าถุงเท้าที่ผมมีมีแต่คู่ที่มันพังๆ เวลาเดินผ่านร้านขายถุงเท้าผมจึงมักจะซื้อติดมือมาบ่อยๆ ซึ่งก็ช่วยแก้ปัญหาได้ชั่วคราวเท่านั้น เพราะพอผ่านไปซักเดือนนึงปัญหาเดิมก็จะกลับมาอีก

แต่พอผมคัดถุงเท้าจนเหลือแต่ที่ยางยังดีและน่าใส่จริงๆ จำนวนถุงเท้าเหลือน้อยกว่าครึ่ง แต่ผมกลับไม่รู้สึกว่าผมขาดถุงเท้าอีกต่อไปแล้ว

ขอทวนกันอีกครั้งนะครับ

เอาเสื้อผ้าทั้งหมดมากองรวมกันเพื่อที่จะรู้ว่าเรามีเยอะแค่ไหน

แทนที่จะเลือกว่าจะทิ้งเสื้อผ้าตัวไหน ให้เลือกว่าจะเก็บตัวไหน โดยหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาทีละชิ้น แล้วถามว่า “มันทำให้เราชื่นใจรึเปล่า”

เสื้อผ้าตัวไหนที่มันไม่ได้ทำให้เราชื่นใจแล้ว ให้กล่าวขอบคุณมัน (อาจจะแค่ในใจก็ได้ถ้าเขิน) แล้วส่งมันไปตามทาง (อาจจะขนไปบริจาคหรืออะไรก็ตามแต่)

อ้อ แล้วก็ไม่ต้องเอาไปฝากไว้บ้านแม่ หรือบ้านญาตินะครับ เพราะการทำอย่างนั้นจะเป็นการเพิ่มภาระให้ท่านเสียเปล่าๆ

มาริเอะเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ลูกค้าคนหนึ่งย้ายออกจากบ้านพ่อแม่มาแล้ว ก็ยังเอาสิ่งของต่างๆ ที่เธอไม่ได้ใช้แล้วกลับมาเก็บไว้ที่ห้องนอนเดิมของตัวเองที่บ้านพ่อแม่ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่แม่ของเธอเขาปรารถนามาตลอดคือการมีห้องของตัวเองไว้ทำอะไรตามใจ แต่แม่ก็ทำไม่ได้เพราะต้องเอาไว้เก็บของที่ลูกสาวไม่ได้ใช้ ผมว่าถ้าเราทำให้แม่เราต้องตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้มันก็ดูจะใจร้ายกับท่านไปหน่อยนะ

ขอเตือนอีกข้อหนึ่ง เวลาที่เราคัดว่าจะเก็บอะไร จะทิ้งอะไร อย่าให้คนในครอบครัวเห็นนะครับ เพราะอาจจะทำให้เขารู้สึกเสียดายแทนเรา และเขาจะขอเก็บเอาไว้เอง ซึ่งนั่นจะทำให้ปัญหาคาราคาซังครับ

—–

เมื่อเราคัดเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ก็ถึงคราวจัดเก็บเข้าที่

มาริเอะแนะนำว่า เสื้อผ้าส่วนใหญ่ของเราควรจะใช้วิธีพับเก็บ ยกเว้นพวกเสื้อผ้าที่น่าจะแฮปปี้กว่าถ้ามันโดนแขวน (ใช้หลักปฏิบัติราวกับว่าเสื้อผ้ามีชีวิตอีกเช่นเคย)

ดังนั้นผมเลยเลือกที่จะแขวนเสื้อเชิ๊ต กางเกงสแล็ก และชุดสูท ที่เหลือผมพับเก็บหมดเลย

อ้อ เวลาพับเก็บควรจะเก็บเป็นแนวตั้งนะครับ เพราะไม่มีเสื้อผ้าตัวไหนอยากโดนทับหรอก

ถุงเท้าก็เช่นกัน ไม่มีถุงเท้าที่ไหนอยากโดนมัดเป็นก้อนๆ หรือขมวดเป็นปมหรอก

อย่างที่บอกครับ ให้ปฏิบัติต่อสิ่งของราวกับว่ามันมีชีวิตจิตใจ แล้วคุณจะตอบได้เองว่าควรจะเก็บมันยังไง

วิธีการพับผ้า ก็ให้ลองไปดูใน Youtube ได้เลยนะครับ

https://www.youtube.com/results?search_query=konmari+folding

หลักการสำคัญคือควรจะพับเพื่อให้มันวางตั้งบนสันได้ ซึ่งขอเตือนไว้เลยว่าถ้าไม่ลองดูวีดีโอให้เข้าใจก่อน มีโอกาสสูงมากที่คุณจะพับผิดวิธีและพอจัดเสร็จแล้วผ้าจะล้มดูไม่งามตา

ส่วนตัวผมเองผมใช้กล่องรองเท้า (ซึ่งเป็นวัสดุที่มาริเอะแนะนำเพราะฟรีและมีกันเกือบทุกคน) โดยตอนแรกใช้กล่องกระดาษที่ได้มากับรองเท้า แต่ผมมีไม่พอเลยไป “ยืม” กล่องรองเท้าพลาสติกที่แม่ผมซื้อเอาไว้ (ไว้จะซื้อคืนให้นะครับแม่)

ผลลัพธ์ที่ได้คือตามนี้ครับ

20150730_162449

20150801_092452

20150712_162417

ตู้เสื้อผ้าใหม่ที่ผมจะย้ายเข้าไปคงจะมีชั้นมากกว่านี้ ซึ่งก็จะทำให้สามารถวางกล่องเหล่านี้ได้เป็นระเบียบยิ่งขึ้น

ข้อดีของการพับเสื้อและถุงเท้าแบบนี้ก็คือแค่มองปราดเดียวก็รู้เลยว่ามีเสื้อผ้าอยู่เท่าไหร่ และมีลายไหนบ้าง

ข้อเสียก็คือมันอาจจะขาดความยืดหยุ่น เพราะกล่องหนึ่งก็ใส่ได้แค่ไม่กี่ชิ้น ถ้ากล่องหมดก็ไปต่อไม่ได้แล้ว แต่นั่นก็อาจจะทำให้เรากลับมาทบทวนว่าเสื้อผ้าที่เราพยายามจะยัดลงกล่องอยู่นั้น มัน spark joy ทุกตัวแน่แล้วเหรอ

—–

เมื่อเราจัดการกับเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาจัดการกับหนังสือ เอกสาร ของจิปาถะ และของที่มีคุณค่าทางจิตใจตามลำดับ

วิธีการก็เหมือนเดิม คือเอาหนังสือทั้งหมดมากองรวมกันไว้ เพื่อให้รู้ (สำเหนียก/สำนึก) ว่าเรามีหนังสือเยอะแค่ไหน

หนังสือหลายสิบเล่มที่เราคิดว่าจะเก็บเอาไว้อ่าน “วันหลัง” ถ้าเราไม่หลอกตัวเองเราก็จะรู้ดีว่า “วันหลังไม่มีวันมาถึง”

แทนที่จะเก็บหนังสือที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าคงไม่ได้อ่าน สู้เราส่งต่อมันไปถึงมือคนที่จะได้ใช้ประโยชน์จากมันดีกว่า เพราะหนังสือบางเล่มก็เลยเวลาที่เราจะอ่านมันมามากโขแล้ว

หนังสือประเภทเดียวที่เราจะเก็บคือหนังสือที่ทำให้เราชื่นใจ ซึ่งเมื่อเราใช้วิธีนี้ก็จะมีโอกาสสูงขึ้นที่เราจะได้อ่านหนังสือที่เราอยากจะอ่านจริงๆ

20150730_090554

20150730_191100

20150811_001839_resized

ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะมีหนังสือเยอะแค่ไหน ผมก็จะซื้อเล่มใหม่เข้าบ้านตลอด แต่พอตื่นเช้ามาเห็นแต่หนังสือที่เรา “อยากอ่านไปหมดเลย” อยู่บนชั้น แม้จะมีเพียงไม่กี่เล่ม ผมก็ไม่มีความรู้สึกว่าอยากซื้อหนังสือเล่มใหม่เข้าบ้านเท่าแต่ก่อนแล้ว

——

ในแง่เอกสาร มาริเอะบอกว่า หลักการง่ายๆ คือ “ทิ้งเอกสารทุกชิ้น ยกเว้นที่ต้องใช้จริงๆ เท่านั้น”

ผมเองมีเก็บสลิปบัตรเครดิตไว้ร่วมสามปี ใบภงด. สลิปเงินเดือนเก่าๆ และใบเสร็จอีกนับร้อย  พอคัดเฉพาะที่ต้องเก็บจริงๆ ลิ้นชักผมก็เบาไปเยอะมาก ส่วนอันไหนผมไม่แน่ใจก็ถ่ายรูปเอาไว้แล้วก็ทิ้งตัวกระดาษไปซะ

พวกเอกสาร Manual ต่างๆ มาริเอะบอกให้ทิ้งไปได้เลย เพราะเรา google เอาได้อยู่แล้ว

ส่วนกล่องที่มากับของ (เช่นกล่องลำโพง กล่องโน๊ตบุ๊ค) มาริเอะก็บอกให้ทิ้งเช่นกัน บางคนเก็บกล่องเพราะหวังว่าจะช่วยให้ได้ราคาดีขึ้นเวลาเราเอาของไปขายต่อ แต่ถ้านับพื้นที่ที่เราต้องเสียไปกับการเก็บกล่องที่ไม่ได้ใช้ (โดยเฉพาะพวกเราที่เช่าห้องเป็นรายเดือน) จะเห็นได้เลยว่า ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปกับพื้นที่เหล่านั้น เยอะกว่าเงินที่จะได้มาในอนาคตจากการขายของโดยมีกล่องค่อนข้างแน่

ลูกค้าบางคนของมาริเอะทิ้งเอกสารบางอย่างไป แล้วพอต้องใช้อีกครั้ง เขาก็รู้ชัดว่าเอกสารพวกนี้ไม่มีแล้ว เขาจึงสามารถหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นต่อไปเลย ไม่ต้องมาเสียเวลางมหาเอกสารอยู่ (ใครเคยมีประสบการณ์ที่ใช้เวลาหาเอกสารตั้งนาน แล้วสุดท้ายไม่เจอบ้างมั้ยครับ?)

เสียดายผมไม่ได้ถ่ายรูป before/after ในการจัดเก็บเอกสาร มีแต่ตอนที่กำลัง in progress อย่างเดียวเลยไม่ขอเอามาลงนะครับ

—–

(ณ ตอนที่เขียนบล็อกนี้ (10 ส.ค.) ส่วนตัวผมเองทำถึงแค่เรื่องจัดการเอกสารครับ ส่วนของจิปาถะกับของที่มีคุณค่าทางใจยังไม่ได้ทำ ดังนั้นจึงยังไม่มีรูปนะครับ)

เมื่อจบเรื่องเอกสารแล้ว ก็ค่อยลงมือกับของจิปาถะ เช่น ซีดี อุปกรณ์ครัว แบงค์+เหรียญ อุปกรณ์ในห้องน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าคุณต้องเอาทุกอย่างมากองไว้ในที่เดียวเพื่อที่จะได้รู้ว่าคุณมีของเหล่านี้เยอะเกินความจำเป็นแค่ไหน (และจะได้ไม่กลัวที่จะคัดบางอย่างออก)

อ้อ บางคนชอบแพ้ของลดราคา ซึ่งมักจะมาเป็นแพ็ค ซึ่งมาริเอะบอกว่าไม่คุ้มกันหรอก เพราะกว่าคุณจะได้ใช้ชิ้นหลังๆ ในแพ็ค ของก็เสื่อมคุณภาพ ไม่น่าชื่นใจอีกต่อไปแล้ว สู้ซื้อมาเท่าที่จำเป็นจริงๆ ดีกว่า จะได้ไม่ต้องเปลืองพื้นที่ในการเก็บ และถ้าจำเป็นต้องซื้อใหม่จริงๆ แค่เดินไปปากซอยหรือขับรถไปนิดหน่อยก็หาซื้อได้แล้ว

—–

ของประเภทสุดท้ายที่เราต้องเจอ ก็คือสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ เช่นอัลบั้มรูปหรือจดหมาย จงจัดการของพวกนี้ต่อเมื่อคุณจัดการที่เหลือหมดเรียบร้อยแล้ว เพราะอัลบั้มรูปและจดหมายนั้นเป็น “ตัวบอส” ซึ่งยากต่อการตัดใจอย่างมาก คุณจึงต้องผ่านด่านเสื้อผ้า หนังสือ เอกสาร และของจิปาถะก่อน

วิธีการก็เช่นเดิม เอามันมากองรวมกัน หยิบขึ้นมาทีละชิ้น แล้วถามว่าม้นยัง spark joy อยู่มั้ย (แม้กระทั่งภาพถ่าย มาริเอะก็บอกให้เอาออกมาจากอัลบั้ม)

ของพวกนี้มีคุณค่า และเราไม่อยากทิ้งมันไปเพราะมันช่วยให้เรานึกถึงอดีตอันหอมหวาน และเราก็กลัวว่าถ้าเราทิ้งรูปเหล่านี้ไป เราก็จะลืมเรื่องเหล่านี้ไปด้วย

แต่มาริเอะบอกว่า ความทรงจำอันล้ำค่าจริงๆ ของเรา ต่อให้ไม่มีรูปถ่ายเหล่านี้ เราก็ยังจะจำมันได้อยู่ดี

ถ้าเราอยากจะคัดรูปเก็บไว้ ก็ควรจะคัดแต่รูปที่ spark joy เท่านั้น สมมติการไปเที่ยวครั้งนี้มีรูป 36 รูป เราอาจจะคัดรูปที่ดีที่สุดเพียงสามสี่รูป ก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยให้เรานึกถึงทริปคราวนี้ได้ (จะว่าไป สมัยเป็นกล้องฟิล์มเราถ่ายรูปเสียๆ เยอะจะตาย)

มาริเอะบอกว่าวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้เราปล่อยวางได้มากขึ้นก็คือ จงให้ความสำคัญกับตัวเราในปัจจุบัน (cherish what you have become) แทนที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราเคยเป็นในอดีต

ของอีกชนิดนึงที่เรามักไม่กล้าทิ้ง คือของที่คนอื่นให้มา อาจจะเป็นของขวัญจากผู้ใหญ่ ของฝากจากเพื่อนสนิท หรือรูปวาดของลูกสมัยเขายังเด็ก ถ้าเราทิ้งของเหล่านี้ เราก็จะรู้สึกผิดทันที

มาริเอะก็สอนอีกเช่นกันว่า จงดูให้ดีว่าเจตนารมณ์ของสิ่งของเหล่านี้คืออะไร

ของพวกนี้คือ “ของขวัญ” ดังนั้น วัตถุประสงค์ของมันคือการ “ถูกรับ”

ในเมื่อเราในฐานะ “ผู้รับ” ได้รับมันมาแล้ว ได้รู้สึกดีและรู้สึกขอบคุณในความเอื้อเฟื้อ/ความใส่ใจของผู้ให้แล้ว ของขวัญชิ้นนั้นก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้วเช่นกัน

เมื่อเข้าใจเช่นนี้ เราก็ย่อมกล่าวอำลากับของขวัญเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร

—–

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญอย่างมาก และคิดว่าหลายๆ คนน่าจะเจอกัน คือเราอยากเก็บบ้าน แต่คนอื่นในครอบครัวไม่สนใจ

มาริเอะก็เคยเจอสถานการณ์อย่างนี้ เพราะคนในครอบครัวไม่ได้บ้าการเก็บบ้านเหมือนเธอ มาริเอะรู้สึกหงุดหงิดมากที่คนในครอบครัวยอมอยู่กันแบบรกๆ และไม่ว่าเธอจะบ่นแค่ไหนก็ไม่มีใครขยับตัว เธอจึงเจ้ากี้เจ้าการเก็บห้องให้สมาชิกทุกคนในครอบครัว แถมยังแอบเอาของบางชิ้นของคนในบ้านไปทิ้งด้วย (หลังจากสังเกตเห็นแล้วว่าไม่ค่อยได้ใช้)

ปรากฎว่ามาริเอะโดนจับได้ แม่เลยสั่งห้ามไม่ให้เธอไปเก็บห้องให้ใคร หรือไปยุ่งกับทรัพย์สมบัติของคนอื่นอีก

มาริเอะกลับมาที่ห้องด้วยความผิดหวัง เพียงเพื่อจะพบว่า ในขณะที่เธอเจ้ากี้เจ้าการเก็บห้องให้คนโน้นคนนี้ แต่จริงๆ แล้วห้องของเธอก็ยังรกอยู่มาก เธอจึงเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่เธอจะทำได้ คือการจัดการกับข้าวของของเธอให้เรียบร้อย เธอจึงหันกลับมาสนใจแต่ข้าวของของตัวเองเท่านั้น

และเรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น หลังจากมาริเอะจัดห้องเธอเสร็จไปเพียงสองสัปดาห์ น้องชายที่ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดจะทิ้งอะไรเลย กลับเริ่มจัดห้องของตัวเองและทิ้งหนังสือถึง 200 เล่มในวันเดียว

ดังนั้น ถ้ารู้ตัวว่าเรากำลังหงุดหงิดกับความไร้ระเบียบของคนในบ้าน ผมแนะนำให้ลองจัดห้องตัวเองให้เรียบร้อยก่อนครับ แล้วคนอื่นๆ ก็จะเห็นและ (อาจ) รู้สึกอยากทำตามเอง

—–

การที่เราไม่ยอมทิ้งของสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ spark joy แล้ว มันมีเหตุผลเพียงสองข้อเท่านั้นคือ

1. ยึดติดกับอดีต (เลยยังเก็บของเก่าๆ ไว้อยู่)
2. กังวลกับอนาคต (เลยซื้อของมาตุนไว้เพียบ)

ซึ่งทั้งสองเหตุผลนี้จะเบียดบังไม่ให้เรามีความสุขกับปัจจุบันได้อย่างเต็มที่

ข้อความหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่กระทบใจผมมากก็คือ

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่สิ่งของต่างๆ จะเข้ามาอยู่ในชีวิตเรา

เสื้อเชิ๊ตรุ่นนึงมีผลิตออกมาตั้งเป็นพันเป็นหมื่นตัว แต่เสื้อเชิ๊ต “ตัวนี้” ก็ยังอุตส่าห์ “หาเราจนเจอ” และมาอยู่กับเราในบ้านหลังนี้

โชคชะตาพาให้เราและสิ่งของต่างๆ มาเจอกัน และความปรารถนาสูงสุดของสิ่งของเหล่านั้น ก็คือการได้รับใช้เจ้านายของมัน ถ้ามันไม่ได้ถูกใช้งาน ชีวิตของมันก็ไม่มีคุณค่าอันใด

คำถามคือ เป็นเรื่องถูกต้องแล้วหรือที่เราจะเก็บมันเอาไว้เพียงเพราะว่า “อาจจะได้ใช้มันซักวันหนึ่ง” ทั้งที่จริงแล้ว เรากลับปล่อยมันเอาไว้ในส่วนลึกสุดของตู้ หรือวางไว้บนชั้นจนฝุ่นจับ นานจนกระทั่งเราลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามันเคยมีตัวตน

ไม่มีใครอยากถูกลืมหรอกนะครับ

ดังนั้น ถ้าสิ่งของชิ้นใดไม่ได้ทำให้เราชื่นใจอีกแล้ว จงปล่อยมันให้เป็นอิสระเพื่อให้มันได้ทำหน้าที่ของมันกับเจ้านายคนอื่นเถิด

และถึงแม้สุดท้ายแล้วมันจะถูกทำลาย แต่สิ่งของเหล่านี้ก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่แปรเปลี่ยนเป็นสสารและเกิดใหม่เป็นสิ่งของชิ้นอื่นในอนาคตเท่านั้นเอง

จงปล่อยมันไป แล้วมันจะกลับมาหาคุณอีกครั้งในรูปแบบอื่นอย่างแน่นอน

—–

มาริเอะบอกว่า การจัดบ้านไม่ใช่แค่การจัดบ้าน แต่มันคือการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับข้าวของที่เรามี

การจัดบ้าน คือการสบตากับความจริง ว่าตัวเราในปัจจุบันต้องการอะไร และเราต้องการจะใช้ชีวิตที่เหลือแบบไหน

การจัดบ้านให้เรียบร้อย จึงเป็นการเดินทางของจิตวิญญาณ ปลดปล่อยตัวเองจากอดีต และมั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ด้วยความไว้ใจในชีวิตเช่นนี้เท่านั้น ที่จะทำให้เราใช้ชีวิตกับปัจจุบันได้ดีที่สุด

ลองนึกภาพดูนะครับว่า ถ้าของทุกชิ้นในบ้านคุณ spark joy มันจะดีแค่ไหน

เปิดตู้เสื้อผ้าก็เห็นแต่ชุดที่เราอยากใส่ มองไปที่ชั้นหนังสือก็เจอแต่หนังสือที่อยากหยิบขึ้นมาอ่าน ดีวีดีทุกแผ่นล้วนแล้วแต่เป็นหนังในดวงใจ และรูปทุกใบทำให้เรายิ้มทุกครั้งที่เห็น

เมื่อนั้น “บ้าน” จะเป็นแหล่งพักพิงใจของเราอย่างแท้จริง

ผมไม่อาจการันตีได้ว่าวิธีนี้จะดีอย่างที่มาริเอะบอกไว้รึเปล่า ทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้คือต้องลองทำดูครับ

ถ้าลองแล้วไม่เวิร์ค สถานการณ์ก็คงไม่แย่ไปกว่าที่เป็นอยู่

แต่ถ้ามันได้ผลจริงๆ มันอาจจะเปลี่ยนชีวิตคุณ เหมือนกับที่มันได้เปลี่ยนชีวิตหลายพันหลายหมื่นคนมาแล้ว

ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการจัดบ้านครับ

—–

ป.ล. แม้ผมจะอธิบายมาค่อนข้างยาว ก็ยังเทียบไม่ได้กับการซื้อหนังสืออ่านเต็มๆ นะครับ ฉบับแปลไทยราคา 180 บาทเท่านั้น (แฟนผมซื้อจากร้านนายอินทร์สาขาแม๊กซ์แวลูพัฒนาการ) ส่วนเล่มภาษาอังกฤษผมซื้อมาจากคิโนะคุนิยะสาขาพารากอน ราคา 521 บาทครับ

—–

ภาพจากกล้องมือถือของผู้เขียน เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่


UPDATE 06.04.2017

ผมเขียนบล็อกนี้ในเดือนสิงหาคมปี 2558 และได้แชร์บล็อกตอนนี้อีกครั้งผ่านเพจ Anontawong’s Musings  เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 มีผู้อ่านทักเข้ามาว่า “อยากรบกวนให้ช่วยอัพเดทรูปปัจจุบันหน่อยได้ไหมคะว่าหลังจากย้ายบ้านมาแล้ว และจัดเก็บของแบบนี้แล้วสามารถคงสภาพความเรียบร้อยได้นานแค่ไหน” ก็เลยถ่ายภาพมาให้ดู โดยพยายามคงสภาพเดิมให้มากที่สุดนะครับ (หากจะมี “จัดฉาก” บ้างก็อย่างเช่นรูปในห้องน้ำที่ต้องเอาผ้าที่ตากไว้ออกไปก่อน)

20170406_145848

ถุงเท้าและกางเกงขาสั้น

20170406_145901

เสื้อยืด

20170406_150237

เสื้อเชิ๊ต กางเกงแสล็ค และเสื้อยืดสีดำล้วน

20170406_145945

ชั้นหนังสือ

20170406_152231

ห้องน้ำ

20170406_150445

ห้องทำงาน

20170406_150641

โต๊ะกินข้าวแบบยังไม่ได้จัดระเบียบ

20170406_150735

ชั้นรองเท้า (มีสตั๊ดใส่ถุงแหลมอยู่มุมขวาบนด้วย)

20170406_150935

อุปกรณ์อิเลคโทรนิคทั้งหลาย

musicgroup

สุดสัปดาห์ มกราคม 2560 วันที่เพื่อนมาเล่นดนตรีด้วยกันที่บ้าน

จะเห็นได้ว่าไม่ค่อยเรียบร้อยมากนัก แต่ถ้าเทียบกับตอนก่อนจัดบ้านแบบ KonMari ก็ยังดีกว่ามากครับ


ชวนฟังเพลงภาษาใจ by Anontawong’s Music: http://bit.ly/pasajaiyt

(Updated: Jan 2020) [ขายของ] “Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

80507942_579966649467475_5144866110411112448_n


(UPDATE: 11 Aug 2017) หากคุณเป็นคนที่ชอบ “เล่นเกมยาว” และเบื่อหนังสือประเภท รวยเร็ว รวยลัด ฯลฯ อยากจะบอกว่าหนังสือ  Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ของผมวางแผงแล้วที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬานะครับ! >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies