เคล็ดลับความเทพ

20160425_God.png

Don’t practice until you get it right.
Practice until you can’t get it wrong.

อย่าซ้อมจนทำถูก ซ้อมจนไม่มีทางทำผิดเลยดีกว่า

– Anonymous

—–

ผมมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อบอย

บอยเคยทำงานอยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์ด้วยกัน ก่อนที่จะออกไปทำวงใน (Wongnai.com) อย่างเต็มตัวในฐานะ CTO

สมัยที่ยังอยู่ที่ทอมส้นรอยเตอร์ บอยเป็นมือกลองประจำวงดนตรีของบริษัท

งานใหญ่ที่สุดที่วงดนตรีเราจะเล่นคืองานเลี้ยงประจำปี และเพลงที่เราจะซ้อมกันคือเพลงร็อคๆ ที่คนรู้จักกันดีของวงอย่าง Big Ass หรือ Bodyslam

จำได้ว่างานสุดท้ายก่อนที่บอยจะออก บอยรับหน้าที่เป็นมือกลองเพลง “ความเชื่อ” (เพลงที่น้าแอ๊ด คาราบาวมาร่วมร้องว่า “ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน” นั่นแหละครับ)

เพลงนี้กลองเล่นยากมาก โดยเฉพาะตอนขึ้นเพลง เพราะเครื่องดนตรีทุกชิ้นต้องเล่นแล้วหยุด-เล่นแล้วหยุดพร้อมกันโดยมีกลองเป็นตัวประคอง

จำได้ว่าซ้อมกันหลายรอบก็ยังไม่ลงตัวซักที จนบอยบอกว่าเขาคงต้องขอกลับไปซ้อมเพิ่มที่บ้านเยอะๆ ซ้อมจนกว่ากล้ามเนื้อจะจำได้นั่นแหละ

“ซ้อมจนกว่ากล้ามเนื้อจะจำได้!!??” เพื่อนๆ ในวงส่งเสียงโอ้โหกึ่งแซวบอยว่าอะไรมันจะจริงจังปานนั้น

—–

13 เมษายนที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันที่นักบาสเกตบอลในตำนานคนหนึ่งลงเล่นเป็นครั้งสุดท้ายอีกด้วย

คนๆ นั้นคือโคบี้ ไบรอัน (Kobe Bryant) จาก L.A. Lakers ซึ่งลงสนามแข่งกับ Utah Jazz

ในสามนาทีสุดท้ายของเกม เลคเกอร์ตามยูท่าแจ๊สอยู่ถึงสิบแต้ม 84-94 แต่หลังจากนั้นโคบี้ก็โชว์ความเทพ และพาทีมกลับมาชนะ 101-96 ได้อย่างสุดสะใจ

สรุปเกมนั้นโคบี้ทำไปถึง 60 แต้ม ปิดฉากชีวิตบาสเกตบอลของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ

นับตั้งแต่ไมเคิล จอร์แดนเลิกเล่นไป ก็มีโคบี้ ไบรอันนี่แหละที่เป็นไอดอลตัวจริงในวงการบาสเกตบอล NBA

ไม่ใช่เรื่องฟลุคที่โคบี้จะโดดเด่นมาตลอด 20 ปีที่ เพราะเขาเป็นคนขยันมาก

ตั้งแต่สมัยเรียนม.ปลาย โคบี้ก็มาถึงคอร์ทบาสและเริ่มซ้อมตั้งแต่ตี 5 และไม่หยุดซ้อมจนกว่าจะชู๊ตลงครบ 400 ลูก แถมยังขอให้เพื่อนเล่นกับเขาแบบตัวต่อตัวจนกว่าจะเล่นกันครบ 100 ลูก  เวลาแข่งเกม NBA เสร็จ คนดูกลับบ้านหมดแล้ว แทนที่เขาจะพักผ่อน เขากลับมาลงสนามและซ้อมชู๊ตลูกต่อ

เพราะเขาซ้อมหนักกว่าทุกคน เขาจึงประสบความสำเร็จกว่าทุกคน

—–

โทนี่ ร๊อบบินส์ นักเขียนและ personal coach ชื่อดัง ได้เขียนสดุดีโคบี้ ไบรอันหลังจบเกมดังกล่าว

โทนี่บอกว่าจากการทีได้ร่วมงานกับคนระดับท๊อปๆ ในหลากหลายวงการ เขาได้เรียนรู้ว่าการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญนั้นมี 3 ระดับ (3 levels of mastery)

ระดับแรกคือความเชี่ยวชาญระดับสมอง (cognitive mastery) คือเราจดจำข้อมูลได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องพึ่งโพย

ระดับที่สองคือความเชี่ยวชาญระดับอารมณ์ (emotional mastery) นั่นคือเราได้สร้างความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เราทำกับผลลัพธ์ยอดเยี่ยมที่จะตามมา จนการกระทำต่างๆ ของเรานั้นเป็นไปแทบจะโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้สมองคิดหรือไตร่ตรอง

ระดับสุดท้ายคือความเชี่ยวชาญระดับร่างกาย (physical mastery) นั่นคือ ถ้าเราได้ทำอะไรบางอย่างซ้ำๆ กันอย่างสม่ำเสมอแล้วล่ะก็ ทั้ง “ข้อมูล” และ “อารมณ์” จะถูกบันทึกลงในร่างกายของเรา

โทนี่บอกว่า เพราะโคบี้ไบรอันซ้อมหนักมากมาหลายสิบปี ทุกๆ สิ่งที่โคบี้ทำในคอร์ตจึงเป็นระดับ physical mastery และทำให้เขาโดดเด่นกว่าใครๆ

—–

ผมว่าสิ่งที่บอยบอกในวันนั้นว่าต้องฝึกตีกลองจน “กล้ามเนื้อจำได้” กับ “physical mastery” ที่โทนี่พูดถึง น่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน

จึงเป็นบทสรุปว่า ถ้าเราอยากจะเทพด้านไหนก็ตามแต่ แค่รู้ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ แค่มีอารมณ์ร่วมก็ไม่พอ แต่ต้องซ้อมแล้วซ้อมอีกจนกล้ามเนื้อของเราจำได้ จนเราสามารถทำออกมาได้ดีเยี่ยมจนแทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลยแล้วนั่นแหละ เราถึงจะเทพอย่างแท้จริง

ผมว่าคนอย่างสตีฟ จ๊อบส์ก็ซ้อมจนกล้ามเนื้อในร่างกายจำได้หมดแล้วว่า จะพูดจังหวะจะโคนอย่างไร จะใช้เสียงโทนไหน จะเดินในท่าทางแบบใด

หรือคนอย่างพี่ตูนบอดี้แสลมก็รู้แล้วว่าท่อนไหนต้องร้องยังไงถึงจะเข้าถึงอารมณ์ได้ดีที่สุด

หรือคนอย่างนิ้วกลม ที่เขียนหนังสือมามากมายจนถ้อยคำและความคิดถักทอออกมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ

ความสามารถระดับเทพๆ เหล่านี้ น่าจะเกิดจาก physical mastery ทั้งนั้นครับ

—-

ขอบคุณข้อมุลจาก Tony Robbins on LinkedIn: Kobe’s Legacy: We All Get What We Tolerate 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

12 วิธีฆ่าเวลาอย่างสร้างสรรค์

20160313_KillTime

จริงๆ ฆ่าเวลาเป็นคำที่ผิด

เพราะเรารู้ดีว่าเราไม่สามารถฆ่าเวลาได้ เวลาต่างหากที่ฆ่าเรา

หัวข้อที่ถูกต้องจึงน่าจะเป็น “12 วิธีใช้เศษเวลาอย่างสร้างสรรค์” มากกว่า

เศษเวลาคือเวลา 3-5 นาที ที่ใช้ไปสำหรับการรอลิฟต์ รอคิว รอเพื่อน รอรถ หรือแม้กระทั่งเวลาที่เราเดินไป-มาครับ

เวลาพวกนี้เหมือนจะเล็กน้อย แต่ถ้าวันหนึ่งเราใช้เศษเวลาไปในทางสร้างสรรค์ซัก 10 ครั้ง ฃเราก็จะได้เวลาคืนมาถึงครึ่งชั่วโมง หรือเดือนละ 15 ชั่วโมงเลยทีเดียว พอๆ กับเอาเวลาไปเข้าสัมมนาสองวันเต็มๆ เลยนะครับ

มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาทฉันใด มีสามนาทีก็พึงบรรจบให้ครบ 30 นาทีฉันนั้น

มาดูกันดีกว่าว่าจะใช้เศษเวลาได้อย่างไรบ้าง

1. อ่านหนังสือ ถ้าเราพกหนังสือเล่มเล็กๆ ซักหนึ่งเล่มติดตัวเวลาเดินทาง ว่างเมื่อไหร่ก็หยิบขึ้นมาอ่าน ผมเชื่อว่าเราจะอ่านหนังสือได้อย่างน้อยเดือนละเล่มครับ (สมัยก่อนสมัยยังไม่ขับรถไปทำงานผมอ่านหนังสือได้ประมาณสัปดาห์ละเล่ม) แถมข้อดีของการอ่านหนังสือคือมันทำให้เรามีสมาธิมากกว่า (เพราะเรื่องไม่โดดไปมาเหมือนเล่นเฟซบุ๊ค) สบายตากว่า และดูเท่กว่า (เพราะคนอื่นเล่นมือถือกันหมด)

2. อ่าน Quora ในบล็อก Anontawong’s Musings ผมอ้างอิงถึง Quora บ่อยมากเพราะของมันดีจริงๆ มีแต่คำถามที่น่าสนใจ และมีแต่คนที่เก่งกว่าเรามาช่วยตอบคำถาม แต่ก็ต้องระวังเพราะว่ามันก็อาจทำให้เราเสียเวลาไปมากมายเหมือนเฟซบุ๊คได้เช่นกัน

3. อ่านบทความเก่าๆ ที่เซฟลง Pocket โปรแกรมนี้ผมเอาไว้อ่านบทความที่พบเจอแต่อย่างเก็บไว้อ่านทีหลัง มีทั้งแบบที่เป็นแอพบนถือถือ (Android / iOS) และเป็น Chrome Extensions

4. อ่าน page ใน Facebook จริงๆ เราก็รู้กันอยู่ว่าการเล่นเฟซบุ๊คเป็นเรื่องเสียเวลามากที่สุดในโลก แต่ไหนๆ ถ้าจะเล่นอยู่แล้ว อย่างน้อยก็ขอให้มันได้ประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอัน และทางหนึ่งที่ดีคือติดตามเพจที่พูดในเรื่องที่เราสนใจครับ โดยตอนกด Like เพจไหนที่เราสนใจเป็นพิเศษ เราสามารถเลือกที่จะ See First หรือ Get Notifications ได้ครับ

5. ฟัง podcast / audiobooks โดยดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในมือถือก่อนได้เลย ที่ผมฟังอยู่ก็มีของ Tim Ferriss (ผู้เขียน The 4-Hour Work Week, James Altucher ผู้เขียน Choose Yourself และ Smart Passive Income ของ Patt Flynn ครับ

6. ดู Youtube ถ้าไม่ได้เตรียม podcast ไว้ในเครื่อง สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเข้า Youtube แล้วพิมพ์คำว่า TED Talks  ก็จะมีเรื่องราวเจ๋งๆ จากคนเทพๆ มาให้ฟังกันไม่หวาดไม่ไหว แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือมันใช้ดาต้าเปลือง ถ้าไม่ได้ต่อ wifi อยู่ แนะนำให้ไปที่จุดสามจุดมุมขวาบนแล้วเลือก setting เพื่อจะปรับ resolution ให้เป็นตัวเลขต่ำสุด เครื่องแอนดรอยด์ของผมปรับได้เป็น 240p ซึ่งแปลว่าวีดีโอ 10 นาทีจะใช้ดาต้าประมาณ 27 Mb ครับ  อ้อ และถ้าภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรงก็สามารถเปิดซับไตเติ้ลได้ด้วย โดยตอนที่เปิดวีดีโอขึ้นมาแล้ว ให้ไปที่จุดสามจุดมุมขวาบนแล้วเลือก Captions จากนั้นมันจะโชว์ขึ้นมาว่าอยากให้ขึ้นซับภาษาอะไรครับ

7. ฝึกภาษาใหม่กับ Duolingo – เขาว่ากันว่าให้เวลากับมันเพียงวันละ 5 นาทีก็เพียงพอแล้วที่จะรู้ภาษาใหม่ๆ ในระดับที่ใช้งานได้จริง อย่างเยอรมัน อิตาเลียน ฝรั่งเศส ฯลฯ แต่สำคัญคือเราต้องฝึกอย่างต่อเนื่องทุกวัน ไม่ต้องรีบร้อน แล้วผลจะตามมาเอง

8. จดความคิด ข้างบนนี้จะว่าไปถือเป็นการเสพหมดเลย เมื่อมีขาเข้าแล้วย่อมต้องมีขาออก ถ้ามีความคิดอะไรดีๆ ผุดขึ้น ลองจดลงสมุดหรือจดลงแอพอย่าง Evernote ก็ได้ครับ

9. โทรศัพท์หาคนในครอบครัว หรือเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ถึงการสื่อสารของเราจะเปลี่ยนมาเป็นทางไลน์เสียส่วนใหญ่ แต่การพูดคุยด้วยการได้ยินเสียงของกันและกันก็เป็นเรื่องดีนะผมว่า เพราะจริงๆ แล้วโทรศัพท์ก็ออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้ไม่ใช่เหรอ?

10. ลบรูปออกจากมือถือ ต่อให้มือถือเราจะมีเม็มเยอะแค่ไหน สุดท้ายมันก็ต้องเต็มได้อยู่ดี ลองประยุกต์หลักการ KonMari ที่ใช้เก็บบ้าน มาใช้กับรูปในมือถือก็ได้ เก็บไว้แต่รูปที่ spark joy นอกจากเม็มจะโล่งขึ้นเยอะแล้ว รูปในเครื่องก็จะมีคุณค่าต่อจิตใจเรามากกว่าเดิมด้วย

11. ดูลมหายใจ ถ้าเสพก็เหนื่อย จะทำอะไรก็ขี้เกียจ ก็ลองอยู่เฉยๆ แล้วดูลมหายใจตัวเองซัก 10-15 วินาที ก็จะช่วยทำให้สมองของเราผ่อนคลายได้เยอะเลยทีเดียว

12. ดูใจตัวเอง ว่าตอนนี้สบายดีอยู่ไหม สุขหรือทุกข์ โล่งๆ หรือ อึนๆ ถ้าสุข สุขเพราะอะไร ถ้าทุกข์ ทุกข์เพราะอะไร และเราจะทำอะไรได้บ้างไหม ถ้าทำอะไรได้ก็กลับไปดูข้อ 8 ถ้าทำอะไรไม่ได้ ก็ยิ้มหวานให้ตัวเองหนึ่งที ทำใจให้สบาย ซักพักความทุกข์นั้นก็จะจางไปเองครับ

ถ้าใครมีข้อแนะนำว่าจะใช้เศษเวลาทำอะไรดี มาเล่าสู่กันฟังได้ที่เพจ Anontawong’s Musings นะครับ

—–

ขอบคุณ Medium: 8 Productive Ways To Use The Time You’re Normally Wasting On Waiting — Life Learning  ของ Darious Foroux ที่ผลักดันให้เขียนบทความนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Chandra Yaan’s answer to How much data does a YouTube video consume?

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีโทร.สั่งส้มตำไก่ย่างให้พอดีคน

20160224_Somtum

สืบเนื่องจากบทความ “คิดย้อนศร” เมื่อวานนี้ วันนี้เลยขอยกตัวอย่างการคิดย้อนศรแบบเบสิคมาเล่าให้ฟังนะครับ

ใครที่ทำงานออฟฟิศน่าจะเคยโทร.สั่งส้มตำไก่ย่าง มากินกับเพื่อร่วมทีมที่ออฟฟิศ

สิ่งที่มักจะเจอกัน คือสั่งของมาน้อยเกินไป หรือมากเกินไป เพราะเราเองก็กะไม่ค่อยถูกว่าสั่งแค่ไหนถึงจะพอดี (ผิดกับนั่งกินกันที่ร้านอาหาร ที่ถ้าสั่งมาไม่พอเรายังสั่งเพิ่มได้เรื่อยๆ)

ปัญหานี้จะหมดไป ถ้าเราคิดย้อนศรซักหน่อยครับ

แทนที่จะกะว่าแต่ละคนจะกินอาหารปริมาณเท่าไหร่ เราควรจะคิดไปเลยว่าร้านอาหารที่เรากำลังโทร.สั่งนั้น จากประสบการณ์แล้ว ต้องกิน “คนละกี่บาท” ถึงจะอิ่มท้อง

สมมติเป็นร้านไก่ย่างส้มตำ หัวละ 100 น่าจะกำลังดี (บางร้านอาจถูกหรือแพงกว่านั้น)

คราวนี้เราก็สั่งอาหารตามสัดส่วนที่ควรจะเป็นเลย เช่น ส้มตำสี่ ไก่ย่างสี่ ลาบสอง ต้มแซ่บสอง ส่วนข้าวเหนียวก็ตีไปเลยว่าคนละ 5 บาท สั่งมา 50-60 บาทก็ว่ากันไป

จากนั้นก็ถามดูว่าราคาเท่าไหร่แล้ว

ถ้ามีกัน 10 คน หัวละ 100 บาท ยอดควรจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท ถ้ามันออกมาแค่ 800 บาท แสดงว่าต้องสั่งอาหารเพิ่ม ถ้าออกมาที่ 1200 บาท อาจต้องเอาออกนิดหน่อย (ยกเว้นว่าในทีมจะมีผู้ชายเยอะ ก็สั่งเผื่อไว้ดีกว่า)

ด้วยวิธีการอย่างนี้ เราจะมั่นใจได้ว่าจะสั่งอาหารมาเพียงพอ ไม่มากไม่น้อยเกินไป แถมยังคุมงบได้ด้วยครับ

วิธีการอย่างนี้จะยิ่งมีประโยชน์เวลาโทร.สั่งร้านฟาสต์ฟู๊ดอย่าง KFC หรือพิซซ่าฮัท เพราะเราไม่ได้สั่งเป็นจานๆ และส่วนใหญ่มันมักจะมาเป็นคอมโบ้เซ็ต ซึ่งเราจะยิ่งคิดไม่ออกเข้าไปใหญ่ว่าเท่าไหนถึงจะพอดี

แต่ถ้ากะว่า KFC หัวละ 120 บาท พิซซ่าหัวละ 150 บาท การสั่งอาหารให้พอดีคนก็จะง่ายดายขึ้นเยอะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia 

คิดย้อนศร

20160223_Reverse

วันนี้มีคำถามสนุกสมองครับ

เป็นคำถามที่อาจารย์วิพรรธ์ เริงพิทยา ผู้ก่อตั้ง Asian University ถามพวกผมสมัยเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยนี้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

สมมติว่ามีการจัดทัวร์นาเม้นท์เทนนิส

แข่งแบบใครชนะเข้ารอบ ใครแพ้ก็ตกรอบไปเลย

แต่ละรอบ จะมีการจับฉลากใหม่ทุกครั้งเพื่อหาคู่ต่อสู้ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้คู่ชิงชนะเลิศ

ถ้าในรอบใดมีผู้แข่งขันเป็นเลขคี่ จะมีฉลาก “โจ๊กเกอร์” อยู่หนึ่งใบ

ใครจับได้ฉลากโจ๊กเกอร์นี้ ถือว่าชนะบาย ไม่ต้องแข่ง เข้าสู่รอบต่อไปได้เลย

เพื่อให้เห็นภาพ สมมติว่ามีผู้เข้าแข่งขัน 9 คน

รอบแรก จะมีหนึ่งคนที่จะได้ชนะบาย อีกแปดคนต้องไปแข่งกัน

รอบสอง เหลือ 5 คน (ชนะบายหนึ่งคน ชนะจากการแข่งรอบที่แล้วอีกสี่คน) หนึ่งคนจะได้ชนะบาย อีกสี่คนต้องไปแข่งกัน

รอบรองชนะเลิศ เหลือ 3 คน หนึ่งคนชนะบาย อีกสองคนแข่งกัน

รอบชิงชนะเลิศ สองคนสุดท้ายแข่งกัน

พอเห็นภาพนะครับ? ถ้าไม่เห็นภาพ ก็ลองกลับไปอ่านใหม่ หรือให้เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ช่วยอธิบายก็ได้

คราวนี้มาสู่คำถามนะครับ

ถ้าวันจัดงาน มีคนสนใจล้นหลามมาร่วมแข่งถึง 85 คน

ถามว่า ต้องจัดการแข่งขันทั้งหมดกี่คู่?

ลองใช้เวลาคิดดูซักนิดครับ

ถ้าสโกรลดาวน์มาถึงตรงนี้โดยยังไม่ได้คิดเลยผมให้โอกาสอีกครั้งครับ

ถ้าคุณอ่านคำตอบเลย ก็เหมือนอ่านสปอยล์ก่อนไปดูหนัง หรืออ่านหน้าสุดท้ายของนิยายนักสืบ ซึ่งจะทำให้สูญเสียอรรถรสและบทเรียนไปไม่น้อย

ข้างล่างจะเฉลยแล้วนะครับ

ถ้าใครได้ลองหยิบกระดาษดินสอ มานั่งคำนวณหรือวาดแผนผังดู ก็น่าจะได้คำตอบประมาณนี้

รอบ 1: 85 คน แข่ง 42 คู่ หนึ่งคนชนะบาย
รอบ 2: 43 คน แข่ง 21 คู่ หนึ่งคนชนะบาย
รอบ 3: 22 คน แข่ง 11 คู่
รอบ 4: 11 คน แข่ง 5 คู่ หนึ่งคนชนะบาย
รอบ 5: 6 คน แข่ง 3 คู่
รอบ 6: 3 คน แข่ง 1 คู่ หนึ่งคนชนะบาย
รอบ 7: 2 คน แข่ง 1 คู่

รวมแล้ว 42+21+11+5+3+1+1 = 84 คู่

นี่คือวิธีคิดแบบตรงๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน

แต่หัวข้อบทความในวันนี้คือ “คิดย้อนศร” ครับ

หลักการในการจัดงานแข่งขันครั้งนี้คือ แข่งแบบใครชนะเข้ารอบ ใครแพ้ก็ตกรอบไปเลย

มีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 85 คน

หาผู้ชนะเลิศแค่ 1 คน

แสดงว่าต้องมี “คนแพ้” 84 คน

การแข่งหนึ่งครั้ง จะสร้างคนแพ้ 1 คน

ดังนั้น ถ้าต้องการจะหาคนแพ้ 84 คน ก็ต้องแข่งกันทั้งหมด 84 คู่

เรียบง่าย แต่งดงามสุดๆ

ลองดูนะครับว่าจะเอาหลักการคิดย้อนศรนี้ไปแก้โจทย์อื่นๆ ในชีวิตคุณได้ยังไงบ้าง

อาจจะไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้ตรงๆ แต่เชื่อว่าจะมีประโยชน์ในอนาคตแน่นอนครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

5 เหตุผลที่เราควรออกไปเดินเล่น

20160902_TakeAWalk

 

กรุงเทพอากาศดีๆ อย่างนี้ ทำให้ผมนึกถึงบทความหนึ่งของ Andrew Tate นักประสาทวิทยาที่ชักชวนให้คนออกมาเดินเล่นกันเยอะๆ  ไม่เว้นแม้แต่เวลาทำงาน!

รู้จักคนชื่อ มาร์ค แอนดรีสัน (Marc Andreessen) มั้ยครับ?

เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเว็บบราวเซอร์อย่าง Netscape และเป็นคนที่ลงทุน (venture capitalist) ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, Twitter และ LinkedIn ครับ

วันหนึ่งขณะที่มาร์คกำลังขับรถอยู่แถวบ้านของใน Silicon Valley เขาเกือบจะชนผู้ชายแก่ๆ คนหนึ่งที่กำลังเดินข้ามถนน

หลังจากขับรถผ่านชายคนนั้นมา มาร์คมองกระจกหลังและเพิ่งเห็นชัดๆ ว่าผู้ชายคนที่เขาเกือบจะชนนั้นใส่กางเกงยีนส์สีน้ำเงินและเสื้อคอเต่าสีดำ

ครับ มาร์คเกือบจะขับรถชนสตีฟ จ๊อบส์ CEO ของแอปเปิ้ลเสียแล้ว

คนที่แอปเปิ้ลรู้กันดีว่าจ๊อบส์ชอบออกไปเดินข้างนอกนานๆ เพื่อคิดนู่นคิดนี่และถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย

ไม่ใช่เฉพาะสตีฟจ๊อบส์เท่านั้นที่ชอบออกไปเดินเล่น ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊คอย่างมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก และ แจ๊ค ดอร์ซี่ย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter ก็ชอบออกไปเดินเล่นเช่นกัน
เดินเล่นดีอย่างไร?

1. มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
ในปี 2014 นักวิจัยจากสแตนฟอร์ด ได้ทำการทดลองให้คนลองระดมไอเดียวิธีการใช้งานอุปกรณ์ที่เราเห็นได้ทั่วๆ ไป เช่นมีดสามารถเอาไปเสียบคนได้ เอาไปทาเนยได้ เอาตัดขนมปังได้ ฯลฯ

โดยคนที่เข้าร่วมการทดลองนั้น จะให้ระดมสมองในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน เช่นนั่งคิดอยู่ในห้อง นั่งคิดข้างนอก เดินบนเครื่องวิ่งแล้วคิดไป หรือเดินข้างนอกแล้วคิดไป

ปรากฎว่าคนที่เดินไปคิดไป สามารถระดมไอเดียได้มากกว่าคนที่นั่งคิดราว 60%

การที่เรามีความคิดโล่นแล่นมากขึ้นตอนที่เดินนั้น น่าจะมาจากการที่เลือดลมสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงสมองมากขึ้นนั่นเอง

2. สุขภาพดีขึ้น
โดยเฉลี่ยแล้ว คนวัยทำงานในปัจจุบันใช้เวลาอยู่บนเก้าอี้ถึง 10 ชั่วโมง

การนั่งอยู่กับที่ (Physical Inactivity) นั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงของเราที่จะเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งได้ มีบางคนบอกว่าการนั่งนานๆ นี่อาจส่งผลร้ายได้พอๆ กับการสูบบุหรี่เลยทีเดียว (sitting is the new smoking)

แต่การเดินวันละ 30 นาที จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

3. ผลิตผลดีขึ้น (better productivity)
เชื่อว่าทุกคนคงเคยเข้าประชุม แต่แอบเช็คเมล์ทางมือถือ หรือนั่งทำพรีเซ้นต์บนแล็ปท๊อปที่เราหนีบเข้าไปด้วย

เดี๋ยวนี้หลายบริษัทจึงเริ่มมีการ “เดินประชุม” (walking meeting) เพราะไม่ต้องห่วงว่าพนักงานจะว่อกแว่กไปกับมือถือ แถมยังเป็นเอกเทศน์ ไม่ต้องห่วงว่าจะโดนขัดจังหวะจากเหตุการณ์อื่นๆ ในออฟฟิศอีกด้วย

4. สื่อสารได้ดีขึ้น
แอนดรูว์ ผู้เขียนบทความนี้เล่าให้ฟังว่า ตอนที่เขาสัมภาษณ์งาน คนสัมภาษณ์ก็พาเขาออกไปเดินสัมภาษณ์ ถามคำถามประมาณว่าอีกยี่สิบปีอยากเห็นวงการประสาทวิทยศาสตร์ (neuroscience) เป็นอย่างไร ฯลฯ

การเดินไปคุยไปแบบสองต่อสอง ทำให้เราได้ขยับร่างกายและมือไม้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ บรรยากาศในการพูดคุยก็ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียดเหมือนสัมภาษณ์ในห้องประชุม

ถ้าคุณไปสมัครงานในตำแหน่งสูงๆ ที่เฟซบุ๊คในตำแหน่งสูงๆ และโชคดีได้มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กเป็นคนสัมภาษณ์ ก็มีโอกาสสูงที่มาร์คจะพาคุณเดินไปรอบๆ ออฟฟิศของเฟซบุ๊คและอธิบายให้ฟังว่าแต่ละแผนกทำอะไรบ้าง พร้อมทั้งถามว่าคุณมีความคิดเห็นอย่างไรต่อองค์กรนี้

5. ได้เดินตามรอยคนดังในประวัติศาสตร์
บีโธเฟ่น, เกอเต้, ชาร์ลส์ ดิกเค่น, ชาร์ลส์ ดาร์วิน บุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ชอบออกไปเดินเล่นเพื่อให้ความคิดและจินตนาการโลดแล่น ถ้าใครมีอะไรต้องคิดเยอะก็อาจจะเดินนานหน่อย
ครับ ในเมื่อการเดินเล่นนั้นไดได้ทั้งสุขภาพ ได้ทั้งงาน แล้วจะรอช้าอยู่ไย

ช่วงนี้อากาศยังดีอยู่ ลองหาโอกาสไปเดินเล่นบ่อยๆ นะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Design School: Why Everyone From Beethoven, Goethe, Dickens, Darwin To Steve Jobs Took Long Walks and Why You Should Too

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com