เหตุผลที่ผมเลิกเล่นการพนัน

20150623_WhyIStoppedGambling
ช่วงนี้การเปิดบ่อนถูกกฎหมายกำลังเป็นประเด็นฮอตในสังคม

วันนี้เพื่อนไก่ (ที่เคยถูกกล่าวถึงในตอนพักร้อนและตอนเปลือกหรือแก่น) ก็เลยทักมาในไลน์ว่าผมน่าจะเขียนเรื่องนี้ดูบ้าง

ผมจำได้ว่าเมื่อนานมาแล้ว น่าจะสมัยเรียนจบใหม่ๆ ไก่เคยมาชวนผมไปเที่ยวฮ่องกง/หมาเก๊ากัน เพื่อจะไปสัมผัสบรรยากาศคาสิโนกันที่นั่น

แล้วผมก็ตอบมันว่า ไปคงไปได้ แต่คงไม่ได้เล่นด้วย เพราะมันมีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมตั้งปณิธานกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่เล่นการพนันอีกเป็นอันขาด

มาฟังเรื่องนี้ไปพร้อมกันอีกครั้งนะครับ

เมื่อปี 2001 (พ.ศ.2544) ผมมีโอกาสได้ไปฝึกงานที่สวิตเซอร์แลนด์ (ขอบคุณ IAESTE Thailand) ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ผมมักจะแบกเป้เที่ยวเมืองต่างๆ ในยุโรป

หนึ่งในเมืองที่ผมได้ไปเยือนก็คือมหานครปารีส

วันนั้นเป็นวันที่ผมไปเนินเขา Montmatre ที่มีวิหาร Sacré-Cœur อยู่ข้างบน

บริเวณรอบๆ Montmatre จะอารมณ์คล้ายๆ วัดคิโยมิสึที่เกียวโต  ที่เป็นถนนแคบๆ สำหรับให้คนเดินขึ้นไปบนเขา สองข้างทางมีร้านรวงเต็มไปหมด

แต่สิ่งหนึ่งที่ Montmatre แตกต่างคือจะมีดนตรีเปิดหมวกหรือกิจกรรมริมทางอยู่ด้วย

ผมเดินไปเจอคนสามคนกำลังยืนเล่นเกมกันอยู่ เจ้ามือเป็นคุณลุงอ้วนๆ หน้าตาออกไปทางชาวกรีก ส่วนคนที่ยืนเล่นเกมอยู่เป็นผู้ชายที่ดูเหมือนนักนักท่องเที่ยว อายุน่าจะซัก 40 แล้วทั้งคู่ ผมขอตั้งชื่อว่าจอห์นกับโทนี่แล้วกัน

อุปกรณ์ที่ใช้เล่นเกมที่เล่นประกอบด้วยถ้วยขนาดย่อมสามใบที่หน้าตาเหมือนกัน ฟองน้ำก้อนเล็กๆ หนึ่งก้อน และโต๊ะเล็กๆ สูงๆ เพื่อให้ยืนเล่นกันได้ คุณลุงจะเอาฟองน้ำวางไว้บนโต๊ะ แล้วเอาถ้วยมาครอบฟองน้ำเอาไว้ จากนั้นก็ขยับถ้วยทั้งสามใบไปมาเร็วๆ แล้วให้เราชี้ว่าฟองน้ำอยู่ในถ้วยไหน วางเงินกันคราวละ 100 ฟรังก์ฝรั่งเศสหรือประมาณ 500 บาท (สมัยนั้นแม้จะมีเงินยูโรแล้วแต่เงินฟรังก์ฝรั่งเศสก็ยังใช้กันเยอะอยู่) ใครทายถูกก็รับเงินไปเลย

มีนักท่องเที่ยวหยุดดูหลายคน ผมเลยเข้าไปมุงด้วย ระหว่างยืนดูก็เหลือบไปเห็นคนดำสองสามคนที่ยืนอยู่ห่างๆ แล้วมองมาทางผม หน้าตาน่ากลัวชะมัดแต่ผมก็ทำเป็นไม่สนใจ

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้จากเกมนี้คือมันไม่ยากอะไร เพราะถ้าตั้งใจดูจริงๆ แล้วล่ะก็น่าจะพอมองทัน คนที่ชื่อจอห์นทายถูกประมาณ 80% แต่ที่น่าแปลกใจคือโทนี่ทายผิดค่อนข้างบ่อย อย่างมากก็ทายถูกไม่เกิน 40% จนผมอดด่าในใจไม่ได้ว่าไอ้หมอนี่นี่มันทึ่มจังเลย

ตาลุงเจ้ามือชวนคนอื่นๆ ที่มายืนมุงให้มาเล่นด้วย แต่ส่วนใหญ่จะส่ายหน้า หรือไม่ก็แค่ชี้ถ้วยแต่ไม่ลงเงิน

คุณลุงหันมาทางผม ผมก็ส่ายหน้าเช่นกัน แต่ก็คอยตามดูเกมไปตลอด

ดูไปได้ประมาณ 7-8 เกม พอคุณลุงหมุนถ้วยเสร็จ จอห์นชี้ไปที่ถ้วยนึง โทนี่ชี้ไปอีกถ้วยนึง แล้วคุณลุงก็หันมาถามผมว่าฟองน้ำอยู่ถ้วยไหน ถ้าทายถูกเอาเงินไปเลย (ยื่นแบงค์ 100 ฟรังก์มาให้) ผมก็ชี้ไปที่ถ้วยเดียวกับจอห์น แล้วก็ถูกตามคาด ได้เงิน 100 ฟรังก์มาฟรีๆ จังหวะที่รับเงินมากลุ่มคนดำเมื่อครู่ก็จ้องเขม็งมาทางผมแล้วก็ส่ายหน้า อะไรของมันวะเนี่ย

คุณลุงเริ่มเกมถัดไป หมุนถ้วยอีกรอบ แล้วก็อีหรอบเดิม คือถ้วยที่ผมเห็นว่าฟองน้ำน่าจะอยู่คือถ้วยเดียวกับที่จอห์นชี้เป้า แถมคราวนี้โทนี่ก็เลือกถ้วยนี้ด้วยเหมือนกัน พอผมชี้ไปที่ถ้วยเดียวกัน ลุงบอกว่าต้องวางเงินก่อน 100 ฟรังก์ ผมเลยยื่นแบงค์ 100 ฟรังก์ที่เพิ่งได้เมื่อกี๊กลับไป

แต่คราวนี้เราทั้งสามคนทายผิดหมดเลย ฟองน้ำดันอยู่อีกถ้วยนึง โทนี่เหมือนจะตาสว่าง (หรือเงินหมด) เลยเลิกเล่นแล้วยืนดูเฉยๆ แทน

แทนที่ผมจะเดินออกมา ตอนนั้นกลับมีความรู้สึกอยากรู้ว่าทำไมถึงทายผิด เลยอยู่ดูต่อ คุณลุงหมุนถ้วยอีกรอบ ผมชี้ไปที่ถ้วยที่ 1 แต่คราวนี้จอห์นชี้ไปที่ถ้วยที่ 2 แล้วหันมาบอกผมว่าต้องเป็นถ้วยนี้เชื่อเค้าสิ

แล้วมันก็ออกถ้วย 2 จริงๆ จอห์นหันมาทางผมแล้วพูดประมาณว่า “กูบอกแล้ว ทำไมไม่เชื่อกู”

คุณลุงบอกให้จ่ายมาซะดีๆ 100 ฟรังก์ ผมเพิ่งนึกได้ว่าคราวนี้ไม่เห็นให้วางเงินก่อนเลย แต่ในเมื่อทายไปแล้วก็ต้องรับสภาพจำใจควักเงินให้

ตอนนี้ติดลบ 100 ฟรังก์หรือ 500 บาทแล้ว

คุณลุงหมุนถ้วยอีกครั้ง คราวนี้ผมมั่นใจว่าฟองน้ำอยู่ถ้วยที่สอง และจอห์นก็ตะครุบถ้วยที่สองเอาไว้เหมือนกัน หันมาทางผมบอกว่าคราวนี้ไม่พลาดแน่ ผมเองก็อยากได้เงินคืน คุณลุงบอกให้วางเงิน ผมเปิดดูกระเป๋าสตางค์ไม่มีเงิน 100 ฟรังก์ฝรั่งเศสเหลือแล้ว มีแต่แบงค์ 50 ฟรังก์ฝรั่งเศส  (250 บาท) กับแบงค์ 50 ฟรังก์สวิส (1250 บาท)

ลุงก็บอกว่า 50 ฟรังก์สวิสก็ได้เหมือนกัน แล้วก็ยื่นมือมาหยิบเงินจากผม

พอเปิดถ้วยที่สองมา ปรากฏว่าถ้วยนั้นว่างเปล่า

สมองผมก็ว่างเปล่าไปชั่วขณะเช่นกัน เหมือนจะหูอื้อๆ ด้วย ได้ยินแค่เสียงจอห์นโวยวายแว่วๆ ว่าเป็นไปได้ยังไงๆๆ

ระหว่างที่ผมอึ้งอยู่นั้น กลุ่มคนดำหน้าตาน่ากลัวที่ยืนมองผมมานาน ก็เดินมากอดคอผมแล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นว่า Let’s go. Let’s get out of here.

ผมเดินก้มหน้าไปกับกลุ่มของเขาได้ประมาณ 20 เมตร แล้วอิสซา (ผมตั้งชื่อให้) ก็พูดกับผมว่า เค้าพยายามจะบอกผมแล้วว่าอย่าไปเล่น เขาถึงยืนส่ายหน้าตอนที่ผมรับเงิน 100 ฟรังก์ครั้งแรก

แล้วอิสซาก็บอกอีกว่าคนพวกนี้เป็นมิจฉาชีพต้มตุ๋น ทำงานกันเป็นทีม

ทั้งคุณลุงชาวกรีก ทั้งคุณจอห์นผู้หวังดี และคุณโทนี่แสนทึ่มนั้น จริงๆ แล้วเป็นพวกเดียวกันหมด

โอ…ไอ…ซี…

อิสซาและผองเพื่อนพาผมเดินขึ้นไปจนถึงยอด Montmatre ได้เห็นวิหารและได้รับอากาศบริสุทธิ์แล้วหัวสมองก็ค่อยปลอดโปร่งขึ้นหน่อย

ผมยืนชมวิวและคุยกับอิสซาได้ประมาณ 10 นาทีก็แยกย้าย ก่อนจากกันผมขออีเมล์เค้าไว้ แต่เขียนไปแล้วเค้าไม่เคยตอบกลับมาเลย ถึงกระนั้นผมก็ยังไม่เคยลืมบุญคุณที่เขาอุตส่าห์เดินมาลากผมออกจากวง ไม่อย่างนั้นผมมีหวังได้เล่นจนเงินหมดกระเป๋าแน่

ระหว่างเดินทางกลับที่พัก ความคิดของผมก็ยังวนเวียนไปกับเงิน 1750 บาทที่เสียไปในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที (100 ฟรังก์ฝรั่งเศส + 50 ฟรังก์สวิส)

แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า มีทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เงินที่เสียไปนั้นคุ้มค่า

คือผมต้องไม่แตะการพนันอีกเลยตลอดชีวิต

นั่นแปลว่า เงิน 1750 บาทที่ผมจ่ายตอนอายุ 21 ปีนั้น จะช่วยให้ผม “ประหยัด” เงินที่จะเสียจากการพนันในอีก 50 กว่าปีที่เหลือ

ถือเป็นการ “ลงทุน” ที่ไม่เลวเลยทีเดียว

เหตุการณ์คราวนี้ให้บทเรียนสำคัญสามอย่าง

1. อย่าตัดสินคนจากภาพลักษณ์ภายนอก
2. อย่าคิดว่าคนอื่นโง่กว่าเรา
3. อย่าเล่นการพนัน

บางคนอาจจะแย้งว่า ที่ผมเสียเงินไม่ใช่เพราะเรื่องการพนันซะทีเดียว แต่เพราะโดนต้มตุ๋นต่างหาก ซึ่งนั่นก็จริงครับ แต่การพนันก็ยังน่ากลัวอยู่ดี โดยเฉพาะเวลาที่ความโลภและความเสียดายครอบงำจิตใจ ผมเลยไม่อยากเจอสภาพนั้นอีกแล้ว

แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการพนันเป็นคุณหรือเป็นโทษมากกว่ากัน?

—–

ป.ล. เมื่อสี่ปีที่แล้ว ผมได้ไปเที่ยวมาเก๊ากับเพื่อนสนิทและแฟนสาวของเขา แน่นอนเราไม่พลาดที่จะไปดูบรรยากาศ The Venetian คาสิโนหรูเลิศอลังการของมาเก๊า ผมไม่แลกเงินเลยซักบาทเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ส่วนแฟนสาวของเพื่อนกำลังตื่นตาตื่นใจกับสุดยอดคาสิโน และเห็นว่าคนอื่นๆ กำลังลุ้นกันสนุก จึงขอแฟนตัวเองเล่นนิดๆ หน่อยๆ สุดท้ายเสียเงินไปราวๆ สามพันบาทในเวลาสามนาที จ๋อยกันไป และน่าจะเข็ดขยาดการพนันไปอีกสักพัก

ฮิปโป สัตว์โลก(ไม่)น่ารัก

20150619_Hippo

วันนี้วันศุกร์ สบายๆ ขอนำเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจาก Quora มาฝาก

เป็นเกร็ดความรู้ที่อาจช่วยชีวิตคุณได้เลยทีเดียว

มีคนตั้งคำถามไว้ใน Quora ว่าทำไมคนอียิปต์โบราณถึงเกรงกลัวฮิปโป (Why did Ancient Egyptians fear hippos?)

คำตอบสุดเจ๋งมาจาก Vincen Mathai ครับ

วินเซ้นบอกว่าจริงๆ แล้วฮิปโปเป็นสัตว์ที่อันตรายมาก มีกำลังดั่งช้างสารและมีความดุร้ายดั่ง honey badger (หมีกินรังน้ำผึ้ง ซึ่งได้รับการขนานนามโดยกินเนสบุ๊ค ว่าเป็น the most fearless animal สัตว์ที่ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด)

มีการคาดการณ์ว่า ทุกๆ ปีมีคนตายด้วย “น้ำมือ” ของฮิปโปไม่ต่ำกว่าปีละ 300 คน ทำให้ฮิปโปขึ้นแท่นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ที่สุดในโลก ทิ้งห่างปลาฉลามที่ฆ่าคนแค่ปีละ 10 คนไปแบบไม่เห็นฝุ่น

อยู่ในน้ำฮิปโปสามารถสู้กับจรเข้ได้อย่างสูสี เวลาอยู่บนบกก็สามารถสู้กับสิงโตได้แบบสมน้ำสมเนื้อ

อ้อ แล้วถ้าใครคิดว่าถ้าเจอฮิปโปโกรธแล้วจะวิ่งหนีทันก็คิดใหม่นะครับ เพราะฮิปโปวิ่งเร็วกว่ายูเซน โบลต์ (Usian Bolt) มนุษย์ที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกซะอีก  เพราะมนุษย์ที่เร็วที่สุดวิ่งได้ 40 ก.ม.ต่อชั่วโมง แต่ฮิปโปวิ่งได้ 50 ก.ม. ต่อชั่วโมง ถ้าให้ฮิปโปมาวิ่งแข่ง 100 เมตร มันจะวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 7.2 วินาที!

ผมลอง google เพิ่มเติมถึงพบว่าในสมัยก่อนฮิปโปเป็นสัตว์พื้นเมืองของอียิปต์ ชอบบุกรุกพื้นที่เพาะปลูก คว่ำเรือและทำร้ายหรือฆ่าชาวบ้านเป็นประจำ จนชาวอียิปต์ถึงกับไล่ล่าฮิปโปจนสูญพันธุ์ไปจากแดนใต้ลุ่มแม่น้ำไนล์ และใช้ฮิปโปเป็นสัญลักษณ์ของเซ็ธ เทพเจ้าแห่งการทำลายล้าง

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่คนอียิปต์สมัยก่อนจะเกรงกลัวฮิปโป

สิ่งที่น่าคิดต่อคือทำไมคนสมัยนี้ไม่กลัวฮิปโปเลย?

ทำไมภาพลักษณ์ (brand) ของฮิปโปถึงกลับหัวกลับหางไปได้ถึงเพียงนี้!!

โอเคล่ะ เหตุผลหนึ่งก็เพราะเราไม่เคยต้องใช้ชีวิตร่วมกับฮิปโป แถมฮิปโปยังหน้าตาโง่ๆ หุ่นก็เผละๆ จนดูแล้วไม่น่าทำอะไรใครได้

แต่คำตอบหลักคงหนีไม่พ้นสื่อที่เราเสพอยู่ทุกวัน ที่ทำให้ภาพของฮิปโปดูเป็นสัตว์โลกน่ารัก ไม่มีพิษไม่มีภัย

และยิ่งน่าคิดต่อว่า “ภาพจำ”ที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ผู้นำ หรือประเทศ อาจจะถูกลมอิทธิพลของสื่อพัดพาจนทำให้ความเข้าใจของเราผิดเพี้ยนจากความจริงได้อย่างมากมาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าตัดสินอะไรจากภายนอก

และอย่ามั่นใจอะไรจนเกินไปครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora, OK Nation, Pharaonic Egypt

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 2

20150603_Oldtrafford2

<ใครยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 สามารถอ่านได้ที่นี่ครับ>

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม ผมกับแฟนและพี่โม (พี่ที่ออฟฟิศ) มีนัดไปดูคอนเสิร์ต Nuvo Love Story ที่อิมแพ็คอารีนา

แต่ก่อนจะมาถึงวันนี้ แฟนผมมีอาการมึนหัวมาได้ประมาณเกือบๆ สัปดาห์ และประจำเดือนที่ควรจะมาก็ยังไม่มา เราก็เลยเดินไปซื้อเครื่องตรวจวัดการตั้งครรภ์ที่ร้านขายยาแถวบ้าน แล้วมาทำการตรวจดู

ปรากฎว่าเครื่องตรวจวัดโชว์สองขีด แสดงว่าแฟนผมกำลังตั้งครรภ์

ถามว่าดีใจมั้ยที่จะมีลูกก็ต้องดีใจแน่ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ตามมาทันทีคือกังวลว่าการเดินทางจะมีผลกระทบอะไรรึเปล่า

ต้องยอมรับตรงนี้ว่า ผมกับแฟนคิดมาตลอดว่า ถ้าท้องแก่เดินทางแล้วอันตราย ดังนั้นเดินทางตอนท้องอ่อนน่าจะโอเค

แต่ความจริงก็คือช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะการกระทบกระเทือนนิดหน่อยอาจส่งผลให้แท้งได้

เย็นนั้นเราไปดูคอนเสิร์ตนูโวตามแผนเดิม เพียงแต่แฟนต้องนั่งดูเฉยๆ ห้ามกระโดดโลดเต้น

วันเสาร์ถัดมาเราจึงไปพบคุณหมอ และรู้ว่าอายุครรภ์ประมาณ 6 สัปดาห์แล้ว

ดังนั้น แผนการเดิมที่จะเดินทางในวันที่ 1 เมษายน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรเท่าไหร่ เพราะยังอายุครรภ์แค่สองเดือนนิดๆ

เราจึงต้องพับแผนการเดินทางยุโรปไว้ชั่วคราว โดยกะจะรอดูให้แน่ใจก่อนว่า เมื่อครบสามเดือนแล้ว คุณแม่และคุณลูกยังแข็งแรงดี

ระหว่างนั้นผมก็ส่งเมล์หา Match Day VIP ที่ดูแลลูกค้าที่ซื้อตั๋วบอลแมนยู

ก่อนอื่นต้องขอชมก่อนว่า แผนกที่ดูแลลูกค้านี้เฟรนด์ลี่มากๆ ผมถามอะไรก็ตอบภายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ว่าจะปรึกษาเรื่องรถไฟจากแมนเชสเตอร์ไปลอนดอน เรื่องวันและเวลาที่แน่นอนของวันแข่งขัน และเรื่องอื่นๆ จิปาถะ คนที่ตอบเมล์ผมนั้นชื่อเบธานี่ (Bethany) ก็ตอบเมล์ทุกฉบับอย่างเป็นกันเองและใจเย็นมากๆ

คราวนี้พอผมถามเบธานีไปว่า ผมคงไปดูแมทช์นี้ไม่ได้แล้วเพราะภรรยาท้อง และหมอบอกว่าต้องรอให้เกินสามเดือนก่อนถึงจะเดินทางไกลได้ พอจะมีอะไรที่ทางคุณจะช่วยได้บ้างมั้ยในแง่ของตั๋ว เช่นคืนเงิน ขายต่อ หรือเปลี่ยนตั๋วไปเป็นเกมส์อื่นในเดือนพฤษภาคม

เบธานีัจึง cc ทีม Sales ให้เข้ามาตอบ และคำตอบที่ได้คือ

Dear Anontawong

Thank you for your email.

All our packages are non-transferable and non-refundable. This is stated in the terms and conditions before you purchase tickets online.

If you read the terms and conditions you will see the below statement.

“(b) where a Ticket Holder has booked and/or purchased Facilities for a Match after the announcement of the date on which the relevant Match is due to be held and the date on which the Match is to be held is subsequently: (i) rearranged by more than two calendar days (for example, the Match is moved from a Saturday to the following Tuesday);”

As this is part of our terms and conditions I am unable to offer you a refund or transfer at this time as the match has only been moved to the Sunday.

If you require any further information please don’t hesitate to contact me.

Kind regards
Nicola

—-

สรุปก็คือในสัญญาก่อนซื้อตั๋วมันระบุไว้ชัดเจนว่าตั๋วนี้ไม่สามารถคืนเงินหรือเปลี่ยนมือได้ ยกเว้นในกรณีที่วันแข่งขันถูกเลื่อนไปจากวันเดิมเกินสองวัน (ซึ่งในกรณีผมมันเลื่อนแค่วันเดียวจากวันเสาร์มาเป็นวันอาทิตย์) ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถจะคืนเงินให้ได้

ผมก็จ๋อยสิครับ เงิน 36000 บาทหายวับไปกับตา แต่สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำใจ

—–

หลังจากผ่านไปได้ประมาณสามสัปดาห์ การตรวจครรภ์และเห็นว่าเด็กและแม่แข็งแรงดี เราก็เลยหยิบแผนการไปเที่ยวยุโรปขึ้นมาคุยกันอีกครั้ง

ผมขอเปลี่ยนตั๋วเครื่องบินจาก 1-18 เมษายน เป็น 1-16 พฤษภาคม แม้ต้องลางานเยอะขึ้นและได้เที่ยวสั้นลงแต่เราก็ยอม เพราะนี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายในอีกหลายๆ ปีที่จะได้ไปไหนไกลๆ

ทริปคราวนี้เราเลยตัดสินใจจะไม่ไปอังกฤษ เพื่อจะมีเวลาเพียงพอกับการเที่ยวชมเมืองอื่นๆ อย่างไม่ต้องเร่งรีบมากนัก

แต่แล้วก็เหมือนมีอะไรมาดลใจ ทำให้ผมคิดว่า แม้จะไม่ได้ไปดูบอลก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยขอเก็บตั๋วไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดี

ผมจึงเมล์ไปหาเบธานีว่าช่วยส่งตั๋วมาให้หน่อยนะ จะได้เก็บไว้ดูต่างหน้า ส่วนเราก็จองตั๋วไปยุโรปแล้วแต่คราวนี้จะไม่แวะไปอังกฤษเพราะถ้าไม่ได้ดูแมนยูก็ไม่รู้จะไปอังกฤษทำไม

แล้วเบธานีก็ถามกลับมาในสิ่งที่ผมไม่คาดคิด คือเขาถามว่า จองตั๋วเครื่องบินแล้วหรือยัง? เขาอาจจะช่วยเปลี่ยนตั๋วเป็นเกมที่เจอกับ West Bromwich หรือ Arsenal ได้นะ!

ผมก็ตอบว่า อ้าว ก็เห็นทางทีมเซลส์บอกว่าเปลี่ยนตั๋วไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ใน Terms & Conditions ก็บอกว่าไว้อย่างนั้น

เบธานีก็ตอบว่า ถูกต้อง ตามหลักแล้วทำไม่ได้ แต่สำหรับกรณีนี้เขาจะลองปรึกษาหัวหน้าดู

วันถัดมา หัวหน้าของเบธานีก็ตอบเมล์ผมมาว่า เขาช่วยเปลี่ยนตั๋วจาก Man City เป็น Arsenal ให้แล้วนะ คราวนี้ลองดูซิว่าจะปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางของคุณเพื่อให้มาดูแมทช์นี้ได้รึเปล่า นี่จะเป็นแมทช์สุดท้ายของฤดูกาลที่แมนยูจะเตะในบ้าน ดังนั้นบรรยากาศจะเยี่ยมยอดมากแน่ๆ

ผมนี่โคตรดีใจจนตัวลอย

ความฝันที่รอคอยมาเกือบยี่สิบปีของผมใกล้เข้ามาอีกนิดแล้ว

—–

ป.ล. ผมรู้ตัวว่าเขียนมาเกือบสองตอนก็ยังไม่ค่อยได้เห็นอะไรเกี่ยวกับแมนยูเท่าไหร่ แต่ผมอยากจะบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการจองตั๋ว ข้อตกลงในสัญญาก่อนซื้อตั๋ว และน้ำใจที่ผมได้รับ จึงต้องขออภัยหากเรื่องมันอาจยืดยาวไม่ทันใจสำหรับบางท่านนะครับ ตอนหน้าสัญญาว่าจะพาไปถึง Old Trafford แน่นอน!

มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 1

20150602_OldTrafford1

เพื่อนสนิทของผมทุกคนจะรู้ดีว่าทีมโปรดของผมคือแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ผมเป็น “เด็กผี” มาร่วม 20 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอีริค คันโตน่ายังโลดแล่นอยู่ในสนาม แม้ตอนนั้นผมจะเรียนอยู่นิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่บ้ารักบี้และหาฟุตบอลดูได้ยากมาก

เมื่อเราสมัครใจจะเป็นสาวกของทีมใดทีมหนึ่ง ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่หนึ่งในความฝันของเราคือการได้ไปเชยชมทีมที่รักติดขอบสนามซักครั้งในชีวิต

วันนี้ผมจะมาเล่าถึงฝันที่เป็นจริงครับ!

ผมแต่งงานไปเมื่อปลายปีที่แล้ว และตั้งใจจะมีลูกเลย จึงรู้ตัวแล้วว่า ถ้าจะไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ ปีนี้น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะได้ทำ ก่อนที่จะต้องหยุดพักไปอีกหลายปี

เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม ผมเลยลอง google ดูว่า แมนยูฯ มีเตะในบ้านเมื่อไหร่บ้าง ยิ่งถ้าได้ช่วงสงกรานต์ยิ่งดี

และโชคชะตาก็เป็นใจ แมนยูฯ มีแข่งกับแมนซิตี้ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดในวันที่ 11 เมษายน

เกมนี้ถือเป็นเกมระดับ 5 ดาวเลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็น “ดาร์บี้แมทช์” ซึ่งหมายถึงเกมที่ทีมจากเมืองเดียวกันต้องมาเจอกันเอง จึงเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี ไม่มีใครยอมใคร บู๊สะบั้นหั่นแหลก และกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายก็จะเร่าร้อนกว่าเกมทั่วๆ ไป

แค่คิดถึงบรรยากาศก็กระดี๊กระด๊าแล้ว

เมื่อรู้แล้วว่าอยากจะไปดูเกมส์ไหน ก็ google ไปตรงๆ เลยว่า manchester united manchester city match ticket

มีเว็บไซต์หลายๆ เว็บ ขึ้นมาให้เลือก แต่พอคลิ้กเข้าไปดูแล้ว ราคามันแพงเหลือหลาย อย่างต่ำๆ ก็เหยียบหมื่นบาทแล้ว และเท่าที่ดูก็ไม่แน่ใจว่าเป็นตั๋วผีรึเปล่า ซื้อแล้วจะได้ตั๋วจริงๆ รึเปล่า

ผมเลยลองเข้าเว็บ manutd.com แทน และคลิกไปที่ Tickets & Hospitality 

ปรากฎว่าตั๋วของเกมนี้หมดเกลี้ยงแล้วจริงๆ แต่ก็ยังไม่หมดหวังซะทีเดียว เพราะมันมีเซ็คชั่นที่เป็น Matchday VIP Tickets 

ซึ่งพอคลิ้กเข้าไปมันก็มี VIP หลายระดับ

ผมเลือก Lancashire Package เพราะว่ามันเป็นแพ็คเกจเดียวที่ยังพอมีที่นั่งเหลืออยู่

โดยแพ็คเกจนี้ระบุว่าจะมีเลี้ยงข้าวก่อนดูบอล มีของที่ระลึกให้ และพอดูจบก็กลับมาดื่มโน่นดื่มนี่ได้อีกนิดหน่อย

ค่าตั๋วก็ไม่แพงเท่าไหร่ แค่คนละ 299 ปอนด์หรือ 15,000 บาทเท่านั้น โอ้แม่เจ้า!

ผมเองเคยซื้อของราคาเกิน 10,000 บาทแค่สามชิ้น

ส่วนในแง่การซื้อประสบการณ์ ค่าตั๋วแพงสุดที่ผมเคยจ่ายคือประมาณ 5,000 บาทตอนไปดู The House of Dancing Water ที่มาเก๊า (อันนี้ก็ดีมากนะครับ แนะนำๆ)  พอมาเจอตั๋วราคาใบละ 15,000 ได้ดูบอล 90 นาที จึงทำให้คิดหนักอยู่เหมือนกัน

แต่พอถามตัวเองว่า อะไรหายากกว่ากัน

ระหว่างเงิน 30,000 บาท (ค่าตั๋วของผมกับแฟน)

กับการได้ไปอยู่ในบรรยากาศแมนเชสเตอร์ดาร์บี้แมทช์ในวันและเวลาที่ยังไม่มีภาระอะไร

คำตอบก็ชัดเจนในตัวมันเอง จึงคลิ้ก Next!

ถึงจะซื้อตั๋ว VIP แต่ที่นั่งก็ใช่ว่าจะดีมาก เพราะตามแผนผังที่นั่ง เราจะได้ที่นั่งในกลุ่ม NW3433 เป็นที่นั่งฝั่ง North West ระหว่าง Sir Alex Firguson Stand กับ West Stand ห่างจากสนามพอสมควรเลย

แต่ได้แค่นี้ก็เอาแล้ว ดีกว่าผัดวันประกันพรุ่งความฝันของเราไปจนถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

การจองตั๋วก็ไม่ยากอะไรครับ ทำตามสเต็ปไปเรื่อยๆ

จะมีช็อคนิดหน่อยตอนถึงหน้าสุดท้าย เพราะเขาเก็บภาษีอีกร้อยกว่าปอนด์ ตัวเลขบรรทัดสุดท้ายจึงเป็น 717.60 ปอนด์หรือ 35,640 บาท (เรท GBP/THB ณ ตอนนั้น)  แต่มาถึงจุดๆ นี้แล้วก็ต้องกัดฟันคลิ้ก Confirm แล้วล่ะครับ

และนี่คือเมล์ที่เขาส่งมาหลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยครับ

2015-06-02_100622
จะเห็นว่ามันขึ้นว่า (Date & KO TBC) ซึ่งย่อมาจาก Date & Kick Off To Be Concluded

เพราะแม้วันที่จะเป็นวันเสาร์ที่ 11 April แต่ก็มีโอกาสที่จะเลื่อนแมทช์ไปเตะวันอาทิตย์เพื่อการถ่ายทอดสดได้ แถมยังเลื่อนกลับมาเป็นวันเสาร์ได้อีกหากแมนซิตี้เข้ารอบลึกๆ ในฟุตบอลรายการ UEFA Champions League (ขอไม่ลงรายละเอียด)

ระหว่างนี้ ผมก็มีการเมล์ไปคุยกับทีมงาน Matchday VIP เพื่อจะถามเรื่องตั๋วฟุตบอล ซึ่งตามปกติจะส่งมาที่บ้านก่อนวันแข่งประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ผมขอไปรับที่หน้างานแทน เพราะมีโปรแกรมไปเที่ยวยุโรป กลัวว่าตั๋วกับผมจะสวนทางกัน

เมื่อได้ตั๋วบอลแล้ว วันถัดมาก็จองตั๋วเครื่องบินเลย โดยคิดว่าจะออกเดินทางคืนวันพุธที่ 1 เมษาแล้วกลับมาวันเสาร์ที่ 18 จะได้มีเวลาพักหนึ่งวันก่อนกลับไปทำงาน

แผนการก็คือไปเที่ยวที่สวิสเซอร์แลนด์ก่อน แล้วค่อยนั่งรถไฟ/รถบัสไปเที่ยวยุโรปตะวันออกอย่างเวียนนาและปราก จากนั้นก็บินไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์ เสร็จแล้วค่อยลงมาเจอเพื่อนที่ลอนดอน แล้วนั่งรถไฟลงไปเที่ยวที่ปารีส จากนั้นจึงบินจากปารีสกลับเมืองไทย

จองตั๋วเครื่องบินเสร็จสรรพก็เดินหน้าทำวีซ่า Schengen ซึ่งสามารถใช้ได้กับทุกประเทศที่เราจะไปยกเว้นอังกฤษ ส่วนวีซ่าอังกฤษผมก็รอดูสถานการณ์ก่อนว่าสุดท้ายแล้วเกมจะเกิดขึ้นวันไหนกันแน่

ทุกอย่างดูราบรื่นดี

จนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม

วันที่ผมรู้ว่าภรรยาตั้งครรภ์!

โปรดติดตามตอนต่อไป

—–

ผมเขียนบล็อกทุกวัน วันละหนึ่งบล็อก สามารถติดตามกันได้ที่ http://facebook.com/anontawongblog นะครับ

ยังมีหวัง

20150428_EndlessHope
Some see a hopeless end while others see an endless hope

บางคนมองเห็นจุดจบที่สิ้นหวัง บางคนมีความหวังไม่รู้จบ

– Unknown

——

บางทีเมล์สองฉบับก็มีพลังมากกว่าที่คิด

เมื่อวานนี้ผมส่งเมล์หาเพื่อนพนักงานทอมสันรอยเตอร์ว่าเราจะรับบริจาคเงินให้กับเนปาล ใครสนใจให้ลงชื่อและแจ้งยอดที่คิดจะบริจาคไว้ได้เลย (ผมใช้ surveymonkey.com ในการเก็บข้อมูล)

ตอนเย็นๆ ผมเช็คยอด ได้มาเกิน 70,000 บาทแล้ว เลยโพสต์บนวอลล์ Facebook ของผม เผื่อคนอื่นนอกบริษัทจะร่วมด้วย โดยตั้งเป้าว่าน่าจะได้ถึง 100,000 บาท

เมื่อเช้านี้มาถึงออฟฟิศ มีคนลงชื่อไว้ 96 คนและยอดบริจาครวม 95,000 บาทแล้ว!

ผมเลยส่งเมล์ฉบับที่สองออกไป ว่าวันนี้เราจะปิดรับเงินบริจาคแล้วนะ

สุดท้ายวันนี้ผมได้ผู้บริจาค 315 คน มีทั้งคนที่บริจาค 100 บาท ถึงคนที่บริจาค 5000 บาท

ผมเปิดโต๊ะรับบริจาคช่วงบ่ายสองถึงบ่ายสาม มีคนถือเงินสดมาบริจาคถึง 265,300 บาท

ส่วนเพื่อนที่เคยทำงานที่ทอมสันรอยเตอร์อีก 8 คนก็โอนเงินมาให้อีก 18,000  หลังจากได้อ่านโพสต์ใน FB ของผม

สรุปเราจึงได้รับเงินบริจาครวม 283,300 บาท!

และเมื่อได้เงินสมทบทุนจาก Thomson Reuters Matching Gifts แล้วก็จะได้เงินเกินครึ่งล้านเพื่อมอบให้สภากาชาดไทยไปช่วยเหลือเนปาลต่อไป

ดีใจและภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทยครับ

—–

ทราบมั้ยครับว่าโปรแกรม LINE ที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองนั้น มีต้นกำเนิดมาจากแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น?

และล่าสุด Facebook ก็ออก feature ใหม่ชื่อ Safety Check เพื่อให้ Facebook users ที่อยู่ในเนปาลสามารถส่งข่าวบอกญาติพี่น้องได้ว่า ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้วนะ

โศกนาฎกรรมอาจนำพาความปวดร้าวมาให้

แต่มันก็นำพาแสงสว่างมาด้วยเช่นกันครับ